(3186 ข้อความ)
- 1 คนสงสัยเพียงใช้มะระต้มร้อนๆสามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง!กัลยาณมิตรทุกท่านกรุณา ช่วยแชร์ต่อด้วยครับ เป็นมหาบุญ บารมี จริงๆ สำหรับผู้ที่ กำลังประสบชะตากรรมกับโรคร้ายนี้ 🇳🇱♥️💚🇳🇱💜🇵🇾🍎🍏🍅🍊 ศาสตราจารย์เฉิน ฮุ้ย เหริน ย้ำว่าถ้าทุกคนที่ได้รับจดหมายข่าวนี้สามารถส่งต่อไปให้ผู้อื่นได้อย่างน้อยหนึ่งชีวิตจะได้รับการช่วยชีวิต ... ฉันได้ส่งต่อในส่วนของฉันไปแล้ว หวังว่าคุณจะส่งต่อให้บุคคลอื่น ขอบคุณ! น้ำมะระร้อนๆสามารถช่วยคุณได้ตลอดชีวิต ดูวิธีแล้วบอกต่อคนอื่น !! เพียงใช้มะระต้มร้อนๆสามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง! หั่นมะระขี้นกประมาณ 3 ~ 5 ชิ้นใส่ลงในถ้วยแล้วเติมน้ำร้อน ดื่มทุกวันมันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน น้ำมะระขี้นกร้อนจะออกสารต้านมะเร็งซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดในการรักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพในด้านการแพทย์ น้ำมะระร้อนๆมีผลต่อซีสต์และเนื้องอก พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ทุกชนิด การรักษาด้วยสารสกัดจากมะระขี้นกนี้จะทำลายเซลล์มะเร็งเท่านั้น และไม่ส่งผลต่อเซลล์ที่มีสุขภาพดี นอกจากนี้กรดอะมิโนและโพลีฟีนอล ในน้ำมะระสามารถควบคุมความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพป้องกัน ปรับการไหลเวียนโลหิตและลดลิ่มเลือด หลังจากอ่านจบ โปรดส่งต่อคนอื่นๆ ครอบครัว เพื่อน ๆ และคนที่คุณรัก ให้ดูแลสุขภาพของตัวเอง 🙏🏻💖(ดีใจ))ยาสมุนไพรผู้บริโภคเฝ้าระวังMrs.Doubt• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม ! กินเม็ดชานมไข่มุก ทำให้เป็นโรคมะเร็งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เปิดเผย ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องกินเม็ดชานมไข่มุก ทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางศูนย์ ฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการแชร์ข้อความบนสื่อออนไลน์ว่าเม็ดไข่มุกบางยี่ห้อจากไต้หวันนั้นมีสารสไตรีน และสารกลุ่มโพลีคลอรีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polychlorinated Biphenyls ;PCBs) ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง จากที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไต้หวันได้มีการตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีสารสไตรีน (Styrene) แต่พบสารอะซิโตฟีโนน (Acetophenone) และสารประกอบกลุ่มโพลีโบรมีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polybrominated Biphenyl;PBBs) ซึ่งมีปริมาณน้อยมาก แต่ไม่ใช่สารประกอบกลุ่ม PCBs จึงไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็งอย่างที่ได้มีการแชร์ โดยเม็ดชานมไข่มุกทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง การกินเม็ดชานมไข่มุกก็เหมือนการกินแป้ง จึงยังสามารถกินชานมไข่มุกได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่น่ากลัว คือการกินชานมไข่มุกในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจได้ เพราะนอกจากในเม็ดไข่มุกจะประกอบไปด้วยแป้งมันสำปะหลังแล้วนั้น ในน้ำชานมยังประกอบไปด้วยน้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมข้นหวาน ซึ่งจัดได้ว่าชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูง และมีคุณค่าทางสารอาหารน้อย ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆมะเร็งผู้บริโภคเฝ้าระวังstd48423• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยอย.ยัน ไม่มีครีม-เซรั่มใด ทาแล้วดั้งพุ่งใน 7 วัน เป็นแค่การอ้างสรรพคุณเกินจริงอย. ชี้แจงไม่มีครีมหรือเซรั่มใด ที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการ กล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ภญ.สุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีมีผู้แชร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ครีม หรือเซรั่ม ที่สามารถทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกดั้งโด่ง ภายใน 7 วันนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเรียนว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้น ครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหกทั้งเพ เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รองเลขาธิการ อย.กล่าวว่า อย. เคยออกข่าวเตือนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้เมื่อปี 2561 และกลับมาวนซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา ขอให้ผู้บริโภคหยุดคิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่างๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ หากพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงขอให้แจ้งร้องเรียนที่สายด่วน อย. 1556std47993• 3 ปีที่แล้ว
