(3188 ข้อความ)
- 1 คนสงสัยศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (นายแพทย์ อายุรกรรมประสาท รพ. จุฬา) แนะนำแบบนี้ หรือศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (นายแพทย์ อายุรกรรมประสาท รพ. จุฬา) แนะนำว่า.. ไม่อยากแก่ ต้องทำตัวอย่าให้แก่ ดังนี้:- ๑ ไม่อ้วนไม่ผอม ๒ ไม่เหี่ยว ดื่มน้ำสะอาด ทาครีม กางร่ม ๓ อย่าดัดผม อย่ายีผม อย่าฉีดสเปรย์ ๔ อย่าแต่งหน้าสีสันจัดจ้าน อย่าเขียนขอบตาสีดำ อย่าใส่ขนตาปลอม คนอายุมากพอแต่งหน้าจัดๆ แล้วเวลาเหนื่อยจะเหมือนม้าแก่ (ถ้าผอม) จะเหมือนหมูแก่ (ถ้าอ้วน) ๕ อย่าจีบปากจีบคอ รอบๆ ริมฝีปากจะได้ไม่ย่น ๖ อย่าหมกมุ่นเรื่องอดีต ๗ อย่าใส่ชุดเชยๆ กล้าลองใส่เสื้อผ้าแบบใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ๘ ไม่กลัวเทคโนโลยี่ ๙ ทำฟันให้สวยเสมอ สุขภาพฟันต้องดี ๑๐ มือเท้า เล็บมือเล็บเท้าต้องสวยสะอาด ผิวเนื้อดีพอๆ กับใบหน้า ๑๑ อย่าสวมสร้อยทอง ยิ่งแก่ใหญ่ถ้าห้อยพระด้วย ๑๒ นั่งเดินตัวตรง มั่นใจในตัวเอง ๑๓ ออกกำลังกายเบาๆ ทุกวัน ๑๔ อย่าลืมหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนหายใจออกยาวๆ ทำหัวใจให้เต้นช้าๆ ๑๕ อมยิ้มไว้เสมอแม้ไม่มีใครมอง ร่องที่มุมปากจะได้ไม่คว่ำลงทั้งสองข้าง ถ้าเป็นแล้วแก้ยากมาก ๑๖ มีความรัก ๑๗ มีความหวัง มีความฝัน และมีจินตนาการ ๑๘ อ่านข่าว ติดตามข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย ๑๙ อย่าเรียกคนอื่นว่ามนุษย์ลุง เฒ่าหัวงู หรือมนุษย์ป้า ๒๐ อย่าพูดจาซ้ำซาก ๒๑ รู้จักนิ่งและฟังคนอื่นบ้าง ๒๒ เวลาไม่มีอะไรทำ อย่าฟุ้งซ่าน ให้นอนพัก เพราะตื่นมาจะสดชื่น หน้าสวยผิวสวย อารมณ์ดี ๒๓ อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน อย่านินทาว่าร้าย ๒๔ อยู่กับปัจจุบัน คิดถึงอนาคต ลืมอดีต ๒๕ หลงรักภรรยาหรือสามีตัวเองบ่อยๆ ตามจีบกันทุกวัน ๒๖ ใช้เงินเพื่อตัวเอง ๒๗ ดูแลตัวเองดีดี อย่าดูถูกตัวเองว่าแก่แล้วไม่สำคัญ ๒๘ ออกงานกลางคืน แต่งตัวสวยมากๆ อาทิตย์ละอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เลือกดูหนังฟังเพลงรอบค่ำเพื่อบรรยากาศและแต่งตัวงามๆ ดินเน่อร์และดื่มเบาๆ ก่อนหรือหลังภาพยนตร์หรือคอนเสิร์ทเลิก ๒๙ มีอารมณ์ขัน ๓๐ พูดทะลึ่งบ้าง ๓๑ หัวเราะมากๆ หัวเราะเสียงดังๆ ๓๒ หัดปฏิเสธไม่ทำ ไม่ไป ไม่เอา สิ่งที่ไม่ชอบ ไม่อยากได้ ที่ที่ไม่อยากไป โดยไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องเกรงใจใคร ๓๓ อยู่กับใครแล้วเครียด เรื่องมาก หัวใจเต้นแรง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะไม่สบายใจ ขอให้ออกห่างและเลิกอยู่ใกล้ๆ คนคนนั้นอีก ๓๔ อย่าเข้าสังคมที่ตัวเองอึดอัด แม้ว่าสังคมนั้นจะดีหรือมีชื่อเสียงว่าดีเพียงใด ๓๕ เลือกมีเพื่อนสนิทน้อยๆ ดีกว่า ๓๖ เลิกคิดที่จะให้คนอื่นเข้าใจเรา ใครไม่เข้าใจปล่อยไป เพราะเราไม่ว่าง ไม่มีเวลา และเราไม่อยากแก่ ๓๗ หาความรู้และฝึกทักษะใหม่ๆ ไม่ต้องเก่ง เอาที่ทำแล้วสบายใจ ๓๘ อยากเป็นหมอดูให้ไปเรียนดูหมอ อยากเต้นรำ ให้ไปเรียนเต้นรำ อยากยิงปืนให้ไปหัดยิงปืน ๓๙ ละทิ้งลาภยศสรรเสริญ ๔๐ ทำตัวเหมือนพระธาตุแช่แห้ง คือแวดล้อมด้วยน้ำ (ลาย) แต่ไม่เปียก แวดล้อมด้วยกิเลสและความชั่วร้ายแต่ไม่ทำบาปและไม่ชั่วร้ายตามเขา ๔๑ มีความสุข ไม่สนใจใคร ๔๒ อย่าเสียเวลาอ่านอะไรที่ยาวถึง ๔๒ ข้อ ถ้าไม่ดีจริง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ จุ๊บๆๆๆๆๆ รักล่ะน้าาาา จึงส่งมาให้....Mrs.Doubt• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยคิดอยู่แล้ว ว่าสตช.ต้องหน้าแตกซ้ำ เหมือนที่กรมการขนส่งฯเขาไม่เอาด้วยกับเรื่องต่อทะเบียนรถ คราวนี้ ผู้พิพากษาก็ไม่เอาด้วย กับการออกมาข่มขู่ประชาชน ตามสันดานที่เคยทำมาของตำรวจ 📌“ผู้พิพากษา” กางข้อกฎหมายไม่จ่าย “ค่าปรับใบสั่งจราจร” เจอ “ออกหมายจับ” ?? 🖋นายสันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง เผยแพร่บทความในประเด็นนี้โดยระบุว่าคดีความผิดตามใบสั่ง กฎหมายถือเป็นคดีความผิดลหุโทษ มีอายุความเพียง 1 ปี ส่วนการดำเนินคดี ในกรณีที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรตามภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด หรือ กล้อง CCTV หรือไม่ ตำรวจต้องให้โอกาสเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองโต้แย้งตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140 ถึง มาตรา 141/1 ก่อน จะขออนุมัติศาลออกหมายจับทันทีนั้นไม่ได้ ❗️“เนื่องจากคดีประเภทนี้เป็นความผิดเล็กน้อย และหากเป็นกรณีที่ตำรวจพบการกระทำความผิดผ่าน กล้องวงจรปิด ซึ่งไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า เบื้องต้นตำรวจย่อมมีข้อมูลเพียงอย่างเดียวคือ หมายเลขทะเบียนรถ ที่กระทำผิดกฎหมายจราจร กรณีไม่แน่ชัดว่าผู้มีรายชื่อถือกรรมสิทธิ์รถหรือผู้มีรายชื่อเป็นผู้ครอบครองรถนั้นเป็นผู้ขับขี่ฝ่าฝืนหรือกระทำผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ในข้อหาที่กล้องวงจรปิดหรือ กล้อง CCTV บันทึกไว้ได้หรือไม่ กฎหมายจราจรจึงกำหนด ขั้นตอนให้โอกาสแก่บุคคลผู้มีรายชื่อเป็นเจ้าของรถหรือมีรายชื่อเป็นผู้ครอบครองได้โต้แย้งข้อหาที่กล้องบันทึกไว้ก่อนที่จะส่งเรื่องไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ตำรวจยังไม่สามารถกล่าวโทษหรือกล่าวหาอันนำไปสู่การออกหมายเรียกหรือออกหมายจับผู้มีรายชื่อเป็นเจ้าของรถหรือผู้มีรายชื่อเป็นผู้ครอบครอง ได้ทันทีแต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140 ถึง มาตรา 141/1”❗️ 🖋กรณีต้องการขอหมายจับต้องเข้า “กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน” และพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และออกหมายเรียกเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองให้มาพบอย่างน้อย 2 ครั้ง 🖋ซึ่งการส่งหมายเรียกต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ป.วิ.อาญา และต้องมั่นใจว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองได้รับหมายเรียกแล้ว “จงใจไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวน” ตามที่กำหนด และพยานหลักฐานต้องเพียงพอเชื่อได้ว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองเป็นผู้ขับขี่รถในวันเกิดเหตุ และจงใจไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้คดีต้องไม่ขาดอายุความ “ศาลจึงจะพิจารณาอนุมัติหมายจับ” เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองตามที่ร้องขอ ❗️“กรณีหาอาจอนุมัติหมายจับตามใจเจ้าพนักงานตำรวจไม่ เพราะศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาแก่สังคม”❗️ 🖋ถึงแม้ศาลอนุมัติหมายจับให้แต่ตำรวจก็ต้องติดตามตัวเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองมาแจ้งข้อหาให้ได้ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ และแม้จะพบตัวเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถตามหมายจับ ก็ไม่อาจควบคุมตัวหรือควบคุมขังเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองได้เพราะเป็นเพียงคดีความผิดเล็กน้อย หรือ ลหุโทษ คงได้แต่ เพียงสอบถามชื่อนามสกุล และ แจ้งข้อหาให้ทราบแล้วต้องปล่อยตัวไปเท่านั้น 🖋จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการขออนุมัติศาลออกหมายจับในคดีความผิดตามใบสั่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกฎหมายมองว่าเป็นเพียงคดีความผิดที่มีโทษเพียงเล็กน้อยและเป็นคดีลหุโทษ จึงกำหนดเงื่อนไขไว้ค่อนข้างเคร่งครัด 🖋นอกจากนี้แม้ศาลอนุมัติหมายจับแล้วในคดีความผิดลหุโทษหรือความผิดตามใบสั่งตำรวจจะต้องทำสำนวนสอบสวน และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ พิจารณา และต้องฟ้องเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองต่อศาลภายใน 1 ปี มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความ ก็ไม่สามารถดำเนินคดีกับเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองได้อีกเช่นกัน 🖋จากขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อควบคุมการใช้อำนาจของตำรวจ ประกอบกับการออกหมายจับหรือไม่เป็นดุลพินิจโดยแท้ของศาล ที่กฎหมายให้อำนาจศาลถ่วงดุลการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ และพนักงานสอบสวนอีกส่วนหนึ่ง และระยะเวลาการดำเนินคดีที่สั้น ประกอบกับตำรวจหรือพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจควบคุมตัวผู้กระทำผิดในคดีลหุโทษหรือคดีความผิดตามใบสั่ง ❗️ผู้ใช้รถใช้ถนนหรือเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถ จึงไม่ควรกังวลกับข่าวที่แพร่ออกทางสื่อสารมวลชนดังกล่าวมากจนเกินไป เพราะการอนุมัติหมายจับเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถในคดีความผิดตามใบสั่ง #เป็นดุลพินิจของศาล_หาใช่เป็นดุลพินิจของตำรวจไม่❗️ ที่มา : ขั้นตอนการขออนุมัติหมายจับในคดีความผิดตามใบสั่ง By ท่านติ ภาพประกอบ : internetผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้ว1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัวmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยเด็ก ป.3 หายจากห้องเรียน หากันวุ่นเช้ายันเที่ยง ที่แท้โดนเพื่อนแกล้ง เลยหนีมาซ่อนตรงนี้เด็กชาย ป.3 หายจากห้องเรียนตั้งแต่เช้า กู้ภัย-ชาวบ้านครึ่งร้อยช่วยกันหา เกือบเที่ยงเจอตัวหลบอยู่ในถัง บอกโดนเพื่อนแกล้งจนไม่อยากอยู่โรงเรียน วันที่ 3 ก.ค. 66 เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างฯ สระบุรี ได้รับการร้องขอจากครูโรงเรียนบ้านเขาดินใต้ ต.หัวปลวก อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ให้ช่วยค้นหาเด็กนักเรียน ซึ่งหายตัวไปจากห้องเรียนตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น. โดยไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน หลังรับแจ้งจึงนำกำลังมาช่วยค้นหา เมื่อมาถึงบริเวณโรงเรียนพบว่า มีชาวบ้านจำนวนมากแตกตื่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งชาวบ้านและกู้ภัย 50-60 คน ต่างช่วยกันค้นหา น้องยุ อายุ 9 ขวบ นักเรียนชั้น ป.3 เบื้องต้นทราบว่าได้ขอครูไปเข้าห้องน้ำหลังโรงเรียนแล้วก็หายไปเลย ซึ่งครูรู้สึกว่าไปนานจนผิดสังเกตจึงออกมาตามแต่กลับไม่เจอใคร จึงแจ้งให้คุณครูท่านอื่นช่วยกันตามหา และขอความช่วยเหลือจากกู้ภัยฯ ตั้งแต่ช่วง 09.00 น. จนล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงวัน พบตัวหนูน้อยที่บริเวณหลังร้านค้า เจ๊ดา การเกษตร ขายเมล็ดข้าวโพด ที่แม่ของเด็กเป็นลูกจ้างทำงานอยู่ ซึ่งร้านนี้ห่างจากโรงเรียนประมาณ 50-60 เมตร โดยแอบอยู่ข้างถังสีน้ำเงินด้านหลังของร้าน โดยมีผ้าตาข่ายสีน้ำเงินบังอยู่ นั่งแอบอยู่หลายชั่วโมง ไม่กล้าออกมาเพราะกลัวเสียงหวอของกู้ภัยที่ดังอยู่ใกล้ๆ เพราะตัวเองทำผิด หนีออกจากโรงเรียนกลัวโดนจับ ต่อมาเด็กค่อยๆ ย่องออกมาหลบอยู่หน้ารถ 10 ล้อ โดยมี นายวันชัย สินบุตรอายุ 31 ปี ช่างทาสี เห็นแล้วได้จับตัวเด็กไว้ เพราะกลัวว่าจะหนีไปต่อ ก่อนแจ้งให้แม่และคุณครูทราบ ส่วนสาเหตุ น้องยุ บอกว่าโดนเพื่อนในห้องแกล้งบ่อยครั้ง จนทนไม่ได้ จึงหนีออกมาตั้งแต่ 09.00 น. โดยขอครูไปเข้าห้องน้ำและได้หลบหนีออกจากโรงเรียนทางด้านหลัง ไปตามทางไร่ข้าวโพด โดยที่โรงเรียนไม่มีรั้วกั้น และได้ไปแอบอยู่จนมีคนมาเจอ ซึ่งขณะนั้นครูได้แจ้งไปยังผู้ปกครอง และแจ้งไปยังป้องกัน อบต.หัวปลวก เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่าง คุณครู ได้ร่วมกับชาวบ้าน ประมาณ 30-40 คน แยกย้ายกันค้นหาเด็กตามไร่ข้าวโพด 3-4 ชั่วโมง แต่ไร้วี่แวว จนทราบข่าวว่าได้เจอเด็กคนดังกล่าวแล้ว จากนั้นทางโรงเรียนได้รายงานไปยัง สพป.สระบุรี เขต 1 โดย นางสาว มยุรีย์ เนตรศิลานนท์ รอง.ผอ.สพป.สระบุรี เขต 1 ได้ลงพื้นที่มายังโรงเรียน เพื่อมารับฟังกรณีที่เด็กหายตัวไป ทางด้านแม่ของเด็ก เล่าว่า ลูกชายบอกว่าเพื่อนแกล้ง และเขาไม่อยากไปโรงเรียนจึงได้หนีออกมา ร่างกายลูกชายของตนปกติ แต่ดวงตาเขาเป็นต้อกระจกแต่เด็ก ผ่าตัดมาเรียบร้อย ซึ่งตอนนี้เป็นปกติแล้ว พอลูกชายหนีออกมาจากโรงเรียนเขาก็มาแอบอยู่ตรงถังสีน้ำเงิน คุณครูได้โทรแจ้งตนช่วง 09.00 น. ก็ได้ออกตามหากันจนมาเจอตัว ตนเองรู้สึกดีใจมาก ทั้งนี้ ตนก็เชื่อว่าลูกโดนแกล้ง เพราะลูกชายเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ทำใครด้วย ตนเองก็อยากจะคุยกับทางโรงเรียน เพื่อหาสาเหตุว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมลูกชายถึงไม่อยากมาโรงเรียนจริงๆ แต่ถ้ามีการแกล้งกันจริง ก็ต้องคุยกับเพื่อน ว่าอย่าแกล้งกันนะ เพราะเพื่อนเขาผ่าตัดตามา ถ้าเกิดตาเขาเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง จึงอยากให้ทางโรงเรียนช่วยกันดูด้วย ขณะที่ นายวันชัย สินบุตร อายุ 31 ปี (ช่างทาสี) ซึ่งเป็นคนพบเด็ก เล่าว่า ตนเองกำลังขึ้นสายไฟอยู่ และเห็นเด็กสีขาวๆ ยืนอยู่หน้ายุ้งหลังรถเกี่ยวข้าว ตนเหลือบไปเห็นพอดีว่าเด็กเดินไปแอบอยู่ตรงหน้ารถ 10 ล้อ แล้วกำลังจะเดินไปต่อ ตนจึงได้เดินเข้าไปแล้วเรียกเพราะรู้ว่าเขากำลังตามหาเด็กกัน ประกอบกับตนรู้จักเด็กคนนี้ด้วย แล้วจึงแจ้งทางคุณครูว่าพบเด็กแล้วYossapat Sukpakdee• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยนักวิเคราะห์สหรัฐฯชี้ ทหารยูเครนเป็นผู้สังหารพลเมืองใน "บูชา" สก็อตต์ ริตเตอร์ นักวิเคราะห์การทหารชาวอเมริกา และอดีตผู้ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติในอิรักได้กล่าวระหว่างการสัมมนาผ่านเว็บไซต์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในยูเครนว่า ผู้คนในเมืองบูชาใกล้กรุงเคียฟเสียชีวิตด้วยน้ำมือของกองทัพยูเครน ริตเตอร์ อ้างถึงแถลงการณ์ของกองทัพรัสเซียที่ว่า พวกเขายึดครองเมืองบูชาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนในท้องถิ่น "พวกเขามีการแลกเปลี่ยนกัน เขาแลกเปลี่ยนอาหาร ชาวเมืองบูชาให้ไข่ นม ชีส ส่วนรัสเซียให้อาหารแห้ง แป้ง เกลือ น้ำตาล และเนื้อ จากนั้นพวกรัสเซียก็จากไป ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการมีปฏิสัมพันธ์กับรัสเซียถูกมองว่าร่วมมือกัน” “เราทราบเรื่องนี้เพราะสำนักงานตำรวจของยูเครนได้เผยแพร่ประกาศที่ระบุว่า วันที่ 1 เมษายนพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปเมืองบูชา เพื่อกำจัดผู้ที่ทำงานร่วมกัน (กับรัสเซีย)” ริตเตอร์ กล่าวว่า สิ่งนี้ตรงข้ามกับแนวทางของรัสเซียอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็คือการปฏิบัติต่อผู้อยู่อาศัยในยูเครนด้วยความเคารพ โดยพยายามไม่ทำอันตรายต่อพลเรือน “ยูเครนพูดว่า ถ้าคุณร่วมมือกับรัสเซีย คุณจะต้องตาย เรื่องนี้มีวิดีโอของตัวแทนทางการเมืองระดับสูงที่ประกาศบนโซเชียลเน็ตเวิร์กต่อชาวบูชาว่า โปรดอยู่ในบ้าน ตำรวจกำลังทำความสะอาด อย่าตกใจ ให้อยู่ในบ้านเท่านั้น" ริตเตอร์ตั้งข้อสังเกตุว่า ผู้ลงโทษชาวยูเครนยิงผู้คนบนท้องถนน พวกเขาเคาะประตูบ้านผู้ที่ร่วมมือกับกองทัพรัสเซีย จากนั้นก็สังหารพวกเขา “เรามีคลิปวิดีโอของตำรวจยูเครนชื่อกลุ่ม อาซอฟ ที่ประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า พวกเขากำลังจะไปท่องซาฟารี ชื่อของหน่วยตำรวจพิเศษของยูเครนที่เข้ามาในบูชาคือ “ซาฟารี” และพวกเขาท่องซาฟารีก็เพื่อชำระผู้ร่วมมือกับรัสเซีย ชำระแปลว่าฆ่า ไม่ใช่จับกุม มันคือการฆ่า และพวกเขาก็ทำมัน จากนั้นพวกเขาก็จัดการกับศพและบอกว่ารัสเซียเป็นคนทำ” ริตเตอร์กล่าว นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตุถึงลักษณะของศพส่วนใหญ่ในวิดีโอที่ต่างก็สวมปลอกแขนสีขาว "นี่หมายความว่าพวกเขากำลังติดต่อกับชาวรัสเซียว่าเราอยู่ข้างคุณ อย่าฆ่าเรา ถัดจากศพแต่ละศพคือกล่องสีเขียวซึ่งก็คืออาหารแห้งที่พวกเขายังคงถืออยู่ตอนที่ถูกฆ่า" “ส่วนในกรณีที่ไม่มีผ้าพันสีขาว เพราะพวกเขาใช้มัดมือไว้ด้านหลัง คนเหล่านี้ถูกฆ่าไม่ใช่โดยรัสเซีย แต่โดยยูเครน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องราวที่ได้รับการส่งเสริมที่นี่ (อเมริกา) แต่มันถูกนำเสนอในด้านที่กลับกัน" นอกจากนี้ริตเตอร์ยังได้ชี้ให้เห็นว่า สภาพศพในวิดีโอดูไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนที่ทหารรัสเซียจะถอนกำลังออกไป “สิ่งที่คุณเห็นในทีวีคือคนเพิ่งถูกฆ่า และเราก็มีหลักฐานเพิ่มเติมในเรื่องนี้ นักข่าวชาวเม็กซิกันได้เข้าไปในบูชาวันเดียวกับที่ยูเครนประกาศ และตอนเขายกศพก็พบว่าเลือดยังสด สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าผู้คนถูกฆ่าเมื่อไม่นานนี้” “คนเหล่านี้ถูกตำรวจยูเครนสังหารเมื่อวันที่ 1 เมษายน จากนั้นประธานาธิบดีสหรัฐก็ออกมาบอกว่านี่เป็นอาชญากรรมสงครามที่รัสเซียก่อขึ้น วลาดิมีร์ ปูตินควรรับผิดชอบในกรุงเฮก นี่เป็นสงครามการโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่เหมือนที่ไหน ที่เราได้เห็นในสมัยของเรา” ริตเตอร์กล่าว.ไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้วmeter: middle3 ความเห็น
