รายการความเห็น
13163 ความเห็น
◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน
Pobthum Khampila
หัวหอมช่วยแก้หวัดได้จริง เนื่องจากหัวหอมมีสารฟลาโวนอยด์ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อสูดดมเข้าไป สารระเหยสามารถช่วยลดอาการคั่งของเยื่อบุโพรงจมูก จึงสามารถช่วยบรรเทาอาการหวัดได้ ในทางการแพทย์แผนไทยจะใช้หัวหอมเพื่อช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานไม่ชัดเจนและยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันก็ยังไม่มีการแนะนำให้ใช้วิธีการใส่ในถุงเท้าเพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการหวัด
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน
CC cya
ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับมามีชีวิตที่ปกติสุขได้อีกครั้ง การสังเกตอาการของตนเองและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการที่น่าสงสัย เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้า เป็นโรคทางจิตเวชที่มีเกณฑ์การวินิจฉัยที่ชัดเจน โดยผู้ป่วยจะต้องมีอาการอย่างน้อย 5 อาการจาก 9 อาการตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น รู้สึกเศร้าหมอง เบื่อหน่าย การสูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินและการนอนหลับ ความรู้สึกผิดหวังในตนเอง และความคิดทำร้ายตนเอง เป็นต้น หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า และโรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่ซับซ้อนและมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป อาการซึมเศร้าบางครั้งอาจเกิดจากปัจจัยภายนอก
โรคซึมเศร้าสามารถแบ่งระดับความรุนแรงได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่
ระดับน้อย: ผู้ป่วยจะมีอาการบางส่วนที่ตรงตามเกณฑ์การวินิจฉัย แต่ยังสามารถทำงานและดำเนินชีวิตประจำวันได้
ระดับปานกลาง: ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากขึ้น ทำให้การทำงานและการเข้าสังคมเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ระดับรุนแรง: ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากที่สุด อาจมีอาการหลงผิด ประสาทหลอน และมีความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
สาเหตุของโรคซึมเศร้า
สาเหตุของโรคซึมเศร้ายังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เช่น
ปัจจัยทางชีวภาพ: ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง เช่น เซโรโทนิน โดปามีน และนอร์เอพิเนฟริน
ปัจจัยทางจิตวิทยา: ประสบการณ์ในวัยเด็ก ความเครียดเรื้อรัง การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
ปัจจัยทางสังคม: ปัญหาในครอบครัว ปัญหาทางการเงิน การขาดงานทำ
การรักษาโรคซึมเศร้า
สำหรับผู้ที่มีอาการซึมเศร้าในระดับเบาปานกลาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การออกกำลังกาย การทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจ หรือการพูดคุยกับผู้อื่น อาจช่วยบรรเทาอาการได้ การปฏิบัติธรรม เช่น การนั่งสมาธิ หรือการเข้าวัด ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจสงบและมองเห็นปัญหาในมุมที่กว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าในระดับปานกลางหรือรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ยาและการทำจิตบำบัดควบคู่กันไป เนื่องจากโรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมอง การใช้ยาจึงช่วยปรับสมดุลของสารเคมีเหล่านี้ได้
หากคุณสงสัยว่าตนเองมีอาการซึมเศร้า ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม มีเครื่องมือประเมินอาการซึมเศร้าหลายแบบให้คุณสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้เอง และหากพบว่าอาการรุนแรง ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที
สำหรับนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) มีบริการปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์ฟรี โดยสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่ 0850104544 นอกจากนี้ ยังมีสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือสายด่วนสุขภาพจิตของมมส. เบอร์ [ระบุเบอร์โทร] ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