- 3 คนสงสัยกินเม็ดชานมไข่มุก ทำให้เป็นโรคมะเร็งตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องกินเม็ดชานมไข่มุก ทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการแชร์ข้อความบนสื่อออนไลน์ว่า เม็ดไข่มุกบางยี่ห้อจากไต้หวันนั้นมีสารสไตรีน และสารกลุ่มโพลีคลอรีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polychlorinated Biphenyls ; PCBs) ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง จากที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไต้หวันได้มีการตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีสารสไตรีน (Styrene) แต่พบสารอะซิโตฟีโนน (Acetophenone) และสารประกอบกลุ่มโพลีโบรมีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polybrominated Biphenyl ; PBBs) ซึ่งมีปริมาณน้อยมาก แต่ไม่ใช่สารประกอบกลุ่มโพลีคลอรีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polychlorinated Biphenyls ; PCBs) จึงไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็งอย่างที่ได้มีการแชร์ โดยเม็ดชานมไข่มุกทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง การกินเม็ดชานมไข่มุกก็เหมือนการกินแป้ง จึงยังสามารถกินชานมไข่มุกได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่น่ากลัว คือการกินชานมไข่มุกในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจได้ เพราะนอกจากในเม็ดไข่มุกจะประกอบไปด้วยแป้งมันสำปะหลังแล้วนั้น ในน้ำชานมยังประกอบไปด้วยน้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมข้นหวาน ซึ่งจัดได้ว่าชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูง และมีคุณค่าทางสารอาหารน้อย จึงควรกินชานมไข่มุกนาน ๆ ครั้งเท่านั้น หรือหากต้องการกินอาจลดปริมาณน้ำตาล หลีกเลี่ยงการใส่ครีมเทียมในชานมไข่มุกNattapat Non• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยจริงหรือไม่! คนแก่กินปาท่องโก๋ใส่แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ไตทำงานหนักคนชรากินปาท่องโก๋ที่ใส่แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ทำให้ไตทำงานหนัก ความจริงแล้วเป็นอย่างไร จากข้อมูลในโลกออนไลน์ เรื่อง คนชรากินปาท่องโก๋ที่ใส่แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ทำให้ไตทำงานหนัก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมอนามัย หน่วยงานสำนักอนามัยผู้สูงอายุ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ เพราะแอมโมเนียมไบคาร์บอเนตไม่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อผู้สูงอายุรับประทานเข้าไปจึงไม่ได้ทำให้ไตทำงานหนัก สำหรับส่วนประกอบของปาท่องโก๋ จะมีสารที่นิยมใช้ในการทำให้ขึ้นฟู 3 ชนิด ช่วยให้ปาท่องโก๋กรอบพองฟู โดยสารแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติในการทำให้เกิดการขึ้นฟูในขั้นตอนที่ต่างกัน ได้แก่ ผงฟู ยีสต์ แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต (NH₄HCO₃) นอกจากนี้ หากทอดปาท่องโก๋แบบผ่านความร้อนนาน ๆ หรือผ่านการทอดในน้ำมันซ้ำ ยังอาจเสี่ยงจะเกิดสารก่อมะเร็งได้ ทำให้เกิดอันตรายต่อทั้งผู้ทอดและผู้บริโภค แม้ว่าการรับประทานปาท่องโก๋จะไม่มีโซเดียม ไม่ให้ไตทำงานหนัก แต่ปาท่องโก๋ก็เป็นอาหารที่มีแคลอรีสูง ไม่ควรรับประทานปาท่องโก๋เป็นประจำ โดยพลังงานของปาท่องโก๋จะสูงราว 120 – 180 กิโลแคลอรี อีกทั้งพลังงานส่วนใหญ่ยังมาจากไขมัน เพราะในปาท่องโก๋มีไขมันอิ่มตัวสูง ส่งผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด หากรับประทานบ่อย ๆ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ ส่วนการที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ส่งผลเสียต่อไต และความดันโลหิตสูง ผลที่ตามมาคือเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่าง ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น แต่ในปาท่องโก๋ไม่ได้ใส่เกลือหรือผงฟูมากขนาดนั้น หากไม่กินมากจนเกินไปก็ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายstd47724• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เตือนข่าวปลอม“จิบน้ำขมิ้นชันป้องกันมะเร็ง”ข่าว “จิบน้ำขมิ้นชันป้องกันมะเร็ง” ที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ นั้น กรมการแพทย์ โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบว่า ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าน้ำขมิ้นชันช่วยป้องกันมะเร็ง นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) เป็นพืชสมุนไพรนิยมใช้เป็นเครื่องเทศสำหรับแต่งรสและสีผสมอาหาร ขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและอาจมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งผิวหนัง ซึ่งผลการศึกษานี้เป็นเพียงผลวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าสารนี้ช่วยป้องกันหรือรักษามะเร็ง นอกจากนี้การดื่มน้ำขมิ้นชันอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการป้องกันมะเร็ง หากประชาชนยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือรับประทานอาหารที่อาจปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง ด้านนพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันมีหลายรูปแบบ เช่น เหง้าสด เหง้าแห้ง ผง แคปซูล ยาเม็ด ยาทาผิวหนัง และเครื่องดื่มชาขมิ้นชัน แม้ว่าจะเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไปเพราะอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนรับประทานสุชญา ชูจันทร์• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเล่นมือถือนาน ๆ ทำให้หน้าเบี้ยวผิดรูปตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยในสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องเล่นมือถือนานๆ ทำให้หน้าเบี้ยวผิดรูป ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีการเตือนภัยว่าการเล่นมือถือเป็นระยะเวลานาน จนทำให้พักผ่อนน้อย ส่งผลให้ปลายประสาทที่เลี้ยงใบหน้าอักเสบ หน้าผิดรูป ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แจงว่า การพักผ่อนน้อย หรือการเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก และปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้ที่ชัดเจน โดยเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เมื่อมีความผิดปกติของเส้นประสาทจะทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง หรือมีลักษณะขยับไม่ได้ เช่น หลับตาไม่สนิท มุมปากตก ยิ้มไม่ขึ้น มักเป็นใบหน้าครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง สาเหตุการเกิดมีหลายปัจจัย เช่น เกิดตามหลังอุบัติเหตุบริเวณเส้นประสาทโดยตรง, การติดเชื้อบริเวณต่อมน้ำลายใกล้ๆเส้นประสาท, การพบเนื้องอกกดเบียดเส้นประสาท หรือเกิดจากการอักเสบของตัวเส้นประสาทเอง (Bell’s palsy) เป็นต้น สำหรับภาวะเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบ หรือ Bell’s palsy นั้น การอักเสบของเส้นประสาทดังกล่าวเกิดขึ้นเอง โดยไม่ได้มีสาเหตุที่สรุปได้ชัดเจน แต่อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสเริม หรืองูสวัด ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีกที่เกิดขึ้นเร็วระยะเวลาภายใน 48 ชั่วโมง เช่นกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรง ขยับไม่ได้ เช่น หลับตาไม่สนิท มุมปากตก รับประทานอาหารและดื่มน้ำลำบาก ร่วมกับอาจมีอาการหูข้างนั้นได้ยินเสียงก้องกว่าปกติ รับรสผิดปกติ เป็นต้น เมื่อมีอาการผิดปกติที่สงสัยภาวะดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์ โดยการรักษาโรคนี้ประกอบด้วยการรักษาด้วยยาหากผู้ป่วยมาพบแพทย์ในช่วงแรกที่มีอาการ ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวดีขึ้น ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อใบหน้าในระยะยาวstd46355• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวเตือนภัยผู้บริโภค วันที่ 23 ตุลาคม 2565สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอมของผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย พบผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน 3 