- 1 คนสงสัยตั๋วช้างคุณกำลังอ่าน: ‘ตั๋วช้าง’ คืออะไร? สรุปอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งใน และนอกสภา ของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม แบบครบจบรวดเดียว BRIEF RECAP 25.5K ‘ตั๋วช้าง’ คืออะไร? สรุปอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งใน และนอกสภา ของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม แบบครบจบรวดเดียว Posted On 19 February 2021 The MATTER ADVERTISEMENT RECAP : ‘ตั๋วช้าง’ คืออะไร? สรุปอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งใน และนอกสภา ของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม แบบครบจบรวดเดียว วันนี้ (19 ก.พ.) เป็นวันที่ 4 ของอภิปรายไม่วางใจนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีอีก 9 คน โดย ส.ส.รังสิมันต์ โรม เป็นตัวแทนจากพรรคก้าวไกลรับหน้าที่อภิปรายเรื่อง ‘ตั๋วช้าง’ แต่ในระหว่างการอภิปรายมีการคัดค้าน และประท้วงหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งหมดเวลา ทำให้รังสิมันต์ตัดสินใจออกมาอภิปรายรายละเอียดของประเด็นตั๋วช้างด้านนอกสภา ตั๋วช้างคืออะไร ? และเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณอย่างไร The MATTER จะมาสรุปรายละเอียดการอภิปรายทั้งหมดของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม ให้ฟัง สืบเนื่องจากกรณีที่นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้มีตำแหน่งในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่การในโยกย้าย แต่งตั้ง และจัดสรรข้าราชการตำรวจ เป็นเหตุให้นายกฯ และรองนายกฯ เป็นผู้รับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ภายใน ก.ตร. อย่างอัตโนมัติ ส.ส.รังสิมันต์ กล่าวว่า การดำรงตำแหน่งระดับสูงของนายกฯ และรองนายกฯ กลับไม่สามารถกำจัดการแทรกแซงการใช้อำนาจในทางที่ผิดใน ก.ตร. ได้ ยังมีการซื้อขายตำแหน่งหน้าที่อย่างเปิดเผย และไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเขาเปิดเผยว่า ครั้งหนึ่งพลตำรวจตรี วิสุทธิ์ วานิชบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งว่า ถ้าไม่มีผู้ใหญ่คอยหนุน ก็จะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง แต่หากมี ‘ตั๋ว’ ราคาที่ต้องจ่ายก็จะถูกลง คำถามที่ตามมาคือ ‘ตั๋ว’ ที่มีการเอ่ยถึงนั้นคืออะไร และมีอำนาจมากแค่ไหน ? รังสิมันต์ยังได้เปิดหนังสือเอกสารชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย โดยมี พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 (ผบก.ตร.มหด.รอ.904) ในขณะนั้น เป็นผู้รับผิดชอบการแต่งตั้งครั้งนี้ และเป็นผู้ส่งชื่อไปให้ ผบ.ตร พิจารณาต่อไป นำมาสู่การตั้งขอสังเกตว่า พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ มีอำนาจหน้าที่ใดในการแต่งตั้งข้าราชการนอกกองของตนเอง หากอ้างอิงจาก พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2554 แนวทางปฏิบัติในการจัดการข้าราชการตำรวจจะต้องจัดการกองใครกองมัน และไม่ก้าวก่ายหน่วยงานอื่น ดังนั้น การใช้อำนาจของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ นั้นถือว่าขัดต่อ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติหรือไม่ นอกจากประเด็นเรื่องการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ รังสิมันต์ยังพูดถึงความสัมพันธ์ของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ และนายกฯ ประยุทธ์ และรองนายกฯ ที่มีการเอื้อประโยชน์ในการเลื่อนตำแหน่งต่างๆ ซึ่งรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่า พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ มีการเติบโตในเส้นทางอาชีพตำรวจรวดเร็วผิดปกติ หากย้อนกลับไป พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ เริ่มต้นอาชีพตำรวจในปี พ.ศ.2541 ในตำแหน่งรอง สว. ซึ่งหลังจากนั้นการเลื่อนตำแหน่งต่างๆ ก็อยู่ในระดับปกติ จนกระทั่งปี พ.ศ.2561 พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ได้ขึ้นเป็น ผบก.ป. ซึ่งได้รับตำแหน่งโดยการยกเว้นหลักเกณฑ์ และหลังจากนั้น พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ได้เลื่อนตำแหน่งอีก 3 ครั้ง โดยมีเงื่อนไขการยกเว้นหลักเกณฑ์อีก 2 ครั้ง เท่ากับว่าพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ใช้เวลาเพียง 3 ปี 4 เดือนในการเลื่อนตำแหน่งเพิ่ม 3 ตำแหน่ง ประหยัดเวลาจากการยกเว้นหลักเกณฑ์ไปได้ 8 ปี 8 เดือน จากเดิมที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ทำงานเวลากว่า 12 ปี การยกเว้นหลักเกณฑ์นั้นสามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขความสามารถ และผลงานจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่รังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่า พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ มีคุณสมบัติข้อใดจึงได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ถึง 3 ครั้ง ในเมื่อที่ผ่านมา พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ มีข่าวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาตลอด หรือเขามี ‘ตั๋ว’ จากใครที่สามารถสั่งให้นายกฯ และรองนายกฯ เซ็นอนุมัติให้ได้รับอภิสิทธิ์พิเศษนี้ นอกจากพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยังมีข้าราชการตำรวจคนอื่นๆ อีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ต.สำราญ นวลมา รองผบช.น., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป., สันติ ชัยนิรามัย ผบก.สส.บช.น. รวมถึงพล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก. ที่ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์เหล่านี้นำมาซึ่งความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมต่อนายตำรวจชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบการทำงานมาโดยตลอด ย้อนกลับไปเรื่องการใช้อำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจของพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ที่กล่าวถึงในข้อ 3 หากดู ‘เหตุสนับสนุนขอรับการแต่งตั้ง’ แล้ว เหตุผลที่พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ อ้างในการแต่งตั้งกลุ่มตำรวจนอกองบังคับบัญชาคือ ตำราจเหล่านั้นผ่านการอบรมหน่วยจิตอาสา 904 หลักสูตรประจำ และได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหน่วยอาสา 904 ได้มอบหมายภารกิจแล้ว เพื่อประโยชน์ตามหน่วยจิตอาสาใหญ่ 904 จึงขอสนับสนุนเข้ารับการแต่งตั้ง รังสิมันต์ได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เพราะเหตุใดการปฏิบัติตามภารกิจจิตอาสา 904 จึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการได้รับการแต่งตั้ง ? ทั้งที่ข้าราชการตำรวจเองก็มีเกณฑ์ ก.ตร. พื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว แล้วทำไมการแจ้งรายชื่อสนับสนุนขอรับการแต่งตั้ง ส่วนนี้จึงเป็นหน้าที่ของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กรักษาพระองค์ ไม่ได้มีหน้าที่ตามข้อกำหนด ข้อมูลในการอภิปรายครั้งนี้ ยังชี้ถึง ‘ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสา 904’ ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ซึ่งโครงการนี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกำหนดนโนยายและภารกิจ โดยมี พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง เป็นประธาน ส่วนรองประธาน คือพล.อ.จักรภพ ภูริเดช รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และหนึ่งในคณะกรรมการ คือ พลตำรวจโท ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ นายทหารราชองครักษ์, รองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หากถามว่าคนกลุ่มนี้มีความข้องเกี่ยวกันอย่างไร? รังสิมันต์ เปิดเผยว่า พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เป็นพี่ชายร่วมสายเลือดของพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ และพล.อ.จักรภพ ภูริเดช ก็เป็นพี่ชายของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม และพลตำรวจโท ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ก็มีสักพี่เขยของพล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ทั้งหมดถือเป็นเครือญาติกัน และเมื่อดูจากไทม์ไลน์การแต่งตั้ง และเลื่อนตำแหน่งต่างๆ พบว่ามีความเกี่ยวข้อง และเอื้อประโยชน์ให้กันและกัน นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งโรงเรียนอาสา โดยเอื้อประโยชน์จากตำแหน่งในเครือญาติ เป็นสถานที่ออก ‘ตั๋วตำรวจ’ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ สำหรับโรงเรียนจิตอาสา ตามเว็บไซต์ส่วนราชการของพระองค์ระบุว่า ตำรวจนายตั๋วจะต้องผ่านวิชาทหารทั่วไป อบรมความรู้เรื่องอุดมการณ์ มีระยะเวลาฝึก 6 สัปดาห์ เฉลี่ยฝึกวันละ 11 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการเบียดเบียนเวลาการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจธรรมดา หากโรงเรียนจิตอาสา ซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์เป็นทางผ่านในการเลื่อนตำแหน่ง จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไหนอยากทำงานตามหน้าที่ อีกทั้งการนำโรงเรียนจิตอาสามาเป็นทางผ่านในการแต่งตั้งตำแหน่ง เท่ากับว่าเอาความจงรักภักดีสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งหรือไม่ ไม่เพียงเท่านั้น รังสิมันต์ยังระบุว่า นายกฯ กับรองนายกฯ ยังปล่อยให้คนกลุ่มนี้ มีอำนาจสั่งการให้ ผบ.ตร ‘โอนย้าย’ ตำรวจไปยังหน่วยงานนอกสังกัดคณะกรรมการข้าราชการตํารวจ (ก.ตร.) อีกด้วย โดยเรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2562 มีหนังสือจากสำนักงานราชเลขานุการส่วนพระองค์ ลงนามโดยพล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ซึ่งไม่มีอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สั่งให้นำตำรวจมาบรรจุกองบัญชาการมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 ซึ่งอยู่ใต้สังกัด สตช. นำสู่คำถามว่า เหตุใดจึงมีการนำคนนอกหน่วยงานมาทำหนังสือในลักษณะสั่ง ผบ.ตร. ได้. แม้คำสั่งจะดำเนินการอย่างไม่ถูกตั้ง แต่ สตช. ไม่ได้ขัดขวางถือทักท้วงแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีการสั่งการให้ตำรวจแต่ละหน่วยคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติดี เข้าร่วมภารกิจพิเศษที่ ส.ตร. จะมอบหมาย พร้อมสั่งว่า หากข้าราชการตำรวจคนไหนไม่เข้าการคัดเลือก ให้ตรวจสอบว่าเป็นเพราะเหตุใด และทำหนังสือส่งไปให้อย่างละเอียด หลังจากสั่งการครั้งแรก สตช. ได้มีการคัดเลือกข้าราชการตำรวจรอบที่ 2 โดยระบุว่าคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งเป็นหน่วยตำรวจมหาดเล็ก จากนั้นจะส่งไปเป็น ‘ข้าราชบริพาร’ รวมมีเข้าร่วมคัดเลือกมากกว่า 1 พันนาย ซึ่งมีข้าราชการตำรวจ 100 คนที่ไม่สมัครใจเข้าร่วม และโดนคำสั่งธำรงวินัยทำให้มีตำรวจ 3 นายลาออกทันที ขณะที่อีก 97 คนนั้นถูกส่งตัวไปปรับทัศนคติ นอกจากนี้ทาง สตช. ยังตั้งศูนย์ธำรงวินัย เพื่อสั่งให้ทั้ง 97 คนไปปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงเป็นเวลา 9 เดือน และหลังจากเวลา 9 เดือนนั้น ทั้งหมดยังถูกดองงาน ไม่ให้เลื่อนขั้นอีกด้วย การอภิปรายเรื่องนี้นำมาสู่การตั้งข้อสงสัยว่า นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกฯ ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงอำนาจตำรวจ และเพิกเฉยต่อการตรวจสอบ รวมถึงบกพร่องในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรังสิมันต์ มองว่าเป็นเหตุที่ไม่อาจวางใจให้นายกฯ และรองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ “ผมไม่รู้ว่าผลจากการทำหน้าที่ในวันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นต่อผมในหลังจากนี้ ผมไม่รู้ว่าในสามวันข้างหน้า มีอะไรรอผมอยู่ ผมไม่รู้ว่าสามเดือนครั้งหน้าจะเกิดอะไรขึ้นต่อผม ผมจะพูดแทนพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อตัวผม ผมก็ไม่เสียใจที่ได้ทำหน้าที่ของผมในวันนี้” ส.ส.รังสิมันต์ โรม กล่าวหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยตอนนี้ #ตั๋วช้าง ก็ได้ติดอันดับ 1 เทรนด์ของทวิตเตอร์ในไทย ที่มีผู้พูดคุยประเด็นนี้มากกว่า 7.5 แสนทวิตแล้วด้วย ตามไปดูสไลด์อภิปรายไม่ไว้วางใจหัวข้อ ‘ตั๋วช้าง’ ของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม ได้ที่ : ADVERTISEMENTข่าวการเมืองstd48042• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยพิษจากดื่มน้ำเย็น ★จะปวดหลัง ข้อเข่า ไตอ่อนแอ ◆ใครจะไปเชื่อว่า.. การดื่มน้ำเย็นจะมีพิษมีภัย และให้โทษได้ถึงขนาดนี้ ♣️หมอได้พบผู้ป่วย ที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือที่เรียกกันว่า โรคอัมพฤกษ์ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำเย็นเป็นประจำมาตั้งแต่ เด็ก และต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น ■ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง เช่น มึนเวียนศีรษะง่าย เห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตา การพูดเริ่มติดๆขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน ต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา ★การดื่มน้ำเย็น สำหรับคนไทยนั้น ทำให้ "ไต ต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว" ขับน้ำเย็นมากักเก็บ ไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะทำให้ผู้ที่ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำจนเลือดข้นหนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมัน และของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง ★ไตของเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะการทำหน้าที่ ตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายรวมทั้ง ★น้ำเย็นด้วยก็จะทำให้เกิดภาวะไตอ่อนแอและจะส่งสัญญาณร้องให้เราทราบดังนี้ 1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นาน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ กลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว 2.มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ 3.ปวดเมื่อยตามข้อ และ ร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ 4.หลอดเลือดตีบตัน หรือ หลอดเลือดแข็งได้ง่าย หากใครยังทาน....... ●น้ำเย็น นมเย็น ●กาแฟเย็น น้ำอัดลม ●น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ ●มีอาการปวดหลังแน่ๆ ก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้ 1.ปรับเลือดที่หนืดข้น ให้หายข้นด้วยการเพิ่ม น้ำเข้ากระแสเลือด โดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน 2.ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่องด้วยการ..... ออกกำลังเป็นประจำที่สามารถทำได้ หรือ อาจใช้การจัดกระดูก ช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ 3.ไม่กินอาหาร..... ◆เนื้อสัตว์ ของทอด ◆ของหวานจัดเพราะ ◆ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ปริมาณมากจนทำให้ หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย 4.งดการทานน้ำเย็นเด็ดขาดรู้แล้วอย่าเฉยเมยนะควรปฎิบัติด้วยและรู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียวโปรดแบ่งปันให้คนรอบข้างของตัวเรา ★พันเอก ดร.นพ.ดำรง หมอประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสุขภาพไม่ระบุชื่อ• 5 เดือนที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยจับแล้ว "เจ๊แพรวพราว" หลอกขายทุเรียนทิพย์ หมอนทองของดี กิโลละ 100ชุด PCT5 และสืบนครบาล รวบตัว “เจ้าแม่ทุเรียนเก๊” หลอกขายทุเรียนทิพย์ อ้างเป็นทุเรียนหมอนทองคุณภาพดีจาก จ.จันทบุรี ในราคากิโลกรัมละ 100-150 บาท เจ้าตัวเผยถึงโมเดลธุรกิจ “เน้นความเสียหายน้อย คนจะไม่ค่อยแจ้งความ” และ “ไม่แจ้งความ ก็ไม่เคลียร์” เคยโดนจับแต่ไม่เข็ด ทำเอาชุดจับกุมถึงกับส่ายหัว เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. (PCT), พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. / หน.PCT ชุดที่ 5, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. / รอง หน. PCT ชุดที่ 5, พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว สว.กก.2 บก.สส.บช.น., พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ, ร.ต.อ.วรภัทร แสงเทียนประไพ, ส.ต.ท.จิรวัฒน์ ศรีมั่นมีชัย ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5 และชุดสืบสวนนครบาล (บก.สส.บช.น.) นำกำลังสืบสวนติดตามจับกุม น.ส.ชนัญชิดา คำหวาน หรือ แพรวพราว อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 81 ม.7 ต.เขวาไร่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 หมายจับ ดังนี้ 1. (สภ.เมืองขอนแก่น) หมายจับศาลแขวงขอนแก่นที่ จ.48/2566 ลงวันที่ 17 ก.พ. 66 ข้อหา “ฉ้อโกง และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” 2. (สภ.เมืองพะเยา) หมายจับศาลจังหวัดพะเยาที่ จ.30/2566 ลงวันที่ 30 ม.ค. 66 ข้อหา “ฉ้อโกง, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ตรวจสอบพบประวัติการก่อเหตุ “ฉ้อโกง และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ฯ” กว่า 5 คดี 1. วันที่ 31 พ.ค. 65 พื้นที่ สน.ลาดกระบัง ก่อเหตุ หลอกขายทุเรียน 2. วันที่ 2 มิ.