⚠️️ ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
65011215023
ภาวะซึมเศร้าเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่ซับซ้อนและมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไป การเข้าใจความแตกต่างระหว่างภาวะซึมเศร้ากับความเครียดทั่วไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ ภาวะเครียดที่เกิดจากเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น การอกหัก อาจทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าและเบื่อหน่ายได้ชั่วคราว แต่โดยทั่วไปแล้วอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ทุเลาลงเมื่อเวลาผ่านไป และสามารถจัดการได้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ การพูดคุยกับผู้อื่น หรือการฝึกสติ อย่างไรก็ตาม ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่มีเกณฑ์การวินิจฉัยที่ชัดเจน โดยผู้ป่วยจะต้องมีอาการอย่างน้อย 5 อาการจาก 9 อาการหลัก เช่น อารมณ์เศร้า เบื่อหน่าย การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินและการนอนหลับ ความรู้สึกผิดหวังกับตนเอง และความคิดอยากทำร้ายตนเอง เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ภาวะซึมเศร้าสามารถแบ่งและการประเมินระดับความรุนแรงของอาการ
การประเมินอาการซึมเศร้าจะช่วยให้ทราบว่าอาการของแต่ละบุคคลรุนแรงมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม โดยทั่วไปแล้ว อาการซึมเศร้าจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
ระดับน้อย: ผู้ป่วยจะมีอาการบางส่วนที่ตรงตามเกณฑ์การวินิจฉัย แต่ยังสามารถทำงานและดำเนินชีวิตประจำวันได้
ระดับปานกลาง: ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากขึ้น ทำให้การทำงานและการเข้าสังคมเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ระดับรุนแรง: ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากที่สุด อาจมีอาการหลงผิด ประสาทหลอน และมีความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
การรักษาเศร้าเล็กน้อย ปานกลาง และรุนแรง ซึ่งแต่ละระดับจะมีความรุนแรงของอาการและผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแตกต่างกันไป
สำหรับผู้ที่มีอาการซึมเศร้าระดับเบาถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการฝึกสติอาจช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการฝึกการรับรู้ถึงความรู้สึกในปัจจุบัน ในพาร์ทของ การให้คำปรึกษาและการทำจิตบำบัดนั้น มีหลากหลายแนวทางที่แตกต่างกันออกไป หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือ การให้คำปรึกษาที่อิงหลักการใช้สติ (Mindfulness-based therapy) ซึ่งเป็นการนำหลักการของการฝึกสติและสมาธิมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือคนไข้ อย่างไรก็ตาม การให้คำปรึกษาที่เน้นใช้สติบำบัดนี้เป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกที่หลากหลายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากอาการซึมเศร้ามีความรุนแรงมากขึ้น การใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์และการเข้ารับการบำบัดทางจิตวิทยาเป็นสิ่งจำเป็น
โดยการรักษาภาวะซึมเศร้าขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง วิธีการรักษาที่พบบ่อย ได้แก่
การใช้ยา: ยาต้านเศร้าช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคซึมเศร้า
การทำจิตบำบัด: ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจและจัดการกับความคิดและอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: เช่น การออกกำลังกาย การทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต
การให้คำปรึกษา: การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไข
สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาภาวะซึมเศร้า ขั้นตอนแรกที่สำคัญคือการประเมินระดับความรุนแรงของอาการ เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมได้ ปัจจุบันมีเครื่องมือประเมินอาการซึมเศร้าออนไลน์มากมายที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจมีอาการซึมเศร้าสามารถทำแบบประเมินเหล่านี้เบื้องต้นได้ และหากผลออกมามีปัญหาสามารถติดต่อเครือข่ายสำหรับนักศึกษา มมส สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่เครือข่ายสุขภาพจิตมมสเบอร์ 0850104544 หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งมีบริการตลอด 24 ชั่วโมงโดยนักจิตวิทยา แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรจะพบจิตแพทย์ ที่คลีนิคสุขภาพจิต โรงพยาบาลสุทธาเวช
ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับมามีชีวิตที่ปกติสุขได้อีกครั้ง การสังเกตอาการของตนเองและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการที่น่าสงสัย เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาโรคซึมเศร้า
ใช้ใน 0 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
yyutthasat
ตำรวจนอกเครื่องแบบไม่สามารถจ่ายใบสั่งได้โดยตรง เนื่องจากตามกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าระหว่างปฏิบัติหน้าที่จะต้องสวมเครื่องแบบขณะปฏิบัติหน้าที่เสมอ เพื่อความโปร่งใส และประชาชนจะต้องสามารถตรวจสอบหรือยืนยันตัวตนได้จริงว่าคือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
yyutthasat
ตำรวจนอกเครื่องแบบไม่สามารถจ่ายใบสั่งได้โดยตรง เนื่องจากตามกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าระหว่างปฏิบัติหน้าที่จะต้องสวมเครื่องแบบขณะปฏิบัติหน้าที่เสมอ เพื่อความโปร่งใส และประชาชนจะต้องสามารถตรวจสอบหรือยืนยันตัวตนได้จริงว่าคือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง
ใช้ใน 0 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
⚠️️ ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
65011215023
ภาวะซึมเศร้าเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่ซับซ้อนและมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไป การเข้าใจความแตกต่างระหว่างภาวะซึมเศร้ากับความเครียดทั่วไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ ภาวะเครียดที่เกิดจากเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น การอกหัก อาจทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าและเบื่อหน่ายได้ชั่วคราว แต่โดยทั่วไปแล้วอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ทุเลาลงเมื่อเวลาผ่านไป และสามารถจัดการได้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ การพูดคุยกับผู้อื่น หรือการฝึกสติ อย่างไรก็ตาม ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่มีเกณฑ์การวินิจฉัยที่ชัดเจน โดยผู้ป่วยจะต้องมีอาการอย่างน้อย 5 อาการจาก 9 อาการหลัก เช่น อารมณ์เศร้า เบื่อหน่าย การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินและการนอนหลับ ความรู้สึกผิดหวังกับตนเอง และความคิดอยากทำร้ายตนเอง เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ภาวะซึมเศร้าสามารถแบ่งและการประเมินระดับความรุนแรงของอาการ
การประเมินอาการซึมเศร้าจะช่วยให้ทราบว่าอาการของแต่ละบุคคลรุนแรงมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม โดยทั่วไปแล้ว อาการซึมเศร้าจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
ระดับน้อย: ผู้ป่วยจะมีอาการบางส่วนที่ตรงตามเกณฑ์การวินิจฉัย แต่ยังสามารถทำงานและดำเนินชีวิตประจำวันได้
ระดับปานกลาง: ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากขึ้น ทำให้การทำงานและการเข้าสังคมเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ระดับรุนแรง: ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากที่สุด อาจมีอาการหลงผิด ประสาทหลอน และมีความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
การรักษาเศร้าเล็กน้อย ปานกลาง และรุนแรง ซึ่งแต่ละระดับจะมีความรุนแรงของอาการและผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแตกต่างกันไป
