(3186 ข้อความ)
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! ความดันโลหิตสูงแก้ได้โดยการกำมือ – แบมือตามที่มีผู้เผยแพร่คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องความดันโลหิตสูงแก้ได้โดยการกำมือ – แบมือ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบโดยโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีผู้ส่งต่อข้อมูลด้านสุขภาพว่า ความดันโลหิตสูงแก้ได้โดยการกำมือ – แบมือ ทางโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ข้อมูลที่กล่าวถึงเรื่องข้างต้น เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง กล่าวคือ การกำมือและแบมือดังข้อความที่พูดถึงนั้น ไม่มีผลทางการแพทย์ที่สามารถอธิบายหรือยืนยันได้ว่า วิธีการดังกล่าวจะสามารถลดความดันโลหิตได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากโรงพยาบาลราชวิถี สามารถติดตามได้ที่ www.rajavithi.go.th หรือโทร 02 206 2900 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การกำมือและแบมือดังข้อความที่พูดถึงนั้น ไม่มีผลทางการแพทย์ที่สามารถอธิบายหรือยืนยันได้ว่า วิธีการดังกล่าวจะสามารถลดความดันโลหิตได้std46557• 3 ปีที่แล้ว
- 5 คนสงสัยห้ามผู้ป่วยมะเร็งกินปลาหมึก หอยทุกชนิด และปลาที่เลี้ยงในกระชังศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตรวจสอบกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงกรณีการแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องผู้ป่วยมะเร็งควรงดปลาหมึก หอยทุกชนิด และปลาที่เลี้ยงในกระชัง ว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว ไม่มีคำแนะนำห้ามผู้ป่วยมะเร็งงดอาหารเหล่านี้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยมะเร็งจำเป็นต้องได้รับพลังงานและสารอาหารอย่างครบถ้วน เพียงพอโดยคำนึงถึงความต้องการของพลังงานตามอายุ กิจกรรม และระดับความรุนแรงของโรค เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร น้ำหนักลด การสูญเสียกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาโรคมะเร็งplam1412p• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยร้าน08 Houes radio สาขาหนองบัว จ.อุบลฯ โต้ศูนย์ EOC ว่าร้านปิด ไม่มีผู้ติดเชื้อมาจากการที่ ศูนย์ EOC COVID 19 จ.อุบลราชธานี ประกาศ ให้พนักงานและลูกค้า ที่ไปที่ร้าน 08 Houes radio สาขาหนองบัว ในวันที่ 20-21 พ.ย.64 ให้กักตัวดูอาการ เป็นเวลา 14 วัน (เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อโควิด19 ยืนยัน 2 คน มาที่ร้านในวันดังกล่าว) ทางร้าน 08 Houes radio สาขาหนองบัว ก็ได้โพสต์ข้อความ โดยขีดกากบาทประกาศของศูนย์ EOC ด้วยหมึกสีแดง ชี้แจงว่า ร้านได้ปิดตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.64 ตามมาตราการของรัฐ แจ้งแก้ข่าว ส่วนรูปภาพที่โพสต์ในวันที่ปิดร้าน ก็เป็นภาพเก่า ต้องขออภัยด้วย ทาง UbonConnect ได้ประสานไปที่สำนักงานธารณสุขจังหวัดผู้ออกประกาศดังกล่าว ทาง สาธารณสุขได้รีบติดต่อไปที่ผู้ติดเชื่อเพื่อสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง ทางผู้ติดเชื้อโควิดได้ยืนยันว่า ไปที่ ร้าน 08 Houes radio สาขาหนองบัว แน่นอนยืนยัน จึงได้ลงความจริงของทั้ง 2 ฝ่ายไว้ให้ทุกท่านได้พิจารณาภาคอีสานสุชัย เจริญมุขยนันท• 4 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยชุมพร-121164-ชุมพร-น้ำป่าตัดเอซีย41 ขึ้นล่องไม่ได้สั่งปิดการสัญจรตลอดคืนนี้ ข่าวโดย นายสาธิต ศรีหฤทัย จ.ชุมพร เมื่อเวลา 19.45 น.วันที่ 12 พย.64 นายณรงค์ หลักกำจร ประชาสัมพันธ์ จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากใน จ.ชุมพรได้ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อน้ำป่าได้ไหลเข้าท่วม ถนนเอเชีย 41 ช่วง อ.สวี หลัก กม.ที่ 33 ถึง 35 ที้งขาขึ้นและขาล่องทำให้รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ แต่มีรถยนต์ นับร้อยคันเข้าไปติดอยู่บนถนนไม่สามารถขยับได้ ทำการจราจร จากภาคใต้ ขึ้น ล่อง กทม ไม่สวามารถใช้การได้ นายสมพร ปัจฉิมเพชร รอง ผวจชุมพร รักษา การ ผวจ.ชุมพรได้ สั่งให้ปิดถนน ในขาขึ้น กทม.ที่ สี่แยกหลังสวน และ ขาล่องใต้ที่ สี่แยกปฐมพร เพื่อให้ ผู้ขับรถหยุดรถที่สองจุดซึ่งสามารถหาที่พัก และ อาหาร ห้องสุขาได้ คาดว่าสถานการณ์ จะอยู่จนถึงช่วงเช้า ในวันพรุ่งนี้ จึงขอให้ผู้เดินทาง ชะลอการเดินทางขึ้นล่อง กทม. ภาคใต้ในคืนนี้ด้วยไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยมีพยาบาลที่ตากตายจากการฉีดวัคซีนโควิด เป็นน้องสาวของพี่ทรงศักดิ์ที่ทำงานกฟผ. แม่เมาะ (เกษียณปีที่แล้ว)อยู่ข้างบ้านตาเสร็จยายสม ตายจากเลือดแข็งตัวอุดตันที่เส้นเลือดหัวใจ ตาย7วันหลังฉีดยา มีอาการท้องเสียเวียนหัว. ตามอาการเอฟเฟคของยาเลยตามที่เคยประกาศ ลูกสาวคนตายเป็นพยาบาลเหมือนกันเอาศพจากตากไปผ่าพิสูจน์ที่แม่สอดพบเลือดแข็งตัวอุดตันเส้นเลือด สาธารณสุขพยายามจะปิดข่าวว่าไม่ได้ตายจากวัคซีน เผาศพวันนี้(17/4/64) ฉีดวันที่7 ตายวันที่15 ผมโทรถามพี่แดงเพื่อนพี่ศักดิ์แกเล่าให้ฟัง มีผู้บริหารการแพทย์มางานศพกันเยอะเลย ช่วงนี้ไม่ควรฉีดวัคซีนนะครับ อันตรายมากจากผลข้างเคียงวัคซีนโควิดภาคเหนือไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยคอลลาเจน ไร้มาตรฐาน ถ้ารับประทานมากๆ อาจไตวายได้ จริงหรือทีมข่าวสายตรวจระวังภัย ได้รับการร้องเรียนจากหญิงสาวหลายรายว่า ได้หาซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร "คอลลาเจน" มารับประทานเพราะหลงเชื่อคำโฆษณาที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตว่าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้เมื่อรับประทานแล้วทำให้ผิวขาวใส เป็นธรรมชาติ โดยเห็นผลทันทีในระยะเวลาไม่นาน แต่ปรากฏว่าเมื่อหาซื้อมารับประทานแล้วกลับไม่ได้ขาวจริงอย่างที่อ้าง อย. มีความเป็นห่วงว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร "คอลลาเจน" ที่จำหน่ายอยู่นั้นอาจโฆษณาเกินจริง ใช้แล้วไม่ขาวจริง และจากการสำรวจพบว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดขณะนี้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ได้ขออนุญาต และหากรับประทานเข้าไปจำนวนมากจะส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของไตจนอาจทำให้เกิดอาการไตวายได้ จริงหรือanonymous• 6 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยงานวิจัย "เพลงซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ 20% " จริงหรือ ? มีการเผยแพร่ข่าวงานวิจัย จากประเทศบราซิล ที่อ้างทำนองว่า เมื่อทดลองเปิดเพลง 3 เพลงให้กับเซลล์มะเร็งเต้านม ในห้องปฏิบัติการ คือเพลง ซิมโฟนีหมายเลข 5 (Fifth Symphony) ของ เบโธเฟน (Beethoven) , เพลงโซนาต้า สำหรับเปียโนสองตัว ใน D (Sonata for Two Pianos in D) ของโมสาร์ท (Mozart) และเพลง "Atmosphères" ของ ลีเก็ตตี้ (Ligeti) ... พบว่าเพลง ซิมโฟนีหมายเลข 5 และเพลง "Atmosphères" ช่วยให้เซลล์มะเร็งตายลง เมื่อเทียบกับเพลงของโมสาร์ท หรือเมื่อเงียบสนิท !? แต่ทีมวิจัยชาวบราซิลดังกล่าว ไม่สามารถระบุได้ว่าทำไมเพลงที่ส่งผลให้เซลล์มะเร็งตายได้ และไม่รู้ว่าในเนื้อเยื่อปรกติจริงๆ จะให้ตอบสนองแบบนี้หรือไม่อย่างไร (งานนี้ เป็นการทดลองกับเซลล์มะเร็ง ที่เลี้ยงในจานเพาะเลี้ยง ไม่ใช้กับมะเร็งที่อยู่ในตัวของสัตว์ทดลอง) และนักวิจัยยังยอมรับด้วยว่า วิธีการที่ใช้ทดลองนั้น ไม่สามารถหาปริมาณการตายของเซลล์ได้ ตัวเลข 20% ที่มีข่าวกันนั้นเป็นตัวเลขที่ไปเขียนกันเอาเอง ! ซึ่งตอนนี้ นักวิจัยก็บอกว่าไม่ได้ทำการทดลองเรื่องผลของดนตรีต่อเซลล์มะเร็ง อีกต่อไปแล้ว โดยอ้างว่าไม่มีทุนวิจัย ดูรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ - เมื่อไม่นานมานี้ มีการเผยแพร่ข่าวสารการวิจัยที่อ้างว่า "ซิมโฟนีหมายเลข 5 ของ ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน ทำให้เซลล์มะเร็งตาย 20% ในห้องปฏิบัติการได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ปกติ" . .. โดยระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ Instituto de Biofísica Carlos Chagas Filho มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ริโอเดจาเนโร (Federal University of Rio de Janeiro) ประเทศบราซิล ได้ศึกษาว่า ดนตรีอาจมีบทบาทในการรักษาโรคมะเร็งได้ ทีมวิจัยที่นำโดย ดร. มาร์เซีย อัลเวส มาร์เกว คาเปลลา (Dr. Márcia Alves Marques Capella) ได้ทดลองให้เซลล์เพาะเลี้ยง ทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง ได้ฟังดนตรีหลายประเภท และผลลัพธ์ที่น่าทึ่งคือ ซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน ทำลายเซลล์มะเร็งประมาณ 20% ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ในขณะที่เซลล์ปกติไม่เกิดผลกระทบ ซึ่งยังไม่ทราบว่ากลไกที่อยู่เบื้องหลังผลลัพธ์นี้คืออะไร แต่อาจเป็นไปได้ว่า จังหวะ ความถี่ หรือความข้นของเสียง อาจเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งจะมีการทดลองเพิ่มเติมที่รวมถึงเพลงจังหวะแซมบา (Samba) และฟังค์ (Funk) ด้วย - จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวใหม่ เพราะข้อกล่าวอ้างดังกล่าวนี้ ได้เริ่มถูกเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2011 แล้ว โดยเป็นบทความข่าวที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวัน O Globo ในบราซิล ที่ระบุว่าเซลล์มะเร็ง MCF-7 (เป็นเซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์ ที่ตอบสนองต่อเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน และกลูโคคอร์ติคอยด์ และเป็นหนึ่งในเซลล์มะเร็งที่ได้รับการศึกษามากที่สุดในโลก) เมื่อถูกเปิดเพลงซิมโฟนีหมายเลข 5 ใส่เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ทำให้ 1 ใน 5 ของเซลล์มะเร็ง MCF-7 ที่เพาะเลี้ยงนี้ได้ตายลง ขณะที่บรรดาเซลล์ที่รอดชีวิตหลายเซลล์มีขนาดเล็กลง ส่วนเพลง "Atmosphères" ของลิเก็ตติ ให้ผลลัพธ์คล้ายกัน แต่ท่อนแรกของเพลงโซนาต้าสำหรับเปียโนสองตัว ของโมสาร์ทแทบไม่ส่งผลกระทบเลย ... ในบทความอ้างว่า การทดลองนี้ สามารถเปิดทางใหม่สำหรับการรักษาโรคมะเร็ง และอ้างคำพูดของนักวิจัยนำ คือ ดร. คาเปลลา ว่า "เราเชื่อว่าเพลงซิมโฟนีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิซึม ไม่ใช่ไปทำเซลล์มะเร็งตายโดยตรง" - หลังจากนั้น ดร. คาเปลลา ได้ตีพิมพ์บทความวิจัย ในปี 2013 ในวารสาร Noise and Health และอีกบทความหนึ่ง ในวารสาร Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine ในปี 2016 หลังจากการทดลองอีกครั้งกับเซลล์มะเร็งเต้านม อีกชนิดหนึ่ง คือ เซลล์ MDA-MB-231 .. (แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า วารสาร Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine นี้ ได้หยุดเผยแพร่ไปแล้ว ในปี 2024 หลังจากถูกถอดออกจากฐานข้อมูลวารสารวิชาการของ Clarivate's Web of Science เนื่องจากปัญหาด้านคุณภาพ) ซึ่งในบทความได้อ้างว่า มีการทดลองกับเซลล์มะเร็ง ที่เพาะเลี้ยงในจานเพาะเลี้ยง ด้วยการเปิดเพลงทั้งสามเพลง ผ่านลำโพง (มีอีกชุดการทดลองที่ไม่เปิดเพลงใดๆ เป็นชุดทดลองควบคุม) ทำซ้ำการทดลองอย่างน้อย 4 ครั้ง เพื่อยืนยันผลลัพธ์ - แต่บทความวิจัยเหล่านั้น ไม่ได้รายงานเกี่ยวกับ จำนวนของเซลล์ที่ตายแล้ว หรืออ้างว่า เพลงเหล่านี้มีพลังในการรักษาโรคมะเร็ง นอกจากนี้ ยังไม่ได้มีการเอาเพลงไปทดลองกับเซลล์ปกติ แต่บอกเพียงแค่ว่าเซลล์มะเร็งที่ใช้ในการทดลองนั้นมีลักษณะคล้ายเซลล์เยื่อบุผิวตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เลยเป็นแบบจำลองที่ดีในการศึกษาวิจัย ... ทีมวิจัยระบุว่า การทดลองนี้มีเป้าหมายเพียงเพื่อ "ทำความเข้าใจผลกระทบโดยตรง ของการสั่นสะเทือนทางเสียง ในรูปแบบของดนตรี ต่อเซลล์มนุษย์ที่เพาะเลี้ยงไว้ ให้ดีขึ้น" - ทาง ดร. Capella เน้นว่า การทดลองเหล่านี้กับเซลล์ในจานเพาะเลี้ยง และผลลัพธ์ "ไม่สามารถขยายไปยังมนุษย์ได้" พูดง่ายๆ ว่า แม้ว่าเพลงจะฆ่าเซลล์มะเร็งในสภาพห้องปฏิบัติการที่ควบคุมได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเอาเพลงนี้ไปใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้ .. แถมเธอยังบอกว่า ไม่ถูกต้องที่จะไปพูดกันว่า "หนึ่งในห้า (หรือ 20%) ของเซลล์มะเร็งตายลง หลังจากถูกเปิดเพลงซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน" เพราะวิธีการที่ใช้ทดลองไปนั้น ไม่สามารถนำมาหาปริมาณการตายของเซลล์ได้ .. แถมด้วยว่า เธอก็ไม่เคยวางแผนการทดลองเพิ่มเติม กับเพลงฟังค์ หรือเพลงซัมบ้า ของบราซิลอย่างที่แชร์กันด้วย - ดร. Capella เพิ่มเติมด้วยว่า หลังจากที่ข้ออ้างเหล่านี้ได้แพร่ระบาดไวรัลไปทั่ว เธอก็พยายามให้สัมภาษณ์กับสื่อ CNN Radio เพื่อขจัดความสับสน และหลังจากนั้น เธอก็ได้หยุดงานวิจัยเรื่องผลของดนตรีต่อเซลล์มะเร็งไปแล้ว เพราะหาทุนสนับสนุนงานวิจัยได้ยาก ข้อมูลจาก https://www.snopes.com/news/2025/02/15/study-beethovens-5th-cancer-cells/?cb_rec=djRfMl8xXzBfMTgwXzBfMF8wXwมะเร็งมีมไม่ระบุชื่อ• 1 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเปิดที่มา “ตั๋วช้าง” คืออะไร ปมแฉเดือดกลางสภา สะเทือนวงการสีกากีเปิดที่มา "ตั๋วช้าง" บัตรซื้อ - ขายตำแหน่งมูลค่าหลักล้าน ตั๋วใบใหญ่สุด อำนาจมากสุด ขอแล้วได้เลยไม่เคยโดนปฏิเสธ หลัง รังสิมันต์ โรม อภิปราย แฉเดือดกลางสภา สะเทือนวงการสีกากี เรียกได้ว่าเป็นศัพท์ที่ร้อนแรงในขณะนี้สำหรับคำว่า "ตั๋วช้าง" ที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและฝ่ายความมั่นคง ประเด็นเรื่องการซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรม อภิปรายซัด ประยุทธ์-ประวิตร รู้เห็นซื้อ-ขายตำแหน่ง ตร. เปิดทางล้วงลูกแต่งตั้ง โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 มีการยกตัวอย่างนายพลตำรวจ นายหนึ่งอักษรย่อ ต. ว่าได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งระดับสูงอย่างรวดเร็ว ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์พิจารณา ไม่เป็นไปตามลำดับความเหมาะสมอาวุโส อีกทั้งยังมีการทำหนังสือโยกย้ายนายตำรวจข้ามหน่วยงานในสังกัดอย่างไม่เป็นไปตามขั้นตอนการ จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้มีการซื้อ-ขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ ตั๋วช้าง ภาพจาก สำนักข่าว INN โรม ชี้ การอภิปรายครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ที่อันตรายที่สุดในชีวิต ในระหว่างอภิปรายนั้น นายรังสิมันต์ ได้เผยเอกสารที่เรียกว่า "ตั๋วช้าง" ขึ้นมา ทำให้นายสุชาติ ตันเจริญ ประธานในที่ประชุม ต้องสั่งให้สรุปจบ ขณะที่นายรังสิมันต์ บอกว่า การที่ตนออกมาอภิปรายครั้งนี้นับว่าเป็นการทำหน้าที่ที่อันตรายที่สุดในชีวิต ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรหลังจากนี้ ตนก็ไม่เสียใจที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ตั๋วช้าง ภาพจาก เฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม ประยุทธ์ ลุกขึ้นชี้แจง ยืนยันการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจเป็นไปตามลำดับขั้นตอน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจมีการพิจารณาตามคัดกรองอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับชั้น โดยยึดหลักความเหมาะสมความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา และหากนายตำรวจ คนใดที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถยื่นเรื่องมายังคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือก.ตร. ได้ ที่ผ่านมายังไม่พบว่ามีตำรวจนายใดมาร้องเรียนว่าเสียเงินซื้อขายตำแหน่ง และไม่ได้รับตำแหน่ง โดยยืนยันว่าตนและพลเอก ประวิตร ไม่เคยรับผลประโยชน์ใด ๆ จากการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ และหากใครที่มีหลักฐานก็ขอให้นำมาแสดงอย่ากล่าวหาลอย ๆ ขณะที่พลเอก ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ มีคณะกรรมการกลั่นกรองตามลำดับขั้นพร้อมทั้งยืนยันการแต่งตั้ง เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของ ก.