(3186 ข้อความ)
- 1 คนสงสัยขอเชิญร่วมลงชื่อคัดค้าน และเรียกร้องให้รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัลผ่าน “กระเป๋าเงินดิจิทัล” ๑๐,๐๐๐ บาท และร่วมร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้อำนาจ ดำเนินการส่งเรื่องนี้ต่อศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลขัดต่อพระราชบัญญัติเงินตรา พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และบทบัญญัติในส่วนของหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ข้าพเจ้า วิรังรอง ทัพพะรังสี ได้ทำการยื่นหนังสือร้องเรียนถึงผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วตามรายละเอียดด้านล่างนี้ หากท่านเห็นด้วยกับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว และต้องการเป็นผู้หนึ่งในการร่วมคัดค้านและเรียกร้องให้รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัลผ่าน “กระเป๋าเงินดิจิทัล” ๑๐,๐๐๐ บาท โปรดสนับสนุนด้วยการร่วมลงชื่อในแบบฟอร์มนี้ค่ะ https://forms.gle/4fuBV1WFaHWn2HUn9 ขอกราบขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่ได้ร่วมลงชื่อ ขออนุญาตรวบรวมชื่อของท่าน เพื่อส่งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินต่อไปค่ะ สุดท้ายนี้ ขอบกราบขอบพระคุณคณาจารย์เศรษฐศาสตร์ ๘๑ ท่านที่ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านโยบายแจกเงินดิจิทัลผ่าน “กระเป๋าเงินดิจิทัล” และขออนุญาตนำแถลงการณ์นำส่งเป็นเอกสารแนบยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมถึงเหตุและผลที่ควรยกเลิกนโยบายดังกล่าว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงมาก ข้าพเจ้าไม่อาจทราบว่าที่กระทำไปนี้จะได้ผลอย่างไรหรือไม่ เพราะรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีนสิน ดูจะเดินหน้าไม่ฟังเสียงประชาชนเลย คิดว่าคงทำได้ตามกำลังเพียงเท่านี้ แต่ก็รู้สึกดีกว่าการที่จะไม่ได้ทำอะไรเลย....... วิรังรอง ทัพพะรังสี ๗ ตุลาคม ๒๕๖๖ _________________________ ที่ ๐๔/ ๒๕๖๖ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เรื่อง ร้องเรียนนโยบายแจกเงินดิจิทัลผ่าน “กระเป๋าเงินดิจิทัล” ๑๐,๐๐๐ บาท ของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ว่าขัดต่อพระราชบัญญัติเงินตรา พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และบทบัญญัติในส่วนของหน้าที่ของรัฐหรือไม่ สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน ๑ ฉบับ ๒. แถลงการณ์ นักวิชาการและอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ๘๑ ท่าน เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายแจกเงิน ดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท กราบเรียน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามที่ปรากฏในสื่อสารมวลชนว่า รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้กับประชาชนทุกคนที่มีอายุ ๑๖ ปีขึ้นไปเพื่อกระตุ้นการบริโภค และได้มีผู้ที่มีความรู้ตลอดจนประชาชนจำนวนมาก ออกมาคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วย และขอให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายดังกล่าว แต่รัฐบาลก็ยังดึงดันที่จะเดินหน้าต่อไป ล่าสุด เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๖ นักวิชาการและอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ๘๑ ท่าน รวมทั้งอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ๒ ท่าน คือ นางธาริษา วัฒนเกส และนายวิรไท สันติประภพ ได้ร่วมกันลงชื่อในแถลงการณ์ เห็นพ้องต้องกันเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะเป็นนโยายที่ “ได้ไม่คุ้มเสีย” โดยให้เหตุผลประกอบอย่างละเอียด (เอกสารแนบ ๒) ด้านสังคมและเศรษฐกิจ ข้าพเจ้า นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง มีความเห็นว่า นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่จะสร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมในสังคมให้เกิดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเศรษฐีและมหาเศรษฐี ที่อายุเกิน ๑๖ ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือด้วยทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังห่วงใยว่า นโยบายดังกล่าวไม่เพียงแต่จะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่เป็นการสร้างหนี้จำนวนสูงมากโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจจะส่งผลทำลายเสถียรภาพทางด้านการคลังของประเทศในระยะยาว โดยประชาชนทั้งประเทศจะต้องแบกรับความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับกรณีโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้านกฎหมาย รัฐบาล โดย นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงในวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๖ ว่าการจ่ายเงินดิจิทัล สามารถทำได้ ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.เงินตรา ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และยืนยันว่าไม่ผิดกฎหมายอย่างแน่นอน แม้รัฐบาลจะประกาศว่า “เงินดิจิทัล” ที่จะออกมาตามโครงการ “กระเป๋าเงินดิจิทัล” นั้น จะไม่ใช่การออก “คริปโตเคอร์เรนซี” ซึ่งจะไม่สามารถทำได้ เพราะจะผิดตาม พ.ร.บ.เงินตรา ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย “หนึ่งประเทศจะมีสองสกุลเงินไม่ได้” แต่จะออกมาในรูปแบบเหรียญ “ดิจิทัลโทเคน” ประเภท “ยูทิลิตี้ โทเคน (Utility Token)” ซึ่งจะเป็น “โทเคน” เพื่อการอุปโภคบริโภค จึงไม่ได้เป็นการสร้างสกุลเงินใหม่ และไม่ใช่กรณีเดียวกับ Bitcoin Luna หรือ USDT แต่เป็นเหรียญ คูปอง หรือสิทธิ์การใช้เงิน ที่ใช้ Blockchain เขียนเงื่อนไขลงไป อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารัฐบาลจะใช้ “ดิจิทัลโทเคน” ประเภทยูทิลิตี้ โทเคน จะเป็นเหรียญ หรือจะเป็นคูปอง แต่เมื่อออกโดยรัฐบาล และประชาชนสามารถนำไปใช้จ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าได้แทนเงินสดกับร้านค้าได้ทั้งหมด เช่น ร้านโชห่วย ร้านสะดวกซื้อ ห้างแม็คโคร รวมถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นว่าจะแตกต่างกับการใช้เงินตราตรงไหน เหตุใดจึงไม่แจกเป็นเงินสดเข้ากระเป๋าสตางค์ให้แก่ประชาชนอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องยุ่งยาก ร้านค้าที่รับก็ไม่ต้องลำบากในการนำไปแลกคืนกับรัฐบาลเพื่อรับกลับมาเป็น “เงินบาท” ข้าพเจ้ามีความสงสัยว่า ลักษณะของเหรียญ หรือคูปอง ที่รัฐบาลจะนำออกมาใช้นี้ อาจเข้าข่ายเป็นการออกเงินตราอย่างหนึ่ง และเมื่อมีสภาพเป็นเงินตราก็จะเข้าบังคับพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ เนื่องด้วย “.....