(3188 ข้อความ)
- 1 คนสงสัยผลิตภัณฑ์ KeyTo ช่วยลดน้ำหนักได้ 15 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์KeyTo ช่วยลดน้ำหนักได้ 15 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ ad กรณีชวนเชื่อโดยอ้างสรรพคุณผลิตภัณฑ์ KeyTo สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ 15 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวไม่สามารถลดน้ำหนักได้ อย่าหลงเชื่อรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว เพราะไม่ได้ผลแถมอาจมีสารที่เป็นอันตราย มีผลข้างเคียงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ พบผลิตภัณฑ์ KeyTo ขออนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในชื่อ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ตรา คีย์ทู) เลขสารบบอาหาร 24-1-00761-5-0322 และจากการตรวจสอบเว็บไซต์ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร KeyTo ได้ระบุสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถลดน้ำหนักได้ 15 กก. ใน 1 สัปดาห์ โดยไม่พึ่งสารเคมี, ไม่ต้องอดอาหารหรือออกกำลังกาย, เผาผลาญไขมันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ลดได้ถึง 10 เท่า, ลดความอยากอาหาร และไขมันใต้ผิวหนังส่วนเกินจะถูกกำจัดออกไปอย่างถาวร กำจัดได้ถึง 500 กรัมต่อคืน อย. ตรวจสอบแล้วพบว่า เว็บไซต์ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว แสดงข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นเท็จ และมีการใช้ข้อความโฆษณาแสดงคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังพบมีการแอบอ้างชื่อบุคลากรทางการแพทย์ ในตำแหน่ง ศาสตราจารย์ นักโภชนาการ และผู้ศึกษาต่อมไร้ท่อ โดยกล่าวว่าเป็นผู้ร่วมวิจัยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว แต่แท้จริงแล้วนั้น ไม่มีตำแหน่งดังกล่าวตามที่กล่าวอ้าง และภาพหญิง-ชายที่อ้างว่าเป็นผู้วิจัยและร่วมวิจัยนั้น เป็นภาพหญิง-ชายที่เผยแพร่ทั่วไปอยู่บนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพ หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1556 และสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวไม่สามารถลดน้ำหนักได้ อย่าหลงเชื่อรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว เพราะไม่ได้ผลแถมอาจมีสารที่เป็นอันตราย มีผลข้างเคียงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ลดความอ้วนstd48349• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยกินเผ็ดเพิ่มระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ผอมเร็วตามที่มีข้อมูลแนะนำด้านสุขภาพเกี่ยวกับประเด็นเรื่องกินเผ็ดเพิ่มระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ผอมเร็ว ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีการแชร์ต่อ ๆ กันในสื่อออนไลน์ว่า การกินเผ็ดจะเป็นการเพิ่มระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ผอมเร็วขึ้นจากสารแคปไซซิน (Capsaicin) ในพริก ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ากินพริกทำให้น้ำหนักลงได้ ซึ่งการกินพริกปริมาณมาก ๆ เพื่อหวังลดน้ำหนักหรือเล่นเร่งเผาผลาญไม่ควรทำ เพราะสารแคปไซซินในพริกทำให้ระคายเคืองเยื่อบุต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มการหลั่งกรดอาจจะทำให้แสบท้องท้องอืดและปวดท้องอีกด้วย โดยพริกเป็นพืชที่มีรสเผ็ดร้อนเนื่องจากมีสาระสำคัญ คือ แคปไซซิน (Capsaicin) ซึ่งเป็น Pungent agent ทำให้ระคายเคืองและแสบร้อน ปัจจุบันมีการนำสารสกัดแคปไซซินจากพริกมาใช้ประโยชน์ เช่น นำมาผลิตเป็นยาทาเฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวด บางสูตรตำรับพัฒนาเป็นลักษณะพลาสเตอร์ปิดทับผิวหนังซึ่งจะใช้ความเข้มข้นของสารแคปไซซินอยู่ที่ 0.025% - 0.25% และสารแคปไซซินยังถูกนำไปผลิตเป็นอาหารเสริมบรรจุในรูปแบบแคปซูลสำหรับรับประทานโดยมีวัตถุประสงค์เพิ่มการเผาผลาญอีกด้วย แต่ยังไม่มีผลการศึกษาวิจัยยืนยันว่าช่วยลดน้ำหนักได้ประกอบกับแคปไซซินที่ใช้ในการศึกษาวิจัยเป็นสารสกัดจากพริกและปริมาณที่ใช้ในการศึกษาเป็นปริมาณที่มากกว่าปริมาณที่ใช้บริโภคเป็นอาหาร ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1556 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ากินพริกทำให้น้ำหนักลงได้ และไม่ควรกินพริกเพื่อหวังลดน้ำหนักหรือเร่งการเผาผลาญ เพราะอาจทำให้แสบท้องท้องอืดและปวดท้องstd48354• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอมอย่าแชร์! ผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตร้า มีความเสี่ยงเป็นโรคฝีดาษลิงตามที่มีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นเรื่องผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตร้า มีความเสี่ยงเป็นโรคฝีดาษลิง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีการแชร์ข้อความว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตร้า มีความเสี่ยงเป็นโรคฝีดาษลิง ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฝีดาษลิงแต่อย่างใด โรคฝีดาษลิงเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Poxviridae จัดอยู่ในจีนัส Orthopoxvirus เชื้อไวรัสฝีดาษลิงพบได้ในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ เช่น กระรอก หนูป่า เป็นต้น รวมทั้งคนก็สามารถติดโรคได้ จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ป่า หรือกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาจติดทางอ้อมจากการสัมผัสที่นอนของสัตว์ป่วย การแพร่เชื้อจากคนสู่คนแม้มีโอกาสน้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่ม หรืออุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อ เมื่อคนรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน อาจนานถึง 21 วัน โดยอาการเริ่มแรกจะมีไข้ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น อ่อนเพลีย จากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขนขา และอาจจะเกิดบนหน้าและลำตัวได้ด้วย ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนอง ในระยะสุดท้ายตุ่มหนองจะเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออกมา อาการป่วยจะประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคเองได้ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคฝีดาษลิงที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถควบคุมการระบาดได้ด้วย การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษ ซึ่งสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ 85% ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมควบคุมโรค สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.ddc.moph.go.th หรือโทร 1422 ได้ตลอด 24 ชม. บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไม่เป็นความจริงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฝีดาษลิง และเชื้อไวรัสฝีดาษลิงพบได้ในสัตว์หลายชนิดโดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะรวมทั้งคนก็สามารถติดโรคได้ จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ป่า หรือกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอดลยา ซื่อตรง เลขที่36• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยBRIEF: ผู้หญิงหลายคนในเกาหลีใต้ ทยอยลบรูปตัวเองจากมือถือ เพราะกลัวถูกเอาไปทำ Deepfake . ทำไมผู้หญิงเกาหลีใต้หลายคน จึงทยอยลบภาพตัวเองออกจากโซเชียลมีเดีย? เมื่อประเทศกำลังเผชิญกับ ‘สถานการณ์ฉุกเฉิน’ จากอาชญากรรมผ่านสื่อลามกอนาจาร ที่สร้างผ่าน Deepfake หรือ AI ที่สามารถสร้างภาพและวิดีโอ เลียนแบบ ‘คน’ ได้อย่างแนบเนียน . เกิดอะไรขึ้น? . ประเด็นนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น หลังจากชาย อายุราว 40 ปี ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) ถูกกล่าวหาพร้อมกับชายอีกสามคน ว่าใช้ ‘Deepfake’ ในการสร้างภาพและวิดีโอที่มีเนื้อหาทางเพศ และแชร์บนเทเลแกรม (Telegram) หรือแอปพลิเคชันสำหรับส่งข้อความหรือแชท . ขณะนี้ทางการเกาหลีใต้สามารถระบุตัวเหยื่อจากเหตุการณ์นี้ได้แล้ว 61 ราย สร้างความตื่นตระหนกในสังคม จนผู้หญิงหลายคนต้องรีบลบภาพตัวเองออกจากโซเชียลมีเดีย และนำไปสู่การพูดถึงคดีอาชญากรรมทางเพศอื่นๆ ที่ปลอมแปลงขึ้นโดยใช้ Deepfake . “รู้สึกเหมือนอะไรที่ควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเรา เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา วันนี้มันกลับถูกคุกคาม” หญิงวัย 27 ปี บอกกับสำนักข่าวเดอะโคเรียไทมส์ (The Korea Times) พร้อมเปิดเผยว่าเธอได้ลบร่องรอยของตัวเองทั้งหมดออกจากโซเชียลมีเดีย . สิ่งที่น่ากังวลคือ มีรายงานจำนวนสมาชิกมากกว่า 220,000 คน ในช่องสนทนา (channel) ช่องหนึ่งบน Telegram ที่แชร์ภาพและวิดีโอซึ่งคุกคามทางเพศเหยื่อจำนวนมาก อีกทั้งบางช่องมีการมุ่งเป้าไปที่ผู้เยาว์โดยตรง . “เหยื่อจำนวนมากเป็นผู้เยาว์ และผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่ยังเป็นวัยรุ่นด้วย” ยุน ซอก ยอล (Yoon Suk Yeol) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าว พร้อมกับสั่งปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว โดยตำรวจจะคุมเข้มเป็นเวลา 7 เดือน เพื่อจัดการผู้ที่สร้างและเผยแพร่สื่ออนาจาร ที่สร้างด้วย Deepfake . นับตั้งแต่ต้นปี 2024 มีรายงานเหยื่อของ Deepfake จำนวน 781 ราย ที่ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ โดยในจำนวนนี้มี 288 ราย (คิดเป็น 36.9%) เป็นเยาวชน . “วัยรุ่นจำนวนมากมักคิดว่ามันเป็นเกมที่พวกเขาเล่น เพื่อยกระดับตัวเอง ซึ่งมักจะเป็นการแข่งขันกับเพื่อนวัยเดียวกัน” แบ จองวอน (Bae Jeong-weon) ศาสตราจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยซอง (Seong University) กล่าว พร้อมชี้ว่าการเห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ และการดูสื่อลามกอนาจารตั้งแต่อายุน้อย ทำให้ผู้ก่อเหตุหลายคนรู้สึกเฉยๆ กับสิ่งที่ทำ . รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่แค่ตัวเลขจำนวนเหยื่อ แต่เป็นการชี้ให้เห็นปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น เมื่อผู้กระทำผิดหลายคนตั้งใจคุกคามผู้อื่น โดยไม่ตระหนักถึงผลร้ายที่เหยื่อจะได้รับ การใช้ชีวิตด้วยความระแวง ที่แม้การโพสต์ภาพตัวเองบนโซเชียลมีเดียยังเป็นเรื่องอันตราย คงเป็นฝันร้ายของใครหลายคน . . . อ้างอิงจาก https://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2024/09/251_381693.html https://www.bbc.com/news/articles/cg4yerrg451o https://www.theguardian.com/world/article/2024/aug/28/south-korea-deepfake-porn-law-crackdown #Deepfake #AI #เกาหลีใต้ #TheMATTERAIผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 2 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยการเสียดสีรัสเซียพร้อมสำหรับการที่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) จะเดินหน้าสู้รบในยูเครน จากคำประกาศกร้าวของเซียร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเมื่อวันอังคาร (20 มิ.ย.) ความเห็นซึ่งมีขึ้นหลายวัน หลังจาก เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโตปฏิเสธความเคลื่อนไหวใดๆ ที่ระงับไว้ซึ่งความขัดแย้ง แม้ฝ่ายยูเครนประสบความสูญเสียหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Welt am Sonntag ของเยอรมนี เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สโตลเทนเบิร์ก ประกาศว่า "สันติภาพไม่อาจหมายถึงการตรึงความขัดแย้งและยอมรับข้อตกลงหนึ่งซึ่งบงการโดยรัสเซีย" พร้อมบอกว่า "มีเพียงยูเครนเท่านั้นที่สามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับได้" ความเห็นที่แสดงจุดยืนสนับสนุนยูเครนอย่างชัดเจน ในกรณีที่เคียฟประกาศขับไล่กองกำลังรัสเซียกลับสู่เขตแดนก่อนหน้าเกิดความขัดแย้ง รวมถึงยึดดินแดนไครเมียของรัสเซีย ลาฟรอฟ แสดงความคิดเห็นตอบโต้ระหว่างแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร (20 มิ.ย.) ว่า "ถ้านาโตผ่านปากของสโตลเทนเบิร์ก ประกาศอีกครั้งว่าพวกเขาคัดค้านระงับความขัดแย้งในยูเครน ดังที่พวกเขาเคยพูด เมื่อนั้นก็เท่ากับว่าพวกเขาต้องการสู้รบ ถ้างั้นก็ปล่อยให้พวกเขาสู้ต่อไป เราพร้อมสำหรับสิ่งนี้ เรารับรู้มานานเกี่ยวกับเป้าหมายของนาโตในสถานการณ์เกี่ยวกับยูเครน ซึ่งมันถูกวางเอาไว้นานหลายปีแล้ว" พวกเจ้าหน้าที่ในมอสโก กล่าวหาสหรัฐฯ และพันธมิตรนาโตมานานว่า จัดหาอาวุธแก่ยูเครนและใช้ประเทศแห่งนี้ปลุกปั่นความขัดแย้งกับรัสเซีย ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ให้คำนิยามความขัดแย้งว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างกองกำลังของเขากับ "กลไกทางทหารของตะวันตกทั้งมวล" และลาฟรอฟ แสดงความเห็นแบบเดียวกันในวันอังคาร (20 มิ.ย.) เน้นว่าการจัดหาอาวุธแก่เคียฟของตะวันตก แสดงให้เห็นว่าตะวันตก "มีส่วนร่วมโดยตรงในสงครามลูกผสมกับรัสเซีย" ลาฟรอฟ กล่าวอ้างว่าแม้มีบรรดาผู้นำตะวันตกบางส่วนเริ่มได้สติเกี่ยวกับลักษณะของความขัดแย้ง แต่ เคียฟ ยังคงเรียกร้องให้คงการไหลบ่าของกระแสอาวุธเช่นเดิม ด้วยที่ปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ของยูเครนต้องเผชิญกับการป้องกันของรัสเซียที่เตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี สโตลเทนเบิร์ก บอกเมื่อวันจันทร์ (19 มิ.