ย. 65 พื้นที่ สน.โคกคราม ก่อเหตุ หลอกขายทุเรียน 3. วันที่ 14 มิ.ย. 65 พื้นที่ สภ.เมืองพะเยา ก่อเหตุ หลอกขายทุเรียน 4. วันที่ 14 ต.ค. 65 พื้นที่ สน.ดอนเมือง ก่อเหตุ หลอกขายทุเรียน 5. วันที่ 7 ก.พ. 66 พื้นที่ สภ.เมืองขอนแก่น ก่อเหตุ หลอกขายทุเรียน พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 ได้มีมิจฉาชีพแฝงตัวเข้าสู่ตลาด “ทุเรียนออนไลน์” โดยจะเข้าไปอยู่ตามกลุ่มขายของ ขายอาหาร ทั้งทางเฟซบุ๊ก และ กลุ่ม OpenChat ทางไลน์ จากนั้นจะโพสต์ขายทุเรียน โดยอ้างเป็นทุเรียนหมอนทองคุณภาพดีจาก จ.จันทบุรี ในราคากิโลกรัมละ 100-150 บาท ทำให้เหล่า “สายทุเรียน” ต่างตาลุกวาว เพราะเป็นราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดและเป็นทุเรียนคุณภาพจากสวนโดยตรง ซึ่งเมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินให้แล้ว ก็ไม่มีการส่งทุเรียนให้แต่อย่างใด ซึ่งมิจฉาชีพรายนี้ก่อเหตุลักษณะนี้มาเป็นเวลาหลายปี โดยอาศัยยอดความเสียหายที่ไม่มาก ทำให้ผู้เสียหายหลายราย “ปล่อยผ่าน” หรือบางรายแจ้งความดำเนินคดีก็จะ “วิ่งแจ้น” เอาเงินไปเคลียร์อย่างรวดเร็ว ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่ามิจฉาชีพรายนี้คือ น.ส.ชนัญชิดา คำหวาน หรือ แพรวพราว อายุ 27 ปี ซึ่งได้มีการออกหมายจับกว่า 2 หมายจับ และจากการตรวจสอบพบข้อมูลการก่อเหตุอีกกว่า 5 คดี แต่เจ้าตัวยังตระเวนก่อเหตุ “ไม่เลิก” ทำให้ประชาชนกลุ่ม “คนรักทุเรียน” ต่างได้รับความเดือดร้อนและหวาดระแวงที่จะต้องสั่งทุเรียนทางออนไลน์ กระทั่งความเดือดร้อนได้ส่งถึง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ได้ส่งนำกำลังชุด PCT5 และสืบนครบาล ลงพื้นที่แกะรอย โดยทราบว่า “เจ้าแม่ทุเรียนเก๊” รายนี้ อยู่ละแวก ต.บางด้วน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ใช้แผน “ล่อเข้” หลอกให้เจ้าแม่รายนี้ขับรถมาให้จับกุมแบบงงๆ โดยจับกุมได้ที่หน้าหอพักเลขที่ 31/7 ม.5 ต.บางด้วน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ชั้นจับกุม น.ส.ชนัญชิดา คำหวาน หรือ แพรวพราว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนเองไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง จุดเริ่มต้นของการเริ่มหลอกลวงขายทุเรียน เพราะว่าตนเองเป็นคนชอบกินทุเรียน ครั้งเมื่อไปเดินตลาดหาซื้อทุเรียนก็ได้ถ่ายภาพไว้จำนวนมาก เมื่อนำภาพทุเรียนเหล่านั้นมาโพสต์ในโลกโซเชียล พบว่ามีคนสนใจจำนวนมาก จึงเกิดไอเดียที่จะหลอกขายทุเรียน และเมื่อมีรายใดเข้าแจ้งความก็จะนำเงินไปเคลียร์กับผู้เสียหาย ซึ่งมีจำนวนน้อยที่จะแจ้งความ เพราะยอดเงินที่ตนเองหลอกลวงนั้นไม่สูงมาก คนส่วนใหญ่จึงมักปล่อยผ่าน และล่าสุดตนเองมีความตั้งใจจะเปลี่ยนจากการหลอกขายทุเรียนเป็นการหลอกขายอาหารสด โดยจะส่งเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน หากใครอยู่ไกลก็จะไม่ส่ง” หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ดำเนินคดีตามกฏหมาย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า “จากการสืบสวนของเรา ผู้ต้องหารายนี้เป็นตัวการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่มีการใช้บัญชีม้าใดๆ เพราะมั่นใจและเข้าใจว่าถ้าถูกแจ้งความก็แค่เอาเงินไปเคลียร์ ไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ผมต้องการให้คนแบบนี้ได้รับโทษ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้เคยตกเป็นเหยื่อ แม้ว่าจำนวนเงินจะไม่มาก แต่จะเป็นการทำให้เหล่ามิจฉาชีพย่ามใจและก่อเหตุไปเรื่อยๆ ฉะนั้น จงอย่าปล่อยผ่าน และเราจะมีการยกระดับทั้งการสืบสวนและการจับกุม เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ.2565 และเพื่อยกระดับตำรวจไทยสู่สากล เพื่อตอบโจทย์ในโลกยุคใหม่ และแม้ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ แต่หากเป็นความเดือดร้อนของประชาชน เราทำทันที ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.”.Jane Thanatcha• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยพิษจากดื่มน้ำเย็นิจริงหรือไม่■พิษจากดื่มน้ำเย็น■ ~~~~~~~~~~~~~ ★จะปวดหลัง ข้อเข่า ไตอ่อนแอ •••••••○••••••○•••••• ◆ใครจะไปเชื่อว่า.. การดื่มน้ำเย็นจะมีพิษ มีภัย และให้โทษได้ถึงขนาดนี้ ((((▶ ♣หมอได้พบผู้ป่วย ที่มีอาการแขนขาอ่อน แรง หรือที่เรียกกันว่า โรคอัมพฤกษ์ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำ เย็นเป็นประจำมาตั้งแต่ เด็ก และต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น ■ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง เช่น มึนเวียนศีรษะง่าย เห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตา การพูดเริ่มติดๆขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน ต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา ★การดื่มน้ำเย็น สำหรับคนไทยนั้น ทำให้ "ไต ต้องรับกำจัดความเย็น ออกจากร่างกาย อย่างรวดเร็ว" ขับน้ำเย็นมากักเก็บ ไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็น น้ำปัสสาวะทำให้ผู้ที่ ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่ง ขาดน้ำจนเลือดข้น หนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมัน และของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือด จนเกิดการพอกพูน กลายเป็นโรคหลอด เลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบ ทานเป็นประจำนั่นเอง ★ไตของเราเปรียบ เสมือนเครื่องกรองน้ำ อันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรอง ของเสียออกจากเลือด แล้วขับออกทาง ปัสสาวะการทำหน้าที่ ตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายรวมทั้ง ★น้ำเย็นด้วยก็จะทำให้ เกิดภาวะไตอ่อนแอและจะส่งสัญญาณร้อง ให้เราทราบดังนี้ ★1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นาน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้อง วิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ กลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว ★2.มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ ★3.ปวดเมื่อยตามข้อ และ ร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ ★4.หลอดเลือดตีบตัน หรือ หลอดเลือดแข็งได้ง่าย ★หากใครยังทาน....... ●น้ำเย็น นมเย็น ●กาแฟเย็น น้ำอัดลม ●น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ ●มีอาการปวดหลังแน่ๆ ก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้ ■1.ปรับเลือดที่หนืดข้น ให้หายข้นด้วยการเพิ่ม น้ำเข้ากระแสเลือด โดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน ■2.ทำให้เลือดไหล เวียนสะดวกอย่าง ต่อเนื่องด้วยการ..... ■ออกกำลังเป็นประจำที่สามารถทำได้ หรือ อาจใช้การจัดกระดูก ช่วยให้เลือดไหลเวียน สม่ำเสมอ ■3.ไม่กินอาหาร..... ◆เนื้อสัตว์ ของทอด ◆ของหวานจัดเพราะ ◆ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ปริมาณมากจนทำให้ หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย ■4.งดการทานน้ำเย็น เด็ดขาดรู้แล้วอย่า เฉยเมยนะควรปฎิบัติ ด้วยและรู้แล้วอย่า เก็บไว้คนเดียวโปรด แบ่งปันให้คนรอบข้าง ของตัวเรา (((((((▪ ★พันเอก ดร.นพ.ดำรง หมอประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (((((((▪ (💐ผู้บริโภคเฝ้าระวังMrs.Doubt• 3 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยจริงหรือไม่? "ดื่มน้ำอัดลมมาก เสี่ยงฟันผุ"จริงหรือไม่? "ดื่มน้ำอัดลมมาก เสี่ยงฟันผุ" กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เตือนคนไทยดื่มน้ำอัดลมมาก จะส่งผลต่อสุขภาพช่องปาก เป็นต้นเหตุของการเกิดฟันสึกกร่อนมากที่สุด และเสี่ยงเกิดโรคฟันผุและโรคอ้วนตามมาได้ แนะนำควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ดีที่สุด พร้อมแปรงฟันด้วยสูตร 2-2-2 เพื่อสร้างสุขภาพช่องปากที่ดี นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ได้แก่ ฟันสึกกร่อน ฟันผุ อ้วน กระดูกพรุน และกระดูกเปราะ เนื่องจากน้ำหวานชนิดอัดลมมีกรดคาร์บอนิกค่อนข้างมาก ซึ่งสารดังกล่าวจะกีดขวางการดูดซึมแคลเซียมของกระดูก และยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เพราะร่างกายจะหลั่งสารอินซูลินออกมามากเกินจำเป็น ซึ่งในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินได้น้อยลง จนทำให้ร่างกายเกิดโรคเบาหวานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งน้ำอัดลม 1 กระป๋อง (ขนาด 325 ซีซี) มีปริมาณน้ำตาล 8-12 ช้อนชา จะเท่ากับน้ำตาลในลูกอม จำนวน 17 เม็ด หากกินรวมกันหลายอย่างอาจทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดว่าร่างกายควรได้รับน้ำตาลไม่เกิน 24 กรัมต่อวัน หรือปริมาณ 6 ช้อนชา นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า น้ำอัดลมยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดฟันสึกกร่อนได้มากที่สุด เพราะนอกจากน้ำอัดลมจะมีกรดคาร์บอนิกแล้ว ยังมีส่วนประกอบคือน้ำตาลกับน้ำ หากไม่มีการทำความสะอาดช่องปากและฟันจะก่อให้เกิดฟันผุได้ จากผลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพประเทศไทยครั้งที่ 8 พ.ศ. 2560 พบว่า เด็กเล็กอายุ 5 ปี มีฟันน้ำนมผุร้อยละ 75.6 เด็กวัยเรียนอายุ 12 ปี มีฟันแท้ผุ ร้อยละ 52.0 และกลุ่มอายุ 15 ปี มีฟันแท้ผุ ร้อยละ 62.7 สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการดูแลอนามัยช่องปาก และพฤติกรรมการบริโภคของเด็กที่นิยมกินอาหารหรือขนมที่หาซื้อได้ง่าย เช่น น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาฟันผุแล้ว ยังก่อให้เกิดความเจ็บปวด การติดเชื้อและสร้างปัญหาการบดเคี้ยวอาหาร มีผลต่อน้ำหนัก การเจริญเติบโตและบุคลิกภาพ รวมถึงมีผลกระทบต่อการเรียนด้วย ที่สำคัญ ปัญหาฟันผุยังนำไปสู่การสูญเสียฟันที่เริ่มต้นในวัยเด็กและสะสมจนกลายเป็นการสูญเสียฟันทั้งปากจนไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ในวัยสูงอายุ ทั้งนี้ เครื่องดื่มที่ดีที่สุดและเหมาะสมกับร่างกายก็คือน้ำเปล่า เพราะในน้ำเปล่ามีส่วนช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ปรับสมดุลของร่างกาย ช่วยชะลอความแก่ เพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิว ช่วยให้ระบบย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ไตแข็งแรง โดยใน 1 วัน ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อสุขภาพที่ดีและควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดอื่น ๆ ที่มีการเติมน้ำตาลอีกด้วย เช่น ขนมหวาน ลูกกวาด เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลในแต่ละวันเกินจำเป็นจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ นอกจากนี้ ควรแปรงฟันให้สะอาดทั่วถึงทั้งในตอนเช้า หลังอาหารกลางวัน และก่อนนอน ด้วยสูตร 2 2 2 คือ แปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ให้ทั่วทุกซี่ทุกด้านนานอย่างน้อย 2 นาที แปรงอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน และไม่ควรกินอาหารหลังแปรงฟันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาช่องปากสะอาดนานที่สุด และยังเป็นการป้องกันโรคฟันผุในระยะยาวอีกด้วย ข้อมูล : ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2564 ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เครือข่าย : มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดอีสานโคแฟค• 4 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยหลังจากติดตามปัญหาคุณภาพอากาศทุกวันมาราวๆ 6 ปีเต็ม มีสิ่งนึงที่ไม่ค่อยมีใครพูดกัน โพสต์นี้ขอสรุปเรื่องการซื้อบ้านครับ ภาพแรก อากาศกรุงเทพตอนกลาง ภาพสอง อากาศกรุงเทพตะวันตก ภาพสาม อากาศกรุงเทพตะวันออก ภาพสี่ อากาศกรุงเทพตอนเหนือ โดยเฉลี่ยแล้ว อย่าซื้อบ้านในโซนกรุงเทพตะวันตกครับ ตะวันตกหมายถึง บางแค ตลิ่งชัน ราชพฤกษ์ ทวีวัฒนา บางใหญ่ ศาลายา โซนนี้อากาศวิกฤติสุด เพราะมีการขยายพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวจำนวนมากในเขตจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร และปทุมธานี จึงเกิดการเผาเพื่อหมุนคร็อปหนัก และถี่ขึ้นมากจนวิกฤติ โซนที่ไม่ควรซื้อรองมา คือเขตกรุงเทพตอนเหนือ หมายถึงแจ้งวัฒนะขึ้นไป หลักสี่ ดอนเมือง บางเขน สายไหม รังสิต ปทุมธานี เขตนี้เจอรุมจากการเผาเกษตรเชิงเดี่ยว และโรงงานอุตสาหกรรม แต่ถึงโดนรุม ค่ามลภาวะอากาศยังแย่เป็นรองกรุงเทพตะวันตก แต่ก็ถือว่าแย่มากอยู่ดี โซนที่พอซื้อบ้านได้ คือกรุงเทพตะวันออก จริงๆก็แย่ครับ แต่แย่น้อยกว่าตะวันตก และเหนือ เดาว่าการมีสนามบินสุวรรณภูมิอาจทำให้เกิดการควบคุมเกษตรเชิงเดี่ยวมากกว่าบ้าง โซนที่คนเข้าใจผิดหมด ว่าอากาศแย่ แต่ที่จริงอากาศดีสุดกลายเป็นกรุงเทพตอนกลางครับ อารีย์ จิตรลดา บางรัก เพลินจิต พระราม 4 คลองเตย ทองหล่อ พระราม 3 จนถึงแยกบางนา อากาศดีสุด ทำไม? 1. มลภาวะหลักวันนี้คือเกษตรเชิงเดี่ยว และโรงงานอุตสาหกรรม 2. เขตเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่สุด อยู่ฝั่งกรุงเทพตะวันตก นครปฐม ปทุมธานี รองมาคือกรุงเทพตอนเหนือ ปทุมธานี ที่แถมโรงงานอุตสาหกรรมมาด้วย มาสิ่งสำคัญ ใครจำได้ ยุคปี 90-2000 เขตบางรัก สาทร สีลม ดินแดง เคยเป็นเขตที่มีข่าวเสมอว่าคุณภาพอากาศเข้าขั้นวิกฤติ แต่วันนี้ปัญหาลดลงมาก 3. หากใครสังเกตุดีๆ กรุงเทพตอนกลางมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นเยอะมาก และกำลังเพิ่มขึ้นอีก 4. ปริมาณรถไฟฟ้าราวๆ 70-80% ของ 75,000 คันที่ขายไปในเวลาแค่ 2 ปี ที่ผ่านมาอยู่ในกรุงเทพเป็นหลักจึงลดมลภาวะได้เป็นจำนวนมหาศาล ค่าคุณภาพอากาศฟ้องตรงนี้เลย โพสต์นี้ไม่อยากให้เกิดการ panic แต่อยากเป็นข้อแนะนำถึงการเลือกซื้อบ้าน หาบ้านในโซนพื้นที่ตอนกลางกรุงเทพครับ ไม่ก็ไปทางตะวันออกหน่อย แล้วหลีกเลี่ยงฝั่งตะวันตก กับเหนือให้มาก วิกฤติอากาศพิษกรุงเทพหนักขึ้นมาก คนจะเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นอีกมากเช่นกัน โดยที่คนที่รับผิดชอบได้แก่กระทรวงเกษตร และกระทรวงมหาดไทย ยังไม่ออกมาหาทางแก้ปัญหานี้อย่างไร แถมยังส่งเสริมให้ทำเพิ่มขึ้นด้วย ผลประโยชน์ปุ๋ยมันเยอะครับ จำหน้า รมว.แต่ละคนไว้ดีๆ ตอนเราป่วย เค้าไปอยู่ไหนกันน้า ( Cr: LINE)ข่าวการเมืองสภาพอากาศ เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 2 ปีที่แล้ว2 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัย“ข่าวดีข่าวใหญ่มาแล้ว สันติสุข ที่ชาวโลกไฝ่ฝัน อเมริกาถูกโดดเดี่ยวจากการใช้อำนาจข่มเหงไปทุกประเทศ“ข่าวดีข่าวใหญ่มาแล้ว สันติสุข ที่ชาวโลกไฝ่ฝัน อเมริกาถูกโดดเดี่ยวจากการใช้อำนาจข่มเหงไปทุกประเทศ จีนได้รับการไหว้วานให้ช่วยทำงานใหญ่ โดยให้เข้ารับตำแหน่ง ประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตามวาระที่หมุนเวียนตามประเทศต่าง ๆ ขณะที่เรื่องนี้ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด แต่ทั่วโลกกลับโห่ร้องยินดี จึงอยากจะเชิญชวนพวกเราให้รีบส่งข่าวดีนี้ กระจายไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อเป็นการสนับสนุนจีนด้วย เป็นที่ทราบกันโดยทั่วแล้วว่า สหประชาชาติมีสถานะและบทบาทสำคัญในสังคมโลกโดยที่ไม่มีองค์กรใดสามารถเทียบได้ในปัจจุบัน การที่จีนได้รับตำแหน่งดังกล่าวนี้ จะทำให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งหลังจากจีนได้เข้ารับตำแหน่ง ก็ได้ประกาศว่า จะเน้นหนักในการแก้ไขปัญหาของ อัฟกานิสถาน และซีเรีย รวมถึงปัญหาประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว โดยจะเป็นการให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงที่ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด เพราะจีนจะเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือสถานการณ์ทั่วโลกให้ดีขึ้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมกาได้อาศัยความเป็นมหาอำนาจของตน ผนวกกับนโยบายต่างประเทศที่ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นดัชนีชี้นำ โดยการนำคำกล่าวอ้างเรื่องสิทธิมนุษย์ชนและเสรีภาพมาก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่าง ๆ ซึ่งบทบาทต่อจากนั้นก็คือการเปิดศึกสงคราม กับ อัฟกานิสถาน อิรัค ซีเรีย อันส่งผลให้เกิดหายนะที่ไม่สิ้นสุดในประเทศเหล่านี้ที่ทำให้ประชาชนต่างพากันหนีตายละทิ้งเคหสถานของตนเอง ญาติมิตรต่างพลาดพรากจากกัน โดยได้แปรเปลี่ยนสภาพของประเทศเหล่านี้เป็นดั่งหนึ่งนรกบนแดนมนุษย์ และสิ่งที่เกินเลยมากขึ้นไปอีก คือเมกาถือผลประโยชน์ของตนเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอื่น และคิดจะเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว จึงมีการกระทำที่น่าละอาย ในการขัดขวางการเติบใหญ่ของจีน โดยการกล่าวหา ป้ายสี ใส่ร้ายต่าง ๆ นาน ๆ แม้กระทั่งในเรื่องโรคระบาดในครั้งนี้ ที่กล่าวหาจีนอย่างเลื่อนลอย หรือ สงครามการค้าเมื่อปีก่อน หรือการผ่านกฎหมายเกี่ยวกับไต้หวัน รวมเป็นการกระทำที่ท้าทายจีน โดยระยะอันใกล้นี้ ก็ยุให้ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาะเตียวหยู อันเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ในครั้งนี้ จีนจะไม่เงียบเฉยอีกต่อไป โดยจะต้องทำการตอบโต้ จีนในฐานะของประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะได้มีการเรียกประชุมประเทศสมาชิก เพื่อวางแนวทางในการขัดขวางการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาในการก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่าง ๆ อันจะนำมาซึ่งมติที่จะได้ป้องกันอธิปไตยที่สมบูรณ์ของประเทศเหล่าสมาชิก และยับยั้งการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาได้อย่างสมบูรณ์ อันจะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในการต่อต้านการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกา ปัจจุบัน จีนไม่ใช่ประเทศที่จะต้องหวานอมขมกลืนอีกต่อไป จีนจะต้องแสดงศักยภาพให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้เห็น ในขณะที่จีนจะมุ่งบรรลุความฝันของตนเองนั้น ก็ต้องสร้างคุณูปการต่อชาวโลกด้วย(chick)(chick)(chick)(chick)(chick) ไม่ว่าคุณจะวุ่นวายอยู่เพียงไร กรุณาเสียสละเวลาสัก 1 นาที ในการส่งต่อคลิปนี้ ให้กับบุคคลในแวดล้อมของคุณ ถ้าคลิปนี้ไม่ได้มีการส่งต่อเลย คงจะนับเป็นโศกนาฎกรรมของประเทศ ช่วยขยับนิ้วสักนิด เพื่อส่งต่อคลิปนี้ออกไป ให้ชาวโลกได้เห็นความเติบใหญ่ของจีน.