ตร. ตั๋วช้าง ภาพจาก รัฐบาลไทย เปิดตัว "ตั๋วช้าง" ศัพท์ที่รู้กันเฉพาะวงการตำรวจ บัตรผ่านซื้อ-ขาย ตำแหน่ง หลังจากนั้น นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาอภิปรายนอกสภา และเปิดเผยข้อมูลของตั๋วช้างผ่านเฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม หลายคนสรุปคร่าว ๆ ได้ว่า ตั๋วช้าง ใช้ในการซื้อ-ขาย ตำแหน่งทางตำรวจ หากมีตั๋วนี้ราคาตำแหน่งจะราคาถูกลง 50% นายรังสิมันต์ ระบุถึงการมีอยู่ของตั๋วช้างว่า อาจจะทำให้เกิดความสมยอมในการกระทำผิด เพราะจากที่ตนได้ข้อมูลมาราคาของตำแหน่งต่าง ๆ มีตั้งแต่ 1.5 ล้านบาท ในตำแหน่งสารวัตร ไปจนถึง 50 ล้านบาท ในตำแหน่งผู้บัญชาการ จริงเท็จอย่างไรเชื่อว่าพี่น้องตำรวจคงรู้กันดี อย่างไรก็ตาม วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 นายรังสิมันต์ ได้ออกมาชี้แจงกรณี "ตั๋วช้าง" อีกครั้งผ่านเฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม หลังจากโลกออนไลน์พูดถึงกันอย่างมาก และอาจมีความคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่ตนจะสื่อว่า ตั๋วช้าง เป็นคำเรียกตั๋วตำรวจ เป็นการวิ่งเต้นของตำรวจ มีหลายระดับ หลายเลเวล มีคำเรียกหลายแบบ มีหลายใบ ซึ่งตั๋วช้าง คือตั๋วที่ใหญ่ที่สุด เป็นคำที่ถูกอ้างถึงจากสกู๊ปข่าวหนึ่งเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ระบุว่าเป็นจดหมายฝากตำแหน่งที่ดีที่สุดและไม่เคยได้รับการปฏิเสธไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไร นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า ตนเองไม่มีข้อมูลว่า "ตั๋วช้าง" นั้นช่วยให้ได้ลดราคาเก้าอี้หรือไม่ หรือลดได้เท่าไร เนื่องจากเรื่องการซื้อขายตำแหน่งนั้น เราต้องยอมรับว่าการจะหา "ใบเสร็จ" ที่ระบุตัวเงินนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ขั้นตอนการจ่ายจริง ๆ อาจไม่ได้มีหลักฐานบันทึกไว้ก็ได้ ข้อสรุปว่า "ตั๋วช้าง" ช่วยให้ซื้อตำแหน่งในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่งจึงอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ตนต้องการจะสื่อเสียทีเดียว คำตอบ ณ ตอนนี้คือเรายังไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเท่าไรกันแน่ บางทีตัวเลขที่ถูกต้องอาจเป็นลด 100% เลยก็เป็นได้ สำหรับคำนิยาม ที่ชัดเจนที่สุดของตั๋วช้าง คือ ตั๋วตำรวจที่ใหญ่ที่สุด มีอำนาจมากที่สุด ขอแล้วได้เลย เว้นหลักเกณฑ์ได้ทุกแบบ ไม่ต้องพิจารณาประวัติคนที่ขอว่าเคยมีมลทินไหม ตั๋วช้าง ภาพจาก เฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม การมีอยู่ของตั๋วช้าง อาจทำให้สุดท้าย ตำรวจต้องหาลำไพ่พิเศษ ลงเอยด้วยการหากินกับธุรกิจผิดกฎหมาย นายรังสิมันต์ ระบุว่า กรณีตั๋วช้าง หรือตั๋วพิเศษอื่น ๆ สิ่งที่ต้องจ่ายบางทีอาจไม่ได้เป็นเงินเสมอไปก็ได้ บางทีอาจมาในรูปของบุญคุณ ในรูปของความภักดี ในรูปของการรับใช้ต่อเนื่องยาวนานเสมือนข้าทาสบริวาร ก็เป็นได้ "แค่คิดว่าราคาตั๋วพวกนี้ ต้องไปเบียดเบียนเอาจากเงินเดือนนายตำรวจแต่ละคน ก็ผิดมากแล้ว แต่ถ้ายิ่งคิดไปว่าราคาตั๋วมากขนาดนั้น ตำรวจจะไปจ่ายอย่างไรไหวถ้าไม่หาลำไพ่พิเศษ หรือถ้าราคาตั๋วมันคือการต้องไปคอยช่วยรักษาคุ้มครองผลประโยชน์ให้กับคนที่ออกตั๋วแล้ว นั่นเท่ากับว่าสุดท้ายตำรวจก็ต้องไปลงเอยกับการเก็บกินจากบ่อน จากพ่อค้ายา จากขบวนการค้ามนุษย์ จากธุรกิจผิดกฎหมายต่าง ๆ แทนที่จะกำจัดให้สิ้นซาก ก็กลายเป็นมาหล่อเลี้ยงให้มันดำรงอยู่ต่อไป อย่างนั้นใช่หรือไม่ ?" ตั๋วช้าง ภาพจาก เฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม ตั๋วช้าง ภาพจาก เฟซบุข่าวการเมืองNO AR• 4 ปีที่แล้ว2 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยอย่าเชื่อ สัมผัสสารกันบูดในปลาทูนึ่งทำให้เป็นมะเร็งที่มือนพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ยืนยันว่า ตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง “การสัมผัสสารกันบูดในปลาทูนึ่งทำให้เป็นมะเร็งที่มือ” กรมการแพทย์ โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า ข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า สารกันบูดเป็นสารที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาโดยการทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุการเน่าเสียของอาหาร ตัวอย่างของสารกันบูด เช่น กรดเบนโซอิก กรดซอร์บิก พาราเบนส์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และซัลไฟต์ เป็นต้น สารกันบูดที่อนุญาตให้ใช้จะผ่านการประเมินความปลอดภัยและมีการกำหนดปริมาณที่บริโภคได้ต่อวัน นอกจากนี้ยังมีการสุ่มตรวจหรือสำรวจปริมาณการตกค้างของสารเหล่านี้ให้อยู่ในค่าไม่เกินมาตรฐาน จากกรณีที่เป็นข่าวว่าการสัมผัสสารกันบูดในปลาทูทำให้เป็นมะเร็งที่มือนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลวิชาการที่บ่งชี้ว่าการสัมผัสสารกันบูดส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ด้านนพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า กระบวนการผลิตปลาทูนึ่ง ถือเป็นการถนอมอาหารอยู่แล้วซึ่งจะช่วยรักษาคุณภาพปลาทูไว้ทำให้สามารถเก็บไว้ได้ในระยะหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องใส่สารกันบูด อย่างไรก็ตาม หากมีแผลที่มือควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีต่างๆ เพราะจะทำให้การหายของแผลช้าลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรเลือกซื้อปลาทูนึ่งจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ และก่อนรับประทานควรนำมาผ่านความร้อนทุกครั้งPoonapat Pialboon• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยOVISURE GOLD บรรเทาอาการปวดข่าวปลอม ❌ ผลิตภัณฑ์ OVISURE GOLD บรรเทาอาการปวดข้อ ปวดไหล่ อาการเหน็บชา ป้องกันความเสื่อมและโรคกระดูกพรุน ฟื้นฟูข้อต่อและเสริมสร้างกระดูกอ่อน เสริมสร้างภูมิต้านทาน เห็นผลหลังใช้ 7 วัน . กรณีที่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับประเด็นเรื่องผลิตภัณฑ์ OVISURE GOLD บรรเทาอาการปวดข้อ ปวดไหล่ อาการเหน็บชา ป้องกันความเสื่อมและโรคกระดูกพรุน ฟื้นฟูข้อต่อและเสริมสร้างกระดูกอ่อน เสริมสร้างภูมิต้านทาน เห็นผลหลังใช้ 7 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ . กรณีที่มีการส่งต่อโฆษณาที่ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ OVISURE GOLD บรรเทาอาการปวดข้อ ปวดไหล่ อาการเหน็บชา ป้องกันความเสื่อมและโรคกระดูกพรุน ฟื้นฟูข้อต่อและเสริมสร้างกระดูกอ่อน เสริมสร้างภูมิต้านทาน เห็นผลหลังใช้ 7 วัน ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ ฉลากระบุ OVISURE GOLD ซึ่งแสดงภาพผลิตภัณฑ์ และข้อความ เช่น “บรรเทาอาการปวดข้อ ปวดไหล่ อาการเหน็บชา ป้องกันความเสื่อมและโรคกระดูกพรุน ฟื้นฟูข้อต่อและเสริมสร้างกระดูกอ่อน เสริมสร้างภูมิต้านทาน” เป็นการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จหรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร . ทั้งนี้ หากผู้ป่วยหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมารับประทาน เพื่อหวังผลในการบรรเทาอาการปวดข้อ ปวดไหล่ อาการเหน็บชา และโรคกระดูกพรุน จะเสียเงินเปล่า และเสียโอกาสในการรักษา ฉะนั้นควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง . ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1556 . บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทำการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จหรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร . หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขstd48374• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเล่นมือถือจนหน้าเบี้ยวที่ 6 มี.