ย.) ว่ารัฐสมาชิกนาโตจะส่งอุปกรณ์เข้าไปช่วยทหารยูเครนเร็วๆ นี้ สำหรับเคลียร์กับระเบิดของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้บอกว่าจะจัดหายุทโธปกรณ์ชนิดใดและในจำนวนมากน้อยแค่ไหน เมื่อเดือนที่แล้ว ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกของวังเครมลิน พูดเสียดสีว่า มอสโกเห็นเป็นหนึ่งเดียวกับตะวันตก เกี่ยวกับข้อเท็จจริงว่าไม่อาจตรึงความขัดแย้ง แต่บอกว่าทางเลือกเดียวที่มอสโกกำลังพิจารณาในปัจจุบันคือ "เดินหน้าปฏิบัติการด้านการทหารจนเสร็จสมบูรณ์" หรือ "ปลดอาวุธยูเครนและรับประกันความเป็นกลางของยูเครนผ่านการใช้กำลัง"เสียดสีstd46456• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยกินฉี่ รักษาโรคได้จริงหรือ บอกต่อกันมานาน จนมาถึงลัทธิเพี้ยน "พระบิดา"เป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องการดื่มปัสสาวะ หลังมีข่าวการจับกุมชายชรา อ้างตัวเป็น “พระบิดา” ทุกศาสนา และหลังจากนั้นไม่นาน มีลูกศิษย์ พระเกจิดังในภาคอีสาน ดื่มปัสสาวะโชว์สื่อมวลชน ที่เข้าไปตรวจค้นวัด แต่ในทางการแพทย์ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ถึงประโยชน์ในการดื่มปัสสาวะ และอาจสร้างผลร้ายให้กับสุขภาพได้ บุคคลรายหนึ่ง ไม่ขอเปิดเผยตัวเคยศึกษาวิจัยเรื่องการดื่มปัสสาวะ ให้ข้อมูลว่า จากการเข้าไปศึกษาการดื่มปัสสาวะของพระภิกษุในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี และสันติอโศก จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานาน โดยผู้ที่เชื่ออ้างถึงแนวทางพุทธศาสนา เกี่ยวกับ “นิสัย 4” การฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า เพื่อรักษาโรค จากการนำฉี่มาดื่ม มีทั้งของตัวเองและของผู้อื่น ตัวอย่างของสันติอโศก พอรุ่งเช้าจะมีขันมารองปัสสาวะคนละใบ ฉี่ที่ใช้จะเป็นช่วงกลาง หลังจากปัสสาวะแรกออกมา เพราะเชื่อว่า ฉี่ช่วงต้น มีการปนเปื้อนของเชื้อโรค โดยดื่มแบบสดๆ หรือบางคนใช้ทั้งดื่มและอาบ ด้วยการราดตั้งแต่หัวจรดเท้า ขณะที่บางคนใช้ปัสสาวะทาบริเวณผิวหนังที่มีผื่นคัน กลุ่มคนที่วิจัย จะทานแต่ผักและผลไม้ โดยละเว้นเนื้อสัตว์ ที่มีความเชื่อว่า ฉี่ที่ออกมาจะไม่เหม็น แต่มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำชา ส่วนตัวได้ทดลองชิม หลังจากที่ตนเองงดทานเนื้อสัตว์ พบว่า ฉี่ที่ดื่มเป็นไปตามคำบอกเล่า ภิกษุสายวัดป่าบางรูป นำฉี่ไปดองในโหลที่มีผลสมอ พอจะทาน ก็นำผลสมอมาทานได้เลย หรือนำผลสมอไปตากแดดก่อน แต่บางทีก็ดื่มปัสสาวะที่ดองในโหลเข้าไปด้วย รูปแบบการใช้แตกต่างกันไปตามความเชื่อ แต่มีภิกษุบางรูป ดื่มปัสสาวะของพระเกจิ ที่ตนเองนับถือ เพราะเชื่อว่าเป็นสิริมงคล แต่ทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ทำ เพราะอาจติดเชื้อจากผู้อื่นได้ "จึงอยากเตือนว่า การดื่มฉี่ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ข้อมูลทางการแพทย์ยังไม่มีการรับรอง ดังนั้นไม่ควรทำตาม เพราะหลังจากเผยแพร่งานวิจัยในเรื่องนี้ ก็ถูกสังคมมองถึงความเหมาะสม จนถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในยุคนั้น ตรวจสอบเนื้อหาการวิจัย และยังยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจ และไม่ได้เชิญชวนให้ผู้อื่นทำตาม"นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย" อธิบดีกรมอนามัย ให้ความเห็นว่า การให้ดื่มฉี่ถือเป็นการผิดต่อหลักกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข สิ่งที่น่าห่วงคือ สุขอนามัยของผู้ที่ดื่มตามความเชื่อศรัทธา เนื่องจากการกินของเสีย อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของบุคคล แม้ปัสสาวะจะผ่านการกรองออกจากร่างกาย แต่ไม่ควรนำไปดื่ม ซึ่งเป็นทำนองเดียวกับเสมหะที่ขับออกมา เป็นกลไกการดักจับเชื้อโรคของร่างกาย เมื่อดื่มไปนานๆ อาจสร้างผลเสียกับร่างกายในระยะยาว ข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่า ปัสสาวะมีความเป็นกรด หากดื่มขณะท้องว่าง อาจทำให้เกิดผลเสียต่อเยื่อบุผนังลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหารได้ มีโอกาสได้รับสารอนุพันธ์ของตัวยา กลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง เพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมยาในร่างกายมากเกินไป การดื่มน้ำปัสสาวะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายมากกว่าผลดี ที่สำคัญคือ ทำให้มีการสะสมของเสีย กลับเข้าไปหมุนเวียนเข้าสู่ร่างกายอีกครั้งหนึ่ง จึงไม่แนะนำให้ปฏิบัติ.ยาสมุนไพรstd46631• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! ปรากฏการณ์ APHELION โลกจะอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ ระยะทาง 5 นาทีแสง หรือ 90,000,000 กิโลเมตรตามที่มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่องปรากฏการณ์ APHELION โลกจะอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ ระยะทาง 5 นาทีแสง หรือ 90,000,000 กิโลเมตร ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีการโพสต์ข้อมูลที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ APHELION โลกจะอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ ระยะทาง 5 นาทีแสง หรือ 90,000,000 กิโลเมตร ทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า Aphelion เป็นปรากฏการณ์ที่โลกอยู่ไกลดวงอาทิตย์ที่สุด ซึ่งมีระยะห่างประมาณ 152,100,000 กิโลเมตร แต่จะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม (ในปี 2565 โลกจะอยู่ในตำแหน่งไกลดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 4 กรกฎาคม 2565) นอกจากนี้โลกยังมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 8 นาทีแสง สำหรับระยะห่างที่โลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด เรียกว่า Perihelion จะเกิดขึ้นในเดือนมกราคม โดยมีระยะห่างประมาณ 147,100,000 กิโลเมตร ดังนั้นโลกไม่เคยเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ถึง 90,000,000 กิโลเมตร เลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นที่น่าสนใจว่าระยะห่างในช่วง Perihelion ที่ 147,100,000 กม. นั้นมีระยะห่างคิดเป็น 91,400,000 ไมล์ จึงเป็นไปได้ว่ามีผู้ที่ไม่ได้อ่านหน่วย และเอาตัวเลข 91,400,000 ไปเปรียบเทียบกับ 152,100,000 จึงอาจเกิดความสับสน ซึ่งระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก สามารถส่งผลต่อสภาพอากาศได้ ความแตกต่างเพียง 3% ระหว่าง Perihelion และ Aphelion นั้นมีผลน้อยมาก และปัจจัยอื่น ๆ เช่น แกนเอียงของโลก นั้นส่งผลต่อสภาพอากาศมากกว่า ดังที่เห็นได้ว่าในช่วง Perihelion เดือนมกราคม ยังคงเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของปีสำหรับซีกโลกเหนือ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.narit.or.th/ โทร. 053 121 2689 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ข้อความดังกล่าวนี้ไม่เป็นความจริง เนื่องจาก Aphelion เป็นปรากฏการณ์ที่โลกอยู่ไกลดวงอาทิตย์ที่สุด ซึ่งมีระยะห่างประมาณ 152,100,000 กิโลเมตร หรือ 8 นาทีแสง ดังนั้นโลกไม่เคยเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ถึง 90,000,000 กิโลเมตรstd48359• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยระวัง ใส่หน้ากากอนามัยซ้ำ อันตราย อาจถึงเสียชีวิตได้📌 วันนี้แอดได้ข่าวเรื่องมีผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด ช็อกหมดสติ และเกือบเสียชีวิต เนื่องจากการใส่หน้ากากอนามัยซ้ำ แอดจึงได้รวบรวมข้อมูลมาแจ้งเตือนกันค่ะ . 💬 โดยเรื่องราวเกิดขึ้นจากการที่มีผู้ป่วยวัยเกษียณอายุเข้าโรงพยาบาลจากอาการติดเชื้อในกระแสเลือด แพทย์ลงความเห็นว่า ติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ ปอดถูกทำลาย และเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด เพราะใส่หน้ากากอนามัยซ้ำ 4-5 ครั้ง คราวนี้เรามาดูกันค่ะว่าเรื่องนี้จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน . 😷 ปัญหาเริ่มต้นจากการใส่หน้ากากอนามัยซ้ำ ซึ่งจากการให้ข้อมูลโดย อ.พญ.ดร.กรวลี มีศิลปวิกกัย ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าหากใส่หน้ากากอนามัยซ้ำหลายครั้ง ก็มีโอกาสรับเชื้อแบคทีเรียจากสิ่งแวดล้อมมาสู่ร่างกายของเราได้ นอกจากนั้นยังได้ทดลองเพาะเชื้อจากหน้ากากอนามัยที่ใส่แล้ว พบว่าด้านที่สัมผัสกับร่างกายมีเชื้อมากกว่าด้านที่หันออกด้านนอก แต่เชื้อส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่อยู่บนตัวเราอยู่แล้ว และหากเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี เชื้อเหล่านี้จะไม่สามารถทำอันตรายอะไรร่างกายเราได้ . 👃 แต่ทั้งนี้ก็มีงานวิจัยที่ทำให้ช่วงปี 2013-2018 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่คนยังไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัย พบว่าเชื้อแบคทีเรียจากจากระบบทางเดินหายใจส่วนต้น (จมูก เป็นต้น) หากหลุดเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนปลาย สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และปอดบวมได้ . 😵 สำหรับประเด็นที่ว่าปอดถูกทำลายเนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ แม้ส่วนใหญ่แล้วการติดเชื้อในปอดจะเกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก แต่ก็มีรายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ในจุฬาลงกรณ์เวชสาร กล่าวว่าปอดอาจติดเชื้อจากแบคทีเรียแกรมลบได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง . 😵 ซึ่งจากผลการวิจัยนั้นพบว่า ส่วนใหญ่แล้วปอดที่ติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบนั้น มาจากแบคทีเรียแกรมลบที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร เมื่อเกิดการสำลักขึ้นมาในช่องปาก และภูมิคุ้มกันในปากและลำคอไม่แข็งแรงปล่อยให้เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เดินทางไปถึงระบบทางเดินหายใจ ก็จะทำให้ปอดติดเชื้อได้ . 🤕 ในกรณีผู้ป่วยวัยเกษียณท่านนี้ จึงอาจเป็นไปได้ว่าหน้ากากมีเชื้อแบคทีเรียแกรมลบอยู่ หรือเกิดอาการสำลักขณะใส่หน้ากาก และด้วยวัยที่มากทำให้ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ทำให้ปอดได้รับเชื้อเข้าไป และลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด จนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ซึ่งหากรักษาไม่ทันก็อาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต . 🤒 อาการที่มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยติดเชื้อก็คือ มีไข้สูง หนาวสั่น มีอาการไอ หอบเหนื่อย และเจ็บชายโครง เวลาหายใจเข้า-ออก แม้จะคล้ายโรคหวัด แต่ปอดติดเชื้อจะไม่เจ็บคอ ไม่มีน้ำมูกไหล . 🤒 ส่วนอาการของการติดเชื้อในกระแสเลือดนั้น จะมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียส ชีพจรเต้นเร็ว หายใจเร็ว บางรายอาจช็อกหมดสติได้ . ⛔️ จากกรณีนี้เราจะได้เห็นได้เลยว่า แค่ใส่หน้ากากซ้ำ ก็อาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรใส่หน้ากากอนามัยซ้ำนะคะ เพราะไม่ใช่แค่ในกรณีนี้ แต่อาจเกิดโรคต่างๆ ขึ้นได้อีกมากมาย เพราะเราไม่รู้เลยว่าหน้ากากที่ใส่อยู่นั้นมีเชื้อแบคทีเรียอะไรอาศัยอยู่บ้าง . ข้อมูล โรงพยาบาลพญาไท, รายการชัวร์ก่อนแชร์, จุฬาลงกรณ์เวชสาร #ชีวจิตติดกระแส #ปอดติดเชื้อ #หน้ากากอนามัย #ชีวจิตโควิด 2019Mrs.Doubt• 5 ปีที่แล้วmeter: middle2 ความเห็น
- 1 คนสงสัยปล้นครั้งประวัติศาสตร์! ทะลวงทุกระบบ “ขโมยเพชร” มหาศาล ตามของคืนไม่ได้จนวันนี้ผู้เขียน กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2566 ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2003 มีข่าวครึกโครมดังไปทั่วโลกกับเหตุการณ์ “ขโมยเพชร” ที่นับได้ว่าเป็นการโจรกรรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และน่าจะบอกได้ว่าเป็นการโจรกรรมที่เกิดในพื้นที่ซึ่งมีระบบป้องกันดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จนเคยเชื่อกันว่า “ไม่สามารถถูกเจาะได้” แอนต์เวิร์ป ไดมอนด์ เซ็นเตอร์ (Antwerp Diamond Center) เป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์รวมเพชรของโลก ตั้งอยู่ในประเทศเบลเยียม ภายในมีตู้เซฟจำนวนเกือบ 200 ตู้ในห้องนิรภัย ซึ่งอยู่ลึกลงไปในใต้ดิน 2 ชั้น เก็บเพชรและเครื่องประดับอัญมณีของผู้เช่าตู้เซฟ มูลค่ารวมแล้วหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ มีระบบรักษาความปลอดภัยหลายชั้น รายงานข่าวบางแห่งบ่งชี้ตัวเลขระดับชั้นของการรักษาความปลอดภัยว่ามีมากถึง 10 ชั้น และต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนกว่าจะไปถึงขั้นเปิดตู้เซฟได้ ทุกตู้ยังต้องเปิดด้วยรหัสและกุญแจเช่นเดียวกับประตูห้องนิรภัย ซึ่งทำให้เป็นที่มั่นใจในความปลอดภัยสำหรับผู้มาเช่าตู้เซฟ สถานที่แห่งนี้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยแน่นหนาและทันสมัย แถมเพียบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย มีกล้องวงจรปิดทุกซอกทุกมุม มีสัญญาณเตือนภัยแทบทุกระบบที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาติดตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหวและการสั่นสะเทือน เซนเซอร์จับความร้อนจากร่างกายมนุษย์ เซนเซอร์จับแสง มีแม้กระทั่งอุปกรณ์ตรวจจับแบบแม่เหล็ก ซึ่งทันทีที่ประตูนิรภัยหนา 1 ฟุตเปิดในเวลาที่ไม่ควรเปิด สัญญาณเตือนภัยจะแจ้งเหตุทันที รวมทั้งมีเครื่องกีดขวางยานพาหนะยุคไฮเทค มีกลไกบังคับให้หุบหายลงใต้ดิน และโผล่กลับขึ้นมาทำหน้าที่ของมันได้ทุกเวลา ที่สำคัญยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีตำรวจนัก และเจ้าหน้าที่ก็พร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อได้รับแจ้งการก่อเหตุ ผู้ก่อการ “ขโมยเพชร” ก่อนหน้าเกิดคดีโจรกรรมเพชร 2 ปี คือในปี 2001 เชื่อว่าแผนปฏิบัติการการโจรกรรมได้เริ่มขึ้นอย่างแนบเนียนโดยชายวัยกลางคนชาวตูริน ประเทศอิตาลี ชื่อ ลีโอนาร์โด โนทาร์บาร์โทโล ซึ่งเดินทางเข้ามาในเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ที่ตั้งของไดมอนด์ เซ็นเตอร์ ฉากหน้าเขาคือนักออกแบบเครื่องประดับ นักธุรกิจค้าเพชร เข้ามาเช่าออฟฟิศและตู้เซฟที่ไดมอนด์ เซ็นเตอร์ เพื่อเปิดเป็นสำนักงานประกอบธุรกิจค้าเพชร ที่นี่นอกจากจะมีตู้เซฟให้เช่าแล้ว ยังมีห้องเพื่อใช้เป็นสำนักงานธุรกิจค้าอัญมณีของเหล่านักธุรกิจใช้เช่าอีกด้วย โนทาร์บาร์โทโลแฝงตัวเข้ามาเพื่อสำรวจเก็บรายละเอียดของสำนักงานนี้ เขาใช้เวลาเก็บข้อมูลต่างๆ ทั้งระบบความปลอดภัย กิจวัตรในแต่ละวันของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ส่วนต่างๆ ของอาคาร และเส้นทาง โดยรายละเอียดทั้งหมดที่ได้มา เขาใช้การจดจำ จากนั้นจะนำมาเขียนบันทึกในห้องทำงาน โนทาร์บาร์โทโลใช้เวลาร่วม 2 ปีแฝงตัวและเก็บข้อมูลในสถานที่แห่งนี้ แน่นอนว่าโนทาร์บาร์โทโลคงไม่ปฏิบัติการเพียงลำพัง เขามีผู้ร่วมขบวนการอีกคือ เอลิโอ ดอโนริโอ ผู้เชี่ยวชาญสัญญาณเตือนภัย คนช่างคิดที่สามารถเอาชนะมาตรการรักษาความปลอดภัยหลายระบบ เฟอร์ดนานโด ฟิน็อตโต อาชญากรมืออาชีพมากประสบการณ์ และ ปิเอโตร ทาวาโน เพื่อนเก่าแก่ที่โนทาร์บาร์โทโลไว้ใจ โนทาร์บาร์โทโลเล่ารายละเอียดทุกอย่างที่เขาเก็บข้อมูลมาให้ผู้ร่วมก่อการฟังอย่างละเอียด รวมทั้งร่วมวางแผนกันภายในร้านกาแฟนในตูรินเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต พวกเขาใช้เวลาเตรียมการรวม 27 เดือน นานกว่าระยะเวลาในหนังโจรกรรมแบบฮอลลีวูด ที่มักเล่าว่าสมาชิกแก๊งใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ ปฏิบัติการ “ขโมยเพชร” ครั้งประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ ปี 2003 ไล่เลี่ยกับช่วงวันวาเลนไทน์ ช่วงวันหยุด ไดมอนด์ เซนเตอร์ แห่งนี้หยุดทำการ ไม่มีการเปิดห้องนิรภัยและตู้เซฟทุกกรณี หากเปิดนอกเวลาทำการเช่นนี้สัญญาณเตือนภัยจะทำงานทันที แต่โนทาร์บาร์โทโลกลับเลือกใช้เวลานี้ปฏิบัติการ เนื่องจากปลอดคนและมีเวลาให้ปฏิบัติการได้มาก