ยี่ห้อ โฆษณาโอ้อวดเกินจริง ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์ ทรีดี พรีเมี่ยม พลัส ทูธเพสท์ (3D PREMIUM PLUS TOOTHPASTE) ชื่อการค้า เอทีเค (ATK) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 10-1-6400019767 อวดอ้างจัดการหินปูน… ฟันเหลือง กลิ่นปาก ร้อนใน และคราบบุหรี่ชากาแฟ 2. ผลิตภัณฑ์ ลิควิด ทูธเพสท์ (LIQUID TOOTHPASTE) ชื่อการค้า โอเค เคลียร์ (OK CLEAR) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 40-1-6300038347 อวดอ้างรักษาฟันผุ… ฟันโยก คลอน เห็นผลใน 2 นาที 3. ผลิตภัณฑ์ ฟันทน ยาสีฟันสมุนไพรสูตรเข้มข้น (รสดั้งเดิม) (FUNTON CONCENTRATED HERBAL TOOTHPASTE (ORIGINAL) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 76-1-6400037025 อวดอ้างรักษาเหงือกอักเสบ… ปวดฟัน ฟันโยก และฟันผุ การโฆษณาดังกล่าวเป็นการโฆษณาเกินจากความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภค เนื่องจากยาสีฟันเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้กับฟันและเยื่อบุในช่องปากเพื่อทำความสะอาดเท่านั้น ดังนั้น การอวดอ้างว่าสามารถแก้ปัญหาร้อนใน รักษาฟันผุ เหงือกอักเสบ ปวดฟัน ฟันโยก จึงเป็นข้อความที่เป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริงและทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง ขอแนะนำผู้บริโภคควรแปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดซอกฟัน เลือกใช้ยาสีฟันผสมสารฟลูออไรด์ เพราะจะสามารถช่วยป้องกันฟันผุได้ และควรไปพบทันตแพทย์ตามนัด หรือทุก 6 เดือน เพื่อสุขภาวะที่ดีของช่องปากและฟัน หากผู้บริโภคที่มีอาการผิดปกติทางช่องปากและฟัน ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษา อย่าหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้ นอกจากจะเสียเงินแล้วยังเสียโอกาสในการรักษาอย่างถูกต้อง หากมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook : FDAThai หรือ E-mail : 1556@fda.moph.go.ththirawutnuyimsai• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยระบบน้ำเหลืองสิวหน้าอก ปัสสาวะสีเข้ม ข้อเท้าบวม เพราะระบบน้ำเหลืองมีปัญหา ตามที่มีการกล่าวถึงในประเด็นเรื่องเกิดสิวหน้าอก ปัสสาวะสีเข้ม ข้อเท้าบวม คือสัญญาณว่าการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองมีปัญหา ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ ระบบน้ำเหลืองมีปัญหา จริงหรือไม่ กรณีส่งต่อคำแนะนำว่า อาการเกิดสิวหน้าอก ปัสสาวะสีเข้ม ข้อเท้าบวม คือสัญญาณว่าการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองมีปัญหานั้น ทางโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า จากข้อมูลตามข้อความดังกล่าวไม่มีเหตุผลที่เป็นไปได้ตามทฤษฎีทางการแพทย์ คือ ระบบไหลเวียนน้ำเหลืองไม่ได้มารวมกับน้ำเลือดบริเวณหน้าอกและไม่ได้สัมพันธ์กับการเกิดสิวหน้าอกตามที่ข้อความกล่าวถึง ปัสสาวะสีเหลืองเข้มมีปัจจัยได้หลายสาเหตุเช่นภาวการณ์ดื่มน้ำน้อย ดังนั้นเลือดหนืดข้นไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว ข้อเท้าบวมมักเกิดจากการรั่วของน้ำออกไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ จากการที่มีน้ำเกินหรือขาดสารอัลบูมินไม่ใช่ของเสียที่ตกค้างมารวมกันstd47887• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยกัญชาช่วยบรรเทาอาการลมชักเฉียบพลันได้กรณีที่มีข้อมูลในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องกัญชาช่วยบรรเทาอาการลมชักเฉียบพลันได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีคำแนะนำด้านสุขภาพว่ากัญชาช่วยบรรเทาอาการลมชักเฉียบพลันได้ ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า พืชกัญชามีสารสำคัญ CBD และ THC ซึ่งมีฤทธิ์การลดชัก แต่ THC มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ในขณะที่ CBD ไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในปัจจุบันสามารถนำสาร CBD มารักษาโรคลมชักรักษายากในเด็ก อย่างมีประสิทธิผลแต่ก็มีผลข้างเคียงในประเทศไทยมีการศึกษาการใช้สารสกัดกัญชา CBD สูง ในการรักษาโรคลมชักรักษายากในเด็กพบว่ามีประสิทธิผลและมีผลข้างเคียงเช่นกัน โดยทั่วไปในผู้ป่วยที่มีอาการชักจะหยุดชักเองภายใน 2 – 3 นาที แต่ถ้าชักนานเกิน 5 นาที จะมีโอกาสชักต่อเนื่องรุนแรงมากขึ้น