ตามเกณฑ์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย “ยูทิลิตี้ โทเคน จะสามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้า และการบริการต่างๆ แบบเฉพาะเจาะจง ภายในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือโครงการใดโครงการหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ต้องไม่มีลักษณะเป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการในวงกว้าง ในลักษณะของการใช้แทนเงิน (Means of Payment: MOP) เป็นการทั่วไป ดังนั้น จึงอาจจะต้องพิจารณาให้ดีว่า การใช้โทเคนดังกล่าวในการซื้อสินค้า และบริการกับร้านค้าทั่วประเทศ อาจจะเข้าข่ายเป็น “การชำระในลักษณะการเป็นสื่อกลางการชำระค่าสินค้าและบริการในวงกว้าง” หรือ การใช้แทนเงิน ซึ่งจะผิดกฎเกณฑ์ของทางธนาคารแห่งประเทศไทย.....” ที่มาของข่าวและข้อมูล: https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_7856583 https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2721853 สุดท้าย แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นนโยบายที่ตรงไปตรงมา ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชน และไม่เกี่ยวกับการฟอกเงินตามที่มีผู้กล่าวอ้าง แต่ประชาชนจำนวนมากมีความเห็นว่า หากรัฐบาลมีเงินสดที่จะแจกให้กับประชาชนได้ การแจกเงินก็ควรจะสามารถทำได้ตรงๆ เหมือนสมัยที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยแจกประชาชนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็คุ้นเคยและใช้เป็นอยู่แล้ว แต่การที่รัฐบาลไม่แจกเป็นเงิน ทำให้เกิดเป็นเรื่องยุ่งยากที่ถกเถียงกันในสังคมทั้งด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องและด้านกระบวนการปฏิบัติ ยังไม่รวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการชำระเงินดิจิทัล สร้างแอปพลิเคชันในการชำระเงิน และสร้างบล็อกเชนใหม่ขึ้นมา ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนและระยะเวลาจำนวนมาก สังคมจึงมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า นโยบายดังกล่าวไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติในภาพรวม แต่อาจเป็นการหลบเลี่ยงหรือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่างๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ และขัดต่อวินัยการเงินและการคลังของประเทศอย่างร้ายแรง ข้าพเจ้าในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีความห่วงใยประเทศชาติ จึงได้ส่งหนังสือร้องเรียนนี้มากราบเรียนขอให้ท่านผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ส่งเรื่องนี้ต่อศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่ากระทำดังกล่าวของรัฐบาลขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ต่อไป ขอแสดงความนับถือ นางวิรังรอง ทัพพะรังสีข่าวการเมือง เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 2 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยว่าด้วยเรื่องยา…ลองอ่านและพิจารณาดูนะ ว่าอะไรยังไง 🚩นาง Gwen Olsen คนวงใน ตัวแทนขายยา ที่ฝังตัวอยู่ในธุรกิจยามานาน 15 ปี ออกมาแฉ :- 📕บริษัทยักษ์ใหญ่ขายยา ไม่ได้สนใจที่จะ เสริมสุขภาพ หรือ เยียวยารักษา หรอกนะ 📕แต่พวกเขา อยู่ในธุรกิจ =เลี้ยงไข้= และ =บริหารอาการป่วย= ต่างหาก 📕พวกเขา ไม่รักษามะเร็ง ไม่รักษาอัลไซม์เมอร์ ไม่รักษาโรคหัวใจ หรือโรคใดๆ ทั้งสั้น 📕เพราะหากพวกเขาทำอย่างนั้น บริษัทก็เจ๊งกันพอดีนะสิ เพราะจะไม่เหลือคนป่วย มาคอยซื้อยาของพวกเขา ซึ่งแบบนั้นจะเป็นอันตรายต่อธุรกิจ 🚩ดิฉันไม่ใช่พวกนักทฤษฎีสมคบคิด เพราะมันมีหลักฐานโทนโท่ 📕ยกตัวอย่างเช่น พวกยาระงับประสาท มันมีไว้เพื่อ =เลี้ยงไข้= ให้ป่วยอย่างนั้นอยู่นานๆ ส่วนใหญ่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต มันเหมือนยาเสพติดที่คุณ =ถอนออก= ไม่ได้ 📕ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผู้คนจะต้องรู้ว่า ยาตัวไหน คือยาประเภทเลี้ยงไข้ ตัวอย่างเช่น 📕ยาลดคลอเรสเตอรอล ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันลดครอเรสเตอรอล =มากเกินไป= จนผู้ป่วย กลายเป็นโรคอื่นๆ เข้ามาแทน ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยานี้ 📕คน 44 ล้านคน ยังกินยากดประสาทอยู่ ซึ่งตอนนี้พิสูจน์ได้แล้วว่า มันใช้ไม่ได้ผล เพราะถึงกินไป ก็ไม่ต่างจากกินยาหลอก และแค่ไปออกกำลังกาย ก็ยังได้ผลดีกว่ากินยาถึง 2 เท่าด้วยเลย 📕แต่เดี๋ยวนี้ คุณจะไม่ได้ยินข่าวจริง ที่ดีต่อสุขภาพแบบนี้หรอกนะ ตราบใดที่ยักษ์ยา ยังเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ เป็นรายได้หลักให้กับช่องทีวี บริษัทพวกนี้ทำกำไร 5-6 เท่าเมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่อื่นๆ ในอเมริกา พวกเขาจะไม่มีทางยอมสูญเสีย ผลกำไรงามๆ แบบนี้ไปง่ายๆ อย่างแน่นอน และจริงๆ แล้ว พวกเราก็เป็นแค่เหยื่อประเภท =โภคภัณฑ์มนุษย์= หรือ =แม่วัวทำเงิน= ตัวอ้วนๆ สำหรับพวกเขา 📕อย่างที่ดิฉันเอง ก็ถูกกระตุ้นให้ออกไปหลอกลวง เพื่อ =เพิ่มส่วนแบ่งตลาด= ให้กับบริษัท โดยไม่คิดไม่สน ว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยอย่างไรบ้าง โดยไม่รู้ว่าพวกเขา ปล่อยข่าวเท็จอะไรออกไปบ้าง โดยไม่รู้ว่างานวิจัย ถูกโกงอย่างไร ให้ออกมาดูดี ด้วยการปกปิดซุกซ่อน ผลข้างเคียงที่อันตรายอะไรบ้าง 📕ดิฉันอยู่ในวงการนี้มา 15 ปี และเป็นระดับตัวแม่ของตัวแม่นักขาย แต่ดิฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ และกำลังบอกคุณว่า อุตสาหกรรมนี้มัน เน่าเฟะ แค่ไหน และเราต้องเอาอำนาจของเราคืนกลับมา ช่วยกันทำให้บริษัทยาเหล่านี้ ต้องรับผิดชอบกับความผิดที่ได้กระทำ สำหรับยาห่วยแตกที่ขายๆ กันอยู่ของพวกเขา 📕เพราะอีกไม่นานเกินรอ ที่ชาวมะกันทุกคน จะได้เจอผลลัพท์อันเลวร้ายของหายนะนี้ เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง • อะไรคือโรค • อะไรคือความผิดปกติ • อะไรคืออาการ 📕นั่นเพราะถ้ามันไม่มีหลักฐานทางการแพทย์อย่าง ผลเลือด ผลสแกนสมอง ฯลฯ คุณก็ไม่มีเอกสารอะไรมาพิสูจน์ได้ ว่าเป็นโรค ซึ่งคุณอาจไม่ได้ติดโรค แต่คุณแค่มีความผิดปกติ ที่อาจถูกวินิจฉัยมาอย่างผิดๆ 📕และคุณต้องขวนขวายหาความรู้ จนเข้าใจว่า มันยังมี =ทางเลือก= อื่นอยู่นะ ซึ่งอาจรักษาได้ผลดีกว่าการใช้ยา เสียด้วยซ้ำ ต้องไปดูในมุมของโภชนาการ ของอาหารที่คุณกิน ไลฟ์สไตล์ของคุณ คุณได้ออกกำลังกายบ้างไหม ? คุณได้ดูแลตัวเองดีพอแล้วหรือยัง ? 📕นั่นก็เพราะ เมื่อคุณเริ่มกินยาขนานหนึ่งเข้าไป คุณก็จะกลายเป็น =ลูกค้าตลอดชีพ= ของบริษัทขายยา ... 💊สุขภาพผู้บริโภคเฝ้าระวัง เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 1 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยยาPaxlovidตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่องยา Paxlovid ไม่เพียงพอต่อการรักษาคนไข้ กลุ่ม 608 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีการโพสต์ในสื่อออนไลน์โดยระบุว่า แพทย์ที่ห้อง ICU ส่งข่าวมาแจ้งว่าตอนนี้ผู้ป่วยอาการหนักเยอะมาก Paxlovid Molnupiravir Remdesivir รัฐบาลสั่งมาอยู่ไหนคะ เร่งกระจายด่วน คนไข้ 608 ควรได้ยาทันที ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ยืนยันมียา Paxlovid เพียงพอต่อการรักษาคนไข้ กลุ่ม 608 โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีส่งมอบยาต้านไวรัสโควิด 19 “แพ็กซ์โลวิด” (Paxlovid) ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และ น.ส.เด็บบราห์ ไซเฟิร์ท กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในจำนวนการจัดซื้อ 50,000 คอร์ส รวม 1.5 ล้านเม็ด กำหนดทยอยส่งมอบให้ครบภายในเดือน เม.