การเจาะระบบป้องกัน (โดยคร่าว) ด้วยระบบป้องกันภัยที่ทันสมัยและแน่นหนามาก การเจาะเข้าไปในตู้เซฟจึงต้องผ่านระบบป้องกันหลายด่าน ทั้งการใส่รหัสผ่าน ล็อกกุญแจ เซนเซอร์สนามแม่เหล็ก เซนเซอร์ตรวจจับความร้อน เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว และเซนเซอร์แสง รายละเอียดมีข้อปลีกย่อยมากมาย ข้อมูลในที่นี้บอกเล่าอย่างคร่าวๆ โดยส่วนหนึ่งมาจากหลักฐานและการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมผู้เชี่ยวชาญ โนทาร์บาร์โทโลและพวกจำเป็นต้องกำจัดอุปสรรคทีละด่าน ซึ่งผ่านการจำลองสถานการณ์ซักซ้อมมาอย่างดี พวกเขาเริ่มแผนการในช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ ทาวาโนทำหน้าที่เฝ้าติดตามฟังวิทยุสื่อสารของตำรวจ ทราบความเคลื่อนไหวของตำรวจจากวิทยุสื่อสาร เขาทำหน้าที่อยู่ที่ห้องพักของโนทาร์บาร์โทโล ส่วนโนทาร์บาร์โทโลกับพวกอีก 2 คน สวมถุงมือยาง ขับรถผ่านป้อมตำรวจ ประตูชั้นจอดรถเปิดขึ้น เขาหยุดรถชิดขอบทาง แต่ละคนพาดถุงบนไหล่ มุดผ่านใต้ขอบประตูม้วน พวกเขาใช้กุญแจดอกพิเศษที่ทำขึ้นเพื่อไขกุญแจประตูทางเข้า เดินลงบันไดถึงหน้าห้องนิรภัย ดอโนริโอใช้แผ่นเหล็กรูปตัวทีประกบแท่งแม่เหล็กทั้งสองที่ติดอยู่บานประตูและขอบประตูด้วยเทปกาวสองหน้า แล้วดึงมันหลุดออกมาโดยแท่งแม่เหล็กไม่แยกจากกัน สัญญาณแจ้งเตือนจึงไม่ดังขึ้น ช่วยให้เปิดห้องนิรภัยกว้างระดับหนึ่ง และสามารถแทรกตัวเข้าไปได้โดยปลอดสัญญาณแจ้งเตือน ตำรวจเชื่อว่าดอโนริโอติดตั้งกล้องวิดีโอเพื่อใช้บันทึกการหมุนรหัสประตูห้องนิรภัย แต่ทฤษฎีของตำรวจมีผู้แย้งว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะมีอุปกรณ์บังรอบตัวหมุนรหัส ป้องกันไม่ให้คนอื่นเห็นเลข ข้อสันนิษฐานอื่นก็คือ โนทาร์บาร์โทโลอาจได้รหัสมาโดยวิธีอื่น หรืออีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจคือ ประตูห้องนิรภัยนี้ไม่เคลียร์รหัสให้เอง หากเปิดแล้วต้องหมุนเคลียร์รหัสเอง ทั้งนี้ผู้ดูแลอาจลืมหรือขี้เกียจเคลียร์รหัส (เก่า) ทำให้รหัสคาอยู่ที่เดิม เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้กุญแจเพียงดอกเดียวเปิดประตูนิรภัยได้ ภายหลังตำรวจสรุปว่าคนร้ายใช้ชะแลงยาว 2 ฟุต งัดประตูห้องเก็บของ เพราะกุญแจที่ทำมาใช้การไม่ได้ (เสียงน่าจะดังมาก แต่ไม่มีสัญญาณเตือนภัย เนื่องจากในพื้นที่ไม่ได้ใช้การตรวจจับเสียง เพราะมองว่า หากมีคนทำของตก สัญญาณย่อมดังขึ้นทุกครั้ง) แต่ในห้องเก็บของมีกุญแจประตูนิรภัย จึงสามารถเปิดห้องนิรภัยได้ ข้างในห้องมืดสนิท และมีเครื่องตรวจจับแสงทำงานอยู่ พวกเขาใช้เทปกาว 2-3 ชิ้นปิดเซนเซอร์แสง แล้วทำการเปิดไฟ ด่านต่อมาคือเซนเซอร์ตรวจจับความร้อน พวกเขาเอาชนะมันด้วยการใช้สเปรย์ตกแต่งทรงผมฉีดใส่เครื่องจนทำให้เครื่องรวนไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวพวกเขาใช้แผ่นโฟมวางทับตัวเซ็นเซอร์ไม่ให้มันทำงาน ด่านสุดท้ายคือเปิดประตูตู้เซฟ พวกเขาประกอบอุปกรณ์ดึงฝาตู้เซฟที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง ซึ่งแยกชิ้นส่วนใส่กระเป๋ามา และนำมาประกอบกันตรงกลางห้องนิรภัย เมื่อประกอบเสร็จพวกเขาก็ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเปิดตู้เซฟได้ หลังจากจัดการกับอุปสรรคแต่ละด่านเรียบร้อยแล้ว โนทาร์บาร์โทโลและพวกได้แบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งเปิดตู้เซฟให้เร็วที่สุด อีกสองคนทำหน้าที่แยกของมีค่า ทั้งเพชร นาฬิกา เครื่องประดับ และเงินสด แยกใส่ถุงอย่างละถุง โนทาร์บาร์โทโลเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเอาอะไรกลับไป และจะปล่อยสิ่งของอะไรไว้บ้างโดยประเมินจากมูลค่าของแต่ละชิ้น โดยรวมแล้วพวกเขาเปิดตู้เซฟได้ 109 ตู้ จาก 189 ตู้ เชื่อกันว่าทรัพย์สินที่กลุ่มนักโจรกรรมกวาดไปได้มีมูลค่ารวมกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ตัวเลขมูลค่าของทรัพย์สินที่หายไปยังเป็นที่ถกเถียง จากปากของกลุ่มผู้ก่อการอ้างว่ามูลค่าของทรัพย์สินที่พวกเขาฉกไปอยู่แค่ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอ้างว่าการโจรกรรมเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ใหญ่กว่าเพื่อเคลมเงินประกัน) ขณะที่การออกจากสถานที่เกิดเหตุก็ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องขนสมบัติที่หนักกลับไปพร้อมกับเครื่องมืออุปกรณ์ เดิมทีแล้ว “แก๊งตูริน” นี้จะเก็บทุกอย่างกลับไปเพื่อไม่ให้ตำรวจเก็บหลักฐาน แต่ครั้งนี้พวกเขาจำเป็นต้องทิ้งอุปกรณ์ โดยเช็ดถูให้สะอาดลบร่องรอยอื่นก่อน การหิ้วถุงเพชรขึ้นบันไดขณะออกจากสถานที่เกิดเหตุหลังจากคนดูต้นทางรายงานว่าปลอดโปร่งแล้วก็ต้องหิ้วถุงโดยก้าวอย่างระมัดระวังมากที่สุด ถุงเพชรอย่างเดียวก็หนักเข้าไปถึง 44 ปอนด์ (ราว 20 กิโลกรัม) ขณะที่แบกขึ้นไป คนร้ายอีกรายใช้กุญแจปลอมเข้าไปเปิดประตูห้องควบคุมระบบรักษาความปลอดภัย เอาเทปบันทึกภาพการก่อเหตุออกจากเครื่อง และใส่เทปเปล่าไปแทน เขายังมองหาเทปเก่าโดยเลือกช่วงเดือนที่ผ่านมาอีก 4 ม้วน เป็นเทปบันทึกภาพช่วงที่สมาชิกเข้ามาทำลายระบบเตือนภัยแม่เหล็กไปด้วย เมื่อคนดูต้นทางแจ้งว่าปลอดภัย พวกเขาก็ออกมาใส่ของที่ท้ายรถที่มาจอดเทียบชิดขอบทาง พวกเขานั่งเบียดกันในรถและขับหายไปตามถนน โฉมหน้าลีโอนาร์โด โนทาร์บาร์โทโล วัย 51 ปีหลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 ฉากหลังเป็น Diamond Center ใน Antwerp ประเทศเบลเยียม เมื่อ 18 ก.พ. 2013 หลังเกิดเหตุโจรกรรมเพชร (ภาพจาก STRINGER / BELGA / WIM HENDRIX /AFP) เรื่องเล็กในการ “ขโมยเพชร” ที่พลาดมหันต์ แม้พวกเขาจะทำการสำเร็จ แต่ปัญหาของพวกเขาคือการกำจัดขยะที่เป็นร่องรอยจากปฏิบัติการทั้งหมด ท้ายที่สุดแล้วนักโจรกรรมอัจฉริยะระดับโลกต้องถึงจุดจบ โดยมีหลักฐานคือ “ถุงขยะ” หลังจาก “ขโมยเพชร” แล้ว พวกคนร้ายขับรถซึ่งมีถุงขยะอันบรรจุอุปกรณ์และสิ่งของที่เหลือใช้จากปฏิบัติการเต็มรถไปตามไฮเวย์ด้วยความกระวนกระวาย จนเลือกทิ้งถุงขยะโดยเร็วที่สุดเมื่อออกจากเมือง เลี่ยงความเสี่ยงโดนตำรวจเรียกจอดหากละเมิดกฎจราจร การทิ้งขยะตามสถานที่ส่วนบุคคลหรือเอกชนก็เป็นเรื่องเสี่ยง เพราะเจ้าของกิจการในเบลเยียมจริงจังกับการใช้ถังขยะโดยไม่ได้รับอนุญาต หลายแห่งล็อกฝาถัง หรือติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณถังขยะ ปั๊มน้ำมันบนไฮเวย์แทบทุกแห่งมีป้ายห้ามทิ้งสิ่งของส่วนตัว ขณะที่การเผาถุงก็ย่อมมีควันไฟที่เรียกความสนใจจากเจ้าหน้าที่ไฮเวย์ ในถุงพวกนี้มีถุงขยะที่ยัดถุงจากร้านค้าซึ่งดันมีใบเสร็จ ซองเอกสาร และเอกสารอื่นจากไดมอนด์ เซ็นเตอร์ และเลือกทิ้งข้างทางหลวงตรงถนนทางเข้าป่าฟลอร์ดัมบอส แต่แล้วดันมีผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินละแวกนั้นที่รักษ์สิ่งแวดล้อมมาพบถุงขยะ และคู่สามีภรรยาคือกลุ่มที่โทรศัพท์แจ้งตำรวจ (แม้แต่คำถามว่า ใครกันแน่ที่รู้ว่าถุงขยะเกี่ยวกับการโจรกรรมที่เป็นข่าวดังเวลานั้น และออกไอเดียให้โทรศัพท์หาตำรวจ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่า สรุปแล้วเป็นสามีคือออกุสต์ ฟาน ดัมป์ หรือภรรยาของเขากันแน่) ถุงที่ฟาน ดัมป์ พบคือหลักฐานสำคัญที่ทางการแกะรอยได้อย่างรวดเร็วกว่าที่คิด ทำให้ผู้ก่อการทั้ง 4 คนถูกจับในที่สุด โดยเฉพาะใบเสร็จที่เมื่อตำรวจนำไปสอบถามกับแคชเชียร์ พนักงานจำได้ทันที และให้รูปพรรณกับตำรวจซึ่งเชื่อว่าเป็นดอโนริโอ และฟิน็อตโต ขณะที่ตำรวจเบลเยียมส่งข้อมูลผู้ต้องสงสัยให้ตำรวจสากล โนทาร์บาร์โทโลและพวกยังฉลองความสำเร็จ และกำลังเดินทางหลบหนี แต่เหลือสิ่งที่เขาต้องทำคือทำลายร่องรอยที่เหลือในแอนต์เวิร์ป อีกทั้งคืนรถเช่า และทำความสะอาดห้องพักซึ่งจากมาอย่างรีบร้อน และยังต้องรูดบัตรผ่านเข้า-ออกไดมอนด์ เซ็นเตอร์ เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อเป็นหลักฐาน เพราะตำรวจจะต้องตรวจสอบว่าผู้เช่ารายใดที่หายไปเลยหลังเกิดเหตุ เมื่อตำรวจตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกของโนทาร์บาร์โทโล ก็พบว่าเขาอยู่ในกลุ่มสุดท้ายที่ออกจากอาคารก่อนวันเกิดเหตุ จึงนำภาพวิดีโอหลายชั่วโมงมาดู แล้วพบว่า หนุ่มใหญ่ชาวอิตาเลียนเข้า-ออกห้องนิรภัยทุกวันตลอดสัปดาห์ก่อนหน้าเกิดเหตุ ตำรวจเชื่อว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจรกรรม โนทาร์บาร์โทโลมั่นใจว่าไม่มีอะไรที่พาดพิงมาถึงเขา แม้ว่าในข่าวจะมีเรื่องพบถุงขยะแล้ว แต่เขาไม่รู้ว่า เพื่อนร่วมงานฉีกใบจ้างงานติดตั้งกล้องที่ออฟฟิศของเขาแล้วโยนลงถังขยะในครัว ไม่รู้ว่าตำรวจค้นออฟฟิศและตู้เซฟของเขา การกลับที่เกิดเหตุย่อมเหมือนกับการฆ่าตัวตาย แต่โนทาร์บาร์โทโลมั่นใจ และความมั่นใจนั่นเองทำให้เขาโดนรวบตัว ทันทีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบูธด้านหน้าเห็นเขาก็คว้าโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่โดยพลัน ช่วงแรกเขายังคิดว่าตำรวจไม่มีหลักฐานพอ และยังเป็นเพียงพยาน แถมยังตีบทงง ไม่เข้าใจว่าควบคุมตัวผู้บริสุทธิ์อย่างเขาทำไม โนทาร์บาร์โทโลมีคำตอบให้ทุกคำถาม แต่ท้ายที่สุดก็จนกับหลักฐานหลายอย่าง ทั้งดีเอ็นเอบนแซนด์วิชไส้กรอกที่โนทาร์บาร์โทโลทำกินเอง แต่กินครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งโยนทิ้งถังขยะในครัวขณะเตรียมขนของหนีไปอิตาลี และมันไปโผล่ในถังขยะใกล้ป่าฟลอร์ดัมบอส และยังพบดีเอ็นเอของผู้ร่วมก่อการอีกหลายจุดที่เชื่อมเข้ากับหลักฐานการโจรกรรม แม้ว่าคนร้ายจะถูกจับกุมได้ แต่เพชรที่ถูกปล้นก็ไม่ได้กลับคืนสู่เจ้าของ เพราะไม่มีคนร้ายคนไหนบอกถึงที่อยู่ของเพชรที่ปล้นมา ช่วงที่โนทาร์บาร์โทโลอยู่ในคุกยังให้สัมภาษณ์แก่นิตยสารไวร์ด (Wired) ว่า การปล้นทั้งหมดเกิดจากแผนที่ผู้เช่าตู้เซฟซึ่งเป็นพ่อค้าเพชรชาวยิวหวังใช้เรียกค่าประกันจากไดมอนด์ เซ็นเตอร์ โดยที่พวกเขาซึ่งมีผู้เช่าตู้เซฟร่วมแผนการด้วยประมาณ 50-60 ราย จะไม่เอาเพชรหรือของมีค่าใส่ไว้ในตู้เซฟ และวางแผนการปล้นโดยจำลองห้องนิรภัยขึ้นมา แล้วเข้าปล้น เขายังกล่าวต่ออีกว่าแผนการครั้งนี้โดนพ่อค้าเพชรชาวยิวหักหลัง แต่มีหลายคนวิเคราะห์ว่าข้อมูลนี้เป็นเรื่องโกหกของโนทาร์บาร์โทโล เพราะสิ่งที่เขาเล่าย้อนแย้งอย่างมาก อีกทั้งเรื่องที่มีผู้เช่าตู้เซฟวางแผนร่วมกันนั้น ผู้เช่าตู้เซฟเห็นว่าเป็นเรื่องตลกที่ไม่มีทางเกิดขึ้น การที่โนทาร์บาร์โทโลให้สัมภาษณ์เช่นนี้ก็เพื่อโยนความผิดให้กับผู้อื่นหรือปกปิดข้อมูลและร่องรอย โนทาร์บาร์โทโลยังต้องการให้นำเรื่องราวของเขาไปทำภาพยนตร์ เพราะเขาหวังส่วนแบ่งรายได้จากสิทธิ์ของข้อมูลเพื่อนำไปใช้อย่างสบายหลังออกจากคุก อีกทั้งเป็นเงินที่ได้มาโดยถูกกฎหมาย และใช้ชีวิตอย่างหรูหราได้โดยอ้างแหล่งที่มาของเงินจากส่วนแบ่งการนำเรื่องราวไปสร้างเป็นภาพยนตร์ (ทั้งที่เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีวันเผยเรื่องจริง) ท้ายที่สุดแม้ว่าเขาจะถูกศาลตัดสินจำคุก 10 ปี และรับโทษติดคุก เขาก็ยังไม่ได้บอกที่ซ่อนอัญมณีและแผนการปล้น เขากับพวกอีก 3 คน ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนด และหลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตแบบเงียบๆ ทั้งนี้ศาลได้ตัดสินคดีจนถึงที่สุดแล้ว คดีนี้จึงจบลง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับคดีให้ความเห็นเมื่อปี 2009 ว่า แม้แต่โนทาร์บาร์โทโลนำเพชรหรือทรัพย์สินที่ปล้นมาขายก็อาจไม่สามารถแจ้งจับได้อีก เพราะไม่สามารถฟ้องซ้ำคดีที่ศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาด นอกเหนือจากมีหลักฐานใหม่ แต่สิ่งที่ทำได้เบื้องต้นคือแค่ยึดเป็นของกลางไว้ และอาจดำเนินคดีในอิตาลีเกี่ยวกับการฟอกเงิน ในขณะที่กลุ่มเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกปล้นไปก็ไม่หวังกันแล้วว่าจะได้ของกลับคืน คนในแวดวงเพชรยังรู้สึกโกรธกับบทสรุป เมื่อพวกคนร้ายติดคุกไม่นาน ทรัพย์สินก็ไม่สามารถติดตามกลับมาได้ ที่สำคัญบทสรุปของเรื่องนี้ยังออกมาว่าการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่เพื่อติดตามคนร้ายและดำเนินคดี แลกมากับการจองจำผู้ก่อเหตุเพียงไม่กี่ปี และยังพิสูจน์อีกว่า ความเสี่ยง ความยากลำบาก การถูกจับและจองจำ อาจคุ้มค่ากับชีวิตหลังผ่านคดี เมื่อพวกที่ก่อการอาจใช้ชีวิตที่เหลือได้อย่างราบรื่นและสุขสบายจากสิ่งที่ได้จากการโจรกรรมมีม เสียดสีputilp148• 3 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยแชร์จาก FB Dittawat วันนี้ผมมีเรื่องอยากเตือน ขอช่วยแชร์ออกไปที เพราะนี่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย เช่นกัน . พ่อผมเข้าไอซียูวันนี้ก็ยังอยู่ซึ่งเป็นวันที่เจ็ดแล้ว พ่อผมแข็งแรงมากออกกำลังกายตลอด ทุกวันตื่นเช้าจะว่ายน้ำ วันอังคารกับศุกร์ไปตีแบตกับก๊วนของแก ทำแบบนี้มาตลอด เรียกได้ว่าไม่เคยป่วยก็ได้ วันอังคารที่ผ่านมาอยู่ ๆ ก็มีไข้สูง เหงื่อออกมาก ความดันตก เบลอ ๆ หน้าซีดตัวซีดเหลือง น้องสาวผมเลยรีบพาส่งโรงพยาบาล พอมาถึงก็ต้องเข้าไอซียูทันที แพทย์แจ้งว่าร่างกายมีอาการช็อก ออกซิเจนในเลือดต่ำ ความดันต่ำมากลงไปถึง 70/40 หมอประเมินว่าโอกาสเสียชีวิตสูง . ลูกทุกคนสงสัยมากว่าทำไมคนที่แข็งแรงจู่ ๆ ก็ล้มป่วยรุนแรงอย่างนี้ได้ ภายในวันเดียวกันพยาบาลได้แจ้งให้ทราบว่าอาการของคุณพ่อคือการติดเชื้อในกระแสเลือด โดยเบื้องต้นพบแบคทีเรียแกรมบวกชนิดกลม (coccus) พอผมฟังแล้วถึงกับหนังศีรษะชา ใจคิดถึงเชื้อ Streptococcus Suis ขึ้นมา ซึ่งเชื้อตัวนี้มันกำลังระบาดด้วยเพราะเกี่ยวข้องกับพวกหมูเถื่อนที่มีการเอาเข้ามาขายกันเกลื่อนไปในไทยตอนนี้ หมอถามว่าคุณพ่อมีพฤติกรรมเสี่ยงอะไรที่จะรับเชื้อจากพวกเนื้อหมูดิบได้บ้าง ผมคิดออกแค่อย่างเดียวคือแหนม พ่อผมชอบกินแหนมมากเรียกได้ว่าจะต้องมีติดตู้เย็นไว้ตลอด ซึ่งปกติผมกับน้องจะเป็นคนซื้อซึ่งเราซื้อยี่ห้อใหญ่ในตลาดทุกครั้งและมันไม่เคยมีปัญหาอะไรอย่างนี้มาก่อน แต่หลายวันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นผมจำได้แม่นว่าพ่อผมไปประชุม ขากลับคงแวะซื้อแหนมจากที่ไหนมา มันเป็นยี่ห้อแปลก ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน อันนี้แหละที่พวกเราคิดว่าเป็นต้นตอของเชื้อ . นอกจากตัวแหนมที่แน่นอนว่าถ้าไม่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อเช่นการฉายรังสีหรือผ่านความร้อนอะไรมาก่อนไม่ว่าจะเชื้ออะไรก็ยังอยู่ในนั้นทั้งนั้น มันเป็นแหล่งรังโรคอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ วิธีบริโภคก็น่าห่วงเพราะผมเชื่อว่าคนชอบกินแหนมมักกินดิบ ๆ ทั้งอย่างนั้น แกะห่อหั่นกินเลย นี่ก็ทำให้รับเชื้อเข้าไปเต็ม ๆ ดังนั้นอยากเตือนไว้นะครับท่านใดที่ชอบกินแหนมดิบระวังให้ดีรวมถึงลาบดิบหรือหลู้พวกนี้ด้วย ถ้าเลี่ยงได้แนะนำให้เลี่ยงเถอะครับ นอกจากนี้การบริโภคหมูกระทะหรือปิ้งย่างก็มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียพวกนี้ได้เช่นกัน แนะนำให้ใช้ตะเกียบสองคู่ คู่หนึ่งไว้คีบของสดปิ้ง อีกคู่ใช้คีบอาหารกิน . คืนวันอังคารอาการของคุณพ่อแย่ลงเรื่อย ๆ ต้องใช้ยากระตุ้นความดัน ใช้ยาฆ่าเชื้อหลายตัว ดูแกเหนื่อยล้ามากลุกขึ้นนั่งแทบไม่ได้ แต่ยังมีสติอยู่ ทางแพทย์ใส่ท่อระบายปัสสาวะเอาไว้เพื่อจะคอยดูภาวะการทำงานของไตแต่แกรู้สึกอึดอัดโวยวายอยากจะถอดให้ได้ พยาบาลจนปัญญาต้องออกมาเรียกผมตอนตีสอง ผมนอนเฝ้าอยู่หน้าไอซียูนั่นแหละเอาเก้าอี้มาต่อกันแล้วนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ พอพยาบาลมาเรียกก็รีบเข้าไป พ่อผมก็โวยวายอยากกลับบ้านผมก็พยายามปลอบแกและบอกแกด้วยว่าครั้งนี้หนักมากนะป๊าต้องอดทนนะ แกค่อยสงบลง . วันต่อมาอาการยังไม่ดีขึ้น เลือดเป็นกรดอยู่ออกซิเจนต่ำเลยต้องใช้เครื่องพ่นลม (high flow) แต่ก็มีภาวะแทรกซ้อนคือลมเข้าไปในกระเพาะทำให้ยิ่งอึดอัด กระเพาะไปดันกระบังลมทำให้หายใจยากขึ้นไปอีก ทีมแพทย์เลยต้องพิจารณาใส่เครื่องช่วยหายใจเอาไว้อาการออกซิเจนในเลือดต่ำและเลือดเป็นกรดจึงค่อย ๆ ดีขึ้น . อวัยวะที่น่าห่วงที่สุดในช่วงแรกก็คือไต อาการเหงื่อออกมากและค่าไตสูงมันทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะช็อก พ่อผมเป็นความดันสูงมีหมอประจำอยู่แล้ว ซึ่งแกก็จะตรวจร่างกายทุกสามเดือนหกเดือน อาการทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ที่ดีตลอดมา . พ่อผมอาการดีขึ้นกว่าวันแรกมาก ค่าไตยังดี ความดันดี หัวใจดี เชื้อแบคทีเรียในเลือดไม่มีแล้ว อาการช็อกไม่มีแล้วแต่ยังอยู่ในช่วงฟื้นฟู หมอยังให้หลับอยู่หวังว่าจะแกจะแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ช่วยเป็นกำลังใจให้คุณพ่อผมด้วยนะครับ ตัวคุณพ่อทำคุณประโยชน์แก่สังคมมากมาย (ได้รางวัลเสาเสมาธรรมจักรมาครั้งหนึ่ง) แต่หากใครที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้วช่วยแชร์ออกไปหรือเอาไปเล่าต่อ รวมถึงเอาไปใช้เป็นแนวทางดูแลผู้สูงอายุในบ้านผมว่ามันจะเป็นประโยชน์มากกว่ารางวัลทั้งหมดที่ผมกับแกได้รับรวมกันเสียอีก ขอบพระคุณครับสุขภาพผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 2 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเกร็ดประวัติศาสตร์ 🌸 🌿 💐 พระนางอีเลิศ นำ #เมี่ยงคำ อาหารมอญ มาเผยแพร่ ที่นครปฐม พ.ศ. ๑๑๘๒ ในรัชกาลของ มหาจักรพรรดิท้าวอู่ทอง (พระยาพาน) แห่งสหราชอาณาจักรคีรีรัฐ กรุงอู่ทอง (ราชบุรี) เมื่อพระยาศรีทรัพย์ ได้บวชเรียน และ สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยนาลันทา เรียบร้อยแล้ว จึงได้รับมอบหมาย จากท้าวอู่ทอง (พระยาพาน) ให้มาสร้างเมืองปะถมขึ้นต่อ แคว้นจักรนารายณ์ (นครชัยศรี) ปกครองโดยพระยาจักรนารายณ์ (อนุชา ของพระยาพาน) จนกระทั่งเมืองปะถม กลายเป็น แคว้นปะถม พระยาศรีทรัพย์ ได้อภิเษกสมรส กับ พระนางนวลจันทร์ (พระพี่นาง ของพระนางจันทร์เทวี) เป็นที่มาให้ พระยาศรีทรัพย์ ผู้ให้กำเนิดข้าวหลาม ที่เมืองคันธุลี ได้นำข้าวหลาม มาเผยแพร่ ที่แคว้นปะถม โดยมอบให้ พระนางนวลจันทร์ เป็นผู้ดำเนินการ จนกระทั่ง ข้าวหลามได้แพร่หลายไปทั่วแคว้นปะถม และ แว่นแคว้นข้างเคียงอย่างรวดเร็ว ต่อมา พระยาศรีทรัพย์ และ พระนางนวลจันทร์ ได้ให้กำเนิดพระราชธิดา พระองค์หนึ่ง มีพระนามว่า เจ้าหญิงมัญชุศรี (พระนางศิลาขาว) ได้อภิเษกสมรส กับ ขุนหะนิมิต ในเวลาต่อมา เมื่อท้าวอู่ทอง (พระยาพาน) ทำสัญญาสันติภาพ กับ พระเจ้าสักกรดำ แห่งอาณาจักรอีสานปุระ ในปี พ.ศ. ๑๑๘๐ โดยที่พระเจ้าสักกรดำ ได้ถวายเจ้าหญิงอีเลิศ ราชธิดา ให้เป็นมเหสีฝ่ายซ้าย ของพระยาศรีทรัพย์ จนกระทั่งมีพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. ๑๑๘๑ จึงได้รับการพระราชทานพระนาม จากท้าวอู่ทอง (พระยาพาน) ว่า เจ้าชายบรมฤกษ์ ประชาชนทั่วไป เรียกพระนามว่า ขุนบรม คือ ต้นราชวงศ์ไตพวน ในเวลาต่อมา โอรสองค์ใหญ่ ของขุนบรม คือ พระลอ เป็นผู้สร้างอาณาจักรลานช้าง (หลวงพระบาง) และ โอรสอีกพระองค์หนึ่ง เป็นผู้สร้างแคว้นลานนา (เชียงใหม่) ในเวลาต่อมา ขณะที่ พระนางอีเลิศ มาประทับที่ แคว้นปะถมนั้น พระนางอีเลิศ พบเห็น พระนางนวลจันทร์ ส่งเสริมการผลิตข้าวหลามจำหน่าย แพร่หลายทั่วไป พระนางอีเลิศ จึงนำอาหารเมี่ยงคำ ของชนชาติมอญ แห่งอาณาจักรอีสานปุระ มาเผยแพร่ ที่เมืองปะถม ด้วย จนกระทั่งเมี่ยงคำ ได้แพร่หลายออกไปรอบๆ เมืองปะถม และ เมืองใกล้เคียง เช่นเดียวกับ ข้าวหลาม ต่อมา เมื่อเกิดสงครามแย่งนางอั่วคำ สงครามทุ่งไหหิน และ สงครามแย่งม้า ในปี พ.ศ. ๑๑๙๕ ส่งผลให้ในปี พ.ศ. ๑๑๙๖ มีผู้ลี้ภัยสงคราม เดินทางไปยัง เมืองศรีพุทธิ (ดอนธูป) และ เมืองศรีโพธิ์ (ไชยา) เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการขาดแคลนเสบียงอาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ตำนานวัดศรีราชัน กล่าวว่า ประชาชน ปลูกข้าวไม่ทัน จึงไม่มีข้าว ไปถวายเพล แก่พระภิกษุสงฆ์ จึงเป็นที่มา ของอาหารเมี่ยงคำ ที่พระนางอีเลิศ คิดค้นขึ้น เพื่อเป็นอาหารแก้ความอดยาก ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย พระนางอีเลิศ (แม่นางกาหลง) มเหสีฝ่ายซ้าย ของเจ้าพระยาศรีทรัพย์ ได้อพยพจากเมืองนครปฐม มายังเมืองศรีพุทธิ (ดอนธูป) มาตั้งพระราชวัง อยู่ที่บ้านใหญ่ ใกล้เขาจอสี เมื่อปี พ.ศ. ๑๑๙๖ เมื่อทราบว่า พระภิกษุ ไม่มีอาหารเพล จึงทำเมี่ยงคำ เครื่องปรุงตามภาพ ขึ้นมาถวายพระที่ วัดศรีราชัน โดยใช้ใบอีเลิศ (ใบชาพลู) มาเป็นตัวห่อหุ้ม เครื่องปรุงต่างๆ เมี่ยงคำ จึงขยายไปสู่ประชาชนผู้อพยพทั่วไป จึงมีการปลูก ใบอีเลิศ ไว้ที่วัดศรีราชัน จำนวนมาก แล้วขยายพันธุ์ ออกสู่บ้านเรือนประชาชน ในเวลาต่อมา เนื่องจาก สถานการณ์ในขณะนั้น คนไทย ชิงชังคนมอญมาก จึงเรียกพระนางอีเลิศว่า แม่นางกาหลง จึงรังเกียจ ที่จะใช้ใบอีเลิศ ห่อหุ้มเมี่ยงคำ จึงใช้ใบทองหลางอ่อน มาใช้แทน และ เปลี่ยนชื่อการเรียก ใบอีเลิศ เป็นชื่อใหม่ว่า ใบชาพลู สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 🌸 🌿 🌼 Cr ข้อมูลและภาพประกอบบางส่วนจาก กลุ่มเสน่ห์โยเดีย Cr ภาพประกอบเพิ่มเติมจาก นิตยสารชีวจิต และอินเทอร์เน็ต (ขอบคุณเจ้าของภาพ) Posted by Onnie 🦋ไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 1 คนสงสัยศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (นายแพทย์ อายุรกรรมประสาท รพ. จุฬา) แนะนำแบบนี้ หรือศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (นายแพทย์ อายุรกรรมประสาท รพ. จุฬา) แนะนำว่า.. ไม่อยากแก่ ต้องทำตัวอย่าให้แก่ ดังนี้:- ๑ ไม่อ้วนไม่ผอม ๒ ไม่เหี่ยว ดื่มน้ำสะอาด ทาครีม กางร่ม ๓ อย่าดัดผม อย่ายีผม อย่าฉีดสเปรย์ ๔ อย่าแต่งหน้าสีสันจัดจ้าน อย่าเขียนขอบตาสีดำ อย่าใส่ขนตาปลอม คนอายุมากพอแต่งหน้าจัดๆ แล้วเวลาเหนื่อยจะเหมือนม้าแก่ (ถ้าผอม) จะเหมือนหมูแก่ (ถ้าอ้วน) ๕ อย่าจีบปากจีบคอ รอบๆ ริมฝีปากจะได้ไม่ย่น ๖ อย่าหมกมุ่นเรื่องอดีต ๗ อย่าใส่ชุดเชยๆ กล้าลองใส่เสื้อผ้าแบบใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ๘ ไม่กลัวเทคโนโลยี่ ๙ ทำฟันให้สวยเสมอ สุขภาพฟันต้องดี ๑๐ มือเท้า เล็บมือเล็บเท้าต้องสวยสะอาด ผิวเนื้อดีพอๆ กับใบหน้า ๑๑ อย่าสวมสร้อยทอง ยิ่งแก่ใหญ่ถ้าห้อยพระด้วย ๑๒ นั่งเดินตัวตรง มั่นใจในตัวเอง ๑๓ ออกกำลังกายเบาๆ ทุกวัน ๑๔ อย่าลืมหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนหายใจออกยาวๆ ทำหัวใจให้เต้นช้าๆ ๑๕ อมยิ้มไว้เสมอแม้ไม่มีใครมอง ร่องที่มุมปากจะได้ไม่คว่ำลงทั้งสองข้าง ถ้าเป็นแล้วแก้ยากมาก ๑๖ มีความรัก ๑๗ มีความหวัง มีความฝัน และมีจินตนาการ ๑๘ อ่านข่าว ติดตามข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย ๑๙ อย่าเรียกคนอื่นว่ามนุษย์ลุง เฒ่าหัวงู หรือมนุษย์ป้า ๒๐ อย่าพูดจาซ้ำซาก ๒๑ รู้จักนิ่งและฟังคนอื่นบ้าง ๒๒ เวลาไม่มีอะไรทำ อย่าฟุ้งซ่าน ให้นอนพัก เพราะตื่นมาจะสดชื่น หน้าสวยผิวสวย อารมณ์ดี ๒๓ อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน อย่านินทาว่าร้าย ๒๔ อยู่กับปัจจุบัน คิดถึงอนาคต ลืมอดีต ๒๕ หลงรักภรรยาหรือสามีตัวเองบ่อยๆ ตามจีบกันทุกวัน ๒๖ ใช้เงินเพื่อตัวเอง ๒๗ ดูแลตัวเองดีดี อย่าดูถูกตัวเองว่าแก่แล้วไม่สำคัญ ๒๘ ออกงานกลางคืน แต่งตัวสวยมากๆ อาทิตย์ละอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เลือกดูหนังฟังเพลงรอบค่ำเพื่อบรรยากาศและแต่งตัวงามๆ ดินเน่อร์และดื่มเบาๆ ก่อนหรือหลังภาพยนตร์หรือคอนเสิร์ทเลิก ๒๙ มีอารมณ์ขัน ๓๐ พูดทะลึ่งบ้าง ๓๑ หัวเราะมากๆ หัวเราะเสียงดังๆ ๓๒ หัดปฏิเสธไม่ทำ ไม่ไป ไม่เอา สิ่งที่ไม่ชอบ ไม่อยากได้ ที่ที่ไม่อยากไป โดยไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องเกรงใจใคร ๓๓ อยู่กับใครแล้วเครียด เรื่องมาก หัวใจเต้นแรง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะไม่สบายใจ ขอให้ออกห่างและเลิกอยู่ใกล้ๆ คนคนนั้นอีก ๓๔ อย่าเข้าสังคมที่ตัวเองอึดอัด แม้ว่าสังคมนั้นจะดีหรือมีชื่อเสียงว่าดีเพียงใด ๓๕ เลือกมีเพื่อนสนิทน้อยๆ ดีกว่า ๓๖ เลิกคิดที่จะให้คนอื่นเข้าใจเรา ใครไม่เข้าใจปล่อยไป เพราะเราไม่ว่าง ไม่มีเวลา และเราไม่อยากแก่ ๓๗ หาความรู้และฝึกทักษะใหม่ๆ ไม่ต้องเก่ง เอาที่ทำแล้วสบายใจ ๓๘ อยากเป็นหมอดูให้ไปเรียนดูหมอ อยากเต้นรำ ให้ไปเรียนเต้นรำ อยากยิงปืนให้ไปหัดยิงปืน ๓๙ ละทิ้งลาภยศสรรเสริญ ๔๐ ทำตัวเหมือนพระธาตุแช่แห้ง คือแวดล้อมด้วยน้ำ (ลาย) แต่ไม่เปียก แวดล้อมด้วยกิเลสและความชั่วร้ายแต่ไม่ทำบาปและไม่ชั่วร้ายตามเขา ๔๑ มีความสุข ไม่สนใจใคร ๔๒ อย่าเสียเวลาอ่านอะไรที่ยาวถึง ๔๒ ข้อ ถ้าไม่ดีจริง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ จุ๊บๆๆๆๆๆ รักล่ะน้าาาา จึงส่งมาให้....Mrs.Doubt• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยคิดอยู่แล้ว ว่าสตช.ต้องหน้าแตกซ้ำ เหมือนที่กรมการขนส่งฯเขาไม่เอาด้วยกับเรื่องต่อทะเบียนรถ คราวนี้ ผู้พิพากษาก็ไม่เอาด้วย กับการออกมาข่มขู่ประชาชน ตามสันดานที่เคยทำมาของตำรวจ 📌“ผู้พิพากษา” กางข้อกฎหมายไม่จ่าย “ค่าปรับใบสั่งจราจร” เจอ “ออกหมายจับ” ?? 🖋นายสันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง เผยแพร่บทความในประเด็นนี้โดยระบุว่าคดีความผิดตามใบสั่ง กฎหมายถือเป็นคดีความผิดลหุโทษ มีอายุความเพียง 1 ปี ส่วนการดำเนินคดี ในกรณีที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรตามภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด หรือ กล้อง CCTV หรือไม่ ตำรวจต้องให้โอกาสเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองโต้แย้งตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140 ถึง มาตรา 141/1 ก่อน จะขออนุมัติศาลออกหมายจับทันทีนั้นไม่ได้ ❗️“เนื่องจากคดีประเภทนี้เป็นความผิดเล็กน้อย และหากเป็นกรณีที่ตำรวจพบการกระทำความผิดผ่าน กล้องวงจรปิด ซึ่งไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า เบื้องต้นตำรวจย่อมมีข้อมูลเพียงอย่างเดียวคือ หมายเลขทะเบียนรถ ที่กระทำผิดกฎหมายจราจร กรณีไม่แน่ชัดว่าผู้มีรายชื่อถือกรรมสิทธิ์รถหรือผู้มีรายชื่อเป็นผู้ครอบครองรถนั้นเป็นผู้ขับขี่ฝ่าฝืนหรือกระทำผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ในข้อหาที่กล้องวงจรปิดหรือ กล้อง CCTV บันทึกไว้ได้หรือไม่ กฎหมายจราจรจึงกำหนด ขั้นตอนให้โอกาสแก่บุคคลผู้มีรายชื่อเป็นเจ้าของรถหรือมีรายชื่อเป็นผู้ครอบครองได้โต้แย้งข้อหาที่กล้องบันทึกไว้ก่อนที่จะส่งเรื่องไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ตำรวจยังไม่สามารถกล่าวโทษหรือกล่าวหาอันนำไปสู่การออกหมายเรียกหรือออกหมายจับผู้มีรายชื่อเป็นเจ้าของรถหรือผู้มีรายชื่อเป็นผู้ครอบครอง ได้ทันทีแต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140 ถึง มาตรา 141/1”❗️ 🖋กรณีต้องการขอหมายจับต้องเข้า “กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน” และพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และออกหมายเรียกเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองให้มาพบอย่างน้อย 2 ครั้ง 🖋ซึ่งการส่งหมายเรียกต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ป.วิ.อาญา และต้องมั่นใจว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองได้รับหมายเรียกแล้ว “จงใจไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวน” ตามที่กำหนด และพยานหลักฐานต้องเพียงพอเชื่อได้ว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองเป็นผู้ขับขี่รถในวันเกิดเหตุ และจงใจไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้คดีต้องไม่ขาดอายุความ “ศาลจึงจะพิจารณาอนุมัติหมายจับ” เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองตามที่ร้องขอ ❗️“กรณีหาอาจอนุมัติหมายจับตามใจเจ้าพนักงานตำรวจไม่ เพราะศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาแก่สังคม”❗️ 🖋ถึงแม้ศาลอนุมัติหมายจับให้แต่ตำรวจก็ต้องติดตามตัวเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองมาแจ้งข้อหาให้ได้ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ และแม้จะพบตัวเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถตามหมายจับ ก็ไม่อาจควบคุมตัวหรือควบคุมขังเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองได้เพราะเป็นเพียงคดีความผิดเล็กน้อย หรือ ลหุโทษ คงได้แต่ เพียงสอบถามชื่อนามสกุล และ แจ้งข้อหาให้ทราบแล้วต้องปล่อยตัวไปเท่านั้น 🖋จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการขออนุมัติศาลออกหมายจับในคดีความผิดตามใบสั่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกฎหมายมองว่าเป็นเพียงคดีความผิดที่มีโทษเพียงเล็กน้อยและเป็นคดีลหุโทษ จึงกำหนดเงื่อนไขไว้ค่อนข้างเคร่งครัด 🖋นอกจากนี้แม้ศาลอนุมัติหมายจับแล้วในคดีความผิดลหุโทษหรือความผิดตามใบสั่งตำรวจจะต้องทำสำนวนสอบสวน และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ พิจารณา และต้องฟ้องเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองต่อศาลภายใน 1 ปี มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความ ก็ไม่สามารถดำเนินคดีกับเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองได้อีกเช่นกัน 🖋จากขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อควบคุมการใช้อำนาจของตำรวจ ประกอบกับการออกหมายจับหรือไม่เป็นดุลพินิจโดยแท้ของศาล ที่กฎหมายให้อำนาจศาลถ่วงดุลการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ และพนักงานสอบสวนอีกส่วนหนึ่ง และระยะเวลาการดำเนินคดีที่สั้น ประกอบกับตำรวจหรือพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจควบคุมตัวผู้กระทำผิดในคดีลหุโทษหรือคดีความผิดตามใบสั่ง ❗️ผู้ใช้รถใช้ถนนหรือเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถ จึงไม่ควรกังวลกับข่าวที่แพร่ออกทางสื่อสารมวลชนดังกล่าวมากจนเกินไป เพราะการอนุมัติหมายจับเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถในคดีความผิดตามใบสั่ง #เป็นดุลพินิจของศาล_หาใช่เป็นดุลพินิจของตำรวจไม่❗️ ที่มา : ขั้นตอนการขออนุมัติหมายจับในคดีความผิดตามใบสั่ง By ท่านติ ภาพประกอบ : internetผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้ว1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัวmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยเด็ก ป.3 หายจากห้องเรียน หากันวุ่นเช้ายันเที่ยง ที่แท้โดนเพื่อนแกล้ง เลยหนีมาซ่อนตรงนี้เด็กชาย ป.3 หายจากห้องเรียนตั้งแต่เช้า กู้ภัย-ชาวบ้านครึ่งร้อยช่วยกันหา เกือบเที่ยงเจอตัวหลบอยู่ในถัง บอกโดนเพื่อนแกล้งจนไม่อยากอยู่โรงเรียน วันที่ 3 ก.