สำหรับผู้ที่มีอาการซึมเศร้าระดับเบาถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการฝึกสติอาจช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการฝึกการรับรู้ถึงความรู้สึกในปัจจุบัน ในพาร์ทของ การให้คำปรึกษาและการทำจิตบำบัดนั้น มีหลากหลายแนวทางที่แตกต่างกันออกไป หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือ การให้คำปรึกษาที่อิงหลักการใช้สติ (Mindfulness-based therapy) ซึ่งเป็นการนำหลักการของการฝึกสติและสมาธิมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือคนไข้ อย่างไรก็ตาม การให้คำปรึกษาที่เน้นใช้สติบำบัดนี้เป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกที่หลากหลายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากอาการซึมเศร้ามีความรุนแรงมากขึ้น การใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์และการเข้ารับการบำบัดทางจิตวิทยาเป็นสิ่งจำเป็น
โดยการรักษาภาวะซึมเศร้าขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง วิธีการรักษาที่พบบ่อย ได้แก่
การใช้ยา: ยาต้านเศร้าช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคซึมเศร้า
การทำจิตบำบัด: ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจและจัดการกับความคิดและอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: เช่น การออกกำลังกาย การทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต
การให้คำปรึกษา: การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไข
สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาภาวะซึมเศร้า ขั้นตอนแรกที่สำคัญคือการประเมินระดับความรุนแรงของอาการ เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมได้ ปัจจุบันมีเครื่องมือประเมินอาการซึมเศร้าออนไลน์มากมายที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจมีอาการซึมเศร้าสามารถทำแบบประเมินเหล่านี้เบื้องต้นได้ และหากผลออกมามีปัญหาสามารถติดต่อเครือข่ายสำหรับนักศึกษา มมส สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่เครือข่ายสุขภาพจิตมมสเบอร์ 0850104544 หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งมีบริการตลอด 24 ชั่วโมงโดยนักจิตวิทยา แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรจะพบจิตแพทย์ ที่คลีนิคสุขภาพจิต โรงพยาบาลสุทธาเวช
ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับมามีชีวิตที่ปกติสุขได้อีกครั้ง การสังเกตอาการของตนเองและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการที่น่าสงสัย เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาโรคซึมเศร้า
ใช้ใน 0 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
64011215100
เนื่องจากใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน DLT QR Licence จากกรมขนส่งทางบก https://www.dlt.go.th/th เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องพกใบขับขี่ตัวจริง แต่ต้องเป็นใบขับขี่แบบสมาร์ทการ์ดที่มีคิวอาร์โค้ดเท่านั้น ใบขับขี่ที่ไม่มีคิวอาร์โค้ดจะไม่สามารถใช้ร่วมกับแอปพลิเคชันนี้ได้
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Tunnathorn Hankumlang
"การดื่มน้ำเยอะ ๆ สามารถขับโซเดียม" เป็นข้อความที่หลอกลวง เพราะการดื่มน้ำมาก ยังทำให้เกิดภาวะน้ำเกิน ทำให้ไตทำงานหนักอีกด้วย
และวิธีการที่จะขับโซเดียมได้ดีที่สุดคือการจำกัดปริมาณโซเดียมที่จะเข้ามาสู่ร่างกาย
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน
jetsadaporn
การรับประทานผักอบกรอบไม่สามารถให้สารอาหารเทียบเท่ากับผักสดได้ เนื่องจากการอบกรอบต้องผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง ซึ่งส่งผลให้สารอาหารบางชนิดในผักผลไม้สูญเสียไป โดยเฉพาะวิตามินซี ซึ่งเป็นวิตามินที่ไวต่อความร้อนและน้ำ อาจสูญเสียถึง 80-90% ในขณะที่วิตามินอื่นๆ เช่น วิตามินอีและวิตามินเค ซึ่งทนต่อความร้อนมากกว่า อาจสูญเสียเพียงเล็กน้อยหรือคงอยู่ได้ดีกว่า นอกจากนี้แร่ธาตุต่างๆ ที่มีในผักผลไม้ เช่น แคลเซียมและฟอสฟอรัส ยังคงอยู่ในปริมาณสูงแม้ว่าจะผ่านกระบวนการอบกรอบก็ตาม เนื่องจากแร่ธาตุมีความทนทานต่อความร้อน
ผักอบกรอบยังมีข้อดีในเรื่องของการเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระและใยอาหาร เนื่องจากเมื่อผักถูกอบแห้งปริมาณน้ำในผักจะลดลง ทำให้สารอาหารบางอย่างมีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ในการป้องกันโรคต่างๆ นอกจากนี้ผักอบกรอบยังสะดวกต่อการบริโภคมากขึ้นในรูปแบบของขนมขบเคี้ยว แต่ควรเลือกผักอบกรอบที่ไม่ผ่านการเติมสารเจือปนอาหาร เช่น สารกันเสียหรือสีสังเคราะห์ เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวหากบริโภคบ่อยๆ หรือในปริมาณมาก
ถึงแม้ผักอบกรอบจะมีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็ไม่สามารถทดแทนผักสดได้ในเรื่องของวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินซี แต่ยังคงมีแร่ธาตุและใยอาหารที่มีประโยชน์ การบริโภคผักอบกรอบในปริมาณที่เหมาะสมและเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ในขณะเดียวกัน การบริโภคผักสดในทุกๆ วันจึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับในการบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรงและได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ในขณะที่การทานผักอบกรอบเป็นเพียงส่วนเสริมที่ช่วยให้ได้รับประโยชน์จากผักในรูปแบบที่สะดวกมากขึ้น
วิธีรับประทานผักและผลไม้อบกรอบให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ 🥬
✅ ควรเลือกซื้อผักและผลไม้อบกรอบที่แปรรูปด้วยการแช่เยือกแข็ง (Freeze Dry) หรือทอดแบบสูญญากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำมันตกค้างจากการทอด
✅ ควรเลือกซื้อผักและผลไม้อบกรอบที่มีฉลากแสดงคุณค่าทางโภชนาการและผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเลือกชนิดผักและผลไม้อบกรอบที่ให้พลังงานต่ำและมีเส้นใยอาหารสูง เช่น ผักใบเขียว บรอกโคลีแคร์รอต กระเจี๊ยบเขียว
✅ ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบหลากหลายชนิด เน้นผักหลากสี เพื่อให้ได้สารอาหารหลากหลายร่วมกับรับประทานอาหารหลักให้เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีน เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ หรือถั่วต่าง ๆ
❌ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบมากเกินไปในแต่ละวัน เนื่องจากอาจได้รับพลังงานมากเกินไปได้ โดยเฉพาะผักและผลไม้ชนิดที่ให้พลังงานสูง
❌ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบที่มีปริมาณเกลือ น้ำตาล หรือผงปรุงรสมากโดยสังเกตได้จากฉลากโภชนาการข้างบรรจุภัณฑ์
❌ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบทดแทนการรับประทานผักและผลไม้สดทั้งหมด
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Pattraporn Thura
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอนจึงไม่ใช่เรื่องดี ในความเป็นจริงมันจะกลายเป็นปัญหาตามมา เพราะแอลกอฮอล์ทำให้คุณภาพและปริมาณการนอนแย่ลง และมีโอกาสทำให้เกิดความผิดปกติของการนอนตลอดชีวิต
และหนึ่งในความเสี่ยงที่สำคัญเช่นกันจากการพึ่งพาแอลกอฮอล์ คือมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งทดสอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าเป็น "ตัวช่วยการนอนหลับ" พบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวน 20 คนที่เป็นโรคนอนไม่หลับ แต่ไม่มีประวัติติดสุรา เพราะฉะนั้นแล้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่ตัวช่วยในการนอนหลับ
จากการสัมภาษณ์ นางปราณี มาลาศรี หัวหน้ากลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติด โรงพยาบาลละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ให้ข้อมูลว่าในแอลกอฮอล์มีสารที่ทำให้รู้สึกมึนเมา การนอนหลับจึงทำให้ร่างกายหลับไม่สนิทเท่าที่ควรจะได้รับ เมื่อตื่นเช้าจึงรู้สึกไม่สดชื่นเหมือนคนปกติทั่วไปที่ไม่ได้ดื่ม การที่ดื่มเป็นประจำก่อนนอนทำให้ร่างกายกายนอนหลับยากขึ้น ร่างกายอ่อนเพลีย
ข้อแนะนำในการดื่มแอลกอฮอล์
สามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้ 2-3 วันต่อสัปดาห์ จะทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย และสดชื่นเมื่อตื่นเช้า การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอนไม่ได้มีส่วนช่วยทำให้นอนหลับสบายขึ้นแต่ที่สามารถหลับได้สบายขึ้นเป็นเพียงเพราะความมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Pattraporn Thura
การดื่ทแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่เรื่องดีในความเป็นจริงจะเป็นปัญหาตามมาเพราะแอลกอฮอล์ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง
ใช้ใน 0 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Pattraporn Thura