ในผู้ป่วยที่ชักต่อเนื่องต้องให้ยาเพื่อให้หยุดชัก ได้แก่ diazepam หรือ benzodiazepine ทางเส้นเลือด หรือการสวนทวาร จะทำให้ชักหยุดเร็วขึ้น โดยในวิดีโอแสดงถึงอาการชักของผู้ป่วยเด็กชนิดเกร็งกระตุกทั้งตัว ซึ่งไม่ได้แจ้งว่ามีระยะเวลาชักกี่นาที แต่หลังจากหยดน้ำมันกัญชาแล้วผู้ป่วยหยุดชัก ข้อสันนิษฐานคือ ผู้ป่วยอาจหยุดชักเองพอดีเวลากับการหยดยา การหยดน้ำมันกัญชาทางปากทำให้หยุดชักได้ จากการศึกษาสารสกัดกัญชาจะใช้รักษาโรคลมชักในผู้ป่วยที่รักษาต่อเนื่องเป็นการรักษาระยะยาวโดยค่อยๆ ปรับขนาดยาทีละน้อยเพื่อป้องกันชักซ้ำ ไม่ได้ใช้เพื่อหยุดชักในผู้ป่วยขณะชักระยะเฉียบพลัน (acute seizure) ผู้ป่วยหยุดชักในวิดีโอจึงเป็นข้อสันนิษฐานข้อที่ 1std48890• 3 ปีที่แล้ว
- 3 คนสงสัยข่าวปลอม! กินเม็ดชานมไข่มุกทำให้เป็นโรคมะเร็งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เปิดเผย ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องกินเม็ดชานมไข่มุก ทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางศูนย์ ฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการแชร์ข้อความบนสื่อออนไลน์ว่าเม็ดไข่มุกบางยี่ห้อจากไต้หวันนั้นมีสารสไตรีน และสารกลุ่มโพลีคลอรีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polychlorinated Biphenyls ;PCBs) ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง จากที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไต้หวันได้มีการตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีสารสไตรีน (Styrene) แต่พบสารอะซิโตฟีโนน (Acetophenone) และสารประกอบกลุ่มโพลีโบรมีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polybrominated Biphenyl;PBBs) ซึ่งมีปริมาณน้อยมาก แต่ไม่ใช่สารประกอบกลุ่ม PCBs จึงไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็งอย่างที่ได้มีการแชร์ โดยเม็ดชานมไข่มุกทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง การกินเม็ดชานมไข่มุกก็เหมือนการกินแป้ง จึงยังสามารถกินชานมไข่มุกได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่น่ากลัว คือการกินชานมไข่มุกในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจได้ เพราะนอกจากในเม็ดไข่มุกจะประกอบไปด้วยแป้งมันสำปะหลังแล้วนั้น ในน้ำชานมยังประกอบไปด้วยน้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมข้นหวาน ซึ่งจัดได้ว่าชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูง และมีคุณค่าทางสารอาหารน้อย ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆstd46750• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยอย.ชี้อาหารเสริม “เบลล่า” ขอเลขถูกต้อง แต่โฆษณาไม่ขออนุญาต-พ่วงเกินจริงจากกรณีมีข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ “เบลล่า” ราณี แคมเปน ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ มีการใช้ข้อความในการโฆษณาว่า “ชงผอม” ซึ่งเข้าข่ายโฆษณาผิดกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการขออนุญาตโฆษณากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และอาจโฆษณาเกินจริง วันนี้ (7 พ.ค.) ภก.สมชาย ปรีชาทวีกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงกรณีนี้ว่า สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ “เบลล่า” ราณี แคมเปน จากการตรวจสอบพบว่า มีการขอเลขสารบบของ อย. อย่างถูกต้อง แต่การโฆษณาดังกล่าวอาจเป็นการกระทำผิดเรื่องการโฆษณาอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งข้อความในการโฆษณาดังกล่าวอาจเข้าข่ายการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง ซึ่งจะมีบทลงโทษตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 ข้อหาโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร อันเป็นความผิดตามมาตรา 70 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 41 ข้อหาโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร เพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอัตราโทษตามมาตรา 71 ปรับไม่เกิน 5,000 บาท อย่างไรก็ตาม อย. จะส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เบลล่า ราณี เคยให้สัมภาษณ์ถึงการทำธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว ว่า ยืนยันว่า โปร่งใส เปิดเผยและตรวจสอบทุกอย่างได้ ส่วนการที่ มะปราง วิรากานต์ เอาผลิตภัณฑ์ไปให้ อย. ตรวจสอบ ก็อยากจะเปิดเผยตรงนี้ให้ทางผู้บริโภคหรือตัวแทนจำหน่ายมั่นใจในผลิตภัณฑ์ แสดงความบริสุทธิ์ใจและความจริงใจด้วยว่าแบรนด์เราเชื่อใจได้จริงๆ ถ้าเป็นในตัวของบริษัทที่เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ออกไป ก็คือ ยืนยันว่า เผยแพร่ตามข้อมูล อย. ตามคุณสมบัติอะไรต่างๆ ตามส่วนผสมต่างๆ มีบอกทั้งหมดชัดเจน ทุกอย่างตรวจสอบได้ 100% ไม่มีการเกินจริงอะไรเลยความสวยความงามiiipunykaaa• 3 ปีที่แล้ว