ค.66 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย | Anti-Fake News Center Thailand แจ้งว่า ตามที่มีข้อมูลในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องเล่นมือถือนาน ๆ ทำให้หน้าเบี้ยวผิดรูป ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีข้อมูลเตือนว่าการเล่นมือถือเป็นระยะเวลานาน จนทำให้พักผ่อนน้อย ส่งผลให้ปลายประสาทที่เลี้ยงใบหน้าอักเสบ หน้าผิดรูป ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า การพักผ่อนน้อย หรือการเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก และปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้ที่ชัดเจน โดยเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เมื่อมีความผิดปกติของเส้นประสาทจะทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง หรือมีลักษณะขยับไม่ได้ เช่น หลับตาไม่สนิท มุมปากตก ยิ้มไม่ขึ้น มักเป็นใบหน้าครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง สาเหตุการเกิดมีหลายปัจจัย เช่น เกิดตามหลังอุบัติเหตุบริเวณเส้นประสาทโดยตรง, การติดเชื้อบริเวณต่อมน้ำลายใกล้ๆเส้นประสาท, การพบเนื้องอกกดเบียดเส้นประสาท หรือเกิดจากการอักเสบของตัวเส้นประสาทเอง (Bell’s palsy) เป็นต้น สำหรับภาวะเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบ หรือ Bell’s palsy นั้น การอักเสบของเส้นประสาทดังกล่าวเกิดขึ้นเอง โดยไม่ได้มีสาเหตุที่สรุปได้ชัดเจน แต่อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสเริม หรืองูสวัด ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีกที่เกิดขึ้นเร็วระยะเวลาภายใน 48 ชั่วโมง เช่น กล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรง ขยับไม่ได้ เช่น หลับตาไม่สนิท มุมปากตก รับประทานอาหารและดื่มน้ำลำบาก ร่วมกับอาจมีอาการหูข้างนั้นได้ยินเสียงก้องกว่าปกติ รับรสผิดปกติ เป็นต้น เมื่อมีอาการผิดปกติที่สงสัยภาวะดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์ โดยการรักษาโรคนี้ประกอบด้วยการรักษาด้วยยาหากผู้ป่วยมาพบแพทย์ในช่วงแรกที่มีอาการ ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวดีขึ้น ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อใบหน้าในระยะยาว ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ การพักผ่อนน้อย ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก เนื่องจากปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้ที่ชัดเจน หน่วยงานที่ตรวจสอบ : กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขแอคปลอมNutt Tahom• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม! เล่นมือถือนานๆ ทำให้หน้าเบี้ยวผิดรูปวันที่ 6 มี.ค.66 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย | Anti-Fake News Center Thailand แจ้งว่า ตามที่มีข้อมูลในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องเล่นมือถือนาน ๆ ทำให้หน้าเบี้ยวผิดรูป ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีข้อมูลเตือนว่าการเล่นมือถือเป็นระยะเวลานาน จนทำให้พักผ่อนน้อย ส่งผลให้ปลายประสาทที่เลี้ยงใบหน้าอักเสบ หน้าผิดรูป ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า การพักผ่อนน้อย หรือการเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก และปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้ที่ชัดเจน โดยเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เมื่อมีความผิดปกติของเส้นประสาทจะทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง หรือมีลักษณะขยับไม่ได้ เช่น หลับตาไม่สนิท มุมปากตก ยิ้มไม่ขึ้น มักเป็นใบหน้าครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง สาเหตุการเกิดมีหลายปัจจัย เช่น เกิดตามหลังอุบัติเหตุบริเวณเส้นประสาทโดยตรง, การติดเชื้อบริเวณต่อมน้ำลายใกล้ๆเส้นประสาท, การพบเนื้องอกกดเบียดเส้นประสาท หรือเกิดจากการอักเสบของตัวเส้นประสาทเอง (Bell’s palsy) เป็นต้น สำหรับภาวะเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบ หรือ Bell’s palsy นั้น การอักเสบของเส้นประสาทดังกล่าวเกิดขึ้นเอง โดยไม่ได้มีสาเหตุที่สรุปได้ชัดเจน แต่อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสเริม หรืองูสวัด ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีกที่เกิดขึ้นเร็วระยะเวลาภายใน 48 ชั่วโมง เช่น กล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรง ขยับไม่ได้ เช่น หลับตาไม่สนิท มุมปากตก รับประทานอาหารและดื่มน้ำลำบาก ร่วมกับอาจมีอาการหูข้างนั้นได้ยินเสียงก้องกว่าปกติ รับรสผิดปกติ เป็นต้น เมื่อมีอาการผิดปกติที่สงสัยภาวะดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์ โดยการรักษาโรคนี้ประกอบด้วยการรักษาด้วยยาหากผู้ป่วยมาพบแพทย์ในช่วงแรกที่มีอาการ ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวดีขึ้น ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อใบหน้าในระยะยาว ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ การพักผ่อนน้อย ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก เนื่องจากปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้ที่ชัดเจน หน่วยงานที่ตรวจสอบ : กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารล้อเลียนน้อย• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม! เล่นมือถือนานทำให้หน้าเบี้ยวผิดรูปวันที่ 6 มี.ค.66 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย | Anti-Fake News Center Thailand แจ้งว่า ตามที่มีข้อมูลในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องเล่นมือถือนาน ๆ ทำให้หน้าเบี้ยวผิดรูป ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีข้อมูลเตือนว่าการเล่นมือถือเป็นระยะเวลานาน จนทำให้พักผ่อนน้อย ส่งผลให้ปลายประสาทที่เลี้ยงใบหน้าอักเสบ หน้าผิดรูป ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า การพักผ่อนน้อย หรือการเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก และปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้ที่ชัดเจน โดยเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เมื่อมีความผิดปกติของเส้นประสาทจะทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง หรือมีลักษณะขยับไม่ได้ เช่น หลับตาไม่สนิท มุมปากตก ยิ้มไม่ขึ้น มักเป็นใบหน้าครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง สาเหตุการเกิดมีหลายปัจจัย เช่น เกิดตามหลังอุบัติเหตุบริเวณเส้นประสาทโดยตรง, การติดเชื้อบริเวณต่อมน้ำลายใกล้ๆเส้นประสาท, การพบเนื้องอกกดเบียดเส้นประสาท หรือเกิดจากการอักเสบของตัวเส้นประสาทเอง (Bell’s palsy) เป็นต้น สำหรับภาวะเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบ หรือ Bell’s palsy นั้น การอักเสบของเส้นประสาทดังกล่าวเกิดขึ้นเอง โดยไม่ได้มีสาเหตุที่สรุปได้ชัดเจน แต่อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสเริม หรืองูสวัด ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีกที่เกิดขึ้นเร็วระยะเวลาภายใน 48 ชั่วโมง เช่น กล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรง ขยับไม่ได้ เช่น หลับตาไม่สนิท มุมปากตก รับประทานอาหารและดื่มน้ำลำบาก ร่วมกับอาจมีอาการหูข้างนั้นได้ยินเสียงก้องกว่าปกติ รับรสผิดปกติ เป็นต้น เมื่อมีอาการผิดปกติที่สงสัยภาวะดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์ โดยการรักษาโรคนี้ประกอบด้วยการรักษาด้วยยาหากผู้ป่วยมาพบแพทย์ในช่วงแรกที่มีอาการ ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวดีขึ้น ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อใบหน้าในระยะยาว ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ การพักผ่อนน้อย ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก เนื่องจากปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้ที่ชัดเจน หน่วยงานที่ตรวจสอบ : กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขมีมShoyo Zx• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเตือน "ข่าวปลอม" รัฐฯ ทบทวนสิทธิ์โอนเงินเข้าบัญชี 5,000 บาท อย่าแชร์ต่อ8 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์และส่งต่อข้อมูล “รัฐฯ ทบทวนสิทธิโอนเงินเข้าบัญชี จำนวน 5,000 บาท ภายในเดือนมิถุนายนนี้” ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand : AFNC) ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงข้อมูลดังกล่าวว่า “เป็นข้อมูลเท็จ” ยืนยัน กระทรวงการคลังไม่มีนโยบายโอนเงิน หรือแจกเงิน 5,000 บาทเข้าบัญชีในเดือนมิถุนายนนี้แต่อย่างใด เป็นข่าวปลอมจากผู้ไม่หวังดี ดังนั้น ขอประชาชนอย่าได้หลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว โดยประชาชนสามารถตรวจสอบและรับข้อมูลข่าวสารจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ที่เว็บไซต์ www.cgd.go.th หรือโทร 02 127 7000 หรือผ่านทางแฟนเพจ กรมบัญชีกลาง The Comptroller General’s Department พร้อมกันนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ขอความร่วมมือประชาชนอย่าได้ส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลอันเป็นเท็จดังกล่าวในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ อีก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนและความเข้าใจผิดขยายไปในวงกว้างเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เมื่อประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารใด ๆ มา หากมีความสงสัยหรือไม่แน่ใจในข้อมูลเหล่านั้น ขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องจากหน่วยงานเจ้าของเรื่องหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ หรือแชร์ข้อมูลออกไปให้บุคคลอื่น เพราะหากแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนอกจากจะก่อให้เกิด ความสับสน และอาจนำไปสู่การหลอกลวงสร้างความเสียหายแก่ประชาชนได้แล้ว ยังผิดกฎหมายด้วย “กระทรวงยุติธรรมระบุกรณีพฤติกรรมการกด Like และกด Share ของผู้ที่เล่นโซเชียลมีเดียหรือใช้สื่อสังคมออนไลน์ควรรอบคอบ โดยเฉพาะการกดแชร์ ถือเป็นการเผยแพร่ หากการแชร์ข้อมูลนั้นไปกระทบกับบุคคลอื่น อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 14 (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายอนุชาฯ กล่าวข่าวการเมืองstd46631• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยพลังชมพู6มิติกินเเล้วหุ่นดีภายใน7วันจากกรณีที่มีเพจหนึ่งออกมาแฉว่า ผลิตภัณฑ์ของนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ‘กระแต อาร์สยาม’ โฆษณาเกินจริง ล่าสุดมีโอกาสได้เจอนักร้องสาว ที่ ข่าวสด ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามถึงกรณีดังกล่าวโดย นักร้องสาว เผยว่า “อันนี้สำหรับเรายอมรับว่า ผิดพลาดแล้วก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าคำบางคำห้ามตรงไหนบ้าง ยอมรับตรงนี้เราศึกษาน้อยไป คือหนูทำด้วยตัวเองไม่ได้มีใครเป็นที่ปรึกษา เพราะเราเป็นบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นก้าวแรก และเราเองก็เพิ่งเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่อาจจะประสบการณ์น้อย ถือว่าเป็นบทเรียนที่ดีมาก เพราะว่าครั้งต่อไปก็จะศึกษาให้มากขึ้น เราก็ปรึกษาผู้ใหญ่เลยว่าตรงไหนที่เราผิดพลาด ถ้าจะถูกปรับก็ยอมจ่ายไปตามที่ผิดจริง คือไม่ได้หนี หรือว่าไม่ได้รับผิดชอบ แต่ทั้งนี้ในส่วนนี้ไม่ได้หมายความว่า ต้องแยกประเด็นนะ การโฆษณาเกินจริงไม่ได้หมายความว่า สินค้าคุณภาพไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ปลอดภัย คนละอย่างกันนะ โฆษณาเกินจริง ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นพวกคอลลาเจนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ที่ทำให้กล้าเนื้อกระชับ เพราะเราใช้ไลฟ์สไตล์ตัวเองทำผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สาวๆ ที่อยากมีหุ่นที่เฟิร์ม คอลลาเจนก็จะช่วยผิวใส”คำที่เขาห้ามคือคำว่าอะไรบ้าง “คือยอมรับก่อนว่า เราเองไม่ได้เป็นคนทำทุกอย่างในเรื่องของโฆษณา จะมีทีมงานแล้วเราดูบ้างแต่ไม่ได้ดูทุกชิ้น เพราะมีเป็นร้อยๆ ชิ้น และน้องๆ ที่ทำโฆษณาก็อาจจะไม่มีความรู้ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าว่า เขาประกาศเลยว่าคำที่ห้ามใช้ มีคำว่า เห็นผล ห้ามใช้คำว่าปลอดภัย เป็นต้น ก็ยอมรับเราเห็นคนอื่นใช้ เราก็ใช้ตาม ตรงนี้เป็นความที่ไม่รู้เราก็ใช้ตาม แต่วันนี้รู้แล้วก็ไม่ใช้แล้ว กำลังดำเนินการแก้ไข ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังปรับและเปลี่ยนคำให้ถูกต้อง”ยอมรับว่าตกใจที่มีคนมาท้วงว่า เราโดนว่าโฆษณาเกินจริง ก็เข้าไปดูว่าจริงด้วย เขาห้ามใช้ หลายคนมาต่อว่า ว่าจริงๆ ทำธุรกิจก็น่าจะรู้นะ ซึ่งจริงๆ ก็ควรรู้นั่นแหละ เราพลาดตรงนี้ ถ้าตรงไหนผิด หรือเจ้าหน้าที่ติดต่อเข้ามาก็ยินดีที่จะดำเนินการแก้ไข”จากข่าวตอนนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นไหม “ยังไม่กระทบเลย ค่อนข้างมั่นใจว่าของเราถูกต้อง และลูกค้าหลายคนตามหาสินค้าที่เขาไว้ใจได้ ได้เห็นสินค้าที่ดี่ สินค้าที่มีคุณภาพจะได้ยังอยู่บนตลาดจริง ซึ่งลูกค้าหลายๆ คนก็เสียใจว่าที่ซื้อสินค้าไม่ได้ผล ไม่มีคุณภาพไป ตรงนี้ก็จะเป็นตัวช่วยกรอง สำหรับหนูเองว่ามันดีนะ”std47894• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วันวันนี้ (24 ธ.ค.) ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการโฆษณาทางสื่อโซเชียลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ระบุสรรพคุณว่า หากทาสามารถช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกเพื่อทำความสะอาด สวยงามแต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ โดยเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้นครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหก เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอเตือนผู้บริโภคให้คิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th และหากพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงขอให้แจ้งร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556ความสวยความงามHathaikan Inmaung• 3 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยสมุนไพรรักษามะเร็ง14 ส.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ นายพิภพ ไขแจ้ง อายุ 60 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์ หมู่ 5 ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ได้ออกมาเปิดเผยถึงสรรพคุณของ "ต้นผ่าด้าม" ที่ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศได้เป็นอย่างดี ถึงขั้น "ไวอากร้า" ยังต้องเรียกพี่ หากกินเข้าไป 2 ชั่วโมง จะเห็นแม่บ้านสวยทุกวินาที คนเตะปี๊บไม่ดังมาแรมปีให้กินสามลูก รับรองเห็นผลพลังเยี่ยงม้าศึก จนกลายเป็นข่าวโด่งดังมาแล้วนั้น 14 ส.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ นายพิภพ ไขแจ้ง อายุ 60 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์ หมู่ 5 ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ได้ออกมาเปิดเผยถึงสรรพคุณของ "ต้นผ่าด้าม" ที่ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศได้เป็นอย่างดี ถึงขั้น "ไวอากร้า" ยังต้องเรียกพี่ หากกินเข้าไป 2 ชั่วโมง จะเห็นแม่บ้านสวยทุกวินาที คนเตะปี๊บไม่ดังมาแรมปีให้กินสามลูก รับรองเห็นผลพลังเยี่ยงม้าศึก จนกลายเป็นข่าวโด่งดังมาแล้วนั้น ล่าสุด นายพิภพ ได้ออกมาเปิดเผยอีกว่า ยังมีพืชสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่สรรพคุณน่าทึ่งยิ่งกว่า เพราะสามารถรักษาโรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้หายได้ เพียงแค่เด็ดกิ่งก้านใบมาต้มดื่มเหมือนน้ำชา โดยกินติดต่อกันไม่กี่เดือนก็จะเห็นผลทันที พืชที่ว่านั้นก็คือ "ต้นอังกาบหนู" เป็นไม้พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 1 - 1.5 เมตร ลำต้นเกลี้ยง มีหนามยาวรอบข้อ ออกดอกสีเหลืองตามซอกใบ และปลูกง่ายมาก เมื่อหลายปีที่แล้วผมป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 2 เพราะสูบบุหรี่จัด และยาปัจจุบันก็ไม่มีรักษา เลยลองหันมาพึ่งพาพืชสมุนไพรพื้นบ้าน โดย พระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ แนะนำให้เอายอดใบต้นอังกาบหนูที่มีปลูกอยู่ในวัดไปต้มดื่มกินเช้า กลางวัน เย็น ปรากฏว่าแค่เดือนเดียว อาการหายใจติดขัด เจ็บหน้าอก ปวดหลัง ก็หายทันที พอถึง 3 เดือน ไปเอกซเรย์ปอดที่กรุงเทพฯ ก็พบว่าจุดดำเริ่มจางลง และหายไปในที่สุด" นายพิภพ ระบุ นายพิภพ กล่าวอีกว่า นอกจากตัวเองกินหายแล้ว ยังมีเพื่อนชื่อแดง ชาว อ.