ค. 66 เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างฯ สระบุรี ได้รับการร้องขอจากครูโรงเรียนบ้านเขาดินใต้ ต.หัวปลวก อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ให้ช่วยค้นหาเด็กนักเรียน ซึ่งหายตัวไปจากห้องเรียนตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น. โดยไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน หลังรับแจ้งจึงนำกำลังมาช่วยค้นหา เมื่อมาถึงบริเวณโรงเรียนพบว่า มีชาวบ้านจำนวนมากแตกตื่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งชาวบ้านและกู้ภัย 50-60 คน ต่างช่วยกันค้นหา น้องยุ อายุ 9 ขวบ นักเรียนชั้น ป.3 เบื้องต้นทราบว่าได้ขอครูไปเข้าห้องน้ำหลังโรงเรียนแล้วก็หายไปเลย ซึ่งครูรู้สึกว่าไปนานจนผิดสังเกตจึงออกมาตามแต่กลับไม่เจอใคร จึงแจ้งให้คุณครูท่านอื่นช่วยกันตามหา และขอความช่วยเหลือจากกู้ภัยฯ ตั้งแต่ช่วง 09.00 น. จนล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงวัน พบตัวหนูน้อยที่บริเวณหลังร้านค้า เจ๊ดา การเกษตร ขายเมล็ดข้าวโพด ที่แม่ของเด็กเป็นลูกจ้างทำงานอยู่ ซึ่งร้านนี้ห่างจากโรงเรียนประมาณ 50-60 เมตร โดยแอบอยู่ข้างถังสีน้ำเงินด้านหลังของร้าน โดยมีผ้าตาข่ายสีน้ำเงินบังอยู่ นั่งแอบอยู่หลายชั่วโมง ไม่กล้าออกมาเพราะกลัวเสียงหวอของกู้ภัยที่ดังอยู่ใกล้ๆ เพราะตัวเองทำผิด หนีออกจากโรงเรียนกลัวโดนจับ ต่อมาเด็กค่อยๆ ย่องออกมาหลบอยู่หน้ารถ 10 ล้อ โดยมี นายวันชัย สินบุตรอายุ 31 ปี ช่างทาสี เห็นแล้วได้จับตัวเด็กไว้ เพราะกลัวว่าจะหนีไปต่อ ก่อนแจ้งให้แม่และคุณครูทราบ ส่วนสาเหตุ น้องยุ บอกว่าโดนเพื่อนในห้องแกล้งบ่อยครั้ง จนทนไม่ได้ จึงหนีออกมาตั้งแต่ 09.00 น. โดยขอครูไปเข้าห้องน้ำและได้หลบหนีออกจากโรงเรียนทางด้านหลัง ไปตามทางไร่ข้าวโพด โดยที่โรงเรียนไม่มีรั้วกั้น และได้ไปแอบอยู่จนมีคนมาเจอ ซึ่งขณะนั้นครูได้แจ้งไปยังผู้ปกครอง และแจ้งไปยังป้องกัน อบต.หัวปลวก เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่าง คุณครู ได้ร่วมกับชาวบ้าน ประมาณ 30-40 คน แยกย้ายกันค้นหาเด็กตามไร่ข้าวโพด 3-4 ชั่วโมง แต่ไร้วี่แวว จนทราบข่าวว่าได้เจอเด็กคนดังกล่าวแล้ว จากนั้นทางโรงเรียนได้รายงานไปยัง สพป.สระบุรี เขต 1 โดย นางสาว มยุรีย์ เนตรศิลานนท์ รอง.ผอ.สพป.สระบุรี เขต 1 ได้ลงพื้นที่มายังโรงเรียน เพื่อมารับฟังกรณีที่เด็กหายตัวไป ทางด้านแม่ของเด็ก เล่าว่า ลูกชายบอกว่าเพื่อนแกล้ง และเขาไม่อยากไปโรงเรียนจึงได้หนีออกมา ร่างกายลูกชายของตนปกติ แต่ดวงตาเขาเป็นต้อกระจกแต่เด็ก ผ่าตัดมาเรียบร้อย ซึ่งตอนนี้เป็นปกติแล้ว พอลูกชายหนีออกมาจากโรงเรียนเขาก็มาแอบอยู่ตรงถังสีน้ำเงิน คุณครูได้โทรแจ้งตนช่วง 09.00 น. ก็ได้ออกตามหากันจนมาเจอตัว ตนเองรู้สึกดีใจมาก ทั้งนี้ ตนก็เชื่อว่าลูกโดนแกล้ง เพราะลูกชายเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ทำใครด้วย ตนเองก็อยากจะคุยกับทางโรงเรียน เพื่อหาสาเหตุว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมลูกชายถึงไม่อยากมาโรงเรียนจริงๆ แต่ถ้ามีการแกล้งกันจริง ก็ต้องคุยกับเพื่อน ว่าอย่าแกล้งกันนะ เพราะเพื่อนเขาผ่าตัดตามา ถ้าเกิดตาเขาเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง จึงอยากให้ทางโรงเรียนช่วยกันดูด้วย ขณะที่ นายวันชัย สินบุตร อายุ 31 ปี (ช่างทาสี) ซึ่งเป็นคนพบเด็ก เล่าว่า ตนเองกำลังขึ้นสายไฟอยู่ และเห็นเด็กสีขาวๆ ยืนอยู่หน้ายุ้งหลังรถเกี่ยวข้าว ตนเหลือบไปเห็นพอดีว่าเด็กเดินไปแอบอยู่ตรงหน้ารถ 10 ล้อ แล้วกำลังจะเดินไปต่อ ตนจึงได้เดินเข้าไปแล้วเรียกเพราะรู้ว่าเขากำลังตามหาเด็กกัน ประกอบกับตนรู้จักเด็กคนนี้ด้วย แล้วจึงแจ้งทางคุณครูว่าพบเด็กแล้วYossapat Sukpakdee• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยนักวิเคราะห์สหรัฐฯชี้ ทหารยูเครนเป็นผู้สังหารพลเมืองใน "บูชา" สก็อตต์ ริตเตอร์ นักวิเคราะห์การทหารชาวอเมริกา และอดีตผู้ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติในอิรักได้กล่าวระหว่างการสัมมนาผ่านเว็บไซต์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในยูเครนว่า ผู้คนในเมืองบูชาใกล้กรุงเคียฟเสียชีวิตด้วยน้ำมือของกองทัพยูเครน ริตเตอร์ อ้างถึงแถลงการณ์ของกองทัพรัสเซียที่ว่า พวกเขายึดครองเมืองบูชาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนในท้องถิ่น "พวกเขามีการแลกเปลี่ยนกัน เขาแลกเปลี่ยนอาหาร ชาวเมืองบูชาให้ไข่ นม ชีส ส่วนรัสเซียให้อาหารแห้ง แป้ง เกลือ น้ำตาล และเนื้อ จากนั้นพวกรัสเซียก็จากไป ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการมีปฏิสัมพันธ์กับรัสเซียถูกมองว่าร่วมมือกัน” “เราทราบเรื่องนี้เพราะสำนักงานตำรวจของยูเครนได้เผยแพร่ประกาศที่ระบุว่า วันที่ 1 เมษายนพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปเมืองบูชา เพื่อกำจัดผู้ที่ทำงานร่วมกัน (กับรัสเซีย)” ริตเตอร์ กล่าวว่า สิ่งนี้ตรงข้ามกับแนวทางของรัสเซียอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็คือการปฏิบัติต่อผู้อยู่อาศัยในยูเครนด้วยความเคารพ โดยพยายามไม่ทำอันตรายต่อพลเรือน “ยูเครนพูดว่า ถ้าคุณร่วมมือกับรัสเซีย คุณจะต้องตาย เรื่องนี้มีวิดีโอของตัวแทนทางการเมืองระดับสูงที่ประกาศบนโซเชียลเน็ตเวิร์กต่อชาวบูชาว่า โปรดอยู่ในบ้าน ตำรวจกำลังทำความสะอาด อย่าตกใจ ให้อยู่ในบ้านเท่านั้น" ริตเตอร์ตั้งข้อสังเกตุว่า ผู้ลงโทษชาวยูเครนยิงผู้คนบนท้องถนน พวกเขาเคาะประตูบ้านผู้ที่ร่วมมือกับกองทัพรัสเซีย จากนั้นก็สังหารพวกเขา “เรามีคลิปวิดีโอของตำรวจยูเครนชื่อกลุ่ม อาซอฟ ที่ประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า พวกเขากำลังจะไปท่องซาฟารี ชื่อของหน่วยตำรวจพิเศษของยูเครนที่เข้ามาในบูชาคือ “ซาฟารี” และพวกเขาท่องซาฟารีก็เพื่อชำระผู้ร่วมมือกับรัสเซีย ชำระแปลว่าฆ่า ไม่ใช่จับกุม มันคือการฆ่า และพวกเขาก็ทำมัน จากนั้นพวกเขาก็จัดการกับศพและบอกว่ารัสเซียเป็นคนทำ” ริตเตอร์กล่าว นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตุถึงลักษณะของศพส่วนใหญ่ในวิดีโอที่ต่างก็สวมปลอกแขนสีขาว "นี่หมายความว่าพวกเขากำลังติดต่อกับชาวรัสเซียว่าเราอยู่ข้างคุณ อย่าฆ่าเรา ถัดจากศพแต่ละศพคือกล่องสีเขียวซึ่งก็คืออาหารแห้งที่พวกเขายังคงถืออยู่ตอนที่ถูกฆ่า" “ส่วนในกรณีที่ไม่มีผ้าพันสีขาว เพราะพวกเขาใช้มัดมือไว้ด้านหลัง คนเหล่านี้ถูกฆ่าไม่ใช่โดยรัสเซีย แต่โดยยูเครน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องราวที่ได้รับการส่งเสริมที่นี่ (อเมริกา) แต่มันถูกนำเสนอในด้านที่กลับกัน" นอกจากนี้ริตเตอร์ยังได้ชี้ให้เห็นว่า สภาพศพในวิดีโอดูไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนที่ทหารรัสเซียจะถอนกำลังออกไป “สิ่งที่คุณเห็นในทีวีคือคนเพิ่งถูกฆ่า และเราก็มีหลักฐานเพิ่มเติมในเรื่องนี้ นักข่าวชาวเม็กซิกันได้เข้าไปในบูชาวันเดียวกับที่ยูเครนประกาศ และตอนเขายกศพก็พบว่าเลือดยังสด สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าผู้คนถูกฆ่าเมื่อไม่นานนี้” “คนเหล่านี้ถูกตำรวจยูเครนสังหารเมื่อวันที่ 1 เมษายน จากนั้นประธานาธิบดีสหรัฐก็ออกมาบอกว่านี่เป็นอาชญากรรมสงครามที่รัสเซียก่อขึ้น วลาดิมีร์ ปูตินควรรับผิดชอบในกรุงเฮก นี่เป็นสงครามการโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่เหมือนที่ไหน ที่เราได้เห็นในสมัยของเรา” ริตเตอร์กล่าว.ไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้วmeter: middle3 ความเห็น
- 1 คนสงสัยตั๋วช้างคุณกำลังอ่าน: ‘ตั๋วช้าง’ คืออะไร? สรุปอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งใน และนอกสภา ของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม แบบครบจบรวดเดียว BRIEF RECAP 25.5K ‘ตั๋วช้าง’ คืออะไร? สรุปอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งใน และนอกสภา ของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม แบบครบจบรวดเดียว Posted On 19 February 2021 The MATTER ADVERTISEMENT RECAP : ‘ตั๋วช้าง’ คืออะไร? สรุปอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งใน และนอกสภา ของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม แบบครบจบรวดเดียว วันนี้ (19 ก.พ.) เป็นวันที่ 4 ของอภิปรายไม่วางใจนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีอีก 9 คน โดย ส.ส.รังสิมันต์ โรม เป็นตัวแทนจากพรรคก้าวไกลรับหน้าที่อภิปรายเรื่อง ‘ตั๋วช้าง’ แต่ในระหว่างการอภิปรายมีการคัดค้าน และประท้วงหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งหมดเวลา ทำให้รังสิมันต์ตัดสินใจออกมาอภิปรายรายละเอียดของประเด็นตั๋วช้างด้านนอกสภา ตั๋วช้างคืออะไร ? และเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณอย่างไร The MATTER จะมาสรุปรายละเอียดการอภิปรายทั้งหมดของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม ให้ฟัง สืบเนื่องจากกรณีที่นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้มีตำแหน่งในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่การในโยกย้าย แต่งตั้ง และจัดสรรข้าราชการตำรวจ เป็นเหตุให้นายกฯ และรองนายกฯ เป็นผู้รับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ภายใน ก.ตร. อย่างอัตโนมัติ ส.ส.รังสิมันต์ กล่าวว่า การดำรงตำแหน่งระดับสูงของนายกฯ และรองนายกฯ กลับไม่สามารถกำจัดการแทรกแซงการใช้อำนาจในทางที่ผิดใน ก.ตร. ได้ ยังมีการซื้อขายตำแหน่งหน้าที่อย่างเปิดเผย และไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเขาเปิดเผยว่า ครั้งหนึ่งพลตำรวจตรี วิสุทธิ์ วานิชบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งว่า ถ้าไม่มีผู้ใหญ่คอยหนุน ก็จะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง แต่หากมี ‘ตั๋ว’ ราคาที่ต้องจ่ายก็จะถูกลง คำถามที่ตามมาคือ ‘ตั๋ว’ ที่มีการเอ่ยถึงนั้นคืออะไร และมีอำนาจมากแค่ไหน ? รังสิมันต์ยังได้เปิดหนังสือเอกสารชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย โดยมี พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 (ผบก.ตร.มหด.รอ.904) ในขณะนั้น เป็นผู้รับผิดชอบการแต่งตั้งครั้งนี้ และเป็นผู้ส่งชื่อไปให้ ผบ.ตร พิจารณาต่อไป นำมาสู่การตั้งขอสังเกตว่า พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ มีอำนาจหน้าที่ใดในการแต่งตั้งข้าราชการนอกกองของตนเอง หากอ้างอิงจาก พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2554 แนวทางปฏิบัติในการจัดการข้าราชการตำรวจจะต้องจัดการกองใครกองมัน และไม่ก้าวก่ายหน่วยงานอื่น ดังนั้น การใช้อำนาจของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ นั้นถือว่าขัดต่อ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติหรือไม่ นอกจากประเด็นเรื่องการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ รังสิมันต์ยังพูดถึงความสัมพันธ์ของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ และนายกฯ ประยุทธ์ และรองนายกฯ ที่มีการเอื้อประโยชน์ในการเลื่อนตำแหน่งต่างๆ ซึ่งรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่า พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ มีการเติบโตในเส้นทางอาชีพตำรวจรวดเร็วผิดปกติ หากย้อนกลับไป พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ เริ่มต้นอาชีพตำรวจในปี พ.ศ.2541 ในตำแหน่งรอง สว. ซึ่งหลังจากนั้นการเลื่อนตำแหน่งต่างๆ ก็อยู่ในระดับปกติ จนกระทั่งปี พ.ศ.2561 พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ได้ขึ้นเป็น ผบก.ป. ซึ่งได้รับตำแหน่งโดยการยกเว้นหลักเกณฑ์ และหลังจากนั้น พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ได้เลื่อนตำแหน่งอีก 3 ครั้ง โดยมีเงื่อนไขการยกเว้นหลักเกณฑ์อีก 2 ครั้ง เท่ากับว่าพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ใช้เวลาเพียง 3 ปี 4 เดือนในการเลื่อนตำแหน่งเพิ่ม 3 ตำแหน่ง ประหยัดเวลาจากการยกเว้นหลักเกณฑ์ไปได้ 8 ปี 8 เดือน จากเดิมที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ทำงานเวลากว่า 12 ปี การยกเว้นหลักเกณฑ์นั้นสามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขความสามารถ และผลงานจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่รังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่า พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ มีคุณสมบัติข้อใดจึงได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ถึง 3 ครั้ง ในเมื่อที่ผ่านมา พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ มีข่าวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาตลอด หรือเขามี ‘ตั๋ว’ จากใครที่สามารถสั่งให้นายกฯ และรองนายกฯ เซ็นอนุมัติให้ได้รับอภิสิทธิ์พิเศษนี้ นอกจากพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยังมีข้าราชการตำรวจคนอื่นๆ อีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ต.สำราญ นวลมา รองผบช.น., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป., สันติ ชัยนิรามัย ผบก.สส.บช.น. รวมถึงพล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก. ที่ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์เหล่านี้นำมาซึ่งความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมต่อนายตำรวจชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบการทำงานมาโดยตลอด ย้อนกลับไปเรื่องการใช้อำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจของพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ที่กล่าวถึงในข้อ 3 หากดู ‘เหตุสนับสนุนขอรับการแต่งตั้ง’ แล้ว เหตุผลที่พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ อ้างในการแต่งตั้งกลุ่มตำรวจนอกองบังคับบัญชาคือ ตำราจเหล่านั้นผ่านการอบรมหน่วยจิตอาสา 904 หลักสูตรประจำ และได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหน่วยอาสา 904 ได้มอบหมายภารกิจแล้ว เพื่อประโยชน์ตามหน่วยจิตอาสาใหญ่ 904 จึงขอสนับสนุนเข้ารับการแต่งตั้ง รังสิมันต์ได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เพราะเหตุใดการปฏิบัติตามภารกิจจิตอาสา 904 จึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการได้รับการแต่งตั้ง ? ทั้งที่ข้าราชการตำรวจเองก็มีเกณฑ์ ก.