ข่าวการเมือง เสียดสีJoke Air• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัย“ข่าวดีข่าวใหญ่มาแล้ว สันติสุข ที่ชาวโลกไฝ่ฝัน อเมริกาถูกโดดเดี่ยวจากการใช้อำนาจข่มเหงไปทุกประเทศ จีนได้รับการไหว้วานให้ช่วยทำงานใหญ่ โดยให้เข้ารับตำแหน่ง ประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตามวาระที่หมุนเวียนตามประเทศต่าง ๆ ขณะที่เรื่องนี้ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด แต่ทั่วโลกกลับโห่ร้องยินดี จึงอยากจะเชิญชวนพวกเราให้รีบส่งข่าวดีนี้ กระจายไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อเป็นการสนับสนุนจีนด้วย เป็นที่ทราบกันโดยทั่วแล้วว่า สหประชาชาติมีสถานะและบทบาทสำคัญในสังคมโลกโดยที่ไม่มีองค์กรใดสามารถเทียบได้ในปัจจุบัน การที่จีนได้รับตำแหน่งดังกล่าวนี้ จะทำให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งหลังจากจีนได้เข้ารับตำแหน่ง ก็ได้ประกาศว่า จะเน้นหนักในการแก้ไขปัญหาของ อัฟกานิสถาน และซีเรีย รวมถึงปัญหาประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว โดยจะเป็นการให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงที่ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด เพราะจีนจะเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือสถานการณ์ทั่วโลกให้ดีขึ้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมกาได้อาศัยความเป็นมหาอำนาจของตน ผนวกกับนโยบายต่างประเทศที่ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นดัชนีชี้นำ โดยการนำคำกล่าวอ้างเรื่องสิทธิมนุษย์ชนและเสรีภาพมาก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่าง ๆ ซึ่งบทบาทต่อจากนั้นก็คือการเปิดศึกสงคราม กับ อัฟกานิสถาน อิรัค ซีเรีย อันส่งผลให้เกิดหายนะที่ไม่สิ้นสุดในประเทศเหล่านี้ที่ทำให้ประชาชนต่างพากันหนีตายละทิ้งเคหสถานของตนเอง ญาติมิตรต่างพลาดพรากจากกัน โดยได้แปรเปลี่ยนสภาพของประเทศเหล่านี้เป็นดั่งหนึ่งนรกบนแดนมนุษย์ และสิ่งที่เกินเลยมากขึ้นไปอีก คือเมกาถือผลประโยชน์ของตนเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอื่น และคิดจะเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว จึงมีการกระทำที่น่าละอาย ในการขัดขวางการเติบใหญ่ของจีน โดยการกล่าวหา ป้ายสี ใส่ร้ายต่าง ๆ นาน ๆ แม้กระทั่งในเรื่องโรคระบาดในครั้งนี้ ที่กล่าวหาจีนอย่างเลื่อนลอย หรือ สงครามการค้าเมื่อปีก่อน หรือการผ่านกฎหมายเกี่ยวกับไต้หวัน รวมเป็นการกระทำที่ท้าทายจีน โดยระยะอันใกล้นี้ ก็ยุให้ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาะเตียวหยู อันเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ในครั้งนี้ จีนจะไม่เงียบเฉยอีกต่อไป โดยจะต้องทำการตอบโต้ จีนในฐานะของประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะได้มีการเรียกประชุมประเทศสมาชิก เพื่อวางแนวทางในการขัดขวางการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาในการก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่าง ๆ อันจะนำมาซึ่งมติที่จะได้ป้องกันอธิปไตยที่สมบูรณ์ของประเทศเหล่าสมาชิก และยับยั้งการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาได้อย่างสมบูรณ์ อันจะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในการต่อต้านการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกา ปัจจุบัน จีนไม่ใช่ประเทศที่จะต้องหวานอมขมกลืนอีกต่อไป จีนจะต้องแสดงศักยภาพให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้เห็น ในขณะที่จีนจะมุ่งบรรลุความฝันของตนเองนั้น ก็ต้องสร้างคุณูปการต่อชาวโลกด้วย ไม่ว่าคุณจะวุ่นวายอยู่เพียงไร กรุณาเสียสละเวลาสัก 1 นาที ในการส่งต่อคลิปนี้ ให้กับบุคคลในแวดล้อมของคุณ ถ้าคลิปนี้ไม่ได้มีการส่งต่อเลย คงจะนับเป็นโศกนาฎกรรมของประเทศ ช่วยขยับนิ้วสักนิด เพื่อส่งต่อคลิปนี้ออกไป ให้ชาวโลกได้เห็นความเติบใหญ่ของจีน.ข่าวการเมืองไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้ว2 คนว่า มีความเห็นส่วนตัวmeter: middle2 ความเห็น
- 1 คนสงสัย“ข่าวดีข่าวใหญ่มาแล้ว จีนได้รับการไหว้วานให้ช่วยทำงานใหญ่ โดยให้เข้ารับตำแหน่ง ประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตามวาระที่หมุนเวียนตามประเทศต่างๆ ขณะที่เรื่องนี้ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด แต่ทั่วโลกกลับโห่ร้องยินดี จึงอยากจะเชิญชวนพวกเราให้รีบส่งข่าวดีนี้ กระจายไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อเป็นการสนับสนุนจีนด้วย เป็นที่ทราบกันโดยทั่วแล้วว่า สหประชาชาติมีสถานะและบทบาทสำคัญในสังคมโลกโดยที่ไม่มีองค์กรใดสามารถเทียบได้ในปัจจุบัน การที่จีนได้รับตำแหน่งดังกล่าวนี้ จะทำให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องสำคัญต่างๆทั่วโลก ซึ่งหลังจากจีนได้เข้ารับตำแหน่ง ก็ได้ประกาศว่า จะเน้นหนักในการแก้ไขปัญหาของ อัฟกานิสถาน และซีเรีย รวมถึงปัญหาประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว โดยจะเป็นการให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงที่ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด เพราะจีนจะเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือสถานการณ์ทั่วโลกให้ดีขึ้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมกาได้อาศัยความเป็นมหาอำนาจของตน ผนวกกับนโยบายต่างประเทศที่ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นดัชนีชี้นำ โดยการนำคำกล่าวอ้างเรื่องสิทธิมนุษย์ชนและเสรีภาพมาก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่างๆ ซึ่งบทบาทต่อจากนั้นก็คือการเปิดศึกสงคราม กับ อัฟกานิสถาน อิรัค ซีเรีย อันส่งผลให้เกิดหายนะที่ไม่สิ้นสุดในประเทศเหล่านี้ที่ทำให้ประชาชนต่างพากันหนีตายละทิ้งเคหสถานของตนเอง ญาติมิตรต่างพลาดพรากจากกัน โดยได้แปรเปลี่ยนสภาพของประเทศเหล่านี้เป็นดั่งหนึ่งนรกบนแดนมนุษย์ และสิ่งที่เกินเลยมากขึ้นไปอีก คือเมกาถือผลประโยชน์ของตนเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอื่น และคิดจะเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว จึงมีการกระทำที่น่าละอาย ในการขัดขวางการเติบใหญ่ของจีน โดยการกล่าวหา ป้ายสี ใส่ร้ายต่างๆนานๆ แม้กระทั่งในเรื่องโรคระบาดในครั้งนี้ ที่กล่าวหาจีนอย่างเลื่อนลอย หรือ สงครามการค้าเมื่อปีก่อน หรือการผ่านกฎหมายเกี่ยวกับไต้หวัน รวมเป็นการกระทำที่ท้าทายจีน โดยระยะอันใกล้นี้ ก็ยุให้ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาะเตียวหยู อันเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ในครั้งนี้ จีนจะไม่เงียบเฉยอีกต่อไป โดยจะต้องทำการตอบโต้ จีนในฐานะของประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะได้มีการเรียกประชุมประเทศสมาชิก เพื่อวางแนวทางในการขัดขวางการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาในการก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่างๆ อันจะนำมาซึ่งมติที่จะได้ป้องกันอธิปไตยที่สมบูรณ์ของประเทศเหล่าสมาชิก และยับยั้งการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาได้อย่างสมบูรณ์ อันจะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศต่างๆทั่วโลกในการต่อต้านการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกา ปัจจุบัน จีนไม่ใช่ประเทศที่จะต้องหวานอมขมกลืนอีกต่อไป จีนจะต้องแสดงศักยภาพให้ประเทศต่างๆทั่วโลกได้เห็น ในขณะที่จีนจะมุ่งบรรลุความฝันของตนเองนั้น ก็ต้องสร้างคุณูปการต่อชาวโลกด้วย ไม่ว่าคุณจะวุ่นวายอยู่เพียงไร กรุณาเสียสละเวลาสัก 1 นาที ในการส่งต่อคลิปนี้ ให้กับบุคคลในแวดล้อมของคุณ ถ้าคลิปนี้ไม่ได้มีการส่งต่อเลย คงจะนับเป็นโศกนาฎกรรมของประเทศ ช่วยขยับนิ้วสักนิด เพื่อส่งต่อคลิปนี้ออกไป ให้ชาวโลกได้เห็นความเติบใหญ่ของจีน.ข่าวการเมืองไม่ระบุชื่อ• 6 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัยเริ่มมีคุณหมอหลายท่านแสดงความเห็นว่า วัคซีนหลักปัจจุบันที่รัฐบาลจัดให้ประชาชนจะมีความปลอดภัยมากกว่าวัคซีนไฟเซอร์ และ โมเดอนน่า ในระยะยาว ลองอ่านบทความของคุณหมอท่านหนึ่งครับ พวกบินไปฉีด Pfizer หรือ Moderna หรือกำลังจะไป ต้องอ่าน mRNA สามารถสร้าง PROTEIN เพี้ยนที่คุมไม่ได้นะครับ คนไทยโชคดีได้ SINOVAC ปลอดภัย และ ASTRAZENECA ปลอดภัยมาก สำหรับคนมีอายุและโรคประจำตัว ********** ...ความน่ากลัวของวัคซีนที่ใช้ mRNA - Pfizer & Moderna...ตั้งใจอ่านนิดหนึ่งจะเข้าใจครับ... mRNA vaccine ฉบับอ่านง่าย (for dummies) ที่มาของบทความนี้ก็คือ พอเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ได้แล้ว ก็เลยอยากรู้ว่าจะเขียนแนวอื่นได้ไหม เผอิญท่านรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ Phichet Banyati เคยชวนว่าให้เขียนเรื่อง mRNA vaccine สิ เลยน่าจะลองดู จะเห็นว่าปัจจุบันวัคซีนโควิดมีการผลิตหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะใช้เชื้อตาย (Sinovac), ชิ้นส่วนของไวรัส (Aztra) แต่อันที่เป็นที่ฮือฮามากที่สุดก็น่าจะเป็น mRNA เทคนิค แล้วจริงๆ มันคืออะไรเหรอ ?!?! นักเรียนสายวิทย์คงทราบมาตั้งแต่สมัยเรียนชีววิทยา ม.ปลายแล้ว (ถ้าจำได้) ว่าส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของร่างกายก็คือโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนทางกายวิภาคหรือสรีรวิทยาของร่างกายก็ต้องมีโปรตีนเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น คราวนี้โปรตีนสร้างจากอะไร มันก็มีสูตรของมัน คือ "DNA สร้าง RNA สร้าง โปรตีน" (ดูภาพด้านล่าง ) อันนี้คือแบบแผนที่แน่นอน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร์ สำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนะครับ สรุปก็คือโปรตีนที่เราต้องการจะถูกสร้างมาจาก RNA ต้นแบบ ซึ่งมี 3 ชนิด แต่ที่สำคัญมากก็คือ mRNA หลักการของ mRNA วัคซีนก็คือ ใส่ mRNA ที่สร้างโปรตีนของไวรัสโควิด (ซึ่งอันนี้เราสามารถรู้ได้อยู่แล้วจากการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัส เหมือนเราทำขนมแหละครับ mRNA คือสูตรขนม เราก็สร้างโปรตีนคือตัวขนมออกมาได้) เข้าไปในร่างกาย เมื่อเซลล์ของร่างกายรับ mRNA นี้เข้ามาก็จะสร้างโปรตีนที่รูปร่างหน้าตาเหมือนตัวไวรัสออกมา (คิดง่ายๆ mRNA คือสูตรขนม เซลล์ของร่างกายมีวัตถุดิบเช่นแป้ง น้ำตาล ฯลฯ อยู่แล้ว เมื่อเซลล์ของร่างกายมีสูตรขนมก็ใช้วัตถุดิบผลิตเป็นขนมขึ้นมา) แต่เท่านี้ยังไม่จบ เมื่อร่างกายสร้างไวรัสจำลองออกมาแล้ว ไวรัสจำลองเหล่านี้ก็จะไปกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้สร้างสารทางภูมิคุ้มกันออกมา (ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ในร่างกายมาก่อน เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมพวกนี้เกิดขึ้นมาร่างกายก็ย่อมสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้าน ซึ่งเป็นกลไกในการปกป้องร่างกายตามธรรมชาติ) และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นนี้ก็จะปกป้องเราเมื่อมีการติดเชื้อโควิดไวรัสจริงเข้ามา (ก็แน่ล่ะ เพราะอาศัยสูตรขนมเดียวกัน คือลอก mRNA มานิ) ฟังดูตามหลักการแล้วก็น่าจะดีเนอะ แต่คราวนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่า 1. ไม่เคยมีวัคซีนที่ผลิตโดยเทคนิคนี้ขึ้นมาก่อนในโลก ดังนั้นก็เหมือนขนมที่ไม่เคยมีใครผลิตมาก่อน ใช้วัตถุดิบแปลกใหม่ที่เพิ่งคิดค้นขึ้น เรากินแล้วจะมีปัญหาอะไรไหม ? 2. ปกติการสร้างโปรตีนของร่างกาย มันจะมีระบบควบคุมต่างๆเพื่อไม่ให้การสร้างโปรตีนผิดเพี้ยนไป (เหมือนคอยควบคุมไม่ให้ขนมผิดสูตร) แต่คราวนี้ mRNA ตัวนี้ไม่ใช่ของร่างกาย แต่เป็นของที่ฉีดเข้ามา (จาก Pfizer, Moderna คงคุ้นชื่อเนอะ) ระบบควบคุมคุณภาพเหล่านี้จะไปจับความผิดพลาดได้ไหม (เหมือนคุณมีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสในคอม แต่ถ้าไวรัสแปลกๆเข้ามา มันอาจจะตามไม่ทันถ้าไม่อัพเดท หรือถ้าเปรียบเทียบกับทำขนม แทนที่จะหยิบน้ำตาลมาใส่ ดันไปหยิบเกลือโดยไม่รู้ตัวเพราะมันเป็นเกล็ดขาวๆ เหมือนกันก็จะได้ขนมรสชาติแปลกประหลาดออกมา) 3. มันมีโรคทางระบบประสาทหลายโรค ที่ปัจจุบันยอมรับแล้วว่าเกิดจากโปรตีนที่ผิดเพี้ยนในร่างกาย (เรียกว่า misfolded protein) เช่น อัลไซเมอร์, พาร์คินสัน, ALS (ใครดูหนังเรื่อง the theory of everything หรือรู้จักอัจฉริยะฟิสิกส์ Stephen Hawking ก็โรคนั้นแหละครับที่เขาเป็น) ดังนั้นถ้าจากเหตุผลในข้อ 2 แล้วมีโปรตีนผิดเพี้ยนต่างๆเกิดขึ้นมาในอนาคต เราจะเป็นโรคเหล่านี้ไหม ? ก็ไม่มีใครบอกได้ เหตุผลที่เอาเทคนิคนี้มาใช้ผลิตวัคซีนโควิดเพราะว่าวิธีนี้สามารถสร้างวัคซีนขึ้นมาในปริมาณมากโดยใช้เวลาไม่นาน เหมาะกับภาวะเร่งด่วนแบบที่เราเจอวิกฤตในปัจจุบัน แต่ด้วยเหตุผลทางด้านบนจึงมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนตั้งข้อกังขาและไม่สบายใจเกี่ยวกับ mRNA วัคซีนที่ใช้กันเยอะในเมืองนอกตอนนี้ อย่างไรก็ตามมันเป็นแค่ทฤษฎีนะครับ คงต้องรอเก็บข้อมูลในอนาคตต่อไป เพิ่มเติม : ด้านล่างสำหรับเด็กสายวิทย์นะครับ ไม่ใช่สายวิทย์ผ่านไปได้เลย เพราะใช้ศัพท์ฟุ่มเฟือยเยอะ ประเด็นที่น่ากังวลของ mRNA vaccine คือ 1. ไม่เคยมี mRNA vaccine ใช้มาก่อนเลยในโลกนี้ 2. จะเอาวัคซีนเข้าร่างกาย RNA ต้อง stable มาก และต้องให้เซลล์มัน uptake เข้าไป และสร้างไวรัสจำลองขึ้นมา ร่างกายถึงสร้าง immunity จะคุม stability ยังไงให้มั่นใจ 3. วิธีการใส่ mRNA เข้าไปในร่างกาย ถ้าจะให้เข้าเซลล์ได้มีประสิทธิภาพจริงก็ไม่สามารถฉีดไปแบบฉีดยาธรรมดา มันต้องใช้ Gene gun หรือ electroporation ซึ่งเขาก็ปรับปรุงโดยใช้ nanoparticle มาหุ้ม แล้วทำให้เข้าเซลล์ง่ายขึ้นโดยใช้การฉีดแบบวัคซีนธรรมดาได้ แต่ยังไม่รู้ว่า nanoparticle เหล่านี้จะมีผลข้างเคียงใดๆในระยะสั้นหรือระยะยาว ไหม {ตอนนี้ Moderna vaccine เจอบวมแดงที่แขนมากหลังฉีดหลายราย เป็นพวก hypersensitivity type 4 (หรืออาจจะ type 3 ในบางคนแบบ Arthus reaction) อาจถึงขนาดเป็นตุ่มน้ำพอง ไม่ทราบว่าจะจาก nanoparticle พวกนี้ไหม } 4. มีโอกาสที่ mRNA มันจะสร้างโปรตีนอื่นที่ผิดเพี้ยนขึ้นมา ถ้าดันเป็น misfolded protein คนไข้มีสิทธิ์เป็น Alzheimer's หรือโรค neurodegenerative disease อื่นๆได้ แค่ฉีดให้มันเข้าไปในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วเซลล์รับมันเข้าไปข้างใน และสร้างโปรตีนไวรัสจำลองออกมานี้ก็ยากแล้ว และยังไม่รู้เลยว่าพอมันอยู่ในเซลล์แล้วจะพลาดไปสร้างโปรตีนอะไรประหลาดๆออกมาไหม มันเหมือนเรารับ foreign genetic material อันนึงเข้าไปในร่างกายและไม่รู้จะควบคุมได้แค่ไหน... Pfizer ดันไปทะลึ่งยุ่งกับตัดเปลี่ยน DNA จะเป็นซอมบี้เต็มไปหมด Cr: นพ.