ย. ซึ่งมีองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นผู้รับจัดเก็บและกระจายยาลงพื้นที่แต่ละจังหวัด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเข้าถึงยารักษาโควิด 19 ที่มีประสิทธิผล มีข้อมูลทางวิชาการหรือผลการศึกษาวิจัยที่มีคุณภาพเพียงพอในการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อพิจารณาเลือกและจัดหายาที่เหมาะสมในการนำมาใช้กับผู้ติดเชื้อโควิด ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ยาต้านไวรัสรักษาผู้ป่วยโควิด ได้แก่ ยาฟาวิพิราเวียร์ ยาเรมเดซิเวียร์ ยาโมลนูพิราเวียร์ และยาตัวใหม่ที่กำลังนำมาใช้ คือ ยาแพ็กซ์โลวิด ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อใช้รักษาโควิดโดยตรง ไม่ใช่เป็นเพียงยาต้านไวรัสทั่วไป ซึ่งปัจจุบันพบว่าผู้ติดเชื้อที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปส่วนหนึ่งยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงอยู่ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ สธ. โดยกรมการแพทย์ ดำเนินการจัดซื้อจัดหายาที่มีประสิทธิผลในการลดอัตราการเสียชีวิตและการเข้านอนโรงพยาบาลลง ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นทางเลือกแต่เพื่อสร้างความมั่นคงทางยา ให้ประชาชนมั่นใจว่าเรามียาครบถ้วนและเพียงพอต่อการดูแลผู้ป่วยทุกอาการ โดยจะกระจายยาลงไปยังแต่ละจังหวัด ในโรงพยาบาลศูนย์ และให้ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพเป็นผู้บริหารจัดการยาต่อไป นอกจากนี้ ยาแพ็กซ์โลวิดเป็นยาต้านไวรัสชนิดเม็ด ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส (protease) ทำให้เชื้อไวรัสโควิดไม่สามารถสร้างโปรตีนที่จำเป็นต้องใช้ในการเพิ่มจำนวนได้ ยานี้ประกอบด้วย ยา Nirmatrelvir (150 มก.) จำนวน 2 เม็ด และยา Ritonavir (100 มก.) จำนวน 1 เม็ด รับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน โดยใช้ Nirmatrelvir 20 เม็ด และ Ritonavir 10 เม็ด / 1 คอร์ส / คน ซึ่งยานี้มีข้อห้ามใช้ คือ สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร ผู้ที่การทำงานของตับหรือไตบกพร่อง ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่ www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : มียา Paxlovid เพียงพอต่อการรักษาคนไข้ กลุ่ม 608 เพราะได้มีการส่งมอบยาต้านไวรัสโควิด 19 “แพ็กซ์โลวิด” (Paxlovid) ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข ในจำนวนการจัดซื้อ 50,000 คอร์ส รวม 1.5 ล้านเม็ด กำหนดทยอยส่งมอบให้ครบภายในเดือน เม.ย. ซึ่งมีองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นผู้รับจัดเก็บและกระจายยาลงพื้นที่แต่ละจังหวัดstd48181• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยงาดำ อันตรายที่มาแบบเงียบๆ ดังคุณเภสัชกรเล่า อาม่า ท่านนี้ อายุ 85 ปี เราเคยเจอสามเดือนหน อาม่าชอบมาหาเภสัชที่ศูนย์ 34 เพื่อพูดคุย ทักทาย เราเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของใบหน้า อาม่า ทำไม อาม่ามีรอยสีดำ ๆ บนใบหน้าเต็มไปหมด แปลกจัง อาม่า ก็บอกว่า ช่วงนี้ เป็นอะไรไม่รู้ที่หน้ามีรอยๆ เต็มไปหมด เราคิดว่า น่าจะเกิดจากความแก่ชรา แต่ก็สงสัย เพราะลักษณะรอยของสีดำ มันเป็นกระจุก และมีลักษณะที่เหมือน การสะสมอะไรบางอย่าง... เราเริ่มถามอาม่า..ว่าช่วงนี้มีกินยาอะไรรึเปล่า...อาม่า ตอบไม่ได้กินยาอะไรเลย แล้วช่วงนี้ มีนอนหลับดีมั้ย อาม่าตอบ นอนหลับดีนะ แต่ท้องอืดบ่อยมาก แน่นท้องบ่อย ต้องมาขอยาเภสัช ยาขับลมน้ำแดงๆ ไปกินจึงค่อยดีขึ้น แต่ก็แน่นท้องมากๆ เราเลยแนะนำอาม่า... อาม่ากินน้อยๆนะ กินพอเป็นคำๆ แบ่งหลายๆมื้อ อาหารควรเป็นอาหารเหลว ที่มีน้ำเยอะ ๆ และปั่นละเอียด ๆ ช่วยกระเพาะและลำไส้ดูดซึมนะ อาม่า..ขอบคุณมาก เราสงสัยต่อ ถ่ายอุจจาระเป็นไงบ้าง ช่วงนี้ อาม่า...ถ่ายสีดำ.เทาๆ เภสัช..แปลกอ่ะ ทำไมถ่ายสีดำๆเทาๆ กินอะไรดำๆรึเปล่า เช่น คาร์บอน ยาถ่าน..สีดำแก้ท้องเสีย อาม่าตอบว่า...ไม่ได้กินนะ เภสัชถามต่อ...อาม่า กินอะไรแปลกไป หรือ กินอะไรเสริมๆ ที่ไม่เหมือนพวกเรามั้ย ลองคิดสิ มื้อเช้า กินอะไร...ถามอาม่า อาม่า...ก็กินข้าวนะ เภสัช...กินข้าวสวย หรือ ข้าวต้ม อาม่า...กินข้าวต้ม แต่สองเดือนนี้ ลูกเค้าเอา งาดำ มาเป็นถุงใหญ่ๆมาโรยในข้าวต้มเป็นกำมือเลย เค้าบอกว่าทางทีวีบอกว่า เป็นยาอายุวัฒนะ กินทุกมื้อดีมากๆ ....พออาม่าบอกว่า กินงาดำผสมในข้าวต้มเป็นกำมือ...เราถึงบางอ้อเลย...อนิจจา ลูกจะฆ่าแม่แล้ว... เวรกรรมแท้ๆของคนไทย ไม่มีใครรู้เลยหรือว่า งาดำ ห้ามเอามากินเป็นอาหารหลัก และกินทุกวันในสัดส่วนที่มาก เกิดโทษมหันต์ มิน่าล่ะ...กระจ่างทุกอย่างเลย เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว.. ถึงสวรรค์เลย..เรา เพื่อนๆ เข้าใจมั้ยคะ ว่าโทษของงาดำ มีมานานแล้ว สมัยโบราณ สุภาษิตสอนหญิงไทย ทุกคน ต้องได้เรียน นั่นคือ...กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ เพราะอะไร...เพราะงาดำมีน้ำมันมาก มีสารชนิดหนึ่งที่คั่วแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และเหม็นหืนมาก มีอะไรในงาดำคะ ...ใครเรียนเภสัช ตอบสิ ปัญหาของอาม่า พบทางออกแล้วค่ะ ด้วยเภสัชกรสาวสวยคนนี้ คือ..งาดำ มี คอปเปอร์สูงมาก คอปเปอร์ คือ โลหะทองแดง ทองแดงมีการจับกับอะไรๆได้แน่นไปหมด จับได้ดีกว่าเหล็กอีก ดังนั้น ใครกินงาดำมาก ๆ ร่างกายจะสะสมทองแดงมหาศาล เพราะ ทองแดงเป็นสารที่เสถียรสูงมาก รองจากทองเท่านั้น ดังนั้น จึงนิยมใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า คืออย่างนี้ค่ะ เม็ดเลือดแดงเรามีธาตุเหล็ก แต่ถ้ามีทองแดงเข้ามา ร่างกายก็เลือกทองแดงค่ะ เพราะราคาสูงกว่าเหล็ก 555 ประมาณนั้น คราวนี้ กินนิดๆหน่อยๆ ก็ไม่เป็นไร เป็นยาบำรุงเลือด แต่เมื่อไรกินงาดำทุกวัน ทุกมื้อ ถึงตายค่ะ เพราะงาดำมีไฟเบอร์สูงมากไป ย่อยยาก จึงทำให้อาม่า แน่นท้องตลอดเวลา ต้องกินยาขับลม ในคนแก่ กระเพาะก็ไม่มีน้ำย่อยแล้ว หายไป 80% ดังนั้น ร่างกายไม่ย่อยงาดำ งาดำสะสมในร่างกาย มีทองแดงมาก มีความเป็นพิษสูง เกิดอะไรขึ้น สะสมที่ใบหน้าค่ะ เพราะใบหน้า รอยเลือดจะเห็นง่าย เห็นชัด และผิวบาง และ งาดำ มีน้ำมัน วิตามินอีสูง ก็แทรกซึมเข้าชั้นไขมันในผิวหนัง ใบหน้าจึงมีรอยดำ ตามด้วย การแน่นท้อง ถ่ายดำ และที่สำคัญ ดวงตาอาม่า มีรอยรอบๆกระจกตา เป็นวงเขียวๆของทองแดง ทองแดง จะมีสีเขียวๆ เห็นชัดมาก อาม่า เริ่มตามัว มีน้ำตา จึงขอน้ำตาเทียม เราถึงบางอ้อเลย...จึงแนะนำเอาม่า ให้หยุดกินงาดำ แล้วกินน้ำมากๆ บอกลูกให้หยุดเชื่อ โฆษณา อวดอ้างสรรพคุณของงาดำ เราเจอเคส ที่เด็กอนุบาล เสียชีวิตเพราะคุณแม่ป้อนลูกด้วยข้าวผสมงาดำทุกมื้อ มาแล้ว และเราเคยอ่านเจอพิษงาดำ ที่ญี่ปุ่น เราถึงไม่ชอบ งาดำ วันนี้ จึงได้มาช่วยอาม่า และฝากบอกต่อค่ะ ขอบคุณค่ะยาสมุนไพรผู้บริโภคเฝ้าระวัง เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 2 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! กฎใหม่เงินบำนาญสมาชิกรัฐสภารับสูงสุด 79,492 บาทตามที่มีการแชร์ข้อมูลเรื่องกฎใหม่เงินบำนาญสมาชิกรัฐสภารับสูงสุด 79,492 บาท ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีมีภาพข้อมูลถูกเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ว่า “ข้าราชการผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ต้องมีอายุราชการนาน 25 ปี ถึงมีสิทธิ์ได้รับบำนาญ แต่ ส.ส. รวมกันออกกฎหมายให้สิทธิ์ ส.ส. ให้ได้รับเงินบำนาญ ตามระยะเวลาการเป็น ส.ส. ดังนี้ 2 ปีรับบำนาญ 22,712 บาท, 3 ปีรับบำนาญ 34,068 บาท, 7 ปี รับบำนาญ 45,424 บาท, 11 ปี รับบำนาญ 58,280 บาท, 15 ปี รับบำนาญ 64,136 บาท, 20 ปี รับบำนาญ 79,492 บาท ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเงินบำนาญข้าราชการ ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงว่า สิทธิประโยชน์ในการรับเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภานั้น เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานการรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงินการจัดหาผลประโยชน์ และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 โดยระเบียบดังกล่าว กำหนดการรับเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา กำหนดให้ได้รับเป็นรายเดือนตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยไม่ได้รับตลอดชีพ แต่ให้ได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพstd46343• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอมอย่าแชร์! ผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตร้า มีความเสี่ยงเป็นโรคฝีดาษลิงตามที่มีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นเรื่องผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตร้า มีความเสี่ยงเป็นโรคฝีดาษลิง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีการแชร์ข้อความว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตร้า มีความเสี่ยงเป็นโรคฝีดาษลิง ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฝีดาษลิงแต่อย่างใด โรคฝีดาษลิงเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Poxviridae จัดอยู่ในจีนัส Orthopoxvirus เชื้อไวรัสฝีดาษลิงพบได้ในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ เช่น กระรอก หนูป่า เป็นต้น รวมทั้งคนก็สามารถติดโรคได้ จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ป่า หรือกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาจติดทางอ้อมจากการสัมผัสที่นอนของสัตว์ป่วย การแพร่เชื้อจากคนสู่คนแม้มีโอกาสน้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่ม หรืออุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อสุขภาพวัคซีนโควิดKhemmachart Jandum• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัย"เบลล่า" ให้ปากคำ ยืนยันไม่เกี่ยวโฆษณาอาหารเสริมเกินจริงเบลล่า ราณี พร้อม มะปราง วิรากานต์ เสณีตันติกุล เข้าพบตำรวจ ชี้แจงปมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบีเคิฟ เข้าข่ายโฆษณาเกินจริง โดยเบลล่า ยืนยันว่าทำหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ให้บริษัทฯ เท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับงานด้านการตลาด และถ้อยคำโฆษณาในผลิตภัณฑ์ วานนี้ (16 พ.ค.2561) ผู้สื่ข่าวรายงานว่า การให้ปากคำของน.ส.ราณี แคมเปน หรือ เบลล่า และ น.ส.วิรากานต์ เสณีตันติกุลหรือ มะปราง นักแสดง ในฐานะเจ้าของ บริษัท 99 นิว วัน จำกัด และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบีเคิฟ ( Be curve ) เพื่อชี้แจงถึงกรณีมีภาพเบลล่าปรากฎในสื่อสังคมออนไลน์ ในลักษณะโฆษณาผลิตภันฑ์บีเคิฟเกินจริง กับตำรวจกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการ กระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ ปคบ. นานเกือบ 2 ชั่วโมงพ.ต.อ.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่า เชิญตัวเบลล่า เข้ามาให้ปากคำในฐานะพยาน เรื่องการโฆษณาผลิตภัณฑ์เกินจริงซึ่งจากการสอบปากคำยังไม่ตั้งข้อหาดำเนินคดีกับใคร แต่จะต้องสอบสวนเพิ่มอีก 2 ประเด็น เช่นบริษัทเข้าข่ายกระทำความผิด พระราชบัญญัติอาหารและยา มาตรา 41 เรื่องขอโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่นอกจากนี้จะต้องตรวจสอบเพิ่มว่าเบลล่า มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ รวมถึงต้องนำผลิตภัณฑ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตจาก อย.ว่าโฆษณาเกินจริง ส่งให้สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจสอบว่ามีสารต้องห้ามหรือไม่ หากพบพยานหลักฐานเพิ่มจะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำnukandap• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยอย.เตือนอย่าหลงเชื่อ "ยาสีฟัน" 3 แบรนด์ โฆษณาเกินจริงอย.เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อเพจเฟซบุ๊กโฆษณาหลอกขายยาสีฟัน 3 ยี่ห้อ พบอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง รักษาฟันผุ เหงือกอักเสบ ปวดฟัน ฟันโยก เสี่ยงได้รับอันตรายในช่องปาก วันนี้ (19 ต.ค.2565) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอมของผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย พบผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน 3 ยี่ห้อ โฆษณาโอ้อวดเกินจริง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ทรีดี พรีเมี่ยม พลัส ทูธเพสท์ (3D PREMIUM PLUS TOOTHPASTE) ชื่อการค้า เอทีเค (ATK) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 10-1-6400019767 อวดอ้างจัดการหินปูน ฟันเหลือง กลิ่นปาก ร้อนใน และคราบบุหรี่ชากาแฟ ผลิตภัณฑ์ ลิควิด ทูธเพสท์ (LIQUID TOOTHPASTE) ชื่อการค้า โอเค เคลียร์ (OK CLEAR) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 40-1-6300038347 อวดอ้างรักษาฟันผุ ฟันโยก คลอน เห็นผลใน 2 นาที ผลิตภัณฑ์ ฟันทน ยาสีฟันสมุนไพรสูตรเข้มข้น (รสดั้งเดิม) (FUNTON CONCENTRATED HERBAL TOOTHPASTE (ORIGINAL)) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 76-1-6400037025 อวดอ้างรักษาเหงือกอักเสบ ปวดฟัน ฟันโยก และฟันผุ การโฆษณาดังกล่าวเป็นการโฆษณาเกินความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภค เนื่องจากยาสีฟันเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้กับฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อทำความสะอาดเท่านั้น ดังนั้นการอวดอ้างว่าสามารถแก้ปัญหาร้อนใน รักษาฟันผุ เหงือกอักเสบ ปวดฟัน ฟันโยก จึงเป็นข้อความที่เป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริงและทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง อย.แนะนำผู้บริโภคควรแปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดซอกฟัน เลือกใช้ยาสีฟันผสมสารฟลูออไรด์ เพราะจะสามารถช่วยป้องกันฟันผุได้ และควรไปพบทันตแพทย์ตามนัด หรือทุก 6 เดือน เพื่อสุขภาวะที่ดีของช่องปากและฟัน หากผู้บริโภคที่มีอาการผิดปกติทางช่องปากและฟัน ควรรีบไปพบทันตแพทย์ อย่าหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้nukandap• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! อาหารอุ่นไมโครเวฟ อันตรายแถมเสี่ยงมะเร็งตามที่มีผู้เผยแพร่ข้อมูลเรื่องอาหารอุ่นไมโครเวฟ อันตรายแถมเสี่ยงมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีผู้โพสต์คลิปวิดีโอให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพว่า อันตรายจากการทานอาหารที่อุ่นไมโครเวฟ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งนั้น ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า คลื่นไมโครเวฟ (Microwave) ที่ใช้ปรุงอาหาร คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นเดียวกับคลื่นวิทยุ มีหลักการทำงานโดยการปล่อยรังสีเป็นคลื่นไปกระทบอาหาร ทำให้โมเลกุลน้ำทั้งภายใน และนอกอาหารสั่น และเสียดสีกันจนเกิดเป็นความร้อนสะสม จากนั้นพลังงานดังกล่าวจะสลายตัวไป จากข้อมูลที่ระบุว่า การใช้ไมโครเวฟจะทำให้สูญเสียสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินบี วิตามินซี โฟเลตนั้น ตามข้อเท็จจริงแล้วการปรุงหรืออุ่นอาหารทุกกรรมวิธีที่ใช้ความร้อนอาจเป็นผลให้เกิดการสูญเสียสารอาหารได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าคลื่นไมโครเวฟไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ และไม่ตกค้างในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันแน่ชัดว่าการอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟจะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งVathanee Jansrinak• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! กระเทียมดำมีฤทธิ์ใช้ป้องกันโรคมะเร็งในคนได้ตามที่มีคำแนะนำเกี่ยวกับประเด็นเรื่องกระเทียมดำมีฤทธิ์ใช้ป้องกันโรคมะเร็งในคนได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีการโพสต์ข้อความโดยระบุว่ากระเทียมดำมีฤทธิ์ใช้ป้องกันโรคมะเร็งในคนได้ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดจากการศึกษาวิจัยที่ระบุว่ากระเทียมดำสามารถป้องกันโรคหรือปริมาณรับประทานที่สามารถป้องกันมะเร็งในคนได้ โดยกระเทียมดำ หมายถึงกระเทียมสดที่ผ่านกระบวนการหมักบ่มเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ทำให้กระเทียมเปลี่ยนเป็นสีดำ มีเนื้อสัมผัส กลิ่นรส และสารสำคัญในกระเทียมเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่ากระเทียมดำมีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง แต่งานวิจัยที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการหรือในสัตว์ทดลองเท่านั้น ควรเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์กระเทียมดำที่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกันการได้รับสารปนเปื้อนอื่น ๆ การรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ยังไม่มีรายงานหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดจากการศึกษาวิจัย ที่ระบุว่ากระเทียมดำสามารถป้องกันโรคมะเร็งในคนได้Mumimumi• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยกินอาหารค้างคืนอุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็งตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่าง ๆ ถึงประเด็นเรื่องกินอาหารค้างคืนอุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีข้อความเตือนภัยว่าการรับประทานอาหารค้างคืน ที่ถูกนำมาอุ่นซ้ำ ๆ จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า การรับประทานอาหารค้างคืน และนำกลับมาอุ่นซ้ำไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง แต่อันตรายอาจเกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกวิธี เช่น เก็บในตู้เย็นที่มีความเย็นไม่เพียงพอทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตจนสร้างสารพิษขึ้นมา เมื่อทานอาหารเหล่านั้นเข้าไปก็จะมีผลต่อระบบทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้อาหารที่ทำทิ้งไว้นาน และมีการอุ่นซ้ำซากอาจทำให้คุณค่าทางโภชนาการลดลง รวมถึงมีรสชาติเปลี่ยนไป โดยการรับประทานอาหารที่ค้างคืน และนำกลับมาอุ่นซ้ำควรคำนึงถึงอุณหภูมิของการเก็บรักษา และการอุ่นด้วยความร้อนอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานอาหารที่สดใหม่ ไม่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆstd46682• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบmeter: true1 ความเห็น
- 2 คนสงสัยเสปรย์ล้างจมูกสามารถฆ่าเชื้อโควิดได้เช้าข่าว 7 สี - อย.ตรวจสอบสเปรย์ล้างจมูก สามารถยับยั้ง หรือฆ่าเชื้อโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ โฆษณาเกินจริง สร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้บริโภค เตรียมรวบรวมหลักฐานแจ้งความเอาผิด เรื่องนี้ นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เตรียมดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลิตภัณฑ์สเปรย์ล้างจมูกยี่ห้อหนึ่ง ที่ได้รับการจดแจ้งเครื่องมือแพทย์จาก อย. ฐานโฆษณาเกินจริง ก่อนหน้านี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ได้จดแจ้งสำหรับบรรเทาอาการไข้หวัด เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเยื่อบุโพรงจมูก ช่วยลดอาการคัดจมูก แต่ภายหลังพบว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว แอบแฝงโฆษณาอวดอ้างว่าสามารถยับยั้ง และฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่, เชื้อโควิด-19, เชื้อไวรัส RSV และสามารถต้านการอักเสบได้ ซึ่งเป็นการโฆษณาเกินจริง สร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้บริโภค ส่วนผลการทดสอบก่อนวางตลาด เป็นเพียงผลการทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดฯ ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ยังไม่ได้ศึกษาวิจัยในมนุษย์เพิ่มเติม ล่าสุดทาง อย. ได้รวบรวมพยานหลักฐานเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าว ฝากถึงทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบันที่ร่วมทดสอบประสิทธิภาพ ให้ระมัดระวังการโฆษณาเกินจริง ขณะที่ รองศาสตราจารย์นายแพทย์ วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นสถาบันที่ร่วมทดสอบประสิทธิภาพ ยืนยันทางคณะเวชศาสตร์เขตร้อน ให้บริการทดสอบประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการเท่านั้น โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโฆษณาเกินจริง รวมถึงการขออนุญาตขึ้นทะเบียน การจัดจำหน่าย และกิจกรรมอื่นของผลิตภัณฑ์สุขภาพstd48406• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยหาทำกันจริงๆ ใช้น้ำปัสสาวะหยอดจมูก อ้างช่วยรักษาไซนัส กรมการแพทย์ยืนยัน "ไม่จริง"ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่าง ๆ ถึงประเด็นเรื่องใช้น้ำปัสสาวะหยอดจมูก รักษาโรคไซนัสได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการรักษาโรคไซนัส ด้วยการใช้น้ำปัสสาวะหยอดจมูกทุกวัน ทำให้อาการจะดีขึ้นเรื่อย ๆ จนหายขาดในที่สุดนั้น ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์และทางคลินิกที่น่าเชื่อถือรองรับ โดยน้ำปัสสาวะเป็นของเสีย หรือสารที่เป็นส่วนเกินของร่างกายที่ไตขับออกมา แม้ว่าจะมีสารต่าง ๆ อยู่มาก ทั้งยูเรีย เกลือแร่ แคลเซียม และโซเดียมคลอไรด์ รวมถึงสารอื่น ๆ แต่สารเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกินความต้องการของร่างกาย หากสะสมไว้มากเกินไปกลับจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น เกิดภาวะความดันโลหิตสูง น้ำท่วมปอด หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น ร่างกายจึงขับทิ้งตามระบบ ดังนั้นหากนำกลับเข้าไปซ้ำอีก จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันอาจส่งผลเสียต่อร่างกายstd47676• 3 ปีที่แล้ว
- 3 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! ตำรับยาสมุนไพร ดื่มรักษาโรคมะเร็งปอดตามที่ได้มีบทความชวนเชื่อเรื่องตำรับยาสมุนไพร ดื่มรักษาโรคมะเร็งปอด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคำแนะนำสุขภาพให้ดื่มน้ำต้มทองพันชั่ง ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ตังกุยจี้ รากชะเอม พลูคาว และกะเม็งตัวเมีย เพื่อรักษามะเร็งปอด ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่า สมุนไพรตามที่กล่าวอ้างช่วยรักษาโรคมะเร็งปอดในมนุษย์ได้ โดยจากผลการศึกษาวิจัยระดับเซลล์ในห้องปฏิบัติการพบว่าอาหารในกลุ่มพืชผักสมุนไพรอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น สารไตรเทอร์ปีนอยด์ สารฟีนอลิกส์ สารฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ สารต้านอนุมูลอิสระอาจมีส่วนในการยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ผลดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งหลัก ๆ มี 3 วิธี ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา ผู้ป่วยควรศึกษารายละเอียดด้านสรรพคุณ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และวิธีการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์มีมstd47661• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยตำรับยาสมุนไพร ดื่มรักษาโรคมะเร็งปอดตามที่ได้มีบทความชวนเชื่อเรื่องตำรับยาสมุนไพร ดื่มรักษาโรคมะเร็งปอด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคำแนะนำสุขภาพให้ดื่มน้ำต้มทองพันชั่ง ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ตังกุยจี้ รากชะเอม พลูคาว และกะเม็งตัวเมีย เพื่อรักษามะเร็งปอด ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่า