ตร. พื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว แล้วทำไมการแจ้งรายชื่อสนับสนุนขอรับการแต่งตั้ง ส่วนนี้จึงเป็นหน้าที่ของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กรักษาพระองค์ ไม่ได้มีหน้าที่ตามข้อกำหนด ข้อมูลในการอภิปรายครั้งนี้ ยังชี้ถึง ‘ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสา 904’ ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ซึ่งโครงการนี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกำหนดนโนยายและภารกิจ โดยมี พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง เป็นประธาน ส่วนรองประธาน คือพล.อ.จักรภพ ภูริเดช รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และหนึ่งในคณะกรรมการ คือ พลตำรวจโท ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ นายทหารราชองครักษ์, รองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หากถามว่าคนกลุ่มนี้มีความข้องเกี่ยวกันอย่างไร? รังสิมันต์ เปิดเผยว่า พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เป็นพี่ชายร่วมสายเลือดของพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ และพล.อ.จักรภพ ภูริเดช ก็เป็นพี่ชายของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม และพลตำรวจโท ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ก็มีสักพี่เขยของพล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ทั้งหมดถือเป็นเครือญาติกัน และเมื่อดูจากไทม์ไลน์การแต่งตั้ง และเลื่อนตำแหน่งต่างๆ พบว่ามีความเกี่ยวข้อง และเอื้อประโยชน์ให้กันและกัน นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งโรงเรียนอาสา โดยเอื้อประโยชน์จากตำแหน่งในเครือญาติ เป็นสถานที่ออก ‘ตั๋วตำรวจ’ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ สำหรับโรงเรียนจิตอาสา ตามเว็บไซต์ส่วนราชการของพระองค์ระบุว่า ตำรวจนายตั๋วจะต้องผ่านวิชาทหารทั่วไป อบรมความรู้เรื่องอุดมการณ์ มีระยะเวลาฝึก 6 สัปดาห์ เฉลี่ยฝึกวันละ 11 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการเบียดเบียนเวลาการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจธรรมดา หากโรงเรียนจิตอาสา ซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์เป็นทางผ่านในการเลื่อนตำแหน่ง จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไหนอยากทำงานตามหน้าที่ อีกทั้งการนำโรงเรียนจิตอาสามาเป็นทางผ่านในการแต่งตั้งตำแหน่ง เท่ากับว่าเอาความจงรักภักดีสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งหรือไม่ ไม่เพียงเท่านั้น รังสิมันต์ยังระบุว่า นายกฯ กับรองนายกฯ ยังปล่อยให้คนกลุ่มนี้ มีอำนาจสั่งการให้ ผบ.ตร ‘โอนย้าย’ ตำรวจไปยังหน่วยงานนอกสังกัดคณะกรรมการข้าราชการตํารวจ (ก.ตร.) อีกด้วย โดยเรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2562 มีหนังสือจากสำนักงานราชเลขานุการส่วนพระองค์ ลงนามโดยพล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ซึ่งไม่มีอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สั่งให้นำตำรวจมาบรรจุกองบัญชาการมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 ซึ่งอยู่ใต้สังกัด สตช. นำสู่คำถามว่า เหตุใดจึงมีการนำคนนอกหน่วยงานมาทำหนังสือในลักษณะสั่ง ผบ.ตร. ได้. แม้คำสั่งจะดำเนินการอย่างไม่ถูกตั้ง แต่ สตช. ไม่ได้ขัดขวางถือทักท้วงแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีการสั่งการให้ตำรวจแต่ละหน่วยคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติดี เข้าร่วมภารกิจพิเศษที่ ส.ตร. จะมอบหมาย พร้อมสั่งว่า หากข้าราชการตำรวจคนไหนไม่เข้าการคัดเลือก ให้ตรวจสอบว่าเป็นเพราะเหตุใด และทำหนังสือส่งไปให้อย่างละเอียด หลังจากสั่งการครั้งแรก สตช. ได้มีการคัดเลือกข้าราชการตำรวจรอบที่ 2 โดยระบุว่าคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งเป็นหน่วยตำรวจมหาดเล็ก จากนั้นจะส่งไปเป็น ‘ข้าราชบริพาร’ รวมมีเข้าร่วมคัดเลือกมากกว่า 1 พันนาย ซึ่งมีข้าราชการตำรวจ 100 คนที่ไม่สมัครใจเข้าร่วม และโดนคำสั่งธำรงวินัยทำให้มีตำรวจ 3 นายลาออกทันที ขณะที่อีก 97 คนนั้นถูกส่งตัวไปปรับทัศนคติ นอกจากนี้ทาง สตช. ยังตั้งศูนย์ธำรงวินัย เพื่อสั่งให้ทั้ง 97 คนไปปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงเป็นเวลา 9 เดือน และหลังจากเวลา 9 เดือนนั้น ทั้งหมดยังถูกดองงาน ไม่ให้เลื่อนขั้นอีกด้วย การอภิปรายเรื่องนี้นำมาสู่การตั้งข้อสงสัยว่า นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกฯ ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงอำนาจตำรวจ และเพิกเฉยต่อการตรวจสอบ รวมถึงบกพร่องในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรังสิมันต์ มองว่าเป็นเหตุที่ไม่อาจวางใจให้นายกฯ และรองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ “ผมไม่รู้ว่าผลจากการทำหน้าที่ในวันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นต่อผมในหลังจากนี้ ผมไม่รู้ว่าในสามวันข้างหน้า มีอะไรรอผมอยู่ ผมไม่รู้ว่าสามเดือนครั้งหน้าจะเกิดอะไรขึ้นต่อผม ผมจะพูดแทนพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อตัวผม ผมก็ไม่เสียใจที่ได้ทำหน้าที่ของผมในวันนี้” ส.ส.รังสิมันต์ โรม กล่าวหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยตอนนี้ #ตั๋วช้าง ก็ได้ติดอันดับ 1 เทรนด์ของทวิตเตอร์ในไทย ที่มีผู้พูดคุยประเด็นนี้มากกว่า 7.5 แสนทวิตแล้วด้วย ตามไปดูสไลด์อภิปรายไม่ไว้วางใจหัวข้อ ‘ตั๋วช้าง’ ของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม ได้ที่ : ADVERTISEMENTข่าวการเมืองstd48042• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยพิษจากดื่มน้ำเย็น ★จะปวดหลัง ข้อเข่า ไตอ่อนแอ ◆ใครจะไปเชื่อว่า.. การดื่มน้ำเย็นจะมีพิษมีภัย และให้โทษได้ถึงขนาดนี้ ♣️หมอได้พบผู้ป่วย ที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือที่เรียกกันว่า โรคอัมพฤกษ์ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำเย็นเป็นประจำมาตั้งแต่ เด็ก และต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น ■ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง เช่น มึนเวียนศีรษะง่าย เห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตา การพูดเริ่มติดๆขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน ต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา ★การดื่มน้ำเย็น สำหรับคนไทยนั้น ทำให้ "ไต ต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว" ขับน้ำเย็นมากักเก็บ ไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะทำให้ผู้ที่ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำจนเลือดข้นหนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมัน และของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง ★ไตของเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะการทำหน้าที่ ตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายรวมทั้ง ★น้ำเย็นด้วยก็จะทำให้เกิดภาวะไตอ่อนแอและจะส่งสัญญาณร้องให้เราทราบดังนี้ 1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นาน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ กลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว 2.มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ 3.ปวดเมื่อยตามข้อ และ ร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ 4.หลอดเลือดตีบตัน หรือ หลอดเลือดแข็งได้ง่าย หากใครยังทาน....... ●น้ำเย็น นมเย็น ●กาแฟเย็น น้ำอัดลม ●น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ ●มีอาการปวดหลังแน่ๆ ก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้ 1.ปรับเลือดที่หนืดข้น ให้หายข้นด้วยการเพิ่ม น้ำเข้ากระแสเลือด โดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน 2.ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่องด้วยการ..... ออกกำลังเป็นประจำที่สามารถทำได้ หรือ อาจใช้การจัดกระดูก ช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ 3.ไม่กินอาหาร..... ◆เนื้อสัตว์ ของทอด ◆ของหวานจัดเพราะ ◆ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ปริมาณมากจนทำให้ หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย 4.งดการทานน้ำเย็นเด็ดขาดรู้แล้วอย่าเฉยเมยนะควรปฎิบัติด้วยและรู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียวโปรดแบ่งปันให้คนรอบข้างของตัวเรา ★พันเอก ดร.นพ.ดำรง หมอประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสุขภาพไม่ระบุชื่อ• 5 เดือนที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยจับแล้ว "เจ๊แพรวพราว" หลอกขายทุเรียนทิพย์ หมอนทองของดี กิโลละ 100ชุด PCT5 และสืบนครบาล รวบตัว “เจ้าแม่ทุเรียนเก๊” หลอกขายทุเรียนทิพย์ อ้างเป็นทุเรียนหมอนทองคุณภาพดีจาก จ.จันทบุรี ในราคากิโลกรัมละ 100-150 บาท เจ้าตัวเผยถึงโมเดลธุรกิจ “เน้นความเสียหายน้อย คนจะไม่ค่อยแจ้งความ” และ “ไม่แจ้งความ ก็ไม่เคลียร์” เคยโดนจับแต่ไม่เข็ด ทำเอาชุดจับกุมถึงกับส่ายหัว เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. (PCT), พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. / หน.PCT ชุดที่ 5, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. / รอง หน. PCT ชุดที่ 5, พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว สว.กก.2 บก.สส.บช.น., พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ, ร.ต.อ.วรภัทร แสงเทียนประไพ, ส.ต.ท.จิรวัฒน์ ศรีมั่นมีชัย ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5 และชุดสืบสวนนครบาล (บก.สส.บช.น.) นำกำลังสืบสวนติดตามจับกุม น.ส.ชนัญชิดา คำหวาน หรือ แพรวพราว อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 81 ม.7 ต.เขวาไร่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 หมายจับ ดังนี้ 1. (สภ.เมืองขอนแก่น) หมายจับศาลแขวงขอนแก่นที่ จ.48/2566 ลงวันที่ 17 ก.พ. 66 ข้อหา “ฉ้อโกง และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” 2. (สภ.เมืองพะเยา) หมายจับศาลจังหวัดพะเยาที่ จ.30/2566 ลงวันที่ 30 ม.ค. 66 ข้อหา “ฉ้อโกง, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ตรวจสอบพบประวัติการก่อเหตุ “ฉ้อโกง และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ฯ” กว่า 5 คดี 1. วันที่ 31 พ.ค. 65 พื้นที่ สน.ลาดกระบัง ก่อเหตุ หลอกขายทุเรียน 2. วันที่ 2 มิ.ย. 65 พื้นที่ สน.โคกคราม ก่อเหตุ หลอกขายทุเรียน 3. วันที่ 14 มิ.ย. 65 พื้นที่ สภ.เมืองพะเยา ก่อเหตุ หลอกขายทุเรียน 4. วันที่ 14 ต.ค. 65 พื้นที่ สน.ดอนเมือง ก่อเหตุ หลอกขายทุเรียน 5. วันที่ 7 ก.พ. 66 พื้นที่ สภ.เมืองขอนแก่น ก่อเหตุ หลอกขายทุเรียน พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 ได้มีมิจฉาชีพแฝงตัวเข้าสู่ตลาด “ทุเรียนออนไลน์” โดยจะเข้าไปอยู่ตามกลุ่มขายของ ขายอาหาร ทั้งทางเฟซบุ๊ก และ กลุ่ม OpenChat ทางไลน์ จากนั้นจะโพสต์ขายทุเรียน โดยอ้างเป็นทุเรียนหมอนทองคุณภาพดีจาก จ.จันทบุรี ในราคากิโลกรัมละ 100-150 บาท ทำให้เหล่า “สายทุเรียน” ต่างตาลุกวาว เพราะเป็นราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดและเป็นทุเรียนคุณภาพจากสวนโดยตรง ซึ่งเมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินให้แล้ว ก็ไม่มีการส่งทุเรียนให้แต่อย่างใด ซึ่งมิจฉาชีพรายนี้ก่อเหตุลักษณะนี้มาเป็นเวลาหลายปี โดยอาศัยยอดความเสียหายที่ไม่มาก ทำให้ผู้เสียหายหลายราย “ปล่อยผ่าน” หรือบางรายแจ้งความดำเนินคดีก็จะ “วิ่งแจ้น” เอาเงินไปเคลียร์อย่างรวดเร็ว ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่ามิจฉาชีพรายนี้คือ น.ส.ชนัญชิดา คำหวาน หรือ แพรวพราว อายุ 27 ปี ซึ่งได้มีการออกหมายจับกว่า 2 หมายจับ และจากการตรวจสอบพบข้อมูลการก่อเหตุอีกกว่า 5 คดี แต่เจ้าตัวยังตระเวนก่อเหตุ “ไม่เลิก” ทำให้ประชาชนกลุ่ม “คนรักทุเรียน” ต่างได้รับความเดือดร้อนและหวาดระแวงที่จะต้องสั่งทุเรียนทางออนไลน์ กระทั่งความเดือดร้อนได้ส่งถึง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ได้ส่งนำกำลังชุด PCT5 และสืบนครบาล ลงพื้นที่แกะรอย โดยทราบว่า “เจ้าแม่ทุเรียนเก๊” รายนี้ อยู่ละแวก ต.บางด้วน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ใช้แผน “ล่อเข้” หลอกให้เจ้าแม่รายนี้ขับรถมาให้จับกุมแบบงงๆ โดยจับกุมได้ที่หน้าหอพักเลขที่ 31/7 ม.5 ต.บางด้วน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ชั้นจับกุม น.ส.ชนัญชิดา คำหวาน หรือ แพรวพราว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนเองไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง จุดเริ่มต้นของการเริ่มหลอกลวงขายทุเรียน เพราะว่าตนเองเป็นคนชอบกินทุเรียน ครั้งเมื่อไปเดินตลาดหาซื้อทุเรียนก็ได้ถ่ายภาพไว้จำนวนมาก เมื่อนำภาพทุเรียนเหล่านั้นมาโพสต์ในโลกโซเชียล พบว่ามีคนสนใจจำนวนมาก จึงเกิดไอเดียที่จะหลอกขายทุเรียน และเมื่อมีรายใดเข้าแจ้งความก็จะนำเงินไปเคลียร์กับผู้เสียหาย ซึ่งมีจำนวนน้อยที่จะแจ้งความ เพราะยอดเงินที่ตนเองหลอกลวงนั้นไม่สูงมาก คนส่วนใหญ่จึงมักปล่อยผ่าน และล่าสุดตนเองมีความตั้งใจจะเปลี่ยนจากการหลอกขายทุเรียนเป็นการหลอกขายอาหารสด โดยจะส่งเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน หากใครอยู่ไกลก็จะไม่ส่ง” หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ดำเนินคดีตามกฏหมาย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า “จากการสืบสวนของเรา ผู้ต้องหารายนี้เป็นตัวการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่มีการใช้บัญชีม้าใดๆ เพราะมั่นใจและเข้าใจว่าถ้าถูกแจ้งความก็แค่เอาเงินไปเคลียร์ ไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ผมต้องการให้คนแบบนี้ได้รับโทษ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้เคยตกเป็นเหยื่อ แม้ว่าจำนวนเงินจะไม่มาก แต่จะเป็นการทำให้เหล่ามิจฉาชีพย่ามใจและก่อเหตุไปเรื่อยๆ ฉะนั้น จงอย่าปล่อยผ่าน และเราจะมีการยกระดับทั้งการสืบสวนและการจับกุม เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ.2565 และเพื่อยกระดับตำรวจไทยสู่สากล เพื่อตอบโจทย์ในโลกยุคใหม่ และแม้ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ แต่หากเป็นความเดือดร้อนของประชาชน เราทำทันที ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.”