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอนจึงไม่ใช่เรื่องดี ในความเป็นจริงมันจะกลายเป็นปัญหาตามมา เพราะแอลกอฮอล์ทำให้คุณภาพและปริมาณการนอนแย่ลง และมีโอกาสทำให้เกิดความผิดปกติของการนอนตลอดชีวิต
และหนึ่งในความเสี่ยงที่สำคัญเช่นกันจากการพึ่งพาแอลกอฮอล์ คือมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งทดสอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าเป็น "ตัวช่วยการนอนหลับ" พบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวน 20 คนที่เป็นโรคนอนไม่หลับ แต่ไม่มีประวัติติดสุรา เพราะฉะนั้นแล้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่ตัวช่วยในการนอนหลับ
ใช้ใน 0 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Pattraporn Thura
ไม่สามารถช่วยเรื่องนอนหลับได้จริง
ใช้ใน 0 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Alisa Phopatcha
🐟 ก้างปลาติดคอคืออาการที่มีสิ่งแปลกปลอมลักษณะแหลมคมปักติดอยู่บริเวณลำคอ ทำให้เกิดความรำคาญและสร้างความเจ็บปวดเวลากลืนอาหาร โดยกรดที่มีความเข้มข้นสูงสามารถละลายก้างปลาได้แต่การกลืนกรดที่มีความเข้มข้มสูงลงไปในร่างกายนั้นอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองจนเป็นแผล หรือมีผลเสียอื่น ๆ ตามมา
📣การดื่มน้ำมะนาวเพื่อให้ก้างปลาละลายหรืออ่อนนุ่มลงจึงถือว่า “เป็นวิธีการที่ผิด” เพราะน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรดที่ไม่เข้มข้นพอที่จะละลายก้างปลาได้ อีกทั้งการดื่มน้ำมะนาวในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แผลบริเวณก้างติดคอเกิดการระคายเคืองหรือมีขนาดใหญ่ขึ้นได้อีกด้วย
✅วิธีปฐมพยาบาลหรือการปฏิบัติที่ถูกต้อง
1. ลองกลั้วคอด้วยน้ำเปล่า เนื่องจากน้ำเปล่ามีฤทธิ์เป็นกลางทำให้ไม่เกิดการระคายเคือง และการกลั้วคออาจทำให้ก้างหลุดออกมาได้
2. หากไม่หลุดหรืออาการไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์รีบนำก้างปลาออก เพราะหากปล่อยให้ก้างปลาติดคอเป็นระยะเวลานาน นอกจะทำให้เจ็บปวดแล้ว ยังทำให้เกิดแผล เกิดการติดเชื้อ จนเกิดภาวะแทรกซ้อน เป็นหนองในลำคอ ลุกลามไปสู่ช่องอกได้
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Alisa Phopatcha
🐟 ก้างปลาติดคอคืออาการที่มีสิ่งแปลกปลอมลักษณะแหลมคมปักติดอยู่บริเวณลำคอ ทำให้เกิดความรำคาญและสร้างความเจ็บปวดเวลากลืนอาหาร โดยกรดที่มีความเข้มข้นสูงสามารถละลายก้างปลาได้แต่การกลืนกรดที่มีความเข้มข้มสูงลงไปในร่างกายนั้นอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองจนเป็นแผล หรือมีผลเสียอื่น ๆ ตามมา
📣การดื่มน้ำมะนาวเพื่อให้ก้างปลาละลายหรืออ่อนนุ่มลงจึงถือว่า “เป็นวิธีการที่ผิด” เพราะน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรดที่ไม่เข้มข้นพอที่จะละลายก้างปลาได้ อีกทั้งการดื่มน้ำมะนาวในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แผลบริเวณก้างติดคอเกิดการระคายเคืองหรือมีขนาดใหญ่ขึ้นได้อีกด้วย
✅วิธีปฐมพยาบาลหรือการปฏิบัติที่ถูกต้อง
1. ลองกลั้วคอด้วยน้ำเปล่า เนื่องจากน้ำเปล่ามีฤทธิ์เป็นกลางทำให้ไม่เกิดการระคายเคือง และการกลั้วคออาจทำให้ก้างหลุดออกมาได้
2. หากไม่หลุดหรืออาการไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์รีบนำก้างปลาออก เพราะหากปล่อยให้ก้างปลาติดคอเป็นระยะเวลานาน นอกจะทำให้เจ็บปวดแล้ว ยังทำให้เกิดแผล เกิดการติดเชื้อ จนเกิดภาวะแทรกซ้อน เป็นหนองในลำคอ ลุกลามไปสู่ช่องอกได้
ใช้ใน 0 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Root Yuttana
การใช้ธูปติดไฟจี้รักษาหูดมีความเสี่ยงสูง เพราะ ไม่สามารถควบคุมความร้อนของธูปและแรงกดได้ทำให้เกิดการติดเชื้อ แสบร้อน และแผลเป็น
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Rattanakorn
กฎหมายในประเทศไม่ได้มีการบังคับให้ล้างรถ แต่กำหนดให้ป้ายทะเบียนต้องปรากฏชัดเจน หากมีคราบหรือฝุ่นบดบังจนไม่สามารถอ่านได้ เจ้าของรถอาจถูกปรับได้สูงสุดถึง 2,000 บาท ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Root Yuttana
อันตรายมากนะครับ ระวังโดนถึงผิวหนังชั้นในระครับกลัวเป็นรอยเเผลเป็นนะครับปรึกษาหมอดีกว่า