ศรีสำโรง อีกคน ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย เขาให้กลับมาตายที่บ้าน จึงแนะนำให้ลองกินต้นอังกาบหนู ปรากฏว่าผ่านไป 1 เดือน อาการท้องแข็งโตเหมือนคนใกล้คลอดก็ยุบลงอย่างเห็นได้ชัด พอกินมาได้ 6 เดือน ท้องที่เคยโตก็ยุบและหายเป็นปกติ ผ่านมา 3 ปีแล้ว ปัจจุบันก็ยังมีชีวิตอยู่ และขับรถไถนาทำงานได้เหมือนเดิม อังกาบหนูจะใช้ต้มดื่มเพื่อขับสารพิษตกค้างในร่างกายก็ได้ หรือจะกินใบอ่อนสดๆ เป็นเครื่องเคียงแกล้มลาบก็ดี มีรสออกขมนิดๆ และผมก็กินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นสิบปีแล้ว ทั้งลูกผ่าด้ามและอังกาบหนู ยืนยันรักษาโรคได้จริง และมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแน่นอน" นายพิภพ กล่าว ด้าน พระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (เมืองโบราณบางขลัง) เปิดเผยว่า เมื่อ 7 ปีที่แล้ว พี่ชายได้ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอ มีแผลเน่า พูดไม่ได้ ญาติทุกคนคิดว่าตายแน่ แต่ก็มีชีวิตรอดมาได้ถึงทุกวันนี้ หลังจากให้กินน้ำต้มใบอังกาบหนู ทางสายยางผ่านจมูก เช้า-เย็น เพียงแค่ 3 วัน แผลที่เป็นหนองก็แห้งตกสะเก็ด พอวันที่ 15 ช่องที่เป็นโพรงก็หายสนิท กระทั่ง 6 เดือนผ่านไป ร่างกายของพี่ชายอาตมาก็หายป่วยเป็นปกติ และยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันอายุ 52 ปีแล้ว ครั้งแรกที่รู้จักยาตัวนี้ เพราะว่ามีชาวบ้านที่ป่วยเป็นมะเร็งกระดูกระยะที่ 3 ได้ฝันเห็นพญานาคสีทองขดอยู่ในมณฑปโบราณเมืองบางขลัง ตรงกลางลำตัวมีใบไม้เท่าฝ่ามือ และมีฤษีเดินออกมาจากผนังมณฑป บอกว่าให้เอายาตัวนี้ไปกินแล้วจะหายโรค เขาจึงมาถามว่าในมณฑปมียาสมุนไพรอะไรมั๊ย อาตมาจึงว่าไม่มี แต่มีตรงทิศใต้ของมณฑป คือ ต้นอังกาบหนู ลองไปดูว่ามันคล้ายในฝันมั๊ย แล้วเขาก็เด็ดใบไปต้มกิน ปรากฏว่ากินไปได้ 2 เดือน ก็หายโรค และมีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้ พอหลายคนทราบข่าวก็เลยลองกินตาม นับทั้งหมดได้ 13 คน ที่หายป่วยจากโรคมะเร็งเพราะกินน้ำต้มใบอังกาบหนู" พระครูพิพัฒน์สุตากร กล่าว อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีระบุว่า ใบและรากของต้นอังกาบหนูมีสรรพคุณมากมาย ทั้งช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ลดไข้ แก้หวัด ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน แก้หูอักเสบ แก้อาการท้องผูก อาหารไม่ย่อย แก้พิษงู รักษาโรคคัน กลากเกลื้อน แก้ฝี อัมพาต โรคปวดตามข้อ และปวดหลัง ฯลฯ แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ นอกจากผู้ป่วยที่มีประสบการณ์โดยตรงเท่านั้น จึงอยากให้หน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบและเร่งทำการวิจัยต่อไปstd47663• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข้อความด้านล่างนี้ส่งต่อกันทางไลน์มาหลายกลุ่ม ไม่มีที่มาที่ไป เข้าไปดู line และ fb ของโรงพยาบาลศิริราชแล้วก็ไม่พบเจอ ขอความกรุณาช่วยตรวจสอบให้ด้วยว่าจริงไหม ................ แจ้งข่าวจากรพ.ศิริราชครับ เรียนคณบดี ผู้บริหาร หัวหน้าภาคฯ อาจารย์ แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน วันนี้ทีมผอ รองผอ ร่วมกับทีมวิศวกรรมศิริราช วิศวะมหิดล วิศวะเกษตร สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย บริษัท PAC บริษัท Meinhard บริษัท วและสหาย บริษัท KLA บริษัท power line บริษัทกรีไทย และบริษัท interpac ได้สำรวจอาคารในศิริราชทั้งวัน รวมถึงหอพัก 8 ไร่ ดำเนินการโดยวิศวะที่มีใบอนุญาตรับรองการตรวจสำรวจ และแบ่งทีมออกสำรวจทั้งหมด 8 ทีม ผลสำรวจอาคารทั้งหมดที่ได้สำรวจ เป็นดังนี้ 1. พบตำแหน่งจุดวิกฤตมาก (สีแดง) ได้แก่ ก. ทางเชื่อมระหว่างตึกสยามินทร์ชั้น 6 กับตึกเฉลิมพระเกียรติฯ ข. ทางเชื่อมระหว่างตึกสยามินทร์(ห้องผ่าตัด)ชั้น 3 กับตึกเฉลิมพระเกียรติ ทั้งสองจุดมีความเสี่ยงสูงมากในการหลุดร่วงทั้งทางเชื่อมตกลงมาชั้น 1 (ทั้งสองทางเชื่อม) (ถ้าไปยืนดูจะเห็นว่าแกว่งอยู่ตลอดเวลา) ซึ่งจะทะลุลงหลังคามายังทางเดินชั้น 1 ระหว่างตึกทั้งสอง จึงต้องปิดตั้งแต่ทางเดิน **ห้ามผ่านเด็ดขาด** ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แผนการแก้ไข จะเริ่มเข้ามาจัดการรื้อหลังคา ตั้งนั่งร้าน ตัดทางเชื่อม โรยส่งลงชั้นล่าง ทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 1.5 เดือน (เริ่มพรุ่งนี้) ผลกระทบ 1.ปิดช่วงทางเดินระหว่างตึกสยามินทร์และตึกเฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่ทางลงบันไดไปชั้น B1 ในด้านศิริราชมูลนิธิ จนถึงทางขึ้น ramp ฝั่งด้านตึกกายวิภาคฯ 2.บุคลากรจะต้องเดินผ่านขึ้นบันไดข้างตึกศิริราชมูลนิธิ ผ่านไปลงที่ ramp 3.การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยรถนั่ง เปลนอน รถเข็นต่างๆ ขึ้นทาง ramp 4.จะรีบดำเนินการสร้าง ramp ชั่วคราวพาดบันไดและเชื่อมไปบริเวณสนามหญ้าหน้าศิริราชมูลนิธิ เพื่อใช้ในการเคลื่อนย้ายรถนั่ง เปลนอน ได้นำเรียนถึงความจำเป็นของการดำเนินการแผนนี้ต่อศิริราชมูลนิธิแล้ว ซึ่งจะมีแผนย้ายจุดรับบริจาคกลับมายังตึกมหิดลบำเพ็ญใหม่อีกครั้ง 2. ตำแหน่งจุดวิกฤตปานกลาง (สีเหลือง) ได้แก่ ก.ทางเชื่อมระหว่างตึกพระศรี 100 ปีและตึกโกศล พบว่าโครงสร้างตึกแข็งแรง แต่พบว่ามีพื้นผิวแผ่นปูนตกลงมาที่ทางเดิน และจะมีโอกาสตกเพิ่มขึ้น การแก้ไข วันนี้เริ่มตั้งนั่งร้านขึ้นแก้ผิวฉาบ แต่ต้องระมัดระวังสายต่างๆที่เชื่อมโยง ใช้เวลาดำเนินการ 5 วัน ในระหว่างนี้จะปิดกันทางเดินตั้งแต่ทางออกตึกพระศรี (ข้างร้าน ณ ศิริราช) ที่ต้องเดินผ่าน ramp และซอกทางเดินระหว่างสองตึกนี้ เนื่องจากเศษปูนมีชิ้นใหญ่มาก ให้เดินผ่านทางหน้าร้าน S&P แทน ข.หอพัก 8 ไร่ จากการตรวจสอบภายในตัวอาคารทั้งสองตึก (ตรวจทุกชั้นรวมที่จอดรถ) ไม่กระทบโครงสร้างใด ๆ เป็นเพียงรอยร้าวของผนังฉาบ แต่พบว่าด้านนอกของอาคาร A&B ด้านปลายทั้งสองฝั่งของทั้งสองตึก มีเศษปูนชิ้นใหญ่ที่สามารถร่วงหล่นลงมา ตึก A จะร่วงลงที่จอดรถด้านนอก ด้านสถานีรถไฟและอีกด้านเป็นด้านคนเดินเข้าตึก ตึก B เป็นด้านติดกับวัดและด้านที่เป็นที่จอดรถหน้าศูนย์ฟอกเลือด การแก้ไข จะต้องโรยตัวลงมากระเทาะพื้นผิวทั้ง 4 ฝั่ง ฉาบพื้นผิวใหม่ ผลกระทบ จะกั้นพื้นที่ช้้น 1 ห้ามจอดรถ ห้ามเดินผ่าน และเข้าแจ้งให้ทางวัดทราบ 3. จุดที่พบว่า ไม่พบความเสียหายต่อโครงสร้างหลัก (สีเขียว) อาคารที่สำรวจมีความปลอดภัยในการใช้งาน ยืนยันไม่มีผลต่อโครงสร้าง ก.ตึกที่พบว่าเป็นการแตกร้าวของผนังฉาบหลายชั้น ได้แก่ ตึกนวมินทรฯ ตึกเฉลิมพระเกียรติฯ ตึกศรีสวรินทราฯ ซึ่งจะดำเนินการเข้าพื้นที่เพื่อซ่อมแซม แก้พื้นผิว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ไล่ตามตึกที่แจ้ง ข.กระเบื้องห้องน้ำหอผู้ป่วยนวมินฯ 12 ที่กำลังจะหลุด 3 ห้อง และที่แขวนทีวี ได้ดำเนินแก้ไขวันนี้แล้ว ค.ฝ้าที่มีความเสี่ยงหลุดร่วงที่โถงตึกศรีสวรินฯ ชั้น 1 ได้ดำเนินการแก้ไขวันนี้แล้ว (วันนี้มีระดับคนงานจากภายนอกมาเตรียมพร้อมแก้ไขหน้างานเลยประมาณ 30 คน) ง.แผ่นผนังกระเบื้องหินหลังพระรูปปั้นสมเด็จย่า มีความเสี่ยงที่จะหลุดร่วงทั้งสองแผ่น จะรีบดำเนินการแก้ไขในวันพรุ่งนี้ จ.