พิเชษฐ์ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์โควิด 2019ไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยเข้าใจเฟคนิวส์ในมุมมองแพทย์ด้านประสาทวิทยา: “เราเชื่อ เพราะเราอยากเชื่อ”ในยุคที่ข่าวสารหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เฟคนิวส์ (Fake news) กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งบนช่องทางการสื่อสาร โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดีย ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนจำนวนมาก ตั้งแต่เรื่องความเข้าใจด้านสุขภาพ ไปจนถึงทัศนคติทางการเมือง และการสร้างความเกลียดชังระหว่างกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์แตกต่างกัน แม้ว่าจะมีความพยายามจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม ที่พยายามเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งเฟคนิวส์ ด้วยการรวมกลุ่มตรวจจับและพิสูจน์ข้อมูล แต่ดูเหมือนว่าเฟคนิวส์ยังคงแพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง พร้อมคำถามที่เกิดขึ้นว่า “เหตุใดคนถึงเชื่อเฟคนิวส์?” ทั้งๆ ที่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสามารถทำได้ง่ายในปัจจุบัน การพิสูจน์ความจริงในหลายเรื่องจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินตัว Hfocus ชวนคุยกับ หมอแพท-อุเทน บุญอรณะ นักเขียนและแพทย์ด้านประสาทวิทยา โดยมองเฟคนิวส์ผ่านมุมมองด้านจิตวิทยา หาคำอธิบายถึงสาเหตุที่คนพร้อมเชื่อในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ พร้อมข้อเสนอการรับมือเฟคนิวส์ที่มีประสิทธิผล หมอแพทมองเห็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของเฟคนิวส์ในตอนนี้ อย่างไรบ้าง? สถานการณ์เฟคนิวส์มัน “เคยรุนแรง” เราผ่านช่วงความรุนแรงของเฟคนิวส์ไปแล้ว คำว่ารุนแรงของเฟคนิวส์ แพทไม่ได้นับที่ปริมาณเฟคนิวส์เยอะหรือน้อย แพทนับที่ปริมาณสติสัมปชัญญะของคนที่ React (ตอบสนอง) ต่อเฟคนิวส์ สมัยก่อน เวลาที่เฟคนิวส์ออกมา ทุกคนพร้อมจะรับเฟคนิวส์และดราม่ากับเฟคนิวส์ แต่เดี๋ยวนี้ คนเริ่มมีความ “เอ๊ะ” หรือ “จริงเหรอ?” การที่คนเริ่ม “เอ๊ะ” มากขึ้น แพทถือว่าคนเริ่มมีสติสัมปชัญญะขึ้น เราก็เลยผ่านจุด Crisis (วิกฤติ) ของเฟคนิวส์มาแล้ว เพราะทุกครั้งที่มีข่าว มันจะต้องมีใครสักคนที่จุดประกายขึ้นมาว่า “เฮ่ย จริงหรือเปล่า” แพทให้ไม่เกินคอมเมนท์ที่ร้อย มันต้องมีคนมาแบบว่า “ใช่เหรอ” “ความจริงเป็นแบบนี้ต่างหาก” หลายคนที่เล่นอินเตอร์เน็ต ยังเป็นนักจับเฟคนิวส์อีกด้วย เฟคนิวส์เป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว เฟคนิวส์ไม่ได้มีเยอะขึ้น แต่เราแค่เห็นมันเยอะขึ้นในปัจจุบัน เพราะเราใช้โซเชียลมีเดียกันเยอะขึ้น เฟคนิวส์คือสิ่งเดียวกับกอซซิป (Gossip) หรือการนินทาชาวบ้าน เหมือนทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy theory) และเหมือนแชร์ลูกโซ่ สี่เรื่องนี้คือเรื่องเดียวกัน มันคือ คือการโฆษณาชวนเชื่อแบบหนึ่ง เช่น เวลาเรานินทาใครสักคนหนึ่ง เราต้องการให้เขามาเป็นพวกเรา เราต้องการให้เค้า Against (ต่อต้าน) อีกฝ่าย ทฤษฎีสมคบคิดก็เหมือนกัน เราต้องการ Manipulate (ชี้นำ) ให้คนฟังเลือกข้าง และด่าอีกข้างหนึ่ง เช่นเดียวกับแชร์ลูกโซ่ เราต้องการให้อยู่ฝ่ายเรา จงเอาเงินมาให้ฉัน ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน แต่คนก็เชื่อ คิดว่าทำไมคนถึงเชื่อโดยไม่มีหลักฐาน? จริงๆ แล้วข้อความหลายอย่างไม่ได้น่าเชื่อถือสำหรับเรา เราไม่ได้เชื่อข้อความที่เขาบอกเรา แต่สิ่งที่เขาพูดมันดันไปตรงกับอะไรลึกๆ ในใจเราต่างหาก มันเป็นอะไรที่สั่นพ้อง หรือ Resonance ตรงกับความเชื่อในใจเรา เราจึงเชื่อ แล้วรับมันมาทันที ฉะนั้น ข่าวลวงอะไรที่เราเชื่อ มันคือสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนจริงๆ ของเรา มีกระบวนการทางจิตวิทยาอย่างไรที่ทำให้คนเชื่อ? เราเคยไหม ที่เราเกลียดใครบางคนโดยที่เราไม่เคยเจอเขา แค่ฟังเรื่องเล่าของเขาเฉยๆ จริงๆ สิ่งที่เราเกลียด คือ นามธรรมในตัวเขา เช่น เราได้ยินเรื่องเล่าของเขาที่เกี่ยวกับความโลภ เราเกลียดคนโลภ เลยไม่ชอบเขา แต่มันมีข้อความต่อท้ายอีกนิดหนึ่ง “ขนาดชั้นเป็นคนโลภ ยังไม่ทำแบบเขาเลย” เวลาเราเกลียดใคร สิ่งที่เราเกลียดคือภาพขยายของตัวเราที่เราเกลียด บางเรื่องที่ไม่ดีของเรา เรารู้ว่าไม่ดี เช่น ความโลภไม่ดี ขี้นินทาไม่ดี เราก็เลยเก็บไว้เป็นหลืบในใจ เราไม่ทำ แต่ทันทีที่เราเห็นใครทำสิ่งนี้ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง โดยไม่ละอายอะไรเลย เราจึงเกลียดเขา ในแง่การทำงานของสมอง เฟคนิวส์ทำให้คนเชื่อได้อย่างไร? เราอาจใช้เฟคนิวส์เป็นตัวศึกษาสมอง หรือศึกษาความเชื่อของคน สมมติเวลาเรารับสารมาบางเรื่อง เราต้องไตร่ตรอง ดูหลักฐานข้อมูล ใช้ความรู้ที่เรามีคิดวิเคราะห์ สมองส่วนหน้า หรือ Prefrontal cortex ของเราจะทำงานว่าสารที่เรารับมาสมเหตุสมผลไหม ตรงกับความรู้ทั่วไปหรือเปล่า มีอะไรยืนยันไหม ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก (ทำท่าเช็คลิสต์) โอเค ครบหมด เชื่อถือได้ เรารับเข้ามา แต่ก็จะมีบางข้อความ ที่เหมือนว่าจะไม่ผ่าน Prefrontal cortex คือ เข้ามาในสมองเราปุ๊ป แล้วแบบมันใช่เลย ไม่ผ่านการคิดวิเคราะห์ใดทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่ข้อความเข้าหูวิธีเดียวกัน ไป Activate (ทำงานกับ)สมองวิธีเดียวกัน แต่มันกลายเป็นความเชื่อฝังหัวไปเลยโดยที่ไม่ต้องผ่านสมองส่วนหน้า แสดงว่ามีบางส่วนในสมองเป็น “ทางผ่านลัด” เขาเชื่อกันว่าคือส่วนสมองบริเวณอะมิกดะลา (Amygdala) คือสมองส่วนที่เกี่ยวกับสัญชาตญาณ เช่น หากเรามีความเกลียดความชังฝังอยู่ หรืออะไรก็ตามที่ฝังไว้ลึก ถ้ามันไปสั่นพ้องกับตรงนี้ปุ๊ป ก็จะได้เข้าทางด่วน ไม่ต้องผ่านการพิจารณาใดๆ ทั้งสิ้น การคิดวิเคราะห์เรื่องเหตุผลและหลักการจะถูกยกเลิก ฉันจะเชื่อเขาทันที ที่พูดว่าคนเชื่อเพราะตรงกับอะไรบางอย่างในใจ แล้วถ้ามองในมุมของคนที่ปล่อยเฟคนิวส์ เราใช้จิตวิทยาเดียวกันกับการที่คนเชื่อเฟคนิวส์ มองคนปล่อยเฟคนิวส์ได้ไหม? ทุกคนทำอะไรมีจุดประสงค์ คนที่ปล่อยเฟคนิวส์ก็มีจุดประสงค์ จุดประสงค์ของเฟคนิวส์ส่วนมาก คือ สร้างความเกลียด ที่เหลืออาจเป็นการหวังผลทาง Financial (การเงิน) เพราะโลกเราหมุนด้วยสองอย่างนี้ คือความเกลียดและทุนนิยม เช่น แชร์ลูกโซ่ ปล่อยออกมาเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า หรือเรื่องการกักตุนหน้ากาก ตอนแรกหน้ากากไม่ขาดแคลนจริงๆ ทันทีที่มีคนปล่อยข่าวว่าหน้ากากขาดแคลน คนก็จะเริ่มกักตุนหน้ากาก คนที่มีอำนาจ ก็ Panic (ตระหนก) ตามเฟคนิวส์ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น หน้ากากขาดแคลนมีหลักฐานอะไรบ้าง หลักฐานมาโผล่ 1 สัปดาห์หลังจากที่เขามาบอกว่าหน้ากากขาดแคลน โรงพยาบาลเริ่มไม่มีหน้ากาก มีคนที่ได้ประโยชน์จากการกักตุนสินค้า นี่คือการหวังผลทางการเงิน การหวังผลทางการเงิน โยงกับการที่มีเฟคนิวส์ระบาดมากในประเด็นสุขภาพหรือไม่? การที่เขาบอกว่าให้กินมะนาวโซดาแก้ทุกโรค เราอาจมองว่าไม่มีใครได้รับประโยชน์ เพราะเขาไม่ได้ขายโซดา ไม่ได้ขายมะนาว แต่จริงๆ มีคนได้รับประโยชน์ พวกนี้จะมี Seeding คือการวางเมล็ดพันธุ์แห่งความไม่ไว้วางใจศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน ให้มาเชื่ออย่างอื่นแทน มันจะไม่จบที่มะนาวกับโซดา มันจะไปจบที่ผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่างหนึ่งที่เขารออยู่ที่ปลายทาง เขาหยดเมล็ดพันธุ์ ใส่ปุ๋ยนิดหน่อย ใส่น้ำตาม พอเมล็ดโตขึ้น ก็เก็บเกี่ยวพืชผล สมมติว่าคุณตั้งโพสต์เรื่องมะนาวโซดาในเฟซบุ๊คคุณ แล้วคุณให้มันโปรโมต ให้มันเก็บข้อมูลว่าใครที่เข้าถึงโพสต์นี้ แล้วคุณตั้ง Target (เป้าหมาย) คนที่เชื่อเรื่องมะนาวโซดามีแนวโน้มที่จะเชื่อเรื่องอาหารเสริม แล้วคุณค่อยแอดอย่างอื่นเข้ามาทีหลัง ผ่านคนที่เข้าถึงข้อมูลมะนาวโซดา หรือเรียกว่า Retargeting คนกลุ่มนี้ ดังนั้น มะนาวโซดาคือด่านแรก คล้ายแบบสอบถามว่าเขาสนใจเรื่องการแพทย์นอกกระแส หรือการแพทย์หลอกลวงหรือไม่ ถ้าเขาชอบ คุณก็จะได้รายชื่อคนกลุ่มนี้มาขายของอย่างอื่นต่อ หลายครั้งที่เราเห็นความเกลียดเกี่ยวโยงกับกับเฟคนิวส์ หมอแพทมองว่าเฟคนิวส์จะทำงานไปได้ถึงขั้นไหน ทำให้เราเกลียดกันได้มากกว่านี้อีกมั้ย ? เฟคนิวส์เป็น “อุปกรณ์” ในการสร้างความเกลียด Boss (หัวหน้า) ของเฟคนิวส์ คือ ความเกลียด ถ้าให้ความเกลียดเป็นคนหนึ่งคน หรือเป็นหัวหน้าคนหนึ่ง มันใช้ลูกน้องที่ชื่อเฟคนิวส์มาทำให้มนุษย์เกลียดกัน แพทมองว่าตอนนี้เป็นจุดที่เฟคนิวส์อยู่ในช่วง Decline (ตกต่ำลง) คือ ปล่อยเฟคนิวส์มากี่ครั้ง ก็โดนคนจับได้ ต่อไป คนจะพบว่าเฟคนิวส์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้เรื่อง สร้างความเกลียดไม่ได้แล้ว มันจะมีอุปกรณ์ใหม่เกิดขึ้น เพราะความเกลียดจะยังอยู่ต่อไป Boss ใหญ่ยังอยู่ Boss แค่เปลี่ยนอุปกรณ์ เปลี่ยนลูกน้องในการสร้างความเกลียด คิดว่าอุปกรณ์ใหม่จะเป็นอะไรได้บ้าง? เมื่อก่อนอุปกรณ์คือ ความเชื่อ ใครเห็นไม่ตรงกันกับเราจะถูกตีตราเป็นแม่มด ถัดมาคือ ใครเห็นไม่ตรงกับเราถูกตีตราว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ปัจจุบัน ใครเห็นไม่ตรงกับเรา หากเป็นฝ่าย liberal หน่อย คนเห็นไม่ตรงกับเราคือสลิ่ม ทั้งๆ ที่การเห็นไม่ตรงกับเราไม่ได้แปลว่าทุกคนเป็นสลิ่ม อุปกรณ์จะมีการเปลี่ยนโฉมหน้าไปเรื่อยๆ ต่อไปไม่รู้ อาจเป็นอย่างอื่นแทน อาจเป็นเฟคนิวส์ที่มีวิวัฒนาการกว่านี้ เช่น เฟคนิวส์ที่มีการสร้างหลักฐานมาเพิ่ม มีการศึกษาในเรื่อง Peer group (กลุ่มสมาชิก) ที่พูดกันว่าเรามักจะได้รับอิทธิพลจากสมาชิกกลุ่มให้คิดหรือเชื่อเหมือนกัน สามารถนำการศึกษานี้มาอธิบายเรื่องเฟคนิวส์ได้หรือไม่? มีงานวิจัยที่ทำมานานแล้ว เรื่อง “People in the lift” คือในลิฟต์มีหน้าม้าของทีมวิจัยอยู่ประมาณ 10 คน ทุกคนหันหน้าไปทางซ้ายหมด พอเราขึ้นลิฟต์เราก็จะหันไปทางซ้ายตาม เพราะเรากลัวการที่จะไม่เหมือนชาวบ้านเขา เพราะเราไปอยู่ใน Chamber (ห้อง) ที่แคบเดียวกัน ถ้าเราไปอยู่ใน Chamber หนึ่ง มันจะทำให้เราอยากทำแบบหนึ่งโดยที่เราคิดว่าเราอยากทำ ทั้งๆ ที่เปล่าเลย สิ่งแวดล้อมบังคับให้เราอยากทำ การมองสังคมกับ Social network (เครือข่ายทางสังคม) ก็เหมือนกัน มันคือ Echo chamber (ห้องสะท้อนเสียง) เช่น บนทวิตเตอร์ คุณไปทวิตหรือรีทวิตอะไรที่เกี่ยวกับดาราเกาหลี แป็ปเดียวเท่านั้น หน้าฟีดของคุณจะมีแต่เรื่องศิลปินเกาหลีเต็มไปหมด เราจะเข้าใจว่าสังคมนี้ชอบศิลปินเกาหลีกันหมด แต่จริงๆ เปล่าเลย สังคมในทวิตเตอร์นั้นมีคนชอบเกาหลีแค่ติ่งหนึ่ง ที่เหลือพูดเรื่องอื่น เรื่องหมาแมว แต่เราเข้าใจว่าทวิตเตอร์เป็นโลกของเกาหลี เพราะเราไปอยู่ใน Echo chamber ที่มีแต่เสียงสะท้อนพูดถึงศิลปินเกาหลี มันเป็นการสะกดจิตบน Cyber space (พื้นที่บนโลกไซเบอร์) แบบใหม่ มันเป็น Echo chamber ที่ Force (บังคับ) ให้เราอินไปด้วย แต่บางครั้งหากเราอินอยู่แล้ว เราก็พยายามไขว่คว้าหา Echo chamber ที่เราอิน เข้าไปในนั้นเพราะรู้สึก Fit in (เหมาะสมกับเรา) มีแต่คนที่ชอบแบบเดียวกับเรา แต่สังคมไม่เหมือนในลิฟต์ เราเข้าถึงข้อมูลเยอะมากวันนี้ อยากเสิร์ชอะไรก็เสิร์ชได้ ทำไม Echo chamber ยังมีอยู่? เพราะความอยาก เราไม่อยากจะไปหาข้อมูลเพราะเราเชื่อมันแล้ว เหมือนเวลาที่เรากลับถึงบ้าน เราอยากจะหาบ้านใหม่อีกไหม ไม่ หรือเวลาเราอยู่ในฝูงของเราแล้ว เราอยากจะหาฝูงใหม่อีกไหม ก็ไม่ เวลาเราเจอคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ เราอยากจะหาคนใหม่ไหม บางคนก็ใช่ (หัวเราะ) แต่บางคนก็ไม่ มันคือความรู้สึก Feel at home ถ้าคุณเชื่อ คุณจะไม่หาข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ว่ามันสมควรเชื่อหรือไม่ คนเรา เราอยากจะเป็นคนแบบไหน หรืออยากเสแสร้งเป็นคนแบบไหนให้สังคมเห็น ให้ไปดูเฟซบุ๊คของเรา สิ่งที่เราโพสต์ลงบนเฟซบุ๊ค คือสิ่งที่เราอยากให้สังคมมองเราว่าเป็นแบบนั้น เราเป็นหรือเปล่า ไม่รู้ แต่เราเป็นคนยังไงที่แท้ทรู ให้ไปดูใน Google search history คือสิ่งที่บอกตัวตนของเราที่แท้จริง ถ้าเราไม่มีสิ่งที่คนเขาบอกเราใน Google search history นั่นแปลว่าเราพร้อมจะเชื่อเขา โดยที่ไม่ต้องไปหาข้อมูลมายืนยัน เรากลัวการที่เราไม่มีฝูง เราเป็นม้าลายที่อยากอยู่ในฝูงม้าลาย เราอยากอยู่ท่ามกลางคนที่คิดแบบเดียวกับเรา หรือเรารู้สึกว่านี่แหล่ะ ครอบครัว หรือฝูงของเราที่แท้จริง นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของสัตว์ ถ้าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ การแก้ไขปัญหาเฟคนิวส์ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยหรือเปล่า? แล้วทำไมเราต้องมองว่าเฟคนิวส์เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข เฟคนิวส์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลไกการสร้างความเกลียด ความเกลียดเป็นสิ่งที่มีอยู่ตั้งแต่โบร่ำโบราณมาจนปัจจุบัน เรายอมรับว่าความเกลียดเป็นสิ่งที่ผลักดันโลกไปข้างหน้า ถึงแม้ว่ามันจะเป็น Bad energy (พลังงานเชิงลบ) ถ้าเรากำจัดความเกลียดได้ โลกเราจะเป็นอีกโฉมหน้าไปนานแล้ว แต่เรากำจัดความเกลียดไม่ได้ จริงๆ เฟคนิวส์เป็นส่วนหนึ่งของกลไกทางธรรมชาติ มันอาจถูก Invent (คิดค้น) ด้วยมนุษย์ แต่มันคือกลไกธรรมชาติที่ดลใจให้มนุษย์เป็นไป แพทไม่ได้มองว่าต้องไปกำจัดมัน เรามองว่าจะรับมือกับมันยังไง หากเฟคนิวส์เกิดขึ้น เรามีการชั่งใจหนึ่งจังหวะก่อนเราจะเชื่อ ถามว่าตรงนี้เพียงพอไหมกับสังคม ตอบว่าเพียงพอ ถ้าเป็นแบบนี้ สังคมไม่ได้เสียสมดุลด้วยเฟคนิวส์แน่นอน ปัจจุบัน มีแนวคิดจัดการเฟคนิวส์ด้วยการรวมศูนย์ เช่น รัฐบาลตั้งศูนย์เฟคนิวส์มา หรือภาคประชาชนก็ตั้งกลุ่ม Fact checking ขึ้นมาเช่นกัน หมอแพทมองว่าการแก้ไขปัญหาควรเป็นทิศทางใด ถ้ามี Center (ศูนย์)มาดูแลตรงนี้ มันคือการให้อำนาจกับจุดใดจุดหนึ่ง ไม่เคยมีอะไรดีๆ ตามมาเลย เช่นที่ผ่านมา หน่วยงานต่อต้านคอรัปชั่น กลายเป็นหน่วยงานที่คอรัปชั่นเยอะสุด หรือศูนย์ต่อต้านเฟคนิวส์ก็อาจเป็นจุดปล่อยเฟคนิวส์ซะเอง เราใช้วิธีการรับมือกับมันได้ก็เพียงพอแล้ว ถ้าจะเอาศูนย์พวกนี้มาจัดการกับเฟคนิวส์ มันเหมือนเราเจอผี เหมือน “เอาซาดาโกะมาสู้กับคายาโกะ” มันมีแต่ความวิบัติ สิ่งที่ง่ายสุดคือผีก็อยู่ส่วนผี เราก็อยู่ส่วนเรา ถ้ามองให้เฟคนิวส์เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคม วันนี้มีเฟคนิวส์เรื่องนี้ อีกวันก็ซาไป เราจะรู้สึกว่าแล้วยังไง ไม่ต้องทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ การตั้งศูนย์มาสู้กับเฟคนิวส์ แพทมองว่าเรื่องใหญ่ไปหรือเปล่า จริงๆ สอนลูกที่บ้านก่อนสิ กาลามสูตรทั้งสิบ จงอย่าเชื่อใน 10 อย่าง จงรู้จักชั่งตวงวัดก่อนที่จะเชื่อ เริ่มต้นจากหน่วยเล็กที่สุดจากครอบครัว ให้ครอบครัวมี Critical thinking (การคิดเชิงวิพากษ์) ก่อน สักวันเฟคนิวส์อาจจะหายไปเลยก็ได้ Critical thinking คือ “ภูมิคุ้มกัน” ที่เราจะต้องมีก่อนออกจากบ้าน ในเมื่อเราไม่มีทางกำจัดเฟคนิวส์ได้ทั้งหมด เราต้องติดอาวุธให้ตัวเอง ให้เราไม่เป็นเหยื่อของมัน และอาวุธที่ง่ายมาก คือ คุณมีการคิดวิเคราะห์ แยกแยะข้อเท็จจริง แค่นี้พอแล้วstd48359• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัย"หมูสับ (และเนื้อสัตว์) ไม่จำเป็นต้องล้างน้ำ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ " วันนี้ นักข่าวโทรมาถาม ถึงกรณีที่มีการโพสต์ของแม่บ้านท่านหนึ่ง ที่โพสต์รูปของ "หมูสับ" กำลังล้างด้วยน้ำ พร้อมแคปชั่นว่า "หมูสับถ้าสับเองก็สบายหน่อย แต่ถ้าซื้อมา มั่นใจได้ยังไงว่ามันสะอาด😓 บ้านนี้จึงล้างหมูสับทุกครั้ง😅" (ดูภาพประกอบ) .. ... เลยทำให้เกิดเป็นประเด็นสงสัยกันว่า จริงๆ แล้ว หมูสับควรจะต้องล้างน้ำ ก่อนนำมาประกอบอาหารหรือไม่ ? ความเห็นของผมก็คือ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่สกปรกจริงๆ ก็ไม่ต้องเอาเนื้อสัตว์ที่ซื้อมา ทั้งเนื้อชิ้นหรือเนื้อที่สับแล้ว (ไม่ว่าจะหมูหรือไก่หรือเนื้อวัว) มาล้างน้ำครับ สามารถนำไปประกอบอาหารได้ เพียงแต่ต้องทำให้สุก ด้วยความร้อนที่มากเพียงพอ นานเพียงพอ ให้มั่นใจว่าฆ่าเชื้อโรค (และตัวอ่อนพยาธิ ถ้ามี) ตายหมดแล้ว เรื่อง "ล้างเนื้อสัตว์ ก่อนทำอาหาร" แบบนี้ เป็นโจทย์คำถามที่ในต่างประเทศก็มีครับ แต่สำหรับกรณีของ "เนื้อหมูสับ" (หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่เอามาบด หรือสับแล้ว) จะไม่ค่อยเป็นประเด็นนัก ไม่ค่อยเป็นที่นิยมทำ เพราะถ้าเอามาล้าง เนื้อสับนั้น มันมักจะละลายไปกับน้ำด้วย ที่จะเป็นประเด็นกันมากกว่า คือ การล้างเนื้อสัตว์ที่เป็นชิ้นใหญ่ ทั้งเนื้อหมูและเนื้อไก่ (ซึ่งคนเอเชียนิยมทำกันมานาน) โดยหวังว่าจะทำให้เนื้อนั้นสะอาดขึ้น แต่ก็จะทำได้เพียงแค่การล้างบรรดา คราบไขมัน เศษสิ่งสกปรก เศษดิน ออกไป .. ไม่ใช่ว่าจะล้างเอาเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ออกไปได้ง่ายๆ เหมือนที่หลายคนเข้าใจกันไปเอง แต่ในยุคปัจจุบันนั้น เนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายกัน โดยเฉพาะที่อยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต มักจะเป็นเนื้อสัตว์ที่ผ่านการผลิตตามมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งชำแหละ การขนส่ง และการบรรจุ รวมถึงการจัดเก็บ-การวางจำหน่าย จึงสะอาดเพียงพอที่จะนำไปบริโภคต่อได้ โดยไม่ต้องเอามาล้างน้ำซ้ำ จะเห็นว่า ในทางสากล คำแนะนำขององค์การด้านอาหารของประเทศต่างๆ (โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันตก) ก็จะระบุเลยว่า พวกเนื้อสัตว์นั้น ไม่ควรที่จะต้องเอามาล้างน้ำก่อนไปประกอบอาหาร ด้วยซ้ำ เพราะในมุมกลับกัน การเอาเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะพวกเนื้อไก่ มาล้าง อาจจะทำให้เกิดปัญหา เกิดความเสี่ยงขึ้นได้ เนื่องจากบนเนื้อสัตว์อาจจะมีเชื้อโรคเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนอยู่ ทำให้เวลาที่เราไปเอาเนื้อสัตว์ไปล้าง กลับกลายเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไป เลอะเทอะบริเวณอ่างน้ำ หรือกระเด็นกับน้ำไปเปื้อนพวกอุปกรณ์ทำครัว หรือเปื้อนมือเรา และไปเปื้อนโดนอาหารอย่างอื่นในที่สุด ซึ่งเมื่อเรากินเชื้อโรคเข้าไป ก็อาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่หน่วยงานดังกล่าวเน้นกัน คือ การเอาเนื้อสัตว์ไปทำให้สุก ให้ฆ่าเชื้อโรคที่อาจจะปนเปื้อนมาให้หมดไป ไม่ใช่การพยายามล้างออกแต่แรก ส่วนกรณีที่บอกว่า จำเป็นต้องล้าง หรือควรต้องล้างน้ำ นั้น จริง ๆ ก็คือแค่เฉพาะถ้าเราทำเนื้อชิ้นนั้นตกพื้น หรือเลอะเทอะสกปรกเพราะซื้อมาจากเขียงชำแหละในตลาดสด ที่มีสภาพไม่ถูกสุขลักษณะ สรุปคือ ถ้าไม่ได้ซื้อเนื้อสัตว์มาจากแหล่งผลิตที่มั่นใจ ก็เอามาล้างได้บ้าง (แนะนำให้ใช้น้ำร้อน แค่ราดลงไป แล้วเทน้ำออกก็พอ) แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ที่ซื้อในแหล่งที่สุขอนามัย ก็ไม่จำเป็นต้องล้างเลย เพียงแค่นำมาทำให้สุก ก็เพียงพอจะบริโภคได้แล้วครับผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 2 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยพบสาวถูกพักงานหลังกินยาลดน้ำหนักจนป่วยจิตเวชกรณีหญิงสาวชาวจังหวัดแพร่ เสียชีวิตจากอาการไตวาย หลังกินยาลดความอ้วนยี่ห้อหนึ่งซึ่งสั่งซื้อมาจากเพจเฟซบุ๊ก นี่เป็นผลข้างเคียงจากยาลดความอ้วนที่เกิดกับอวัยวะภายในร่างกาย แต่จากการตรวจสอบของแพทย์ยังพบว่า ยาลดความอ้วนมีส่วนผสมของสารกดประสาทที่เป็นอันตรายด้วย ซึ่งกรณีนี้ได้เกิดขึ้นกับหญิงสาววัยทำงานคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการกินยาลดความอ้วนจนมีอาการทางจิตเวชจนถูกบริษัทสั่งพักงาน พี่สาวของพนักงานออฟฟิศหญิง วัย 24 ปี คนหนึ่ง เปิดเผยกับทีมข่าวพีพีทีวีว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา น้องสาวของเธอซึ่งเป็นกังวลเรื่องน้ำหนัก 68 กิโลกรัมของตัวเธอเอง จึงตัดสินใจสั่งซื้อยาลดน้ำหนักสูตร 1 จากเพจเฟซบุ๊กบริษัทยาลดน้ำหนักแห่งหนึ่ง มาทดลองกิน จำนวน 4 แผง ราคา 1,400 บาท ตอนนั้นยังไม่มีอาการข้างเคียง น้ำหนักลงช้า 2 เดือนน้ำหนักลดไปเพียง 1 กิโลกรัม จึงสั่งยามากินอีกชุดเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่เปลี่ยนสูตรเป็นสูตรที่ 2 โดยตัวแทนจำหน่ายอ้างว่า จะทำให้น้ำหนักลดเร็วกว่ายาชุดแรกที่กินไป พี่สาวของหญิงสาวที่กินยาลดน้ำหนักคนนี้ เล่าต่อว่า หลังเริ่มกินยาชุดที่สองไปได้ไม่นาน น้องสาวก็เริ่มมีอาการหวาดระแวงผู้คน กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ไม่อยากอาหาร ส่งผลถึงภาวะทางอารมณ์ไม่คงที่จนบริษัทต้องสั่งพักงาน เมื่อรู้ว่าน้องสาวเป็นอย่างนี้จึงรีบพาพบแพทย์เพื่อรักษา ซึ่งแพทย์วินิจฉัยในเบื้องต้นว่า สาเหตุที่น้องสาวของเธอมีอาการทางจิตเวชน่าจะมาจากการกินยาลดน้ำหนัก ส่วนชนิดของยาพี่สาวของผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ยามีทั้งหมด 4 ชนิด รับประทาน 2 ครั้งต่อวัน จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกร พบว่า มียา 2 ชนิดที่กินก่อนอาหารเช้า เป็น ยากดประสาท (แคปซูนสีน้ำเงินขาว) และยาระบาย (เม็ดเล็กสีเหลือง) ส่วนยาที่กินก่อนนอนเป็นยานอนหลับ (เม็ดสีเหลือง) และวิตามิน (เม็ดสีแดง) ขณะที่ นพ.สุขุม กาญจพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ยาลดน้ำหนักส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์กดประสาท ซึ่งเป็นฤทธิ์จากสารประเภทไซบูทรามีนหรือเฟตามีน ทำให้รู้สึกไม่อยากอาหาร ซึ่งจุดนี้อาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการทางจิตได้ที่ผ่านมา ครอบครัวของหญิงสาวผู้เสียหายคนนี้ได้ทวงถามความรับผิดชอบจากตัวแทนจำหน่ายยา แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ขณะที่เพจเฟซบุ๊กที่จำหน่ายยาลดน้ำหนักแห่งนี้ก็ยังอัปเดตเนื้อหาในเพจเพื่อขายสินค้าตลอดเวลาจึงปรึกษากับทนายความและเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. เพื่อเตรียมดำเนินการฟ้องร้องตามขั้นตอนของกฎหมายstd47882• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ2 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัยจบเสียที วาระสุดท้ายของฮ่องกง!จบเสียที วาระสุดท้ายของฮ่องกง! สีจิ้นผิงสั่งลงดาบยกเลิกเขตปกครองพิเศษฮ่องกง แล้วเอาฮ่องกง-มาเก๊าเข้าไปผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลกว้างตุ้ง! ทางรัฐบาลจีนได้บอกใบ้ในเรื่องนี้แล้ว โดยจะดันให้เสินเจิ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินแทนฮ่องกงอย่างแท้จริง... การยกเลิกเขตปกครองพิเศษฮ่องกง หมายความว่าระบบกฎหมายต่างๆที่ฮ่องกงใช้อยู่เวลานี้จะเป็นหมันทันที ! ฮ่องกงจะกลับเข้าอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง และต้องใช้กฎหมายของจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น! ยุ่งแล้วซินะ! โครงสร้างของกฎหมาย หรือขื่อแปบ้านเมืองของฮ่องกงที่ได้รับมรดกจากอังกฤษช่วงที่เป็นอาณานิคม และดำรงมาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ผ่านสถานภาพของเขตปกครองพิเศษ (Special Administrative Region) ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย!... ระบบสภาฮ่องกง การเลือกตั้งผู้นำ ระบบ สัมโนประชากร การออกบัตรประจำตัวประชาชน ระบบการศาล ตำรวจ อัยการ ขบวนการยุติธรรม ระบบการเก็บภาษี กฎหมายอิมมิเกรชั่น กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายทางการเงินที่ดูแลแบงค์ และตลาดหุ้น จะถูกยกเลิก หรือไม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับโครงสร้างกฎหมายและการปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่... ที่สำคัญที่สุด Monetary Authority of Hong Kong ที่ทำหน้าที่เหมือนธนาคารกลางของฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้ดูแลการออกธนบัตรเงินสกุลฮ่องกง และเป็นผู้ดูแลระบบการเงินของฮ่องกงจะต้องถูกยกเลิกไปด้วย .... ในเมื่อฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลกว้างตุ้ง จะไม่สามารถมีเงินสกุลของตัวเองได้อีกต่อไป! ทางรัฐบาลจีนจะเปิดโอกาสให้แลกเงินฮ่องกง. เป็นเงินสกุลหยวนได้ในระยะเวลาที่จำกัด สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่เท่าใดก็สุดแล้วแต่รัฐบาลจีนกำหนด.... 1ฮ่องกงดอลล่าร์อาจจะแลกได้1หยวน หรือต้องใช้2 หรือ5ฮ่องกงดอลล่าร์แลกได้1หยวนก็ได้! ระบบธนาคารของฮ่องกงจะปรับตัวอย่างไร ยังนึกภาพไม่ออกเมื่อไม่มีสภาพคล่อง ต้องหันมาใช้เงินหยวนแทนอย่างเดียว... เมื่อเป็นเช่นนี้ ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รวมท้ังบริษัทอื่นๆที่ทำธุรกิจอยู่ในฮ่องกงจะกลายเป็นตัวประกันของสีจิ้นผิงไปโดยปริยาย... ตลาดหุ้นฮ่องกงอาจจะถูกตลาดหุ้นเสินเจิ้นเทคโอเวอร์ไปเลยก็ได้! เศรษฐีฮ่องกงทั้งหลายที่ถือเงินฮ่องกงมากๆ จะเหงื่อแตกท่วมตัว! สำหรับคนฮ่องกงธรรมดาเวลาเอาเงินฮ่องกงไปแลกหยวน จะไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่ถ้าเป็นพวกเศรษฐีเอามาแลก จะต้องโดนตรวจสอบอย่างเข้มข้น! ทางฝ่ายผู้ตรวจสอบและฝ่ายกำกับของจีนจะตั้งคำถามว่า ลื้อเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน แต่ทำไมไม่มีประวัติจ่ายภาษีอะไรอย่างสมน้ำสมเนี้อ ขอถามหน่อยว่า ที่ผ่านมารวยมาได้อย่างไร? เมื่อพูดถึงเรื่องซิกแซกแล้ว เศรษฐีฮ่องกงไม่เป็นรองใครในโลก! และถ้าตอบคำถามไม่ได้ จะซวยเอา และเงินฮ่องกง ที่ถืออยู่จะแลกไม่ได้ กลายเป็นเงินกงเต๊กทันที! ที่ดินอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายเก่า อาจจะถูกยกเลิก เพราะว่า ที่ดินของฮ่องกงเป็นของรัฐบาลจีนแล้ว! เจ้าพ่ออสังหาฯของฮ่องกงอาจจะหมดตัวก็ได้งานนี้ เพราะเปรียบเหมือนเป็นการพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน! เมื่อสถานภาพเขตปกครองพิเศษถูกยกเลิก จะไม่มีคนฮ่องกงอีกต่อไป เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของจีนจะให้คนฮ่องกงเลือกว่าจะเป็นคนจีน หรือว่าจะเป็นเรฟิวจี ! ถ้าเลือกเป็นคนจีน จะได้รับอนุญาตให้ทำบัตรประชาชนจีน และพาสพอร์ตจีน... ถ้าพูดว่าไอแอมฮ่องกง ไอแอมน็อทไชนิส จะถูกลอยแพเป็นเรฟิวจีสิ้นชาติ แล้วแต่ว่าอังกฤษจะรับไปเป็นพลเมืองหรือไม่! ส่วนคนมีสะตังค์ที่มีพาสพอร์ตแคนาเดี้ยน อังกฤษ ออสเตรเลียฯลฯก็ไม่มีปัญหาอะไรในการไปเสวยสุข รัฐบาลจีนไม่ได้แคร์พวกนี้อะไรมาก เพราะมีประชากร 1,400,000,000 คน ที่ต้องดูแล! ยังไงๆ คนรวยก็ไม่ตายง่ายๆ เหมือนคนจนหรอกนะ! ส่วนพวกฮาร์ดคอร์ป่วนเมือง หรือพวกที่มีประวัติต่อต้านรัฐบาลปักกิ่ง หรือโบกธงชาติอังกฤษ หรือธงชาติอเมริกันจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีบัตรประชาชนจีน! จำต้องกลายเป็นเรฟิวจี ร่อนเร่พเนจรไปตายเอาดาบหน้าที่ประเทศอื่นตามวิบากกรรมที่ตนเองก่อไว้! การเทคโอเวอร์ฮ่องกงของสีจิ้นผิงจะรวดเร็วปาน กามนิตหนุ่ม เสมือนกระบี่ไร้เทียมทาน ! ถือเป็นการดัดหลังอังกฤษ และเจ้าสัวฮ่องกง รวมทั้งแกนนำม็อบ ที่ชักศึกเข้าบ้านอย่างเจ็บปวดกระดองใจที่สุด! ที่มา : https://www.scmp.com/news/china/politics/article/3023330/beijing-unveils-detailed-reform-plan-make-shenzhen-model -city ขอบขอบคุณ: Thaipost DEL DE LA REY/AFP- ภาพข่าวข่าวการเมือง เสียดสีMrs.Doubt• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัวmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยสว เนือยนิ่ง ทอดหุ่ย กับสมองเสื่อม สว คือสูงวัย จะมีพฤติกรรมชอบเนือยนิ่ง (Sedentary behavior) และเป็นที่ทราบชัดเจนแล้วว่า การนั่งหรือเอน ทอดหุ่ย ขี้เกียจ ดูแต่ทีวี งีบหลับเป็นพัก ๆ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตในทุกสาเหตุ ทำให้โรคเรื้อรัง ที่ไม่ติดต่อ ที่เราเรียกกันว่า NCD หรือโรคคาร์ดิโอเมตาบอลิค อันได้แก่อ้วนลงพุง ความดันสูง เบาหวาน ไขมันสูง ไม่มีตัวดีมีแต่ไขมันเลว อีกทั้งมีโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดในอวัยวะต่างๆ กลับรุนแรงมหาศาลขึ้น แต่ในทางกลับกัน การออกกำลังมีพฤติกรรมกระฉับกระเฉงกลับช่วยโรคเหล่านี้ทั้งหมด ตายก็น้อยกว่า อายุยืนยาวกว่า มิหนำซ้ำ สมองกลับดี อีกต่างหากโอกาสที่จะพัฒนากลายเป็นสมอง เอ๋อ กระทั่งถึงมีสมองเหี่ยวฝ่อ จนเข้าเกณฑ์สมองเสื่อมชัดเจน ช่วยตนเองไม่ได้ ขาดความมีเหตุมีผลในการตัดสินใจ เกิดคดีความฟ้องร้องในครอบครัว ลูกหลานจากการแย่งสมบัติและเกี่ยวเนื่องกับพินัยกรรม ที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ แต่กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าจะทั้งขู่ทั้งปลอบให้กระฉับกระเฉง (physical activity) เคลื่อนไหว ออกกำลัง แต่ ประชากร สว จะด้วยทั้ง มีข้อจำกัดทางกายภาพ ปวดเอวสะโพก เข่า รวมทั้ง ความขี้เกียจ และ อ้างว่า ทำงานมาทั้งชีวิตแล้ว ขออยู่เฉย ๆ บ้าง ปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วโลกและ พฤติกรรมทอดหุ่ย จะพบมากกว่าครึ่งในผู้ใหญ่ ทั้งในยุโรปและในสหรัฐ และอัตราส่วนดูจะสูงทะยานขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรม “เนือยนิ่งทอดหุ่ย” มีคำจำกัดความชัดเจน คือมีการใช้พลังงาน น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1.5 METS (Metabolic equivalent units หรือหน่วยในการใช้พลังงาน) ขณะที่กำลังนั่งหรือนอนเอนตัว ทั้งนี้ เมื่อดูย้อนหลังในวารสาร Clinical Cardiology ตั้งแต่ปี 1990 หนึ่ง MET เป็นอัตราของการเผาผลาญ เท่ากับปริมาณของออกซิเจนที่ใช้ในขณะอยู่นิ่ง ๆ เช่นนั่งเฉย ๆ อยู่บนเก้าอี้ จะอยู่ประมาณ 3.5 ซีซีของออกซิเจนต่อกิโลต่อนาที และจะเท่ากับพลังงานคือ 1.2 กิโลแคลอรี่ ต่อนาที สำหรับคนที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม และมีการประมาณว่า ทำสวน ตั้งแต่ถอนหญ้าหรือขุดดิน จะประเมินอยู่ที่ 3.5 ถึง 4.4 ทำงานบ้าน ล้างหน้าต่าง ถูพื้น ทาสี ทำงานไม้ จะสูงขึ้นเป็นประมาณห้าถึงเจ็ด แต่ถ้าเป็นงานบ้านเบา ๆ เช่น ทำอาหาร ล้างจาน รีดผ้า ทำเตียง จะอยู่ประมาณสองถึงสาม เต้นแอโรบิกใน ระดับปานกลางสามารถขึ้นได้ถึงหก เล่นแบดมินตันคู่ อยู่ประมาณสามถึงสี่ เล่นเดี่ยวคือสี่ถึงห้า และถ้าเล่นแข่งกันอยู่ที่หกถึงเจ็ด เต้นรำบอลล์รูม อยู่ที่สามถึงห้า วิ่งจ๊อกกิ้งเก้ากิโลต่อชั่วโมงอยู่ที่ 8.8 และวิ่ง 11 กิโลต่อชั่วโมง จะขึ้นได้ถึง 11.2 วิ่งเร็วขึ้น 13 ถึง 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะได้ถึง 12.9 และ 14.6 ตามลำดับ เดินออกกำลังสามถึง 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะได้ 1.8 ถึง 5.3 เป็นต้น แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะที่มี สม้าร์ทวอช ก็สามารถที่จะวัดการใช้พลังงานได้แม่นยำและสามารถที่จะจำแนก แจกแจงว่าเป็นการเดิน กี่ก้าว และขณะจ๊อกกิ้ง ตีแบดมินตั้น เทนนิสหรือว่ายน้ำ เป็นต้น คำถามก็คือ ถ้าคนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งทอดหุ่ย จะมีอะไรที่ช่วยบรรเทาหรือลดความเสี่ยงของสมองเสื่อมไปได้หรือไม่ ทั้งนี้ เป็นโจทย์ใหญ่โดยทำการเปรียบเทียบประชากรสูงวัยที่ใช้เวลาดูทีวีหรือในขณะที่นั่ง นิ่ง ๆ นั้น ทำคอมพิวเตอร์ไปด้วย รายงานการศึกษานี้ ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ PNAS เดือนสิงหาคม 2022 จากคณะทำงานที่มหาวิทยาลัย USC UCSF และ U Arizona โดยใช้ข้อมูลจาก คลัง UK Biobank ที่มีการรายงานด้วยตนเอง ถึงระดับพฤติกรรมทอดหุ่ย หรือกระฉับกระเฉง พร้อมกันนั้น ติดตามว่าเกิดสมองเสื่อมขึ้นมากน้อยเท่าใด โดยมีการพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทางด้านสุขภาพทั้งหมด นิสัยการบริโภค ชนิดของอาหาร การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เชื้อชาติ ดัชนีมวลกาย โรคประจำตัวอย่างอื่น เป็นต้น ในประชากรจำนวน 146,651 คนที่อายุ 60 ปีหรือมากกว่าโดยอายุเฉลี่ยจะอยู่ที่ 64.59 ปีและไม่ได้มีสมองเสื่อมตั้งแต่เริ่มต้น ดูระยะเวลาที่เอาแต่ดูทีวีหรือระยะเวลาที่ใช้คอมพิวเตอร์ และเวลาที่มี การเคลื่อนไหว ในการติดตาม ระยะยาวโดยเฉลี่ยถึง 11.87 ปี มีคนที่ถูกวินิจฉัยว่า เป็นสมองเสื่อม 3,507 ราย โดยข้อมูลจากการวิเคราะห์ทางสถิติอย่างละเอียด จะพบว่า ยิ่งใช้เวลาเนือยนิ่ง เอาแต่ดูทีวีมากเท่าไหร่ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นสมองเสื่อมมากเท่านั้น แต่กลับกันก็คือ ถ้าใช้เวลาในช่วงนั้นทำงานกับคอมพิวเตอร์จะลดโอกาสหรือความเสี่ยงที่สมองจะเสื่อมลงไปได้ ทั้งนี้ไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณหรือระยะเวลาที่มีการเคลื่อนไหวกระฉับกระเฉง โดยสภาพที่จะมีการออกกำลังอยู่บ้างจะไม่ช่วยลดทอนหรือบรรเทาโอกาสที่จะเกิดสมองเสื่อมไปได้ ถ้ายังเอาแต่เฝ้าดูทีวี นานๆ โดยแทบไม่ได้กระดุกกระดิกเลย บทสรุปของคณะผู้วิจัย ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ โดยที่การที่จะทำให้แข็งแรง สมองสดใสไปได้นานเท่านาน อยู่ที่การทำตนไม่เฉื่อยชา ต้องกระปรี้กระเปร่า มีการเคลื่อนไหวออกกำลัง และในขณะที่พักผ่อน ต้องไม่พยายามใช้เวลาในการเฝ้าดูแต่ทีวี ซึ่งไม่ได้เป็นการบริหารสมองใดๆทั้งสิ้น การมีกิจกรรมด้วยการทำกับคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ที่ในปัจจุบัน คนไทยเล่นมือถือกันน่าจะเป็นการช่วยฝึกสมอง แต่ทั้งนี้ กิจกรรมเหล่านี้ เป็นเพียงการชะลอเวลาที่ภาวะสมองเสื่อมจะปรากฏตัวขึ้นเท่านั้น แต่พยาธิสภาพหรือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเนื้อสมอง จะยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่สามารถปรับปรุงตัวเอง คุมโรค NCD ให้ได้ ออกกำลังเหมือน อย่างที่หมอพูดทุกครั้ง เดิน 10,000 ก้าว เป็นเรื่องจริงไม่ใช่มั่วนิ่ม ตากแดดได้แสงยูวี และแสงในระดับคลื่นใกล้อินฟราเรด เข้าใกล้มังสวิรัติ ไม่มีใครอยากเป็นสมองเสื่อม และถ้าเสื่อมไปแล้วก็ไม่รู้ตัว แต่รับทราบจากคนรอบข้าง กลายเป็นภาระให้คนอื่นดูแล และคนที่ดูแลก็จะถูกตัดโอกาสในการใช้ชีวิตที่ควรจะเป็น รวมกระทั่งถึงการทำงานหาเลี้ยงชีพด้วย กลับตัวกลับใจแต่วันนี้นะครับ ถึงจะสายไปบ้าง ก็ยังชะลอได้อยู่ครับผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยผู้บริโภคถูกมัดมือชก ! จุดจบของไลฟ์สไตล์แสนสบายด้วยเงินอุปถัมภ์ [The End of Millennial Lifestyle Subsidy] ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมานะครับ ถ้าผมอยากนั่งรถไปสยาม ผมก็เอาโทรศัพท์ ออกมาเรียก Grab ราคา 120 บาทไม่เกินนี้ ผมได้ไปสยามละ แต่วันนี้ถ้าผมลองเรียก Grab ไปสยาม ราคามันไม่ใช่ 120 ละ แต่มันขึ้นไปถึง 220 บาท และ ไม่ใช่แค่ Grab นะครับ มีอีกหลายบริษัทที่ ถ้าคุณตื่นเช้ามาเรียก Lineman มาส่งอาหารเช้า ตอนสายๆ นั่ง Grab ไปทำงานที่ออฟฟิศ WeWork ตอนเที่ยงคุณเรียก Foodpanda มาส่งอาหารกลางวันให้คุณ ตอนบ่ายๆ เบื่อๆเข้าไปซื้อของใน Shopee แล้วก็ซื้อคริปโตต่อใน Bitkub เลิกงานเสร็จไปเล่น Jetts Fitness ตกเย็นนั่ง Gojek กลับบ้าน มานอนดู Netfilx จนหลับไป ชีวิตแสนสะดวกสบาย ราคาถูกของคุณ วันนี้ได้มาถึงจุดจบแล้ว เพราะเงินที่อุปถัมภ์ไลฟ์สไตล์ของเราทุกคน มันได้หมดลงแล้ว คุณแค่สงสัยไหมครับ ว่าทุกครั้งที่คุณสั่งอาหารผ่าน Grabfood ด้วยค่าส่ง 5 บาท ทำไมพี่มอเตอร์ไซค์ใจดีอุตส่าห์ ขับรถตากฝนมาส่งอาหารให้กับคุณ เพื่อเงินแค่ 3 บาทหลังหักค่าน้ำมันแล้ว ในความเป็นจริง แล้วมันมีผู้อยู่เบื้องหลังที่คอยอุปการะไลฟ์สไตล์แสนสบายของคุณนี้อยู่ ซึ่งตอนนี้มันจบลงแล้ว ผมขอใช้บริษัท Grab เป็นตัวอย่างในการอธิบายละกันนะครับ มันมีบริษัทอีกมากมายที่มีพฤติกรรมแบบนี้ แต่ผมคุ้นเคยกับ Grab อยู่สิงคโปร์ตามข่าวทุกวัน เป็นบริษัทที่ใหญ่ ทุกคนรู้จัก เป็น Startup เจ้าแรกๆที่โตจนใหญ่มาก และ เป็นบริษัทที่ผมไม่ชอบ และไม่เห็นด้วยกับวิธีการทำธุรกิจของเขาที่สุด Grab เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วให้บริการเป็นแอปเรียกแท็กซี่ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ไม่มีอะไรพิเศษเลย ตัวแอป โมเดลธุรกิจก็ลอกมาจาก Uber แต่สิ่งที่ Grab มีมากกว่าเจ้าอื่นที่ทำให้เขาโตเร็วมากคือ เงิน... และมันต้องเป็นเงินจำนวนมากมหาศาล ที่จากทั้งเจ้าของ Anthony Tan (หนึ่งในครอบครัวที่รวยที่สุดในมาเลเซีย) และ ผู้ร่วมลงทุนอย่างบริษัท SoftBank ของนาย Masayoshi Son (คนนี้สำคัญครับ เป็นนายทุนหลักและผู้เริ่มแนวคิด Blitzscaling) และอีกมากมายหลายนักลงทุน ปรัชญาการทำธุรกิจของ Grab และบริษัทเหล่านี้คือ Growth หรือการโตของผู้ใช้ รายได้สำคัญกว่า Profit หรือกำไร เราจะขาดทุนเท่าไรก็ได้ไม่สำคัญขอแค่เราโตเร็วแรง มี Market share เยอะๆ ทุกอย่างจะโอเคเอง ซึ่งปรัชญานี้เรียกว่า Blitzscaling (มาจากคำว่า Blitzekrieg ที่แปลว่า การโจมตีคู่ต่อสู้ที่รวดเร็วของกองทัพนาซี และ คำว่า scaling ที่แปลว่า การโตของธุรกิจ) คุณคิดดูนะครับถ้าผมอยากเปิดร้านขายข้าวมันไก่ในตลาด แล้วอยากเป็นร้านเบอร์ 1 ของตลาดภายใน 30 วัน ไม่เห็นจะยากเลย ผมก็ขายข้าวมันไก่กล่องละ 10 บาทตัดราคามันทั้งตลาด ซื้อเยอะแถมส่วนลดไปอีก และที่ Grab ทำแบบนี้ได้ก็เพราะว่า เงินจากนักลงทุนในบริษัทมันหนามากๆๆ ในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารกลางสหรัฐ อยู่ 0.5-1% เรียกได้ว่า ต้นทุนการกู้เงินถูกมากๆ นี่เป็นเหตุผลในกองทุนใหญ่ระดับโลก อย่าง Softbank จะเอาเงินไปฝากแบงค์หรือซื้อ Bond ทำไม เอาเงินมาเท่ให้กับ Start Up เหล่านี้ดีว่า เพื่อว่าสัก 1 ใน 100 บริษัทที่ลงทุนไปก็กลายเป็นมหาบริษัทใหญ่ในอนาคต Softbank นี่ละครับตัวดี ชอบลงทุนแบบมหาศาลในธุรกิจที่มีโอกาสสูงที่จะไม่สามารถมีกำไรได้ในอนาคต ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ผมแค่อยากจะบอกว่า ผมไม่ชอบและไม่เห็นด้วยกับการทำธุรกิจแบบนี้มากๆ ครับ มันเป็นการทำธุรกิจที่ไม่ Sustainable ไร้ความยังยืน ทำให้สังคมเสียความสมดุล บริษัทอย่าง Grab ทำให้ ผู้เล่นในอดีตอย่างแท็กซี่ตายลงไป ที่สิงคโปร์ ปัจจุบันเหลือคนขับ Taxi น้อยมาก เพราะโดน Grab ดึงไปหมด และเมื่อถึงตอนนี้ Grab ไม่เหลือคู่แข่งแล้ว ก็ขึ้นราคาฟันผู้บริโภค ให้ยับไปเลย และรัฐบาลก็ไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ทำให้ความสมดุลในระบบมันเสียไป ในปีที่ผ่านมา บริษัท 9 เท่าของรายได้ คือขายของได้ 10 บาท แต่ ต้นทุน 100 บาท หุ้นบริษัทตกไปแล้ว 80% และไม่ได้มีแค่บริษัทเดี่ยวนะครับที่เจอปัญหาแบบนี้ Shopee Lazada Wework Foodpanda Netfilx เจอกันหมด Netflix ก็เป็นอีกบริษัทครับที่คิดราคาถูกเกินจริงๆ แชร์ password กันได้ทั้งโรงเรียน ทำให้อุสหกรรมหนัง ภาพยนต์ตายไป โรงหนังตาย แล้ว เดี๋ยวก็จะห้ามแชร์ password ขึ้นราคา เห็นไหมละครับว่าอะไรที่ถูกเกินไปมันไม่ได้ดี ทำสมดุจเสียให้ไปหมด ชีวิตราคาถูกที่แสนสะดวกสบายของคุณ จริงๆแล้วที่นักลงทุนผู้หิวโหยกำไรในอนาคตคอยอุปถัมภ์อยู่ หวังว่าคุณจะเสพติดความสะดวกสบายใช้บริการของเขาในวันที่ส่วนลด ราคาแสนถูกนั้นหายไป และในปีนี้นะครับเงินอุปถัมภ์จากนักลงทุกเหล่านั้น หมดลงแล้วดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารกลางสหรัฐ จะขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 3.5-4.0% จะไม่มีนักลงทุนคนไหนมาลงทุนด้วยความบ้าคลั่งเหมือนในอดีต บริษัทอย่าง Grab ก็จะต้องปรับสภาพให้เริ่มมีกำไร ทุกบริษัทที่ลดแลกแจกแถมมาเป็นเวลาหลายปีจนเหมือนเป็นเรื่องปรกติ จะมาทำแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว และคนที่จะลำบากที่สุดก็คือผู้บริโภคอย่างผมและคุณเนี่ยละครับ #TheWalkingBackpack บทความนี้ น่าสนใจ ผู้บริโภคติดกับดัก https://www.theatlantic.com/newsletters/archive/2022/06/uber-ride-share-prices-high-inflation/661250/?fbclid=IwAR3iHBu3mh5xRQoYn1ChOQDQRmO_SG-uRAWqUpYA7tba8Ll4TCBYkxISp-sผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้ว1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 3 คนสงสัยคนที่ชอบ swab บ่อยๆ อดทนอ่านสักนิดนะ อันนี้เค้าแปลไทยมาให้แล้ว บรรทัดต่อบรรทัด ว่ามันอันตรายยังไง แบบไหน เพราะอะไร Cr : Ramone Jira ⏩เหตุใดหน่วยงานภาครัฐจึงยังดึงดันที่จะบังคับใช้ TR-PCT test เป็น Gold Standard ในการวินิจฉัยผู้ติดเชื้อ Covid ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และบ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะบ่อยได้ในบุคคลเดิม ⏩ทั้งที่เทคนิคนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างกว้างขวางโดยนักวิทยาศาตร์และบุคลากรทางการแพทย์กว่าห้าหมื่นคนทั่วโลกแล้วว่าเป็นวิธีที่เชื่อถือไม่ได้ ⏩ให้ผลบวกลวง หรือ False Positive มหาศาลกว่า 90% และแม้แต่ Dr. Kary Mullis ผู้คิดค้นเทคนิคนี้เอง ยังยืนกรานออกสื่อหลายครั้งว่ามันไม่เที่ยงตรงและนำไปสู่การแปลผลผิดพลาดได้ ❓เหตุใดจึงเลือกวิธีล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะของพวกเราอย่างมากทั้งที่สามารถทำได้ง่ายจากการตรวจวิเคราะห์น้ำลาย 📌การสอดไม้ Swab เข้าไปกว้านลึกถึงเพดานจมูกสามารถสร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้ม Olfactory Nerve 📌ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและอายุขัยของมนุษย์ เนื่องจาก olfactory nerve เป็นปราการด่านหนึ่งในสองของกะโหลกศรีษะ ⏩ซึ่งเชื่อมระหว่างโพรงจมูกกับสมอง ที่ไวรัสและแบคทีเรียสามารถเดินทางข้าม blood-brain barrier เข้าสู่สมองได้ 📌นอกจากนี้ olfactory nerve ยังเป็นเซลล์ชนิดเดียวในกะโหลกศรีษะที่มี stem cells เรียกว่า olfactory ensheathing cells ที่ล้อมรอบเซลล์รับกลิ่น olfactory sensory axons ส่วนที่ยื่นออกมาจากเซลล์ประสาท neuron ⏩ทำหน้าที่ส่งผ่านกระแสประสาทจากเซลล์ร่างกาย พวกมันทำหน้าที่ปกป้อง olfactory nerve และช่วยการสร้างเซลล์ใหม่เมื่อเกิดความบาดเจ็บเสียหาย (สเต็มเซลล์ชนิดนี้มีความพิเศษมากจนถูกนำไปใช้ในการซ่อมแซมไขสันหลังบาดเจ็บและรักษาโรคทางสมองหลายชนิดในการแพทย์ปัจจุบันอย่างประสบความสำเร็จ) ⏩นอกจากนี้ olfactory ensheathing cells ยังช่วยเป็นภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด ✅เนื่องจากมันประพฤติตัวเป็น phagocytic กล่าวคือ จับกินและย่อยสลายเชื้อโรคได้ 📌ดังนั้น มันจึงเป็นปราการสำคัญที่ช่วยป้องกันสมองโดยระบบภูมิคุ้มกันธรรมชาติของร่างกาย โดยเซลล์ประสาท Olfactory และ neuron bulb มีอายุขัย 4-8 เดือน ก่อนจะถูกแทนที่อย่างต่อเนื่องด้วย neuron stem cell อย่าง olfactory ensheathing cells ⏩มันช่วยส่งเสริมการอยู่รอดของเซลล์ประสาทและช่วยในการขยายตัวของ axon 📌จากงานวิจัยล่าสุด แสดงให้เห็นว่า หาก olfactory ensheathing cells สูญเสียความสามารถในการสร้างใหม่หรือซ่อมแซมตัวเองไป ‼️จะทำให้โอกาสการเสียชีวิตภายใน 5 ปี ในผู้ใหญ่วัย 57 – 85 ปี เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 4 เท่าตัว 📌การทำงานของ olfactory จึงเสมือนเป็นเครื่องทำนายความสามารถในการดำรงชีวิตภายใน 5 ปี เป็นสัญญาณเตือนเมื่อการสร้างใหม่ของเซลล์ช้าลง และใช้เป็นเครื่องบ่งชี้เมื่อมีการสะสมสารพิษที่สัมผัสจากสิ่งแวดล้อม ‼️ Olfactory nerve ที่เสียหายเสมือนป้อมปราการสู่สมองถูกทำลาย ทำให้ง่ายต่อการถูกโจมตีด้วยสิ่งแปลกปลอมและส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิต 📌การ swab PCR เป็นระยะ จนทำลายความสามารถในการสร้างใหม่ต่อ Olfactory nerve ทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในผู้ใหญ่อายุ 57 – 85 ปี ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ ‼️การทดสอบ PCR test มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเสียหายครั้งแล้วครั้งเล่าต่อ Olfactory nerve 📌ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ⏩ซึ่งยอดผู้ติดเชื้อนี้ได้ถูกนำไปสนับสนุนให้รัฐบาลยกระดับมาตรการต่อโรคระบาดยิ่งขึ้น 📌เมื่อมีผู้ถูกทดสอบโดย PCR เพิ่มขึ้น เซลล์ป้องกันจึงถูกทำลายมากขึ้นและมีผู้ติดเชื้อหลากหลายชนิดเพิ่มขึ้นในครั้งต่อมา 😔โดยจะถูกตีความต่อไปว่า เกิดการติดเชื้อจากไวรัสโควิดด้วยการเพิ่มจำนวน Cycle ใน thermal cycler จนกว่าเปอร์เซ็นต์จะเพิ่มจนให้ผลเป็นบวก ⏩เพื่อสรุปว่าเป็นโควิดตามต้องการ 📌อาจมีการโต้แย้งว่า การทดสอบ swab ช่องจมูกที่ถูกต้อง ควรกวาดเป็นมุมสูงไม่เกิน 30 องศา จากแนวระนาบเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสเส้นประสาทรับกลิ่น 📌แต่ในตำแหน่งดังกล่าวนี้ ไม้ Swab จะไปไปสัมผัสเส้นประสาท Trigeminal แทน ซึ่งเป็น blood-brain barrier เข้าสู่สมองปราการที่สอง ‼️ส่งผลต่อการรับรสและการมองเห็น 📌นอกจากนี้ เพื่อเป็นการทำลายประสาทรับกลิ่นและรส ไม้ swab ไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสโดนจนก่ออันตรายต่อเซลล์ประสาท Trigeminal หรือ Olfactory โดยตรงเลย ⁉️แค่ลำพังการสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อเมือกในโพรงจมูก ก็สามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะทั้งระบบ Limbic 📌เนื่องจากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก ‼️สิ่งนี้สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดผู้ป่วยโควิดจึงสูญเสียการตอบสนองทางพฤติกรรมที่ควบคุมโดยระบบ Limbic เช่น การนอนหลับ ความเหนื่อยล้า การรับรู้ การปรับตัว การเคลื่อนไหว ความจำ เป็นต้น 📌นอกจากปลายของไม้ swab มีเขี้ยวขรุขระ ประกอบกับวิธีการสอดที่ลึกและการหมุนที่กว้างอย่างรุนแรง ⏩ถูกออกแบบมาเพื่อขีดข่วนสร้างความเสียหายให้เยื่อยุผิวมากที่สุดแล้ว ‼️ยังพบว่ามีการใช้สารเคมี ethylene oxide ที่รู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง 📌ถูกนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อใน PCR swab test ก่ออันตรายกับเยื่อเมือกโพรงจมูกซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่มีความไวต่อการแพ้ 📌ร่วมกับมาตรการบังคับใช้ให้สวมหน้ากากอนามัยทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง 📌จึงเป็นการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียและไวรัสให้เข้าสู่สมองผ่าน Olfactory nerve และ Trigeminal neve ที่เสียหายให้มากยิ่งขึ้น 📌จากผลการศึกษาหลายร้อยชิ้น แสดงให้เห็นว่าภายใต้หน้ากากอนามัยเป็นแหล่งปนเปื้อนแบคทีเรียและเชื้อราจำนวนมาก เมื่อสวมใส่เป็นเวลานาน 📌และหลายงานวิจัยยืนยันว่าการใส่หน้ากากอนามัยเป็นประจำ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของระบบทางเดินหายใจสั้นลง และความเหนื่อยล้าอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ⏩ในหน้ากาก N95 ออกซิเจนลดลง 72%, คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น 82%, อาการปวดหัว 60%, ความบกพร่องของการหายในอุณหภูมิและความชื้นที่เพิ่มขึ้น 100%. 📌นอกจากนี้ หลายการศึกษาพบว่า การใส่หน้ากากอนามัย ไม่สามารถปิดกั้นการแพร่กระจายของละอองไวรัสได้อย่างสมบูรณ์แม้ขณะปิดสนิท จึงไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 📌ในปี 2020 เด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่รอดพ้นการการทดสอบ PCR มีสุขภาพแข็งแรง และไม่มีอาการแสดงการติดเชื้อโควิดเลย 📌กระทั่งปี 2021 เมื่อมีการทดสอบเชิงรุก พวกเขาก็เริ่มแสดงอาการ ที่เกิดจากโควิดทันที 📌ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการสร้างความเสียหายต่อสมองโดยจงใจ ‼️ความบกพร่องในการทำงานของศูนย์กลางการหายใจในสมอง Medula oblongata ก่อให้เกิดภาวะหายใจลำบาก Dyspnoea โดยที่ไม่มีการติดเชื้อหรือรอยโรคใดที่ปอด แต่เป็นความเสียหายทางสมองและระบบประสาท เราเรียบเรียงใหม่จากส่วนหนึ่งในบทความ PCR Tests and the Depopulation Program by Kevin Galalae, 10 October 2021 Cr : Ramone Jiraโควิด 2019วัคซีนโควิดไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้ว
- 2 คนสงสัยCovid-19: มนุษย์ 12 ประเภท ตามชนิดวัคซีนที่ฉีดจาก fb : Sunt Srianthumrong Covid-19: มนุษย์ 12 ประเภท ตามชนิดวัคซีนที่ฉีด และ Mind Set คุณคือแบบใดและ "คุณพร้อมแค่ไหนสำหรับ Open Battle" ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 1 พ.ย. 2021 อีก 3 สัปดาห์ เปิดเมืองเต็มที่แน่นอนครับ อะไรก็ฉุดไม่อยู่แล้ว คนมันไม่เอาแล้ว ซึ่งสถานการณ์ที่จะเกิดตามมาคือ Open Battle ระหว่างคนไทยกับไวรัสสายพันธุ์ Delta ซึ่งน่าจะดุเดือดมากในช่วงเดือน พ.ย. - ธ.ค. ใครดีใครอยู่ครับ คุณพร้อมแค่ไหน และคุณกำลังทิ้งโอกาสในการอยู่รอดในสงครามหรือไม่ มาดูกันครับ มนุษย์ 12 ประเภท ประเภทที่ 1: SV-Sinovac 2 เข็ม 1.1 ได้เข็ม 3 เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะ AZ หรือ Pfizer : คุณปลอดภัยแล้วครับ 1.2 ได้เข็ม 2 เกิน 3 เดือนแล้ว กำลังรอเข็ม 3 AZ, Pfizer เดือนนี้ : ดูแลตัวเองครับ เมื่อได้เข็ม 3 แล้วก็รอดยาวครับ 1.3 ได้เข็ม 2 เกิน 3 เดือนแล้ว กำลังรอ Moderna: อย่ารอครับ ไปรับ AZ เข็ม 3 ภายในเดือนนี้ให้ได้ ถ้ารอ เสี่ยงมากครับ 1.4 ได้เข็ม 2 เกิน 3 เดือนแล้ว และยังไม่มีแผนจะรับเข็ม 3 : รีบจอง AZ เข็ม 3 ด่วนครับ ผ่านค่ายมือถือได้ทุกค่ายเลยครับ ประเภทที่ 2: SP-Sinopharm 2 เข็ม 2.1 - 2.4 เหมือนประเภทที่ 1.1 - 1.4 ทุกประการ ยกเว้นว่าคุณปลอดภัยกว่ากลุ่ม SV ครับ เพราะ SP มีประสิทธิภาพที่สูงกว่า แม้จะเป็นวัคซีนเชื้อตายเหมือนกันก็ตาม 2.5 ได้ 2 เข็มมาแล้ว ยังไม่ครบ 3 เดือน และกำลังยืนขายของ ทำงานในร้านอาหาร หรือทำงานในโรงงานที่คนเยอะ : ใส่ Mask 2 ชั้นครับ และป้องกันตัวเองรอ AZ, Pfizer เข็ม 3 สิ่งที่คนพูดกันน้อยเกินไปคือ SP 2 เข็ม ป้องกันการติดเชื้อ Delta ได้น้อยมาก แม้จะป้องกันป่วยหนักก็ตาม คุณจะเป็นผู้แพร่เชื้อชั้นดีของไวรัสครับ ผมคิดว่านโยบายฉีด SP 2 เข็มให้คนทำงานเพื่อเปิดเศรษฐกิจ เป็นนโยบายที่ไม่ดีเลย มัน Save ลูกจ้าง แต่ไม่ Save กิจการ และไม่ Save คนมาใช้บริการด้วยครับ ประเภทที่ 3: AZ 3.1 เพิ่งได้ AZ มา 1 เข็ม รอเข็ม 2 เดือน พ.ย. : กลุ่มนี้ในกทม.มีเยอะมาก ขอให้รอแบบ Save ตัวเอง ได้เข็ม 2 เมื่อไหร่ถึงจะปลอดภัยครับ 3.2 ได้ AZ มาแล้ว 2 เข็ม : ปลอดภัยแล้วครับ 3.3 ได้ AZ 1 เข็ม และ Pfizer เข็ม 2 : ปลอดภัยแล้วครับ ประเภทที่ 4: Pfizer 2 เข็ม 4.1 ได้ 2 เข็มมาแล้ว ยังไม่ครบ 6 เดือน : ยังปลอดภัยครับ แต่ควรมีแผน Pfizer เข็มที่ 3 เร็วๆนี้ 4.2 ได้ 2 เข็มมาแล้ว เกิน 6 เดือน : ไม่ปลอดภัยแล้วครับ ต้องฉีดเข็ม 3 โดยด่วน แล้วจะปลอดภัยมาก ประเภทที่ 5: Moderna 5.1 รอเข็มแรก และจะรอต่อไป : เปลี่ยนใจเถอะครับ ไม่ทัน Open Battle จริงๆครับ ขอให้รีบไปจอง SV + AZ ยกเว้นว่า คุณจะ WFH ต่อใน Safe House ได้อีก สัก 2 เดือนครับ แต่ผมว่าเสี่ยงมากๆเพราะคนรอบตัวคุณจะไม่มีใครทำ Social Distancing ละ 5.2 ไม่รอละ จะไปจอง SV + AZ: เยี่ยมครับ ขอให้ได้คิวภายในเดือนนี้นะครับ แล้วจะปลอดภัย ประเภทที่ 6: SV+AZ เท่าที่เราใช้สูตรนี้มาพักใหญ่ เชื่อได้ว่า คุณน่าจะปลอดภัยแล้วครับ และสูตรนี้ยังเป็น Lifeboat ให้กับคนที่รอ Moderna แล้วมันไม่มาด้วยครับ ประเภทที่ 7: อายุ 12 -18 และไม่เอาวัคซีนจีน ฉีด Pfizer 2 เข็มครับ แล้วไปโรงเรียนไปใช้ชีวิตได้เลย ปลอดภัยมากครับความเสี่ยงเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมีครับ แต่ต่ำมาก และในอเมริการักษาหายทุกคนครับ ประเภทที่ 8: อายุ 12 -18 และไม่เอาวัคซีนอเมริกา อยู่บ้านยาวครับ ห้ามไปโรงเรียน ถ้าไปเมื่อไหร่ก็ ติด Covid แน่นอนครับ เพราะ Herd Immunity ไม่มีวันเกิดขึ้นเร็วๆนี้แน่นอน เตรียมรับผลระยะยาวจาก Long Covid ได้เลยครับ และ mRNA ของจีนจะยังไม่มาในเร็วๆนี้ แต่มีอีกทางเลือกครับ รอลุ้นว่าจะได้ฉีด Sinopharm เมื่อไหร่นะครับ แต่ต้องทราบไว้ว่า SP ประสิทธิภาพในการกันติดเชื้อต่ำ ไม่น่ารอดครับ แต่ลดความรุนแรงได้ ประเภทที่ 9: อายุ 12 -18 ปี และไม่เอาวัคซีน mRNA อยู่บ้านยาวครับ ห้ามไปโรงเรียน ถ้าไปเมื่อไหร่ก็ ติด Covid แน่นอนครับ รอลุ้นว่าจะได้ฉีด Sinopharm เมื่อไหร่ครับ ผมเสียดายแทนนักเรียนที่ผู้ปกครองปฏิเสธ mRNA มากๆครับ เสียโอกาสสุดๆ และอันตรายสุดๆ จะไม่รอดเอาใน Open Battle ประเภทที่ 10: อายุ 3-11 ปี เด็กประถม ป้องกันตัวเองเต็มที่ช่วง พ.ย. - ธ.ค. อย่าเพิ่งไปโรงเรียนครับ ยังไม่มีวัคซีนให้ครับในบ้านเรา เบื้องต้นรอลุ้น SP น่าจะมาก่อน จากนั้น Pfizer น่าะจะได้รับอนุมัติตามมา แต่อีกสักพักครับ ไม่ทัน Open Battle แน่นอน ยังยื่นเรื่องในอเมริกาอยู่ครับ สถานะตอนนี้ SP ใช้ได้ในจีนกับ UAE และ Pfizer ใช้ได้ในอเมริกา สำหรับช่วงอายุนี้ครับ ประเภทที่ 11: อายุ 6 เดือน - 3 ปี ป้องกันตัวเองเต็มที่ช่วงอีกยาวครับ คนรอบข้างต้องช่วยครับ ต้องรอเร็วสุดคือ Pfizer ที่กำลังจะยื่นเรื่องขอใช้ในอเมริกาเดือน พ.