1.การจดวยความเย็น โดยใช้ไนโตรเจนเหลวฉีดไปที่บริเวณหูดเพื่อแช่แข็งหูด ให้แห้งและตกสะเก็ด ซึ ่ง
ตองจซาหลาย ๆ ครงจนกวาจะหายขาด
2.การทายา ที่มีส่วนผสมของกรดชาลิซิลิก กรดแลคติก กรดไตรคลออะชิติก แต่การรักษาด้วยวิธน
จะต้องใช้เวลานาน
3.การจดวยไฟฟา เปนวธีคล้ายกับการธูป คือการใช้ความร้อนในการท าลาย แต่มีประสิทธิภาพที่ดี และ
ปลอดภัยกว่ามากหลายเท่าตัว
4.การรักษาด้วยเลเซอร์จที่ตัวหูด วิธีนมคาใชจายคอนขางสง
5.การผ่าตัดเอาก้อนหูดออก
6.การทายากระตุ้นภูมิ (DCP)
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
65011215100
โรคไทรอยด์เกิดจากความผิดปกติในการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ มีสองประเภทหลักคือ Hyperthyroidism (ฮอร์โมนมากเกินไป) และHypothyroidism (ฮอร์โมนน้อยเกินไป)
‼️ หากไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่องอาจส่งผลต่อระบบเผาผลาญ หัวใจ หลอดเลือด และระบบประสาท การควบคุมด้วยยาจึงมีความจำเป็น การหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์อาจทำให้ระดับฮอร์โมนผิดปกติและโรคกลับมาอีก ซึ่งอาจส่งผลเสีย เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะจนถึงขั้นหัวใจล้มเหลวหรือเสียชีวิตได้ แพทย์ควรเป็นผู้ประเมินและปรับลดยาเมื่ออาการดีขึ้น
🌿สำหรับสมุนไพร แพทย์แผนไทยแนะนำว่าการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคไทรอยด์ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจต้านกับยาแผนปัจจุบันและทำให้ผลการรักษาลดลง อีกทั้งไม่ควรหยุดยาแผนปัจจุบันแล้วหันไปใช้สมุนไพรตามคำแนะนำทั่วไป เนื่องจากการรักษาโรคไทรอยด์จำเป็นต้องติดตามอาการและตรวจระดับฮอร์โมนอย่างต่อเนื่อง
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
สิทธิพล พิลาแดง
การรับประทานอาหารค้างคืนและกลับมาอุ่นซ้ำไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง แต่อันตรายอาจเกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกวิธี เช่น เก็บในตู้เย็นที่มีความเย็นไม่เพียงพอทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตจนสร้างสารพิษขึ้นมา
สำหรับอาหารค้างคืนประเภทต้ม ตุ๋น นานเกิน 4 ชม. ต้องดูที่สารปนเปื้อนของอาหารโดยเฉพาะอาหารที่มีวัตถุดิบจำพวกเนื้อสัตว์ที่อาจมีสารก่อมะเร็ง เมื่อโปรตีนจากเนื้อสัตว์ถูกความร้อนจากการเคี่ยว ต้ม และตุ๋นเป็นเวลานาน มักถูกตรวจพบสารกลุ่มเฮตเตอโรไซคลิกเอมีน (heterocyclic amine) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มที่เกิดในความร้อนไม่สูงนัก เป็นการรวมตัวระหว่างครีเอตินีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำในเนื้อสัตว์ ที่มักไหลออกมาเวลาเอาเนื้อสัตว์ออกจากตู้แช่แข็ง กับเมลลาร์ดรีแอคชันโพรดักซ์ ซึ่งเป็นสารสีน้ำตาลในเนื้อที่ถูกทอดหรือตุ๋น
2. เกิดในความร้อนค่อนข้างสูงมากถึงกว่า 300 องศาเซลเซียส จากการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนในเนื้อสัตว์ระหว่างปรุงอาหาร เช่น การปิ้งหมู การย่างหมู เป็นต้น
ดังนั้น การทานอาหารค้างคืนจึงไม่เกี่ยวกับการเป็นโรคมะเร็งแต่อยู่ที่การจัดเก็บและสารปนเปื้อนของอาหาร ที่ทำให้เกิดเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตจนสร้างสารพิษขึ้นมา
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
กิ๊ก โกะ
จากการสัมภาษณ์ พญ.ภัทราวดี ศิริประภานนท์กุล แพทย์สูตินรีเวช โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้กล่าวว่า
การที่เราสระผม ร่างกายของเรามีการปรับอุณหภูมิ ซึ่งอวัยวะส่วนศีรษะและอวัยวะมดลูก ไม่เกี่ยวข้องกัน การสระผมไม่ส่งผลให้เลือดประจำเดือนแข็งตัว หรือตกค้างภายในมดลูก
แต่ในบางคนที่สระผมในช่วงเป็นประจำเดือน
อาจมีอาการไม่สบาย เนื่องจากร่างกายมีประจำเดือน ในส่วนบริเวณมดลูกจะหลั่งสารอักเสบเรียกว่า Prostaglandins (โปรสตาแกลนดินส์) ออกมา ซึ่งเป็นสารเกี่ยวกับการอักเสบ การไหลเวียนของเลือด การแข็งตัวของเลือด และการคลอดบุตร โพรสตาแกลนดินหลั่งออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมกับประจำเดือน ซึ่งสารตัวนี้จะทำให้รู้สึกปวดท้อง ครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะไม่สบาย หากโดนน้ำเย็นๆ ก็จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว มากยิ่งขึ้น