สมุนไพรตามที่กล่าวอ้างช่วยรักษาโรคมะเร็งปอดในมนุษย์ได้ โดยจากผลการศึกษาวิจัยระดับเซลล์ในห้องปฏิบัติการพบว่าอาหารในกลุ่มพืชผักสมุนไพรอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น สารไตรเทอร์ปีนอยด์ สารฟีนอลิกส์ สารฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ สารต้านอนุมูลอิสระอาจมีส่วนในการยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ผลดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งหลัก ๆ มี 3 วิธี ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา ผู้ป่วยควรศึกษารายละเอียดด้านสรรพคุณ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และวิธีการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์wanphon.31• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยอภินิหารกินเจไม่มีจริง เตือนข้อมูลข่าวปลอมทานอาหารเมนูผักต้านโควิดอภินิหารกินเจไม่มีจริง เตือนข้อมูลข่าวปลอมทานอาหารเมนูผักต้านโควิด หลายครั้งความเชื่อกับความป่วยมักสวนทางกัน หนึ่งในนั้นคือการสร้างความเชื่อที่ว่าการกินเจ กินมังสวิรัติ และรับประทานผลไม้ที่มีฤทธิเป็นด่างจะไม่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีผู้ส่งข้อความมายัง cofact.org เพื่อให้ตรวจสอบว่าข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมากว่ากินเจไม่ติดโควิดจริงหรือไม่ ประเด็นนี้ต้องย้อนไปในสื่อที่เคยนำเสนอบทความเผยแพร่ว่านักวิชาการยืนยันการกินเจ กินมังสวิรัติ ไม่ติดโควิด ไม่เป็นความจริง ช่วงปลายเดือนมี.ค. 2563 ที่ผ่านมา มีการชี้แจงข้อเท็จจริงจากนักวิชาการหลายๆ ท่านว่า การกินเจ กินมังสวิรัติ ไม่ติดโควิด-19 ไม่เป็นความจริง อาทิ อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์อธิบายผ่านเพจ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2563 ระบุว่า “คนกินเจ ก็ติดโรคโควิด-19 ได้นะครับ เหมือนช่วงนี้ ทุกคนพยายามจะเอาความเชื่อตัวเอง มาเชื่อมโยงกับการป้องกันรักษาโรคจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่กันใหญ่เลย มีอาหารเสริมหลายชนิดที่แอบอ้างขายช่วงนี้ รวมไปถึงวิตามิน และสมุนไพรด้วยPrimrata Armawan• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยรถไฟอิหร่านตกราง หลังพุ่งชนรถแบคโฮ ตาย-เจ็บจำนวนมากสำนักข่าว "ไออาร์เอ็นเอ" (IRNA) สื่อทางการของอิหร่าน รายงานว่า เกิดเหตุรถไฟโดยสาร ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารจำนวน 348 คน ที่ออกเดินทางจากเมือง "ยาซด์" (Yazd) เกิดพุ่งชนกับรถแบคโฮ ที่จอดอยู่ใกล้รางรถไฟ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมือง "ทาบาส" (Tabas) ที่อยู่ห่างจากกรุง "เตหะราน" ทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 550 กิโลเมตร เมื่อช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 คน และบาดเจ็บ 37 คน โดยทั้งหมด ถูกเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่คาดว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ ต่างอยู่ในภาวะวิกฤต อีกทั้งการให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบากและเข้าถึงได้ยาก เนื่องจากจุดเกิดเหตุ เป็นสถานที่ห่างไกลและไม่มีสัญญาณสื่อสาร ด้านหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินของสภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน หรือสภากาชาด ระบุว่า รถไฟ 5 ตู้จากทั้งหมด 11 ตู้ เกิดตกรางทั้งหมด ขณะที่เจ้าหน้าที่เมือง "ทาบาส" ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเริ่มการสืบสวนทางกฎหมาย เพื่อหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่คาดว่า รถแบคโฮคันดังกล่าว อาจเป็นรถที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจซ่อมแซมรางรถไฟภาคตะวันออกAudompong.ph.63• 4 ปีที่แล้วmeter: true2 ความเห็น
- 3 คนสงสัยคำเตือนนี้ จริงหรือไม่(แปล) คำเตือนด่วน... ให้ใช้หน้ากากสองชั้น เพราะเชื้อโควิด-เดลต้าเชื้อใหม่นี้แตกต่างไปจากเดิม ถึงตายและตรวจพบยาก... เชื้อไวรัสใหม่นี้ จะทำให้.. - ไม่ไอ - ไม่มีไข้ แต่จะมีอาการเหล่านี้มาก.. - ปวดข้อ - ปวดหัว - ปวดคอ - ปวดหลังส่วนบน - ปอดบวม - อ่อนเพลียทั่วร่าง - ไม่หิว ไม่อยากอาหาร เชื้อโควิด-เดลต้านี้ มีความรุนแรงและก่อให้เกิดอัตราตายสูง เชื้อนี้จะใช้เวลาเพียงสั้น ๆทำให้อาการถึงขั้นรุนแรง บางครั้งโดยไม่แสดงอาการเลย ควรต้องระมัดระวังกันให้มาก เชื้อสายพันธุ์นี้มิได้อยู่ที่บริเวณคอหอยหลังโพรงจมูก แต่จะส่งผลโดยตรงต่อปอด ซึ่งหมายความว่าช่วงเวลาจะสั้น ผมได้พบเห็นคนป่วยมากมายที่ไม่มีอาการไข้ไม่มีอาการปวด แต่พบว่ามีอาการปอดบวมเล็กน้อยจากภาพเอ๊กซเรย์ปอด การตรวจคัดกรองด้วยการแยงจมูก ให้ผลลบ(ไม่ติดเชื้อ)ที่ผิด และให้ผลผิดพลาดเช่นนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหมายความว่า เชื้อไวรัสได้แพร่เข้าสู่ปอดโดยตรง และส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรงด้วยอาการปอดบวมจากการติดเชื้อ นี่คือคำอธิบายที่ว่า ทำไมเชื้อโควิด-เดลต้าใหม่นี้ จึงมีความรุนแรงถึงตายมากกว่าเดิม โปรดระมัดระวังให้มาก.. หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนหนาแน่น..รักษาระยะห่างระหว่างกัน1.50 เมตรแม้ในที่โล่งแจ้ง..สวมหน้ากากอนามัยสองชั้น..ล้างมือบ่อย ๆ (เมื่อไอหรือจาม)..ในขณะนี้ ไม่มีใครที่แสดงอาการเลย.. การระบาดในระลอกนี้ รุนแรงถึงตายมากกว่าระลอกแรก..ดังนั้น เราจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูงและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ทั้งควรส่งข่าวนี้ไปยังคนในครอบครัวและญาติมิตรด้วย...โควิด 2019Mrs.Doubt• 5 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยถึงเพื่อนในไลน์ทุกท่าน เริ่มพรุ่งนี้ ไม่ขอส่งภาพ คิดถึงนะครับ รักและคิดถึงทุกคนครับ กรุณาอย่าส่งข้อความอวยพร ปรารถนาดี ที่มีการจัดทำขึ้นมาทักทาย Good morning ได้โปรดอ่านคำเตือนที่มาจากประเทศจีน โดยแจ้งจากข่าวต่างประเทศของเซี้ยงไฮ้ ซึ่งวันนี้ได้มีการส่งสัญญาณเตือนฉุกเฉิน (sos)ถึงสมาชิกที่สมัครลงทะเบียนในเว็บทั้งหมด (นี่คือการเตือนครั้งที่ 3) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้แนะนำและตักเตือนว่า: กรุณาอย่าส่ง Good morning Good night หรือการทักทายในเทศกาลรื่นเริงสนุกสนานต่างๆ เช่น รูปภาพ และภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น ตามรายงานกล่าวว่า นักล้วงเจาะข้อมูล (hackers) ได้ออกแบบรูปภาพ และภาพเคลื่อนไหว เพื่อซ่อนรหัสหลอกลวงข้อมูลในเน็ต (ฟิชชิ่ง) ในภาพเหล่านั้นอย่างสมบูรณ์แบบ และเมื่อทุกคนตั้งใจมุ่งตรงส่งสิ่งเหล่านั้นออกไปแล้ว ก็จะมีการขโมยข้อมูลส่วนตัวจากอุปกรณ์ของคุณ ตามรายงานระบุว่า เหยื่อที่ถูกหลอกลวง ต้มตุ๋นมากกว่า 500,000 ราย ได้ถูกหลอกทำธุรกรรม หรือถูกฉ้อโกงทางเน็ตไปแล้ว ถ้าคุณอยากจะทักทายผู้อื่น กรุณาพิมพ์ข้อความของตนเอง เพื่อปกป้องตัวคุณ รวมทั้งครอบครัว และเพื่อนไปด้วย (สำคัญมาก) จงลบรูปภาพที่ถูกออกแบบ การทักทายที่คุณได้ส่งไปก่อนหน้านี้ และล่าสุดให้หมด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง และเพื่อนๆคุณ โดยหลีกเลี่ยงการถูกแฮกเกอร์มาหลอกลวง ล้วงข้อมูล (ฟิชชิ่ง) ซึ่งพวกนี้จะฝังชิพล้วงเจาะข้อมูลรวมทั้งในโปรแกรม จิ๊ฟ(GIFS ไฟล์ภาพเคลื่อนไหว)ที่เราใช้ด้วย โดยจะขโมยข้อมูลส่วนตัว หมายเลขบัตรเครดิต และรหัสลับส่วนตัวของคุณ ดังนั้นหากต้องการทักทายซึ่งกันและกัน จงพิมพ์ถ้อยคำของตัวเอง หรือสร้างรูปภาพ วิดีโอ ที่คุณทำขึ้นมาเองดีกว่า กรุณาส่งข้อความนี้ ต่อผู้ที่คุณติดต่อด้วย เพื่อจะได้ไม่รับการ์ดทักทายต่อเนื่องที่เขาทำขึ้นมา