.Jane Thanatcha• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยพิษจากดื่มน้ำเย็นิจริงหรือไม่■พิษจากดื่มน้ำเย็น■ ~~~~~~~~~~~~~ ★จะปวดหลัง ข้อเข่า ไตอ่อนแอ •••••••○••••••○•••••• ◆ใครจะไปเชื่อว่า.. การดื่มน้ำเย็นจะมีพิษ มีภัย และให้โทษได้ถึงขนาดนี้ ((((▶ ♣หมอได้พบผู้ป่วย ที่มีอาการแขนขาอ่อน แรง หรือที่เรียกกันว่า โรคอัมพฤกษ์ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำ เย็นเป็นประจำมาตั้งแต่ เด็ก และต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น ■ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง เช่น มึนเวียนศีรษะง่าย เห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตา การพูดเริ่มติดๆขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน ต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา ★การดื่มน้ำเย็น สำหรับคนไทยนั้น ทำให้ "ไต ต้องรับกำจัดความเย็น ออกจากร่างกาย อย่างรวดเร็ว" ขับน้ำเย็นมากักเก็บ ไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็น น้ำปัสสาวะทำให้ผู้ที่ ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่ง ขาดน้ำจนเลือดข้น หนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมัน และของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือด จนเกิดการพอกพูน กลายเป็นโรคหลอด เลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบ ทานเป็นประจำนั่นเอง ★ไตของเราเปรียบ เสมือนเครื่องกรองน้ำ อันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรอง ของเสียออกจากเลือด แล้วขับออกทาง ปัสสาวะการทำหน้าที่ ตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายรวมทั้ง ★น้ำเย็นด้วยก็จะทำให้ เกิดภาวะไตอ่อนแอและจะส่งสัญญาณร้อง ให้เราทราบดังนี้ ★1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นาน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้อง วิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ กลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว ★2.มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ ★3.ปวดเมื่อยตามข้อ และ ร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ ★4.หลอดเลือดตีบตัน หรือ หลอดเลือดแข็งได้ง่าย ★หากใครยังทาน....... ●น้ำเย็น นมเย็น ●กาแฟเย็น น้ำอัดลม ●น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ ●มีอาการปวดหลังแน่ๆ ก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้ ■1.ปรับเลือดที่หนืดข้น ให้หายข้นด้วยการเพิ่ม น้ำเข้ากระแสเลือด โดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน ■2.ทำให้เลือดไหล เวียนสะดวกอย่าง ต่อเนื่องด้วยการ..... ■ออกกำลังเป็นประจำที่สามารถทำได้ หรือ อาจใช้การจัดกระดูก ช่วยให้เลือดไหลเวียน สม่ำเสมอ ■3.ไม่กินอาหาร..... ◆เนื้อสัตว์ ของทอด ◆ของหวานจัดเพราะ ◆ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ปริมาณมากจนทำให้ หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย ■4.งดการทานน้ำเย็น เด็ดขาดรู้แล้วอย่า เฉยเมยนะควรปฎิบัติ ด้วยและรู้แล้วอย่า เก็บไว้คนเดียวโปรด แบ่งปันให้คนรอบข้าง ของตัวเรา (((((((▪ ★พันเอก ดร.นพ.ดำรง หมอประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (((((((▪ (💐ผู้บริโภคเฝ้าระวังMrs.Doubt• 3 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยจริงหรือไม่? "ดื่มน้ำอัดลมมาก เสี่ยงฟันผุ"จริงหรือไม่? "ดื่มน้ำอัดลมมาก เสี่ยงฟันผุ" กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เตือนคนไทยดื่มน้ำอัดลมมาก จะส่งผลต่อสุขภาพช่องปาก เป็นต้นเหตุของการเกิดฟันสึกกร่อนมากที่สุด และเสี่ยงเกิดโรคฟันผุและโรคอ้วนตามมาได้ แนะนำควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ดีที่สุด พร้อมแปรงฟันด้วยสูตร 2-2-2 เพื่อสร้างสุขภาพช่องปากที่ดี นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ได้แก่ ฟันสึกกร่อน ฟันผุ อ้วน กระดูกพรุน และกระดูกเปราะ เนื่องจากน้ำหวานชนิดอัดลมมีกรดคาร์บอนิกค่อนข้างมาก ซึ่งสารดังกล่าวจะกีดขวางการดูดซึมแคลเซียมของกระดูก และยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เพราะร่างกายจะหลั่งสารอินซูลินออกมามากเกินจำเป็น ซึ่งในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินได้น้อยลง จนทำให้ร่างกายเกิดโรคเบาหวานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งน้ำอัดลม 1 กระป๋อง (ขนาด 325 ซีซี) มีปริมาณน้ำตาล 8-12 ช้อนชา จะเท่ากับน้ำตาลในลูกอม จำนวน 17 เม็ด หากกินรวมกันหลายอย่างอาจทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดว่าร่างกายควรได้รับน้ำตาลไม่เกิน 24 กรัมต่อวัน หรือปริมาณ 6 ช้อนชา นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า น้ำอัดลมยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดฟันสึกกร่อนได้มากที่สุด เพราะนอกจากน้ำอัดลมจะมีกรดคาร์บอนิกแล้ว ยังมีส่วนประกอบคือน้ำตาลกับน้ำ หากไม่มีการทำความสะอาดช่องปากและฟันจะก่อให้เกิดฟันผุได้ จากผลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพประเทศไทยครั้งที่ 8 พ.ศ. 2560 พบว่า เด็กเล็กอายุ 5 ปี มีฟันน้ำนมผุร้อยละ 75.6 เด็กวัยเรียนอายุ 12 ปี มีฟันแท้ผุ ร้อยละ 52.0 และกลุ่มอายุ 15 ปี มีฟันแท้ผุ ร้อยละ 62.7 สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการดูแลอนามัยช่องปาก และพฤติกรรมการบริโภคของเด็กที่นิยมกินอาหารหรือขนมที่หาซื้อได้ง่าย เช่น น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาฟันผุแล้ว ยังก่อให้เกิดความเจ็บปวด การติดเชื้อและสร้างปัญหาการบดเคี้ยวอาหาร มีผลต่อน้ำหนัก การเจริญเติบโตและบุคลิกภาพ รวมถึงมีผลกระทบต่อการเรียนด้วย ที่สำคัญ ปัญหาฟันผุยังนำไปสู่การสูญเสียฟันที่เริ่มต้นในวัยเด็กและสะสมจนกลายเป็นการสูญเสียฟันทั้งปากจนไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ในวัยสูงอายุ ทั้งนี้ เครื่องดื่มที่ดีที่สุดและเหมาะสมกับร่างกายก็คือน้ำเปล่า เพราะในน้ำเปล่ามีส่วนช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ปรับสมดุลของร่างกาย ช่วยชะลอความแก่ เพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิว ช่วยให้ระบบย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ไตแข็งแรง โดยใน 1 วัน ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อสุขภาพที่ดีและควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดอื่น ๆ ที่มีการเติมน้ำตาลอีกด้วย เช่น ขนมหวาน ลูกกวาด เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลในแต่ละวันเกินจำเป็นจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ นอกจากนี้ ควรแปรงฟันให้สะอาดทั่วถึงทั้งในตอนเช้า หลังอาหารกลางวัน และก่อนนอน ด้วยสูตร 2 2 2 คือ แปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ให้ทั่วทุกซี่ทุกด้านนานอย่างน้อย 2 นาที แปรงอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน และไม่ควรกินอาหารหลังแปรงฟันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาช่องปากสะอาดนานที่สุด และยังเป็นการป้องกันโรคฟันผุในระยะยาวอีกด้วย ข้อมูล : ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2564 ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เครือข่าย : มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดอีสานโคแฟค• 4 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยหลังจากติดตามปัญหาคุณภาพอากาศทุกวันมาราวๆ 6 ปีเต็ม มีสิ่งนึงที่ไม่ค่อยมีใครพูดกัน โพสต์นี้ขอสรุปเรื่องการซื้อบ้านครับ ภาพแรก อากาศกรุงเทพตอนกลาง ภาพสอง อากาศกรุงเทพตะวันตก ภาพสาม อากาศกรุงเทพตะวันออก ภาพสี่ อากาศกรุงเทพตอนเหนือ โดยเฉลี่ยแล้ว อย่าซื้อบ้านในโซนกรุงเทพตะวันตกครับ ตะวันตกหมายถึง บางแค ตลิ่งชัน ราชพฤกษ์ ทวีวัฒนา บางใหญ่ ศาลายา โซนนี้อากาศวิกฤติสุด เพราะมีการขยายพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวจำนวนมากในเขตจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร และปทุมธานี จึงเกิดการเผาเพื่อหมุนคร็อปหนัก และถี่ขึ้นมากจนวิกฤติ โซนที่ไม่ควรซื้อรองมา คือเขตกรุงเทพตอนเหนือ หมายถึงแจ้งวัฒนะขึ้นไป หลักสี่ ดอนเมือง บางเขน สายไหม รังสิต ปทุมธานี เขตนี้เจอรุมจากการเผาเกษตรเชิงเดี่ยว และโรงงานอุตสาหกรรม แต่ถึงโดนรุม ค่ามลภาวะอากาศยังแย่เป็นรองกรุงเทพตะวันตก แต่ก็ถือว่าแย่มากอยู่ดี โซนที่พอซื้อบ้านได้ คือกรุงเทพตะวันออก จริงๆก็แย่ครับ แต่แย่น้อยกว่าตะวันตก และเหนือ เดาว่าการมีสนามบินสุวรรณภูมิอาจทำให้เกิดการควบคุมเกษตรเชิงเดี่ยวมากกว่าบ้าง โซนที่คนเข้าใจผิดหมด ว่าอากาศแย่ แต่ที่จริงอากาศดีสุดกลายเป็นกรุงเทพตอนกลางครับ อารีย์ จิตรลดา บางรัก เพลินจิต พระราม 4 คลองเตย ทองหล่อ พระราม 3 จนถึงแยกบางนา อากาศดีสุด ทำไม? 1. มลภาวะหลักวันนี้คือเกษตรเชิงเดี่ยว และโรงงานอุตสาหกรรม 2. เขตเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่สุด อยู่ฝั่งกรุงเทพตะวันตก นครปฐม ปทุมธานี รองมาคือกรุงเทพตอนเหนือ ปทุมธานี ที่แถมโรงงานอุตสาหกรรมมาด้วย มาสิ่งสำคัญ ใครจำได้ ยุคปี 90-2000 เขตบางรัก สาทร สีลม ดินแดง เคยเป็นเขตที่มีข่าวเสมอว่าคุณภาพอากาศเข้าขั้นวิกฤติ แต่วันนี้ปัญหาลดลงมาก 3. หากใครสังเกตุดีๆ กรุงเทพตอนกลางมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นเยอะมาก และกำลังเพิ่มขึ้นอีก 4. ปริมาณรถไฟฟ้าราวๆ 70-80% ของ 75,000 คันที่ขายไปในเวลาแค่ 2 ปี ที่ผ่านมาอยู่ในกรุงเทพเป็นหลักจึงลดมลภาวะได้เป็นจำนวนมหาศาล ค่าคุณภาพอากาศฟ้องตรงนี้เลย โพสต์นี้ไม่อยากให้เกิดการ panic แต่อยากเป็นข้อแนะนำถึงการเลือกซื้อบ้าน หาบ้านในโซนพื้นที่ตอนกลางกรุงเทพครับ ไม่ก็ไปทางตะวันออกหน่อย แล้วหลีกเลี่ยงฝั่งตะวันตก กับเหนือให้มาก วิกฤติอากาศพิษกรุงเทพหนักขึ้นมาก คนจะเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นอีกมากเช่นกัน โดยที่คนที่รับผิดชอบได้แก่กระทรวงเกษตร และกระทรวงมหาดไทย ยังไม่ออกมาหาทางแก้ปัญหานี้อย่างไร แถมยังส่งเสริมให้ทำเพิ่มขึ้นด้วย ผลประโยชน์ปุ๋ยมันเยอะครับ จำหน้า รมว.แต่ละคนไว้ดีๆ ตอนเราป่วย เค้าไปอยู่ไหนกันน้า ( Cr: LINE)ข่าวการเมืองสภาพอากาศ เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 2 ปีที่แล้ว2 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัย“ข่าวดีข่าวใหญ่มาแล้ว สันติสุข ที่ชาวโลกไฝ่ฝัน อเมริกาถูกโดดเดี่ยวจากการใช้อำนาจข่มเหงไปทุกประเทศ“ข่าวดีข่าวใหญ่มาแล้ว สันติสุข ที่ชาวโลกไฝ่ฝัน อเมริกาถูกโดดเดี่ยวจากการใช้อำนาจข่มเหงไปทุกประเทศ จีนได้รับการไหว้วานให้ช่วยทำงานใหญ่ โดยให้เข้ารับตำแหน่ง ประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตามวาระที่หมุนเวียนตามประเทศต่าง ๆ ขณะที่เรื่องนี้ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด แต่ทั่วโลกกลับโห่ร้องยินดี จึงอยากจะเชิญชวนพวกเราให้รีบส่งข่าวดีนี้ กระจายไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อเป็นการสนับสนุนจีนด้วย เป็นที่ทราบกันโดยทั่วแล้วว่า สหประชาชาติมีสถานะและบทบาทสำคัญในสังคมโลกโดยที่ไม่มีองค์กรใดสามารถเทียบได้ในปัจจุบัน การที่จีนได้รับตำแหน่งดังกล่าวนี้ จะทำให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งหลังจากจีนได้เข้ารับตำแหน่ง ก็ได้ประกาศว่า จะเน้นหนักในการแก้ไขปัญหาของ อัฟกานิสถาน และซีเรีย รวมถึงปัญหาประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว โดยจะเป็นการให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงที่ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด เพราะจีนจะเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือสถานการณ์ทั่วโลกให้ดีขึ้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมกาได้อาศัยความเป็นมหาอำนาจของตน ผนวกกับนโยบายต่างประเทศที่ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นดัชนีชี้นำ โดยการนำคำกล่าวอ้างเรื่องสิทธิมนุษย์ชนและเสรีภาพมาก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่าง ๆ ซึ่งบทบาทต่อจากนั้นก็คือการเปิดศึกสงคราม กับ อัฟกานิสถาน อิรัค ซีเรีย อันส่งผลให้เกิดหายนะที่ไม่สิ้นสุดในประเทศเหล่านี้ที่ทำให้ประชาชนต่างพากันหนีตายละทิ้งเคหสถานของตนเอง ญาติมิตรต่างพลาดพรากจากกัน โดยได้แปรเปลี่ยนสภาพของประเทศเหล่านี้เป็นดั่งหนึ่งนรกบนแดนมนุษย์ และสิ่งที่เกินเลยมากขึ้นไปอีก คือเมกาถือผลประโยชน์ของตนเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอื่น และคิดจะเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว จึงมีการกระทำที่น่าละอาย ในการขัดขวางการเติบใหญ่ของจีน โดยการกล่าวหา ป้ายสี ใส่ร้ายต่าง ๆ นาน ๆ แม้กระทั่งในเรื่องโรคระบาดในครั้งนี้ ที่กล่าวหาจีนอย่างเลื่อนลอย หรือ สงครามการค้าเมื่อปีก่อน หรือการผ่านกฎหมายเกี่ยวกับไต้หวัน รวมเป็นการกระทำที่ท้าทายจีน โดยระยะอันใกล้นี้ ก็ยุให้ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาะเตียวหยู อันเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ในครั้งนี้ จีนจะไม่เงียบเฉยอีกต่อไป โดยจะต้องทำการตอบโต้ จีนในฐานะของประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะได้มีการเรียกประชุมประเทศสมาชิก เพื่อวางแนวทางในการขัดขวางการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาในการก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่าง ๆ อันจะนำมาซึ่งมติที่จะได้ป้องกันอธิปไตยที่สมบูรณ์ของประเทศเหล่าสมาชิก และยับยั้งการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาได้อย่างสมบูรณ์ อันจะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในการต่อต้านการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกา ปัจจุบัน จีนไม่ใช่ประเทศที่จะต้องหวานอมขมกลืนอีกต่อไป จีนจะต้องแสดงศักยภาพให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้เห็น ในขณะที่จีนจะมุ่งบรรลุความฝันของตนเองนั้น ก็ต้องสร้างคุณูปการต่อชาวโลกด้วย(chick)(chick)(chick)(chick)(chick) ไม่ว่าคุณจะวุ่นวายอยู่เพียงไร กรุณาเสียสละเวลาสัก 1 นาที ในการส่งต่อคลิปนี้ ให้กับบุคคลในแวดล้อมของคุณ ถ้าคลิปนี้ไม่ได้มีการส่งต่อเลย คงจะนับเป็นโศกนาฎกรรมของประเทศ ช่วยขยับนิ้วสักนิด เพื่อส่งต่อคลิปนี้ออกไป ให้ชาวโลกได้เห็นความเติบใหญ่ของจีน.