ข้อแนะนำ
1.สระผมโดยใช้น้ำที่มีอุณหภูมิอุ่น เพราะน้ำอุ่นจะช่วยล้างน้ำมัน สิ่งสกปรก และทำความสะอาดอย่างทั่วถึงทำให้สามารถชะล้างเส้นผมและหนังศรีษะ กำจัดสิ่งสกปรก, น้ำมันส่วนเกินหรือผลิตภัณฑ์ตกค้างสะสมอยู่เป็นจำนวนมากได้ดียิ่งขึ้นกว่าน้ำเย็น
2.สระผมให้เสร็จและรีบเป่าผม ห้ามปล่อยให้ผมแห้งเองเพราะเมื่อเส้นผมเปียกจะได้รับอันตรายง่ายกว่าตอนผมแห้ง เวลาที่ผมเปียกจะทำให้เกล็ดผมเปิด เส้นผมจะเปราะบางมากและหนังศีรษะเวลาที่เปียกอยู่นั้นเชื้อโรคจะเข้าสู่หนังศีรษะได้ง่ายและอาจทำให้หนังศีรษะของเรามีกลิ่นดังนั้นควรทำให้ผมแห้งอย่างรวดเร็ว
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
65011215211
การรับประทานอาหารค้างคืนและกลับมาอุ่นซ้ำไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง แต่อันตรายอาจเกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกวิธี เช่น เก็บในตู้เย็นที่มีความเย็นไม่เพียงพอทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตจนสร้างสารพิษขึ้นมา
สำหรับอาหารค้างคืนประเภทต้ม ตุ๋น นานเกิน 4 ชม. ต้องดูที่สารปนเปื้อนของอาหารโดยเฉพาะอาหารที่มีวัตถุดิบจำพวกเนื้อสัตว์ที่อาจมีสารก่อมะเร็ง เมื่อโปรตีนจากเนื้อสัตว์ถูกความร้อนจากการเคี่ยว ต้ม และตุ๋นเป็นเวลานาน มักถูกตรวจพบสารกลุ่มเฮตเตอโรไซคลิกเอมีน (heterocyclic amine) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มที่เกิดในความร้อนไม่สูงนัก เป็นการรวมตัวระหว่างครีเอตินีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำในเนื้อสัตว์ ที่มักไหลออกมาเวลาเอาเนื้อสัตว์ออกจากตู้แช่แข็ง กับเมลลาร์ดรีแอคชันโพรดักซ์ ซึ่งเป็นสารสีน้ำตาลในเนื้อที่ถูกทอดหรือตุ๋น
2. เกิดในความร้อนค่อนข้างสูงมากถึงกว่า 300 องศาเซลเซียส จากการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนในเนื้อสัตว์ระหว่างปรุงอาหาร เช่น การปิ้งหมู การย่างหมู เป็นต้น
ดังนั้น การทานอาหารค้างคืนจึงไม่เกี่ยวกับการเป็นโรคมะเร็งแต่อยู่ที่การจัดเก็บและสารปนเปื้อนของอาหาร ที่ทำให้เกิดเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตจนสร้างสารพิษขึ้นมา
ใช้ใน 0 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
สิทธิพล พิลาแดง
การรับประทานอาหารค้างคืนและกลับมาอุ่นซ้ำไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง แต่อันตรายอาจเกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกวิธี เช่น เก็บในตู้เย็นที่มีความเย็นไม่เพียงพอทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตจนสร้างสารพิษขึ้นมา
สำหรับอาหารค้างคืนประเภทต้ม ตุ๋น นานเกิน 4 ชม. ต้องดูที่สารปนเปื้อนของอาหารโดยเฉพาะอาหารที่มีวัตถุดิบจำพวกเนื้อสัตว์ที่อาจมีสารก่อมะเร็ง เมื่อโปรตีนจากเนื้อสัตว์ถูกความร้อนจากการเคี่ยว ต้ม และตุ๋นเป็นเวลานาน มักถูกตรวจพบสารกลุ่มเฮตเตอโรไซคลิกเอมีน (heterocyclic amine) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มที่เกิดในความร้อนไม่สูงนัก เป็นการรวมตัวระหว่างครีเอตินีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำในเนื้อสัตว์ ที่มักไหลออกมาเวลาเอาเนื้อสัตว์ออกจากตู้แช่แข็ง กับเมลลาร์ดรีแอคชันโพรดักซ์ ซึ่งเป็นสารสีน้ำตาลในเนื้อที่ถูกทอดหรือตุ๋น
2. เกิดในความร้อนค่อนข้างสูงมากถึงกว่า 300 องศาเซลเซียส จากการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนในเนื้อสัตว์ระหว่างปรุงอาหาร เช่น การปิ้งหมู การย่างหมู เป็นต้น
ดังนั้น การทานอาหารค้างคืนจึงไม่เกี่ยวกับการเป็นโรคมะเร็งแต่อยู่ที่การจัดเก็บและสารปนเปื้อนของอาหาร ที่ทำให้เกิดเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตจนสร้างสารพิษขึ้นมา
ใช้ใน 0 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Joke.Air
ในต่างประเทศมีการทำอีเมลปลอมแอบอ้างศาล (อินเดีย) ลวงให้ติดต่อกลับ
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
jannarong0w0
เนื่องจากน้ำประปานั้นมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำทั้งก่อนและหลังผลิตทำให้น้ำประปานั้นดื่มได้ ทั้งนี้ก็อาจจะติดตั้งเครื่องกรองน้ำเพิ่มเพื่อเพิ่มความมั่นในในการดื่ม
ใช้ใน 1 ข้อความ・1 ปีที่แล้ว