ย. นี้สำหรับเด็ก 6 เดือน ถึง 5 ขวบ ส่วนบ้านเราคงอีกพักใหญ่ ประเภทที่ 12: Anti Vaccine จะไม่ฉีดวัคซีนทุกประเภท ต้องทราบนะครับว่า Delta ติดต่อง่ายมาก แม้แต่ประเทศที่ฉีดวัคซีน 2 เข็มทะลุ 95% แล้วก็ยังมีการระบาดเกิดขึ้น สิงคโปร์ 80% ก็ยังระบาดหนักมาก ถ้าแค่ 70% แบบเราที่จะถึงนี้ Open Battle แน่นอนครับ ระบาดหนักแน่นอน และคุณจะติดเชื้อ Delta อย่างแน่นอน และจะติดหลายรอบด้วย เพราะภูมิคุ้มกันอยู่ไม่ถึง 6 เดือน บางคนรอบแรกอาการน้อย รอบ 2 ตายก็มีครับ และสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกสูตร คือ ไม่มีอะไร 100% นะครับ การใส่ Mask และ Social Distancing จะยังสำคัญมากไปอีกอย่างน้อย 2 ปี .................. ย้ำนะครับ 1 พ.ย. 2021 D-Day เปิดเมือง และ D-Day Open Battle รัฐบาลไม่ถอยแน่นอน จังหวะนั้น ใครดีใครอยู่ครับ คุณจะสู้โดยมีอาวุธครบมือ ล้นมือ หรือจะไม่มีอาวุธสักชิ้น หรือจะหนีไปอยู่ถ้ำสัก 2 ปี ก็แล้วแต่ครับ ขอให้คิดให้ดี ศึกษาข้อมูลให้ดี แล้วตัดสินใจให้ดี ในช่วง 3 สัปดาห์ที่มีค่ายิ่งนี้ ขอให้มีชีวิตรอดกันทุกคนครับ "อย่าได้ชื่อว่าต้องตายเพราะไปหลงเชื่อ Fake News" เลยครับ มันน่าเสียดายๆมากนะ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=6574290965944901&id=100000921874426Mrs.Doubt• 4 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัย▪︎เราต้องเดินทุกวัน ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนถึงเข้านอน และวันหนึ่งๆ เราต้องเดินลงน้ำหนักบนขาทั้ง 2 ข้างของเราหลายชั่วโมง ●ข้อมูลจาก American Podiatric Medical Association รายงานว่า โดยเฉลี่ยมนุษย์เดินวันละ 8,000-10,000 ก้าว ซึ่งเท่ากับว่าตลอดชีวิตเราจะต้องเดินประมาณ 207,000 กิโลเมตร หรือเป็นระยะทางเท่ากับเส้นรอบวงของโลกถึง 4 รอบ ● การเดินของมนุษย์มีกลไกที่ซับซ้อนมาก ☆ไม่ใช่เพียงแค่การก้าวเท้าไปข้างหน้า ☆ แต่ต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อหลายมัด ☆ศีรษะ ข้อกระดูกสันหลัง ข้อไหล่ ข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า เพื่อให้ร่างกายทรงตัวอยู่ได้ ●ยิ่งเดินมาก ยิ่งทำให้ข้อเสื่อม จริงหรือ(?) ▪︎ใครว่ายิ่งเดินมาก ยิ่งทำให้ข้อเสื่อม ต้องบอกเลยว่า ความเชื่อนี้เชยไปแล้วค่ะ ● จากงานวิจัยทางการแพทย์สมัยใหม่พบว่า 🔺️การเดินหรือวิ่งอย่างถูกต้อง และต่อเนื่องจะช่วยป้องกันข้อเสื่อม 🔺️ส่วนการไม่เดินไม่วิ่ง หรือขาดการออกกำลังกายกลับเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้อเสื่อม ● เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น 🔺️คำตอบคือ การเดินหรือวิ่งก่อให้เกิดแรงกดที่กระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฟองน้ำคอยรับแรงกระแทกในข้อ แรงกดและปล่อยอย่างเป็นจังหวะจากการเดินและวิ่ง จะเป็นการเพิ่มการหมุนเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงภายในข้อ ▪︎น้ำหล่อเลี้ยงภายในข้อมีความสำคัญ เพราะสารอาหารของเซลล์กระดูกอ่อนไม่มีเลือดมาเลี้ยง ▪︎จึงได้รับสารอาหารและออกซิเจนจากน้ำหล่อเลี้ยงข้อเท่านั้น ▪︎ การเคลื่อนไหวข้อที่ทำให้เกิดแรงกดที่กระดูกอ่อนอย่างเหมาะสม และสม่ำเสมอ ▪︎จึงเป็นการให้สารอาหารแก่กระดูกอ่อน กระตุ้นการสร้างและซ่อมส่วนที่สึกหรอ ช่วยลดความเสี่ยงข้อเสื่อมได้ 🔺️วันนี้หมอมีเคล็ด (ไม่) ลับของการเดิน ที่จะช่วยลดความเสื่อม และป้องกันการบาดเจ็บของข้อเข่า และกระดูกสันหลังมาฝากค่ะ (one).ปรับท่าเดินให้ถูกต้อง เพราะท่าเดินที่ถูกต้องจะช่วยให้บุคลิกดีขึ้นและดูสง่างาม โดย ● ตามองตรง ไม่ก้มศีรษะ เพราะการก้มศีรษะจะไปเพิ่มการลงน้ำหนักที่กระดูกสันหลังบริเวณคอและหลัง ทำให้มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ และหลังตามมาได้ ●ไม่เกร็งระหว่างเดิน ผ่อนคลายตั้งแต่มือ ข้อนิ้วมือ อาจจะงอข้อศอกเล็กน้อย และก้าวเท้าให้เหมาะสม ไม่ยาว ไม่สั้นจนเกินไป จะลดอาการปวดเกร็งของเข่า และกล้ามเนื้อต้นขาได้ ● ขณะที่เดินให้ลงน้ำหนักที่ส้นเท้าก่อน ตามมาด้วยเหยียบเท้าให้เต็มฝ่าเท้า ส่วนเท้าอีกข้างให้ยกส้นเท้าขึ้นก่อนเช่นกัน จะเป็นการช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าแข้ง (two)เลือกรองเท้าให้เหมาะสม ▪︎โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องเดินไกลๆ ควรเลือกรองเท้าหุ้มส้นที่สวมสบาย โดยควรลองสวมรองเท้าเดินก่อนที่จะเดินทางไกล (three)หลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าส้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสวมรองเท้าที่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่งเพราะเมื่อสวมส้นสูงจะทำให้หลังงอ และมีการโน้มตัวไปด้านหน้า ร่างกายจึงพยายามรักษาสมดุลด้วยการต้าน หรือเกร็งไม่ให้ลำตัวและแผ่นหลังเอนไปข้างหน้ามากเกินไป ส่งผลให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง ● หากมีพฤติกรรมนี้เป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้กระดูกเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทได้ (four).แขม่วพุงหรือแขม่วท้องเวลาเดิน เป็นการฝึกบริหารกล้ามเนื้อหลังมัดลึก ทำได้ดังนี้คือ ● ขั้นที่ 1 หายใจเข้าและออกให้สุด จำความรู้สึกไว้ว่าการหายใจเข้าและออกแบบลึกสุดๆ คิดเป็นการหายใจแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ● ขั้นที่ 2 หายใจเข้าประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ แขม่วท้องค้างไว้ นับ 1-10 แล้วหายใจออก คลายหน้าท้อง โดยขณะเกร็งหรือแขม่ว ให้ผ่อนคลายในระดับที่สามารถพูดคุยโต้ตอบกับผู้อื่นได้ ●การแขม่วพุงยังมีประโยชน์อีกมากมาย เช่น เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ลดแรงกระทำ และช่วยกระจายแรงกระทำต่อกระดูกสันหลัง เพิ่มความมั่นคงให้กระดูกสันหลัง ป้องกันการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุบริเวณหลังส่วนล่าง ทำให้ประสิทธิภาพการหายใจดีขึ้น กระชับหน้าท้อง ทำให้หน้าท้องแบนราบ บุคลิกภาพดี (five)ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ● คนที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 10 กิโลกรัม จะมีแรงกดต่อข้อเข่าเพิ่มขึ้น 40 กิโลกรัม หรือ 4 เท่าของน้ำหนักตัวทุกๆ ย่างก้าวที่เดิน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการปวดจากโรคข้อเข่าเสื่อม ●โดยน้ำหนักตัวที่เหมาะสมสำหรับชาวไทย คือ ค่าดัชนีมวลกาย ระหว่าง 19-25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (six)ไม่ควรหิ้วหรือถือของหนัก โดยเฉพาะของที่มีน้ำหนักมากกว่า 20 กิโลกรัม เพราะถึงแม้ว่าน้ำหนักตัวจะไม่มาก แต่ดันหิ้วของหนักมาก โดยเฉพาะกระเป๋าถือของผู้หญิง ก็จะเพิ่มแรงกดต่อกระดูกเช่นกัน (seven)หมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นขา ด้วยการเหยียดเข่าให้ตรงและเกร็งค้างไว้ครั้งละ 5 วินาที ประมาณวันละ 10-20 ครั้ง หรืออาจเข้ายิมเล่นเวต เพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และด้านหลัง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีสะโพกกว้าง ซึ่งมีแนวโน้มเกิดปัญหาปวดเข่าได้ง่าย การออกกำลังกายด้วยวิธีดังกล่าว จะสร้างกล้ามเนื้อให้ช่วยรั้งกระดูกสะบ้าเข้าด้านใน เพื่อลดปัญหาปวดเข่าในระยะยาว (eight)หลีกเลี่ยงการขึ้น-ลงบันไดบ่อยเกินไป เช่น เดินขึ้น-ลง บ้าน 3 ชั้น มากกว่าวันละ 5 ครั้ง ควรวางแผนการหยิบของใช้ให้ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินขึ้น-ลง (nine)หลีกเลี่ยงการยืนพักขาลงน้ำหนักไปที่ขาข้างเดียว ●การยืนที่ถูกต้อง ควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน โดยยืนแยกขาให้กว้างเท่าช่วงสะโพก จึงจะเกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย (one)(zero)เป็นคนช่างสังเกต ▪︎โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการเจ็บปวดหลังการเดิน ▪︎ ควรสังเกตว่าเรามีอาการเจ็บตรงไหน เพื่อตรวจสอบว่า ตรงไหนที่เราอาจจะมีปัญหา จะได้รีบแก้ไข ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ 🔺️การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ง่าย ทำได้ทุกเวลา โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ●แนะนำให้เดินอย่างน้อยวันละ 10,000 ก้าว หรือเดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที สะสมให้ได้สัปดาห์ละ 150 นาที ⭐ขอให้คุณผู้อ่านเดินอย่างมีความสุข สุขภาพแข็งแรงกันทุกๆ ท่านเลยนะคะ 🔺️พันเอกหญิง รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุมาภา ชัยอำนวย (คุณหมอยุ้ย)ไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้ว2 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 2 คนสงสัย"ไซบูทรามีน" แอบผสมในยาลดความอ้วน ผอมด่วน-ตายเร็วกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือน “ยาลดความอ้วน” ที่มีสารอันตราย "ไซบูทรามีน" หาซื้อได้ง่ายผ่านอินเทอร์เน็ต 20 ยี่ห้อเมื่อปี 2560 ขณะที่ปีนี้มีผู้เสียชีวิตจากยาลดความอ้วนยี่ห้อ “ลีน” 1 ใน ผลิตภัณฑ์เมจิกสกิน เนื่องจากมีส่วนผสมของสารอันตรายชนิดเดียวกัน วันนี้ (16 พ.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ยาลดความอ้วน” สามารถหาซื้อได้ง่ายผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเมื่อปี 2560 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แจ้งเตือนภัยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอันตราย 20 ยี่ห้อ ที่พบว่า มีสารอันตรายที่ชื่อว่า “ไซบูทรามีน” เป็นส่วนผสม ขณะที่อย.พบสารไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์ ยี่ห้อ ลีน เมื่อช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และผลการชันสูตรจากแพทย์ ยืนยันว่า "ลีน" ทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิต ข้อมูลจากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารไซบูทรามีน มีลักษณะเป็นผงขาวคล้ายเกลือหรือน้ำตาล ไม่มีกลิ่น ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ผู้บริโภคลดความอยากอาหารและรู้สึกอิ่มเร็ว โดยในปี 2540 องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาได้จัดสารไซบูทรามีนนี้เป็นยาที่ได้รับการควบคุมดูแลเป็นพิเศษและแพทย์ต้องเป็นผู้พิจารณาในการใช้ยาเท่านั้น โดยใช้ในการรักษาโรคอ้วนพร้อมกับการออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก ช่วยให้ผู้ป่วยน้ำหนักลดลงร้อยละ 5-10 ขณะที่ในปี 2553 มีการตรวจสอบพบผลข้างเคียงที่อันตราย อาจทำให้ถึงกับเสียชีวิตกะทันหัน โดยมีภาวะไตวาย ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ และเสี่ยงเกิดโรคหัวใจขาดเลือด จึงทำให้ประเทศในแถบยุโรปประกาศยกเลิกไม่ให้ใช้สารนี้ในคนทั่วไป และนำยาไซบูทรามีนออกจากชั้นวางขายและงดจำหน่ายทันที ยาตัวนี้จึงหาซื้อไม่ได้ตามร้านทั่วไปนอกจากในตลาดมืดที่มีการลักลอบผลิต สำหรับในประเทศไทยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศยกเลิกสารดังกล่าวในทะเบียนตำรับยา และกำหนดให้เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และขายได้เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้น แต่เมื่อปี 2560 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แจ้งเตือนภัยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอันตราย 20 ยี่ห้อ โดยพบว่า มีสารไซบูทรามีนผสมอยู่ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านั้นถือเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ ผู้ใดผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความอันตรายของสารไซบูทรามีน แสดงออกผ่านผลข้างเคียงของผู้บริโภค โดยจะมีอาการปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ มีอาการใจสั่น ความดันโลหิตสูงกล้ามเนื้อกระตุก รวมไปถึงสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลง เช่น ซึมเศร้า กังวล หวาดระแวง และอาจนำไปสู่การเสียชีวิต อย่างกรณีผู้บริโภคอาหารเสริมลีนแล้วเสียชีวิตไป 3 คน เมื่อช่วงต้นปี 2561 ผลการชันสูตรจากแพทย์ พบว่าผู้เสียชีวิตใน จ.กาญจนบุรี เสียชีวิตเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนจากสารไซบูทรามีน ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ "ลีน" ความสะดวกสบายในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือยาลดความอ้วนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการเข้าถึงโซเชียลมีเดียร์ต่างๆ จนทำให้การตรวจสอบและควบคุมผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อย ๆ หากผู้ผลิตและจำหน่ายยังคงผสมสารอันตราย "ไซบูทรามีน" ส่วนผู้บริโภคต้องการลดน้ำหนักโดยไม่ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์โดยละเอียด ผู้เสียชีวิตจากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ "ลีน" อาจไม่ใช่เหยื่อรายสุดท้ายที่ต้องจบชีวิตลงด้วย "ยาลดความอ้วน"natthakrittasangchouy• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัย"ไซบูทรามีน" แอบผสมในยาลดความอ้วน ผอมด่วน-ตายเร็วกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือน “ยาลดความอ้วน” ที่มีสารอันตราย "ไซบูทรามีน" หาซื้อได้ง่ายผ่านอินเทอร์เน็ต 20 ยี่ห้อเมื่อปี 2560 ขณะที่ปีนี้มีผู้เสียชีวิตจากยาลดความอ้วนยี่ห้อ “ลีน” 1 ใน ผลิตภัณฑ์เมจิกสกิน เนื่องจากมีส่วนผสมของสารอันตรายชนิดเดียวกัน วันนี้ (16 พ.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ยาลดความอ้วน” สามารถหาซื้อได้ง่ายผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเมื่อปี 2560 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แจ้งเตือนภัยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอันตราย 20 ยี่ห้อ ที่พบว่า มีสารอันตรายที่ชื่อว่า “ไซบูทรามีน” เป็นส่วนผสม ขณะที่อย.พบสารไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์ ยี่ห้อ ลีน เมื่อช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และผลการชันสูตรจากแพทย์ ยืนยันว่า "ลีน" ทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิต ข้อมูลจากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารไซบูทรามีน มีลักษณะเป็นผงขาวคล้ายเกลือหรือน้ำตาล ไม่มีกลิ่น ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ผู้บริโภคลดความอยากอาหารและรู้สึกอิ่มเร็ว โดยในปี 2540 องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาได้จัดสารไซบูทรามีนนี้เป็นยาที่ได้รับการควบคุมดูแลเป็นพิเศษและแพทย์ต้องเป็นผู้พิจารณาในการใช้ยาเท่านั้น โดยใช้ในการรักษาโรคอ้วนพร้อมกับการออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก ช่วยให้ผู้ป่วยน้ำหนักลดลงร้อยละ 5-10 ขณะที่ในปี 2553 มีการตรวจสอบพบผลข้างเคียงที่อันตราย อาจทำให้ถึงกับเสียชีวิตกะทันหัน โดยมีภาวะไตวาย ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ และเสี่ยงเกิดโรคหัวใจขาดเลือด จึงทำให้ประเทศในแถบยุโรปประกาศยกเลิกไม่ให้ใช้สารนี้ในคนทั่วไป และนำยาไซบูทรามีนออกจากชั้นวางขายและงดจำหน่ายทันที ยาตัวนี้จึงหาซื้อไม่ได้ตามร้านทั่วไปนอกจากในตลาดมืดที่มีการลักลอบผลิต สำหรับในประเทศไทยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศยกเลิกสารดังกล่าวในทะเบียนตำรับยา และกำหนดให้เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และขายได้เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้น แต่เมื่อปี 2560 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แจ้งเตือนภัยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอันตราย 20 ยี่ห้อ โดยพบว่า มีสารไซบูทรามีนผสมอยู่ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านั้นถือเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ ผู้ใดผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความอันตรายของสารไซบูทรามีน แสดงออกผ่านผลข้างเคียงของผู้บริโภค โดยจะมีอาการปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ มีอาการใจสั่น ความดันโลหิตสูงกล้ามเนื้อกระตุก รวมไปถึงสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลง เช่น ซึมเศร้า กังวล หวาดระแวง และอาจนำไปสู่การเสียชีวิต อย่างกรณีผู้บริโภคอาหารเสริมลีนแล้วเสียชีวิตไป 3 คน เมื่อช่วงต้นปี 2561 ผลการชันสูตรจากแพทย์ พบว่าผู้เสียชีวิตใน จ.กาญจนบุรี เสียชีวิตเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนจากสารไซบูทรามีน ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ "ลีน" ความสะดวกสบายในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือยาลดความอ้วนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการเข้าถึงโซเชียลมีเดียร์ต่างๆ จนทำให้การตรวจสอบและควบคุมผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อย ๆ หากผู้ผลิตและจำหน่ายยังคงผสมสารอันตราย "ไซบูทรามีน" ส่วนผู้บริโภคต้องการลดน้ำหนักโดยไม่ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์โดยละเอียด ผู้เสียชีวิตจากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ "ลีน" อาจไม่ใช่เหยื่อรายสุดท้ายที่ต้องจบชีวิตลงด้วย "ยาลดความอ้วน"ลดความอ้วนSirilawan Sukphithak• 3 ปีที่แล้ว

ไม่พบข้อความที่คุณค้นหา
หากคุณสงสัยว่าข้อความที่พบเป็นข่าวลวง ข่าวลือ หรือ ข้อความหลอก ที่ยังไม่พบใน Cofact กรุณาคลิกที่
สร้างข้อความ