ทางเชื่อมระหว่างศูนย์โรคหัวใจและตึกนวมินฯ มีความแข็งแรงปกติ ในการสำรวจมีการลงนามรับรองในส่วนสีเขียวโดยวิศวกร จึงเรียนมาเพื่อให้ทุกท่านได้เกิดความมั่นใจ และโปรดประชาสัมพันธ์ให้ทุกหน่วยงานทราบถึงผลการสำรวจดังกล่าว ตลอดจนความจำเป็นในการปิดทางสัญจรทางช่่วง ขอบคุณมากครับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช สรุปว่าตั้งแต่ 1 เมษายน 2568 1. ทางเข้าออกปัจจุบัน(ก่อน 1 เมษายน) ยังเหมือนเดิม ยกเว้นกรณีรถมาจากท่าน้ำวิ่งมาสี่แยกศิริราช ห้ามเลี้ยวขวาเข้าประตู 1 (ประตูตึกอุบัติเหตุ) 2. เพิ่มทางเข้าด้านตึกสลากสำหรับรถที่มาจากสะพานอรุณอัมรินทร์สามารถเลี้ยวซ้ายเข้าประตู 4 ได้ไม่ระบุชื่อ• 1 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเหลือเชื่อ! แค่เอาเท้าไปแช่ลงในเกลือ ผลที่ได้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ สำหรับคนรักสุขภาพ!!! เทรนด์ยอดฮิตที่กำลังมาแรงในตอนนี้นอกจากการออกกำลังกายแล้วนั้นคือ “แช่เท้าด้วยเกลือ” ที่ใครก็สามารถทำได้แบบไม่ต้องเสียเงินเข้าสปาเลย แถมได้ประโยชน์มากมายเกิดคาด!! “เท้า” เป็นอวัยวะที่เราใช้งานหนักมาก เพราะไหนจะต้องแบกรับน้ำหนักเราที่มีหลายสิบโลแล้ว เรายังต้องอาศัยเท้าในการเดินหรือทำกิจกรรมอีกมากมายในแต่ละวัน แน่นอนว่าต้องมความเหมื่อยล้าบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบสวมใส่รองเท้าที่มีส้นสูงๆ วันนี้เราจึงขอหยิบยกวิธีการดูแลสุขภาพเท้ามาฝาก นั้นคือ การแช่เท้าด้วยเกลือ ที่สำคัญไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แถมไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมายเพื่อไปทำสปารเท้า การแช่เท้าในน้ำเกลือกลายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่คนไทยกำลังพูดถึง และให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากในขณะนี้ ว่าแต่ทำแล้วจะช่วยอะไรบ้าง และต้องทำอย่างไรนั้นไปชมกันเลย!!! ประโยชน์ของการแช่เท้าด้วยเกลือ 1. ช่วยดึงสิ่งที่ตกค้างในร่างกายออก 2. ช่วยดึงพลังงานลบที่เกิดจากอารมณ์ออก 3. ช่วยดึงประจุพลังงานลบ ซึ่งเป็นพลังงานไม่ดี ออกจากร่างกาย 4. หลังจากที่ดึงพลังงานลบออกจากร่างกายแล้วเราก็ใช้วิธีการรักษาได้ตามปกติ ทั้งนี้วิธีการนี้จะเป็นการช่วยดึงพลังงานลบออกจากร่างกาย ก่อนการรักษา ทำให้รักษาได้ง่ายขึ้น 5. เมื่อแช่เท้าด้วยเกลือ บ่อยๆ ร่างกายจึงไม่มีพลังงานลบที่ก่อโรคหลงเหลืออยู่อีก และนี่เองจึงทำให้สุขภาพของเราดีขึ้น วิธีการแช่เท้าด้วยเกลือ 1. นำกะละมังขนาดที่สามารถวางเท้าแช่ได้-ใส่น้ำลงไปให้ท่วมตาตุ่มจะเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาก็ได้ 2. ใส่เกลือทะเล (ที่เป็นเกลือแบบเม็ด) ลงไปประมาณ 1 กำมือ 3. เอาเท้าเหยียบเกลือที่ยังไม่ละลาย 4. ทำจิตใจให้สงบ หรือเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ นั่งอยู่ประมาณ 15-20 นาที 5. หลังจากนั้นให้ล้างเท้าด้วยน้ำเปล่า การแช่เท้าด้วยเกลือนั้นคนปกติ สามารถทำได้ทำอาทิตย์ละครั้ง ส่วนคนป่วย ทำได้ทุกวันก่อนนอน หากผู้ใดที่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล มีอาการหนาว สั่น ให้ใช้น้ำอุ่นในการแช่เท้า สำหรับคนที่ร้อนก็ให้ใช้น้ำเย็นแช่ค่ะ การแช่เท้าเป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกถ่ายทอดกันมาอย่างยาวนาน ตามหลักทฤษฎีการแพทย์ทางเลือกสาขา Reflexology โดยมีความเชื่อกันว่าเท้า มีจุดสัมผัส ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย เพราะฉะนั้นวิธีกรการผ่อนคลาย ด้วยการแช่เท้าลงในน้ำร้อน จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยกระตุ้นจุดสัมผัสเหล่านี้ด้วยพลังงานความร้อน ทางด้างผลงานการวิจัยของ นายแพทย์ วิลเลียม วินเทอร์วิตซ์ จากประเทศออสเตรีย มีความคิดเห็นว่า ประสาทรับสัมผัสที่ผิวหนังจะมีวงจรประสาทเชื่อมต่อกัน กับกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายในร่างกาย และเมื่อความร้อน มาสัมผัสกับผิวหนัง มันก็จะส่งสัญญาณไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะที่อยู่ห่างไกลได้ ทั้งนี้การแช่เท้า ไม่ว่าจะเป็นน้ำเกลือหรือน้ำอุ่นหรือไม่ก็ตาม ยังมีข้อดีอีกหลายอย่างดังนี้! 1. ลดอาการปวดบวมที่เท้าแล้ว 2. ลดอาการปวดท้อง 3. กระตุ้นความต้านทานของร่างกาย 4. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น 5. ป้องกันอาการมือเท้าเย็นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว 6. ลดอาการอักเสบของจมูกและลำคอ 7. ช่วยให้อาการปวดหัวหรือปวดประจำเดือนลดลง 8. ลดอาการคั่งของเลือดที่ส่วนอื่นๆ 9. ทำให้นอนหลับง่ายตลอดคืน เป็นต้น ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : เบ็ดเตล็ดไอเดีย ชื่นชอบข่าวนี้ อยากแชร์ต่อให้เพื่อนๆผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 6 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยคนไทยช่วยกันครับ แชร์กันให้เยอะๆ ให้ถึงมือผู้ที่ได้รับความทุกข์โศกอยู่ในขณะนี้ ได้บุญครับ #รถที่จมน้ำทุกคันมีทางแก้เคยเจอมาแล้ว เมื่อปี 54 #ช่างจันทร์ขอแนะนำ รถที่จมน้ำในตอนนี้!๚ 1.ถอดขั้วแบตเตอรี่ออกหนึ่งข้าง บวก หรือ ลบ ก็ได้ 2.เอามือถือถ่ายรูปรถทุกจุดที่น้ำเข้า 3.ถ่ายรูปตอนน้ำท่วมสูงสุดจะได้รู้ว่า ถึงจุดไหนของรถ 4.พอน้ำลง โทรตามบ.ประกันภัยรถให้มาซ่อม 5.ประกันภัยมาดูรถ ขอให้ใส่แบต ขอติดเครื่องยนต์,#ห้ามเด็ดขาด เพราะน้ำเข้าท่อไอดี ไปอยู่ที่หัวลูกสูบ พอติดเครื่อง น้ำก็จะอัดในห้องเครื่องทำให้ก้านสูบคดงอ พังในที่สุด ซ่อมใหม่ก็หลายๆหมื่น เลยทีเดียว 6.ให้ประกันลากเข้า 0 บริการ พร้อมทำหนังสือ(ใบเครมซ่อมรถ)ว่า จะรับผิดชอบทุกอย่าง ทำให้เหมือนเดิม แล้วเซ็น 7.คนไหน #ไม่มีประกันภัย ให้ทำตาม "ช่างจันทร์ บอกต่อไปนี้ 7.1 ถอดแบต 7.2 เอาลมเป่า ตามปลั๊กไฟทุกจุด และถอดกล่อง ECU มาเป่า, ใช้ลมเป่าเบาๆ หรือไดร์เป่าผมก็ได้ แล้วตากแดด 20 นาที [กล่องจมน้ำไม่พัง #ถ้าลมเป่าแรงๆพังเลย กล่องพวกนี้เขามีน้ำยาเคลือบมาแล้ว จมน้ำเลยไม่เสีย แต่ใส่แบตผิดเสียเลย เปลี่ยนใหม่ หลักหมื่น 7.3 ถ่ายน้ำมันเครื่อง เกียร์ เฟืองท้าย ทิ้ง เติมใหม่ 7.4 รถ #เบนชิล ถอดหัวเทียนออก ติดเครื่อง 3 วิ ทำแบบนี้ 3 ครั้ง ครั้งแรกน้ำพุ่งออกรูหัวเทียนมาก #ห้ามลืมถอดหัวเทียนนะ ก้านสูบคด เสียเงินหมื่น 7.5 #เครื่องดีเชล ถอดหัวฉีด หรือหัวเผาก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วติดเครื่อง 4 วิ ทำ 4 ครั้ง 7.6 ประกอบคืน ล้างถังน้ำมันเชื้อเพลง เติมใหม่ แล้วติดเครื่องได้เลย #เย้ๆดีใจ เครื่องติดแล้ว ทำตามที่บอก อย่าข้ามขั้นตอน แค่นี้ ก็ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น 7.7 เมื่อเครื่องยนต์ ติดแล้ว เข้าเกียร์ไม่ได้ วิ่งไม่ได้ เพราะผ้าครัชติดกับหวีครัช #ไม่ต้องยกเกียร์ให้ลำบาก ทำง่ายๆ นาทีเดียวก็ ดีเยี่ยม #เข้าเกียร์ 2 ติดเครื่อง 8 วินาที ใช้ได้เลย,ใช้ได้ 2,000 โล เปลี่ยนลูกปืนครัชใหม่ ราคาไม่ถึงพัน 8. มอไซค์ ที่จมน้ำ 8.1 ให้ทำทุกอย่าง เหมือน 7.1 ถึง 7.6 มอไซค์ ดีอย่าง แบตเตอรี่ จมน้ำไม่เสีย, แบตแห้งใง #คนใหนอ่านจบ คนนั้นเป็นคนดีของสังคม แล้วแชร์ ให้เพื่อนๆ ที่อยู่ สกลนคร และทุกคนที่รถจมน้ำ อย่างน้อย ช่างจันทร์ ก็ถือว่า ได้ช่วย ได้บุญ, ส่วน#คนที่กดแชร์ ก็ได้บุญใหญ่ คนไทยช่วยกัน ช่วยกันนะครับบบบ.ไม่ระบุชื่อ• 1 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยบัญชีรับเงินบริจาคเพื่อต่อสู้สงครามโควิด-19 ร่วมกับ รพ.มงกุฎวัฒนะ ชื่อบัญชีว่า “โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเพื่อผู้ป่วยโรคร้ายแรง” ธนาคารไทยพาณิชย์ 0273 สาขาบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ เลขที่บัญชี 273-241279-5 บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ผมขอเรียนท่านผู้มีจิตศรัทธาทราบว่าชั่วชีวิตของผมไม่เคยขอรับบริจาคเงิน ครั้งนี้คือครั้งแรกในชีวิต สถานการณ์โรคระบาดในวันนี้ผมตัดสินใจจัดตั้ง รพ.สนาม ระดับ 3 เพื่อรับการส่งต่อผู้ป่วยอาการหนักและอาการปานกลางจาก รพ.ทั่วไป ทั้งรัฐและเอกชน ตลอดจน รพ.สนามระดับ 1 และ ฮอสปิเทลทุกแห่ง รพ.สนาม ระดับ 3 ที่ผมจะจัดตั้งขึ้นนี้มีขีดความสามารถเป็น ไอ ซี ยู ขนาด 48 เตียง สำหรับผู้ป่วยอาการหนักที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์ประจำ ไอ ซี ยู จำนวนมาก และ หอผู้ป่วยสนามระดับ 2 ขนาด 256 เตียง สำหรับผู้ป่วยอาการปานกลางซึ่งเกือบทั้งหมดมีอาการปอดอักเสบที่สามารถเลวร้ายไปสู่ภาวะวิกฤตทางระบบหายใจและทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิต ดังนั้น รพ.