ข่าวการเมือง เสียดสีJoke Air• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัย“ข่าวดีข่าวใหญ่มาแล้ว สันติสุข ที่ชาวโลกไฝ่ฝัน อเมริกาถูกโดดเดี่ยวจากการใช้อำนาจข่มเหงไปทุกประเทศ จีนได้รับการไหว้วานให้ช่วยทำงานใหญ่ โดยให้เข้ารับตำแหน่ง ประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตามวาระที่หมุนเวียนตามประเทศต่าง ๆ ขณะที่เรื่องนี้ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด แต่ทั่วโลกกลับโห่ร้องยินดี จึงอยากจะเชิญชวนพวกเราให้รีบส่งข่าวดีนี้ กระจายไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อเป็นการสนับสนุนจีนด้วย เป็นที่ทราบกันโดยทั่วแล้วว่า สหประชาชาติมีสถานะและบทบาทสำคัญในสังคมโลกโดยที่ไม่มีองค์กรใดสามารถเทียบได้ในปัจจุบัน การที่จีนได้รับตำแหน่งดังกล่าวนี้ จะทำให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งหลังจากจีนได้เข้ารับตำแหน่ง ก็ได้ประกาศว่า จะเน้นหนักในการแก้ไขปัญหาของ อัฟกานิสถาน และซีเรีย รวมถึงปัญหาประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว โดยจะเป็นการให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงที่ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด เพราะจีนจะเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือสถานการณ์ทั่วโลกให้ดีขึ้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมกาได้อาศัยความเป็นมหาอำนาจของตน ผนวกกับนโยบายต่างประเทศที่ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นดัชนีชี้นำ โดยการนำคำกล่าวอ้างเรื่องสิทธิมนุษย์ชนและเสรีภาพมาก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่าง ๆ ซึ่งบทบาทต่อจากนั้นก็คือการเปิดศึกสงคราม กับ อัฟกานิสถาน อิรัค ซีเรีย อันส่งผลให้เกิดหายนะที่ไม่สิ้นสุดในประเทศเหล่านี้ที่ทำให้ประชาชนต่างพากันหนีตายละทิ้งเคหสถานของตนเอง ญาติมิตรต่างพลาดพรากจากกัน โดยได้แปรเปลี่ยนสภาพของประเทศเหล่านี้เป็นดั่งหนึ่งนรกบนแดนมนุษย์ และสิ่งที่เกินเลยมากขึ้นไปอีก คือเมกาถือผลประโยชน์ของตนเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอื่น และคิดจะเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว จึงมีการกระทำที่น่าละอาย ในการขัดขวางการเติบใหญ่ของจีน โดยการกล่าวหา ป้ายสี ใส่ร้ายต่าง ๆ นาน ๆ แม้กระทั่งในเรื่องโรคระบาดในครั้งนี้ ที่กล่าวหาจีนอย่างเลื่อนลอย หรือ สงครามการค้าเมื่อปีก่อน หรือการผ่านกฎหมายเกี่ยวกับไต้หวัน รวมเป็นการกระทำที่ท้าทายจีน โดยระยะอันใกล้นี้ ก็ยุให้ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาะเตียวหยู อันเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ในครั้งนี้ จีนจะไม่เงียบเฉยอีกต่อไป โดยจะต้องทำการตอบโต้ จีนในฐานะของประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะได้มีการเรียกประชุมประเทศสมาชิก เพื่อวางแนวทางในการขัดขวางการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาในการก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่าง ๆ อันจะนำมาซึ่งมติที่จะได้ป้องกันอธิปไตยที่สมบูรณ์ของประเทศเหล่าสมาชิก และยับยั้งการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาได้อย่างสมบูรณ์ อันจะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในการต่อต้านการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกา ปัจจุบัน จีนไม่ใช่ประเทศที่จะต้องหวานอมขมกลืนอีกต่อไป จีนจะต้องแสดงศักยภาพให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้เห็น ในขณะที่จีนจะมุ่งบรรลุความฝันของตนเองนั้น ก็ต้องสร้างคุณูปการต่อชาวโลกด้วย ไม่ว่าคุณจะวุ่นวายอยู่เพียงไร กรุณาเสียสละเวลาสัก 1 นาที ในการส่งต่อคลิปนี้ ให้กับบุคคลในแวดล้อมของคุณ ถ้าคลิปนี้ไม่ได้มีการส่งต่อเลย คงจะนับเป็นโศกนาฎกรรมของประเทศ ช่วยขยับนิ้วสักนิด เพื่อส่งต่อคลิปนี้ออกไป ให้ชาวโลกได้เห็นความเติบใหญ่ของจีน.ข่าวการเมืองไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้ว2 คนว่า มีความเห็นส่วนตัวmeter: middle2 ความเห็น
- 1 คนสงสัย“ข่าวดีข่าวใหญ่มาแล้ว จีนได้รับการไหว้วานให้ช่วยทำงานใหญ่ โดยให้เข้ารับตำแหน่ง ประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตามวาระที่หมุนเวียนตามประเทศต่างๆ ขณะที่เรื่องนี้ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด แต่ทั่วโลกกลับโห่ร้องยินดี จึงอยากจะเชิญชวนพวกเราให้รีบส่งข่าวดีนี้ กระจายไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อเป็นการสนับสนุนจีนด้วย เป็นที่ทราบกันโดยทั่วแล้วว่า สหประชาชาติมีสถานะและบทบาทสำคัญในสังคมโลกโดยที่ไม่มีองค์กรใดสามารถเทียบได้ในปัจจุบัน การที่จีนได้รับตำแหน่งดังกล่าวนี้ จะทำให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องสำคัญต่างๆทั่วโลก ซึ่งหลังจากจีนได้เข้ารับตำแหน่ง ก็ได้ประกาศว่า จะเน้นหนักในการแก้ไขปัญหาของ อัฟกานิสถาน และซีเรีย รวมถึงปัญหาประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว โดยจะเป็นการให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงที่ทำให้เมกาตั้งตัวไม่ติด เพราะจีนจะเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือสถานการณ์ทั่วโลกให้ดีขึ้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมกาได้อาศัยความเป็นมหาอำนาจของตน ผนวกกับนโยบายต่างประเทศที่ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นดัชนีชี้นำ โดยการนำคำกล่าวอ้างเรื่องสิทธิมนุษย์ชนและเสรีภาพมาก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่างๆ ซึ่งบทบาทต่อจากนั้นก็คือการเปิดศึกสงคราม กับ อัฟกานิสถาน อิรัค ซีเรีย อันส่งผลให้เกิดหายนะที่ไม่สิ้นสุดในประเทศเหล่านี้ที่ทำให้ประชาชนต่างพากันหนีตายละทิ้งเคหสถานของตนเอง ญาติมิตรต่างพลาดพรากจากกัน โดยได้แปรเปลี่ยนสภาพของประเทศเหล่านี้เป็นดั่งหนึ่งนรกบนแดนมนุษย์ และสิ่งที่เกินเลยมากขึ้นไปอีก คือเมกาถือผลประโยชน์ของตนเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอื่น และคิดจะเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว จึงมีการกระทำที่น่าละอาย ในการขัดขวางการเติบใหญ่ของจีน โดยการกล่าวหา ป้ายสี ใส่ร้ายต่างๆนานๆ แม้กระทั่งในเรื่องโรคระบาดในครั้งนี้ ที่กล่าวหาจีนอย่างเลื่อนลอย หรือ สงครามการค้าเมื่อปีก่อน หรือการผ่านกฎหมายเกี่ยวกับไต้หวัน รวมเป็นการกระทำที่ท้าทายจีน โดยระยะอันใกล้นี้ ก็ยุให้ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาะเตียวหยู อันเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ในครั้งนี้ จีนจะไม่เงียบเฉยอีกต่อไป โดยจะต้องทำการตอบโต้ จีนในฐานะของประธานสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะได้มีการเรียกประชุมประเทศสมาชิก เพื่อวางแนวทางในการขัดขวางการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาในการก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศต่างๆ อันจะนำมาซึ่งมติที่จะได้ป้องกันอธิปไตยที่สมบูรณ์ของประเทศเหล่าสมาชิก และยับยั้งการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกาได้อย่างสมบูรณ์ อันจะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศต่างๆทั่วโลกในการต่อต้านการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเมกา ปัจจุบัน จีนไม่ใช่ประเทศที่จะต้องหวานอมขมกลืนอีกต่อไป จีนจะต้องแสดงศักยภาพให้ประเทศต่างๆทั่วโลกได้เห็น ในขณะที่จีนจะมุ่งบรรลุความฝันของตนเองนั้น ก็ต้องสร้างคุณูปการต่อชาวโลกด้วย ไม่ว่าคุณจะวุ่นวายอยู่เพียงไร กรุณาเสียสละเวลาสัก 1 นาที ในการส่งต่อคลิปนี้ ให้กับบุคคลในแวดล้อมของคุณ ถ้าคลิปนี้ไม่ได้มีการส่งต่อเลย คงจะนับเป็นโศกนาฎกรรมของประเทศ ช่วยขยับนิ้วสักนิด เพื่อส่งต่อคลิปนี้ออกไป ให้ชาวโลกได้เห็นความเติบใหญ่ของจีน.ข่าวการเมืองไม่ระบุชื่อ• 6 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัยเริ่มมีคุณหมอหลายท่านแสดงความเห็นว่า วัคซีนหลักปัจจุบันที่รัฐบาลจัดให้ประชาชนจะมีความปลอดภัยมากกว่าวัคซีนไฟเซอร์ และ โมเดอนน่า ในระยะยาว ลองอ่านบทความของคุณหมอท่านหนึ่งครับ พวกบินไปฉีด Pfizer หรือ Moderna หรือกำลังจะไป ต้องอ่าน mRNA สามารถสร้าง PROTEIN เพี้ยนที่คุมไม่ได้นะครับ คนไทยโชคดีได้ SINOVAC ปลอดภัย และ ASTRAZENECA ปลอดภัยมาก สำหรับคนมีอายุและโรคประจำตัว ********** ...ความน่ากลัวของวัคซีนที่ใช้ mRNA - Pfizer & Moderna...ตั้งใจอ่านนิดหนึ่งจะเข้าใจครับ... mRNA vaccine ฉบับอ่านง่าย (for dummies) ที่มาของบทความนี้ก็คือ พอเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ได้แล้ว ก็เลยอยากรู้ว่าจะเขียนแนวอื่นได้ไหม เผอิญท่านรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ Phichet Banyati เคยชวนว่าให้เขียนเรื่อง mRNA vaccine สิ เลยน่าจะลองดู จะเห็นว่าปัจจุบันวัคซีนโควิดมีการผลิตหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะใช้เชื้อตาย (Sinovac), ชิ้นส่วนของไวรัส (Aztra) แต่อันที่เป็นที่ฮือฮามากที่สุดก็น่าจะเป็น mRNA เทคนิค แล้วจริงๆ มันคืออะไรเหรอ ?!?! นักเรียนสายวิทย์คงทราบมาตั้งแต่สมัยเรียนชีววิทยา ม.ปลายแล้ว (ถ้าจำได้) ว่าส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของร่างกายก็คือโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนทางกายวิภาคหรือสรีรวิทยาของร่างกายก็ต้องมีโปรตีนเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น คราวนี้โปรตีนสร้างจากอะไร มันก็มีสูตรของมัน คือ "DNA สร้าง RNA สร้าง โปรตีน" (ดูภาพด้านล่าง ) อันนี้คือแบบแผนที่แน่นอน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร์ สำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนะครับ สรุปก็คือโปรตีนที่เราต้องการจะถูกสร้างมาจาก RNA ต้นแบบ ซึ่งมี 3 ชนิด แต่ที่สำคัญมากก็คือ mRNA หลักการของ mRNA วัคซีนก็คือ ใส่ mRNA ที่สร้างโปรตีนของไวรัสโควิด (ซึ่งอันนี้เราสามารถรู้ได้อยู่แล้วจากการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัส เหมือนเราทำขนมแหละครับ mRNA คือสูตรขนม เราก็สร้างโปรตีนคือตัวขนมออกมาได้) เข้าไปในร่างกาย เมื่อเซลล์ของร่างกายรับ mRNA นี้เข้ามาก็จะสร้างโปรตีนที่รูปร่างหน้าตาเหมือนตัวไวรัสออกมา (คิดง่ายๆ mRNA คือสูตรขนม เซลล์ของร่างกายมีวัตถุดิบเช่นแป้ง น้ำตาล ฯลฯ อยู่แล้ว เมื่อเซลล์ของร่างกายมีสูตรขนมก็ใช้วัตถุดิบผลิตเป็นขนมขึ้นมา) แต่เท่านี้ยังไม่จบ เมื่อร่างกายสร้างไวรัสจำลองออกมาแล้ว ไวรัสจำลองเหล่านี้ก็จะไปกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้สร้างสารทางภูมิคุ้มกันออกมา (ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ในร่างกายมาก่อน เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมพวกนี้เกิดขึ้นมาร่างกายก็ย่อมสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้าน ซึ่งเป็นกลไกในการปกป้องร่างกายตามธรรมชาติ) และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นนี้ก็จะปกป้องเราเมื่อมีการติดเชื้อโควิดไวรัสจริงเข้ามา (ก็แน่ล่ะ เพราะอาศัยสูตรขนมเดียวกัน คือลอก mRNA มานิ) ฟังดูตามหลักการแล้วก็น่าจะดีเนอะ แต่คราวนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่า 1. ไม่เคยมีวัคซีนที่ผลิตโดยเทคนิคนี้ขึ้นมาก่อนในโลก ดังนั้นก็เหมือนขนมที่ไม่เคยมีใครผลิตมาก่อน ใช้วัตถุดิบแปลกใหม่ที่เพิ่งคิดค้นขึ้น เรากินแล้วจะมีปัญหาอะไรไหม ? 2. ปกติการสร้างโปรตีนของร่างกาย มันจะมีระบบควบคุมต่างๆเพื่อไม่ให้การสร้างโปรตีนผิดเพี้ยนไป (เหมือนคอยควบคุมไม่ให้ขนมผิดสูตร) แต่คราวนี้ mRNA ตัวนี้ไม่ใช่ของร่างกาย แต่เป็นของที่ฉีดเข้ามา (จาก Pfizer, Moderna คงคุ้นชื่อเนอะ) ระบบควบคุมคุณภาพเหล่านี้จะไปจับความผิดพลาดได้ไหม (เหมือนคุณมีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสในคอม แต่ถ้าไวรัสแปลกๆเข้ามา มันอาจจะตามไม่ทันถ้าไม่อัพเดท หรือถ้าเปรียบเทียบกับทำขนม แทนที่จะหยิบน้ำตาลมาใส่ ดันไปหยิบเกลือโดยไม่รู้ตัวเพราะมันเป็นเกล็ดขาวๆ เหมือนกันก็จะได้ขนมรสชาติแปลกประหลาดออกมา) 3. มันมีโรคทางระบบประสาทหลายโรค ที่ปัจจุบันยอมรับแล้วว่าเกิดจากโปรตีนที่ผิดเพี้ยนในร่างกาย (เรียกว่า misfolded protein) เช่น อัลไซเมอร์, พาร์คินสัน, ALS (ใครดูหนังเรื่อง the theory of everything หรือรู้จักอัจฉริยะฟิสิกส์ Stephen Hawking ก็โรคนั้นแหละครับที่เขาเป็น) ดังนั้นถ้าจากเหตุผลในข้อ 2 แล้วมีโปรตีนผิดเพี้ยนต่างๆเกิดขึ้นมาในอนาคต เราจะเป็นโรคเหล่านี้ไหม ? ก็ไม่มีใครบอกได้ เหตุผลที่เอาเทคนิคนี้มาใช้ผลิตวัคซีนโควิดเพราะว่าวิธีนี้สามารถสร้างวัคซีนขึ้นมาในปริมาณมากโดยใช้เวลาไม่นาน เหมาะกับภาวะเร่งด่วนแบบที่เราเจอวิกฤตในปัจจุบัน แต่ด้วยเหตุผลทางด้านบนจึงมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนตั้งข้อกังขาและไม่สบายใจเกี่ยวกับ mRNA วัคซีนที่ใช้กันเยอะในเมืองนอกตอนนี้ อย่างไรก็ตามมันเป็นแค่ทฤษฎีนะครับ คงต้องรอเก็บข้อมูลในอนาคตต่อไป เพิ่มเติม : ด้านล่างสำหรับเด็กสายวิทย์นะครับ ไม่ใช่สายวิทย์ผ่านไปได้เลย เพราะใช้ศัพท์ฟุ่มเฟือยเยอะ ประเด็นที่น่ากังวลของ mRNA vaccine คือ 1. ไม่เคยมี mRNA vaccine ใช้มาก่อนเลยในโลกนี้ 2. จะเอาวัคซีนเข้าร่างกาย RNA ต้อง stable มาก และต้องให้เซลล์มัน uptake เข้าไป และสร้างไวรัสจำลองขึ้นมา ร่างกายถึงสร้าง immunity จะคุม stability ยังไงให้มั่นใจ 3. วิธีการใส่ mRNA เข้าไปในร่างกาย ถ้าจะให้เข้าเซลล์ได้มีประสิทธิภาพจริงก็ไม่สามารถฉีดไปแบบฉีดยาธรรมดา มันต้องใช้ Gene gun หรือ electroporation ซึ่งเขาก็ปรับปรุงโดยใช้ nanoparticle มาหุ้ม แล้วทำให้เข้าเซลล์ง่ายขึ้นโดยใช้การฉีดแบบวัคซีนธรรมดาได้ แต่ยังไม่รู้ว่า nanoparticle เหล่านี้จะมีผลข้างเคียงใดๆในระยะสั้นหรือระยะยาว ไหม {ตอนนี้ Moderna vaccine เจอบวมแดงที่แขนมากหลังฉีดหลายราย เป็นพวก hypersensitivity type 4 (หรืออาจจะ type 3 ในบางคนแบบ Arthus reaction) อาจถึงขนาดเป็นตุ่มน้ำพอง ไม่ทราบว่าจะจาก nanoparticle พวกนี้ไหม } 4. มีโอกาสที่ mRNA มันจะสร้างโปรตีนอื่นที่ผิดเพี้ยนขึ้นมา ถ้าดันเป็น misfolded protein คนไข้มีสิทธิ์เป็น Alzheimer's หรือโรค neurodegenerative disease อื่นๆได้ แค่ฉีดให้มันเข้าไปในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วเซลล์รับมันเข้าไปข้างใน และสร้างโปรตีนไวรัสจำลองออกมานี้ก็ยากแล้ว และยังไม่รู้เลยว่าพอมันอยู่ในเซลล์แล้วจะพลาดไปสร้างโปรตีนอะไรประหลาดๆออกมาไหม มันเหมือนเรารับ foreign genetic material อันนึงเข้าไปในร่างกายและไม่รู้จะควบคุมได้แค่ไหน... Pfizer ดันไปทะลึ่งยุ่งกับตัดเปลี่ยน DNA จะเป็นซอมบี้เต็มไปหมด Cr: นพ.พิเชษฐ์ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์โควิด 2019ไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น

ไม่พบข้อความที่คุณค้นหา
หากคุณสงสัยว่าข้อความที่พบเป็นข่าวลวง ข่าวลือ หรือ ข้อความหลอก ที่ยังไม่พบใน Cofact กรุณาคลิกที่
สร้างข้อความ