ทักทายทุกเช้าในแต่ละวันข่าวการเมืองอันดามัน เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 6 ปีที่แล้ว2 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 1 คนสงสัยจริงหรือไม่ ? บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนในปัจจุบัน จากผลสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนไทย จำนวน 40,164 คน ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 - 27 พฤษภาคม 2567 พบว่า เยาวชนยังมีความเชื่อว่า บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนถึง 50.2% และยังมีความเชื่อว่า นิโคตินเป็นสารที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวส่งผลดีต่อสุขภาพ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที่ผิดและยังขาดความรู้ ความตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ระบบทางเดินหายใจ สมอง และ หัวใจ ( แหล่งข้อมูล https://hed.go.th/ ) จากการสัมภาษณ์ เภสัชกร ณภัทร นวลสกุลกฤป เภสัชกร ประจำร้านเภสัชกรอิ่ม จังหวัดมหาสารคาม ได้ให้ข้อมูลว่า อันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า และ บุหรี่มวน มีความอันตรายไม่ต่างกัน ในหลาย ๆ แง่มุม บุหรี่ไฟฟ้าก็มีความอันตรายมากกว่า และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีภาวะโรคใหม่ที่เกิดขึ้นคือ ภาวะโรคปอดอักเสบจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า และจากการทดสอบเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า และ ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่าในผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า มีสาร Vitamin E Acetate อยู่ในปอดจำนวนมาก แต่ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีสารชนิดนี้เลย ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่าสารชนิดนี้มีส่วนที่สร้างความเสียหายแก่ปอด และถูกยืนยันจากบทความของ การวิจัยทางเคมีในพิษวิทยา จาก ACS Publications เว็บไซต์ฐานข้อมูลบทความ และ งานวิจัยต่าง ๆ ทางด้านเคมีและสาขาที่เกี่ยวข้อง ( แหล่งข้อมูล https://pubs.acs.org/doi/10.1021/acs.chemrestox.1c00309 ) เภสัชกร ณภัทร นวลสกุลกฤป ยังกล่าวอีกว่า นิโคตินไม่ใช่สารก่อมะเร็ง แต่ว่าเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีมากขึ้น สารนิโคตินจึงเป็นสารที่สร้างความเสียหาย และ เพิ่มความเสี่ยงต่อระบบต่างๆ เช่น เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับสมอง เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และ เสี่ยงต่อโรคไขมันต่าง ๆ ที่เป็นโรคเรื้อรัง ดังนั้น บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้อันตรายน้อยกว่า บุหรี่มวน ผู้เชี่ยวชาญเลยแนะนำไม่ให้สูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้า และ บุหรี่มวนสุขภาพภาคอีสาน64011215088• 1 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยปัญหาคู่กับเมืองไทย จอดรถทิ้งไว้ร้อนมาก ขึ้นรถไปควรทำยังไงดีเพื่อให้เรารู้สึกเย็นไวสุด!? . สหพันธ์รถยนต์ของญี่ปุ่น (JAF) เค้าพิสูจน์มาให้แล้วว่า อะไรคือคำตอบของเรื่องนี้ โดยทดลองด้วยการใช้รถที่อุณหภูมิภายในรถ เริ่มต้นสูงถึง 55 องศา . 1.เปิดปิดประตูรถ 5 ครั้ง 🔅อุณหภูมิลดลงทันทีจาก 55 เหลือ 47.5 องศา แต่ก็ยังร้อนอยู่ . 2.เปิดแอร์รถแรงสุด กดปุ่มให้สามารถ ดึงอากาศจากภายนอกเข้ามาในรถ แล้วรอ 10 นาที (โดยไม่ต้องเปิดกระจก) 🔅อุณหภูมิค่อยๆ ลดลงไป ใช้เวลา 10 นาที จาก 55 ลงมาเหลือ 29.5 องศา . 3. เปิดแอร์รถแรงสุด กดปุ่มให้อากาศหมุนเวียนแค่ภายในรถ แล้วรอ 10 นาที (โดยไม่ต้องเปิดกระจก) 🔅 อุณหภูมิค่อยๆ ลดลงไป ใช้เวลา 10 นาที จาก 55 ลงมาเหลือ 27.5 องศา . . แต่ทั้ง 3 วิธีนี้ก็ยังไม่สุด อันแรกลดความร้อนได้ไม่มาก ส่วนวิธีที่ 2,3 ก็ต้องรอนานมากกว่า 10 นาที กว่าอุณหภูมิภายในตัวรถถึงจะเริ่มเย็น . . =================== ฉะนั้น ทาง JAF เค้าพิสูจน์ต่อ เพื่อค้นหาวิธีที่ตอบโจทย์มากที่สุด ได้คำตอบว่า หากต้องการลดอุณหภูมิภายในรถไวๆ แล้วได้ผลดี คือต้องอาศัย “เปิดแอร์รถ” + “ต้องแล่นรถออกไปด้วย” โดยจากการพิสูจน์พบว่า 🔅ให้ลดกระจกทุกบานลงให้สุด + 🔅เปิดแอร์แรงสุด + 🔅กดปุ่มปิดหมุนเวียนอากาศให้รถดึงอากาศจากภายนอกรถเข้ามาในรถด้วย จากนั้นให้แล่นรถออกไปเลย เพื่อไล่อากาศร้อนในรถออกไปทันที . เมื่อแล่นรถครบ 2 นาทีแล้ว 🔅ให้ปิดกระจกทุกบาน + 🔅กดปุ่มหมุนเวียนอากาศให้อากาศหมุนเวียนแค่ภายในรถ เพียงเท่านี้อากาศในรถก็จะเย็นทันที จากการทดลองนี้สามารถเปลี่ยนจาก รถอุณหภูมิสูงมาก 55 องศา กลายเป็น 28 องศา ภายใน 2 นาที!!! ชอบมากที่ญี่ปุ่นทดลองให้เห็นภาพเลย ดูแล้วอยากทดลองตามด้วย . แล้วเพื่อนๆ ล่ะ ทุกวันนี้ใช้วิธีไหนกันอยู่บ้าง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ร้อนสาหัสแบบทุกวันนี้ Boom JapanSalaryman Cr: ANN News, JAFสภาพอากาศไม่ระบุชื่อ• 2 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยอย. เตือน ผลิตภัณฑ์ Efferin โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงกับข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นเท็จพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ Efferin (เอฟเฟอร์ริน) ทางสื่อออนไลน์ โดยระบุสรรพคุณ “กระตุ้นการเผาผลาญได้อย่างดีเยี่ยม...ส่งเสริมการกำจัดไขมันขั้นสุด...กระตุ้นเนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาล... ช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ช่วยสลายและใช้งานไขมัน กำจัดไขมันส่วนเกินจากกระแสเลือด ทำให้เนื้อเยื่อไขมันลดลง... มีประสิทธิภาพในการต้านภาวะซึมเศร้า… ช่วยให้การทำงานของตับดีขึ้น” เป็นต้น ทั้งยังมีการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับแพทย์หญิงชื่อดังชาวไทยถูกไล่ออกจากประเทศชั้นนำ เนื่องจากปฏิเสธที่จะขายผลิตภัณฑ์เผาผลาญไขมันสูตรพิเศษให้แก่บริษัทยาในประเทศนั้น จึงได้กลับประเทศไทยและร่วมกับผู้ทรงอิทธิพลผลิตผลิตภัณฑ์เอฟเฟอร์รินขายเฉพาะในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า เป็นข้อมูลลวง โดยผลิตภัณฑ์ Efferin ขออนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในชื่อ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เอฟเฟอร์ริน / Efferin Dietary Supplement Product เลขสารบบอาหาร 10-1-03958-5-0272 โฆษณาดังกล่าวแสดงข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นเท็จ และแสดงคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากในการยื่นขออนุญาตไม่มีการยื่นข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิผลตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด อีกทั้งผลิตภัณฑ์อาหารไม่มีผลในการบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค นอกจากนี้ยังพบมีการแอบอ้างชื่อบุคลากรทางการแพทย์ในตำแหน่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพต่อมไร้ท่อเป็นผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวานและนักโภชนาการเป็นผู้รับรองผลิตภัณฑ์แต่แท้จริงแล้วนั้น ไม่มีตำแหน่งดังกล่าวตามที่กล่าวอ้าง และภาพหญิง-ชายที่อ้างว่าเป็นผู้คิดค้นและรับรองผลิตภัณฑ์นั้น เป็นภาพหญิง-ชายที่เผยแพร่ทั่วไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ฉะนั้นผู้บริโภคโปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์ที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง หรือสร้างเรื่องราวดึงดูดความสนใจที่เป็นไปไม่ได้ หากมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวควรปรับพฤติกรรมการบริโภค ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ไม่ควรหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาโอ้อวดเกินจริงทางสื่อออนไลน์ เพราะอาจมีสารที่เป็นอันตราย มีผลข้างเคียงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากผู้บริโภคพบเห็นเบาะแสการโฆษณา การผลิต / จำหน่ายผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาที่สายด่วน อย. 1556 หรือ Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศลดความอ้วนอย. เพิกถอนผู้บริโภคเฝ้าระวังstd47993• 3 ปีที่แล้ว2 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัยจะขอเล่าเรื่องของแมวเองว่าเราเกือบโดนโจรแย่งเงินกด ATM เรื่องยาวนิดนึงนะ เมื่อวันก่อนไปกดเงินที่เดอะวอล์คตอนประมาณทุ่มเศษ ตู้เอทีเอ็มหน้าแบงค์กสิกรจะอยู่ข้างๆตัวตึกของห้าง สามารถเดินจากที่จอดรถด้านนอกเข้ามาได้เลย ซึ่งขณะนั้นไม่มีคนเราใช้กดแบบไม่มีบัตรซึ่งต้องมองจากเครื่องมือถือ ขณะที่กำลังกดเงินมีผู้ชายใส่เสื้อส่งอาหารสีเขียวยี่ห้อนึง เดินเข้ามาตู้ด้านซ้ายทำถ้ากดอะไรซักอย่างซึ่งตู้นั้นไม่ใช่ตู้เอทีเอ็มเราก็สงสัยแต่มันน่าแปลกตรงที่ว่าเราไม่มองหน้าเขาเลยซึ่งนิสัยของเราจะต้องมองหน้าคน สักพักมันก็เดินอ้อมหลังเราไปกดตู้ด้านขวาเรายิ่งแปลกใจขึ้นและระวังตัวขึ้น สักพักขณะที่เงินกำลังจะออกมาจากตู้มันก็เริ่มขยับตัวมาใกล้เราตอนนั้น เฮียเราที่ไปอัพเดทบัญชีธนาคารกรุงไทยเดินกลับมาพอดีเห็นเลยเอาตัวเข้าแทรกระหว่างเรากับโจรแต่ความที่โชคร้ายของเราเฮียปวดฉี่กระทันหันเลยพูดว่าเค้าจะไปก่อนนะปวดฉี่มากๆ แล้วก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่การที่เค้าเอาตัวเข้าไปแทรกทำให้ โจรชะงักเสียจังหวะ พอเงินออกมาเรารีบดึงเงินแล้วเดินออกมาอย่างรวดเร็ว มายืนตั้งสติในที่สว่างมีคนขายของ คิดว่ามันแปลกมากที่เราไม่มองหน้าโจร หรือตอนที่โจรเดินอ้อมตัวเราเอายาอะไรพ่นใส่หรือเปล่าทำให้เรารู้สึกว่าภัยกำลังจะมาแต่เราไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น จึงขอเตือนภัยเพื่อนๆว่าขณะนี้โจรเต็มบ้านเต็มเมือง แถมไม่รู้ใช้ยาอะไรพิเศษหรือเปล่าที่ทำให้เหยื่อรู้ว่ากำลังมีภัยแต่ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นหากไปไหนคนเดียวหรือทำธุรกรรมทางการเงินก็ควรดูสิ่งแวดล้อมด้วยว่าเหมาะสมที่จะดำเนินการหรือไม่ผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยความรู้เรื่อง ไขมันพอกตับ จริงหรือไม่ไขมันพอกตับ คือ สิ่งที่คนไทย เป็นกันเยอะมาก ไม่ใช่เพราะกินเหล้าหรือ แอลกอฮอล์เยอะ เพียงเรื่องเดียว นั่น คือสิ่งที่เข้าใจผิด หลายคนเลยถามผมว่า ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์เลย ทำไมเป็นไขมันพอกตับ เพราะไขมันพอกตับ ไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่มาจากน้ำตาลฟรุกโตส และ น้ำตาลอุตสาหกรรม ที่เรียกว่า high fructose corn syrup ซึ่งมีอยู่ในอาหารมากกว่า 70% ที่คนยุคนี้กินทุกวัน ซึ่งหนักกว่า การดื่มแอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ เพราะ ข้อเท็จจริงพบว่า คนที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เลย ก็มีไขมันพอกตับ อาการนี้ เค้าเรียกว่า nonalcohol fatty liver คือ พวกที่เป็นไขมันพอกตับ โดยที่ไม่มีแอลกอฮอล์มาเกี่ยวข้อง ไขมันพอกตับนั้น เป็นสัญญาณของโรคหัวใจ และ หลอดเลือดตีบตัน นะครับ และ คำพูดที่ว่า ออกกำลังกายเยอะ ๆ จะทำให้ไขมันพอกตับหาย ก็ไม่จริงนะครับ กี่คนแล้วครับ ที่ออกกำลังกายมาก ออกกำลังกายมาเป็นสิบปี แต่ไขมันก็ยังพอกตับอยู่ วิธีเดียวคือ เลิกกินอาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตส และ high fructose corn syrup เลิกกินน้ำตาล เลิกดื่มน้ำผลไม้กล่อง เลิกโดยเด็ดขาดสัก 6-8 เดือน ระหว่าง 6-8 เดือนนั้น ร่างกายจะกำจัดไขมันพอกตับ ออกได้เองครับ ยา หรืออาหารเสริมใด ๆ ก็ช่วยไม่ได้นะครับ ขนมและเครื่องดื่ม ประเภท ขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ น้ำอัดลม ชานม ชาไข่มุก พวกเครื่องดื่มอร่อย ๆ ที่มีรสหวานทั้งหลาย น้ำหวาน ของหวาน คุ้กกี้ แคร็กเกอร์ โดนัท ขนมขบเคี้ยว รวมถึง การกินผลไม้หวาน ๆ ที่กินคราวละมาก ๆ ก็เป็นต้นเหตุให้มีไขมันพอกตับด้วย ควรจะเลิกกินของหวาน ให้ได้ครับ ถ้าไม่อยากให้มี ไขมันพอกตับ Cr: นักโภชนาการ ม.มหิดลลดความอ้วนผู้บริโภคเฝ้าระวังMrs.Doubt• 4 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัย!! ในโอกาสได้รับเชิญตามกำหนดการปลายเดือน กันยายน 2563 นี้ !! ตามที่คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ปรารภไว้ เรื่องยานพาหนะพลังงานทดแทน ขณะได้มาเยี่ยมชมกิจการ นำรถยนต์เก่ามาดัดแปลง Ev จะนำกระทู้ข้อมูลเอกสารที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนพ้องน้องพี่ ทุกระดับชั้นวรรณะ จนถึงรากหญ้า ที่หาเช้ากินค่ำ เพื่อยื่นให้ผู้เกี่ยวข้องในคณะรัฐบาล อาทิ รมต.กระทรวงพลังงาน, ด้านส่งเสริมพลังงานไฟฟ้าในยานยนต์ ทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง อันเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง และประชาชนได้ใช้พลังงานที่ประหยัด และลดปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5, กระทรวงคมนาคม, ผู้ออกกฎระเบียบเรื่องการยื่นจดเปลี่ยนแปลงพลังงานในยานยนต์ไฟฟ้า, ซึ่งขณะนี้เป็นปัญหาอุปสรรค ซ้ำซ้อนของขั้นตอน ที่ขัดแย้งกับนโยบายส่งเสริมของรัฐบาล, กระทรวงอุตสาหกรรม. ที่จะต้องได้รับอนิสงค์ จากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนประกอบอะไหล่ยนต์ ที่ยังคงสภาพฐานการผลิต หรือสูงกว่าเดิม เพราะรถยนต์เก่ายังต้องใช้ชิ้นส่วนประกอบให้สมบูรณ์ในยายนต์ไฟฟ้าที่นำรถเก่ามาดัดแปลง กระทรวงแรงงาน.ยังได้รับอนิสงค์ ผู้ใช้แรงงานที่ว่างงานจากพิษเศรษฐกิจ โควิด และอีกหลายกิจการ จะเกิดขึ้นและตื่นตัวกับภาวเศรษฐกิจ ที่ดีขึ้นทั่วประเทศ เพราะผลพวงจากการใช้พลังงานที่ถูกลง จะส่งผลให้ต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้าลดลง ประชาชนทั่วไปสามารถเอื้อมถึง เกิดกระแสนิยมไปทั่วประเทศ สิ่งที่ภาครัฐควรพิจารณาอีกประเด็นคือ เม็ดเงิน ที่แจกฟรีให้ป่าว หรือ 50% ร่วมในการจับจ่ายใช้สอย อย่างทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นก็มิใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ยิ่งจะสร้างค่านิยมแบบผิดๆ ให้ประชาชนเป็นง่อย อ่อนแอ คอยจ้องรอแต่รัฐบาลแจก ทั้งๆที่หนี้รัฐบาล ที่ส่งทอดต่อมาแล้วไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ถึงแม้ว่า อีวีคาร์(ไทยแลนด์)และอีกหลายหน่วยงาน ที่พยายามผลักดันเผยแพร่ความรู้เรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย กับบุคคลทั่วไป ให้สามารถนำรถยนต์เก่ามาดัดแปลงเป็นรถไฟฟ้า ในราคาต้นทุนต่ำ นำไปประกอบอาชีพ ให้แพร่หลายไปทุกย่อมหญ้า ทุกชุมชน ทั่วประเทศ ชาวบ้านตาสีตาสา จะได้ลดค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ ในเชิงพาณิชย์ธุรกิจทุกอย่าง ได้ต้นทุนต่ำลง จะส่งผลห่วงโซ่อุปทานการค้าขาย และการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจ ทุกประเภทดีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้............ ดังนั้น จึงใคร่ขอแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ว่าแต่ละท่านมีความเห็นเช่นไร ผมจะพยายามรวบรวมข้อมูล เพื่อนำเสนอต่อผู้เกี่ยวข้อง ดังข้อความเบื้องต้นที่กล่าวนำไปแล้วขอบคุณครับ..........ไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้ว

ไม่พบข้อความที่คุณค้นหา
หากคุณสงสัยว่าข้อความที่พบเป็นข่าวลวง ข่าวลือ หรือ ข้อความหลอก ที่ยังไม่พบใน Cofact กรุณาคลิกที่
สร้างข้อความ