สนาม ระดับ 3 ที่มีขีดความสามารถเป็น ไอ ซี ยู ที่สามารถรับผู้ป่วยอาการหนักจำนวนมากๆ จึงเป็นทางรอดในสถานการณ์โรคระบาดที่เลวร้ายนี้ จำนวนเตียง ไอ ซี ยู สนาม ขนาด 48 เตียงถือว่ามีจำนวนที่มากมาย แต่หากสถานการณ์โรคระบาดยังเลวร้ายต่อเนื่อง ผมจะยกระดับขีดความสามารถหอผู้ป่วยสนาม ระดับ 2 ขนาด 256 เตียงให้เป็น ไอ ซี ยู ทันที ขณะนี้ผมได้เตรียมระบบจ่ายก๊าซและอากาศทางการแพทย์[Medical Gas Pipeline System]ทั้งระบบหลักจาก รพ.มงกุฎวัฒนะและระบบสำรองจาก บริษัท LINDE , เครื่องช่วยหายใจ [Ventilator] และระบบมอนิเตอร์ผู้ป่วยวิกฤต[Patient monitor] , เครื่องมือแพทย์ประจำ ไอ ซี ยู อีกจำนวนมากซึ่งจะเพียงพอกับจำนวนเตียง ไอ ซี ยู 48 เตียงในลำดับขั้นการปฏิบัติในระยะแรกภายในไม่เกิน 2 สัปดาห์นับจากประกาศนี้ เนื่องจากการรับบริจาคเงินเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยมีความประสงค์ที่จะรบกวนทรัพย์จากพ่อแม่พี่น้อง ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้แล้วผมยิ่งไม่ปรารถนา ทั้งนี้ก็เพราะ รพ.มงกุฎวัฒนะเป็น รพ.เอกชนที่แสวงประโยชน์ในทางธุรกิจ แต่สถานการณ์ขณะนี้ ลำพังกำลังทุนทรัพย์และทรัพยากรของ รพ.มงกุฎวัฒนะและตัวผมแล้ว ขอเรียนว่ากำลังไม่เพียงพอกับไอ้โควิด-19 ที่คุกคามประชาชนจำนวนมากครับ ผมมีสิ่งหนึ่งที่กล้าประกาศว่า ผมมีความห้าวหาญที่มากพอ และประสบการณ์ที่สังคมไทยยังอาจใช้ประโยชน์จากผมได้ ที่สำคัญยิ่ง คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง ตรงไปตรงมาของผม ถึงแม้ตัวผมเองจะเป็นคนดุดันจริงจัง แต่ความดุดันจริงจังของผมนั้นก็เป็นไปด้วยจิตวิญญาณเพื่อปกป้องชาติและพระมหากษัตริย์เท่านั้น โดยส่วนตัวของผมแล้วเป็นคนเรียบง่าย สมถะ ตลก ใจดี เช่นเดียวกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แหละครับ...ยกเว้นเรื่องเดียวที่ผมไม่เคยยอม คือ การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ผมเคารพรักและเทิดทูน เพราะนั่นคือภัยคุกคามที่ผมไม่มีวันยอมตามคำสัตย์ปฏิญาณตนของผมที่ถวายต่อพระเจ้าแผ่นดิน โพสต์ประกาศบัญชีรับเงินบริจาคนี้ เป็นการรับเงินบริจาคเข้าบัญชี รพ.มงกุฎวัฒนะซึ่งเป็นนิติบุคคลที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ต้องรับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี และรายรับจากเงินบริจาคจะต้องรายงานให้กรมสรรพาการทราบเพื่อการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย... เงินบริจาคทั้งหมดไม่ได้เข้ากระเป๋าผมหรือกระเป๋าใครทั้งสิ้นครับ ผมขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมต่อสู้ไอ้โควิด-19 และขอให้ทุกท่านจงปลอดภัยจากโรคร้ายนี้ถ้วนหน้า พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ 26 เม.ย.64 เวลา 16.39 น.โควิด 2019ไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้ลงทุนหุ้นพลังงานสะอาดตามที่มีข้อความปรากฏบนสื่อออนไลน์เรื่องตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้ลงทุนหุ้นพลังงานสะอาด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าข้อความดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ จากการพบข้อมูลเรื่องตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้ลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมหุ้นพลังงานสะอาด เริ่มต้น 2,700 บาท รับปันผลทุกวัน 28% ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า ข้อมูลที่ปรากฏให้เห็นนั้นไม่เป็นความจริง อีกทั้งเพจดังกล่าวยังมีการแอบอ้างชื่อ และโลโกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในการให้ข้อมูลหลอกลวง อันอาจจะนำไปสู่ความเสียหายได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th หรือ โทร. SET Contact Center 02-009-9999 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีการเปิดให้ลงทุนหุ้นพลังงานสะอาดแต่อย่างใด เพจดังกล่าวเป็นเพจปลอมที่มีการแอบอ้างชื่อ และโลโกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ไปใช้ โดยไม่ได้รับอนุญาตแอคปลอมstd46361• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยดื่มน้ำมะระขี้นกร้อน ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ทุกชนิดตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลวิธีการรักษาโรค เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ดื่มน้ำมะระขี้นกร้อน ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ทุกชนิด ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีคำแนะนำวิธีรักษาโรคมะเร็งด้วยการดื่มน้ำมะระขี้นกร้อน ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การดื่มน้ำมะระขี้นกร้อนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็งและไม่สามารถนำมารักษาโรคมะเร็งได้ ซึ่งมะระขี้นก เป็นพืชผักสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์หลายด้าน มีรายงานวิจัยระดับเซลล์ในห้องปฏิบัติการพบว่ามะระขี้นกมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจมีส่วนช่วยต้านเซลล์มะเร็ง แต่ไม่สามารถนำมารักษาโรคมะเร็งได้std48176• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! เว็บฯ https://travelkub.com/ เปิดสินเชื่อรากฐาน ไม่ต้องค้ำประกัน โดย ธ. ออมสินเปิดสินเชื่อรากฐาน ไม่ต้องค้ำประกัน โดย ธ. ออมสิน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีการส่งต่อข่าวสารเรื่อง ธ. ออมสิน เปิดสินเชื่อรากฐานรอบใหม่ ให้ยืมสูงสุด 10,000-30,000 บาท ทุกอาชีพ ไม่ต้องค้ำประกัน ผ่านเว็บฯ https://travelkub.com/ ทางธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า สินเชื่อดังกล่าว เป็นสินเชื่อห่วงใย (เพื่อสู้ภัย COVID-19) ผ่าน MyMo ซึ่งได้ครบระยะเวลาดำเนินโครงการแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 จึงขอแจ้งว่า ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลเท็จ ทั้งยังมีการแอบอ้างนำชื่อ และโลโก้ของธนาคารออมสินโฆษณาชวนเชื่อดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อเพจดังกล่าว ที่มีการแอบอ้างชื่อของธนาคารในการชักชวนในลักษณะนี้ โดยสามารถติดตามข่าวสารจากสื่อช่องทางหลักของธนาคารออมสินบทสรุปของเรื่องนี้คือ : ข้อมูลดังกล่าวเป็นสินเชื่อห่วงใย (เพื่อสู้ภัย COVID-19) ซึ่งครบระยะเวลาโครงการเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 65 ทั้งยังมีการแอบอ้างนำชื่อ และโลโก้ของธนาคารออมสินโฆษณาชวนเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาตandawinter0• 3 ปีที่แล้ว
- 2 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! ธอส. เปิดเพจ GH BANK ชวนลงทุนดอกเบี้ยต่ำตามที่มีการแชร์ข่าวสารเรื่อง ธอส. เปิดเพจ GH BANK ชวนลงทุนดอกเบี้ยต่ำ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีการพบข้อมูลเกี่ยวกับ เพจ GH BANK เป็นเพจของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ชวนลงทุนดอกเบี้ยต่ำ ทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ กระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ขณะนี้มีมิจฉาชีพแอบอ้างนำตราสัญลักษณ์ของธนาคารไปใช้ใน เฟซบุ๊กเพจพร้อมตั้งชื่อ “GH BANK” รวมถึงแอบอ้างใช้คำว่า ธอส. เป็นผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ทั้งยังมีการยื่นกู้สินเชื่อส่วนบุคคลผ่านออนไลน์ โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ ขอยืนยันว่า ธนาคารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเฟซบุ๊กเพจดังกล่าว โดยธนาคารมีเฟซบุ๊กเพจอย่างเป็นทางการในนาม “ธนาคารอาคารสงเคราะห์” เท่านั้น ซึ่ง ธอส. อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างแล้ว website 2414 ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลของเฟซบุ๊กเพจดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ สามารถติดตามได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ G H Bank Call Center โทร 02-645-9000 และ Facebook Fanpage : ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้บริโภคเฝ้าระวังแอคปลอมstd47603• 3 ปีที่แล้ว

ไม่พบข้อความที่คุณค้นหา
หากคุณสงสัยว่าข้อความที่พบเป็นข่าวลวง ข่าวลือ หรือ ข้อความหลอก ที่ยังไม่พบใน Cofact กรุณาคลิกที่
สร้างข้อความ