- 3 คนสงสัยครีมช่วยให้ “จมูกโด่ง” ไม่มีอยู่จริง ชี้ ผู้ผลิตโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงอย. ชี้แจง ไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการอ้างสรรพคุณเกินจริง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างใด ๆ ของร่างกายได้ เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีมีผู้แชร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกดั้งโด่งขึ้น ภายใน 7 วัน นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเรียนว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้น ครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหกทั้งเพ เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รองเลขาธิการ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า อย. เคยออกข่าวเตือนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้เมื่อปี 2561 และกลับมาวนซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา ขอให้ผู้บริโภคหยุดคิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ หากพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงขอให้แจ้งร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556ความสวยความงามผู้บริโภคเฝ้าระวังstd48127• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 1 คนสงสัยวัคซีนโมเอร์นาอังกฤษ" เป็นประเทศแรกที่อนุมัติใช้วัคซีนรุ่นใหม่ของโมเดอร์นา ซึ่งพัฒนาให้ป้องกันไวรัสโควิด-19 ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและโอมิครอน เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2565 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า หน่วยงานด้านการกำกับดูแลยาของอังกฤษ อนุมัติวัคซีนของบริษัท โมเดอร์นา ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้สามารถป้องกันไวรัสโควิด-19 ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในปี 2563 และโอมิครอน ที่พบเมื่อเดือน พ.ย.2564 ส่งผลให้อังกฤษกลายเป็นชาติแรกที่อนุมัติวัคซีนรุ่นใหม่ โดยแนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคนเข้ารับวัคซีนรุ่นใหม่เป็นเข็มกระตุ้นในช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย.นี้ ด้านคณะกรรมการร่วมด้านการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกัน ระบุว่า กลุ่มคนที่ควรได้รับวัคซีนรุ่นใหม่เป็นเข็มกระตุ้น ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป เจ้าหน้าที่ซึ่งทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 16 ปี เด็กอายุมากกว่า 5 ปีที่มีปัญหาด้านสุขภาพ รวมถึงสตรีมีครรภ์ และเด็กอายุเกิน 5 ปีที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผลการทดสอบวัคซีนรุ่นใหม่ในกลุ่มตัวอย่าง 437 คน พบว่า วัคซีนช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต้านทานไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน BA.1 ได้ดีกว่าวัคซีนรุ่นเดิม 1.7 เท่า และสามารถต้านทานไวรัสสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 ที่กำลังระบาดในอังกฤษได้ดีกว่าวัคซีนรุ่นเดิมเช่นกัน และไม่พบข้อกังวลเรื่องผลข้างเคียง สำหรับวัคซีนที่ใช้กันอยู่ปัจจุบัน ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเสียชีวิตและการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้เช่นกัน โดยวัคซีนรุ่นใหม่จะช่วยให้การป้องกันโควิด-19 มีประสิทธิภาพมากขึ้นkulanit1363• 4 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยใครเคยได้ยินบ้างไหมคะว่า น้ำสัปปะรดร้อน จะสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ จริงรึเปล่าข้อความทางไลน์อีกแล้วค่ะว่า “ศาสตราจารย์ เฉิน Huiren จากโรงพยาบาลกองทัพบกปักกิ่ง เน้นว่า หากทุกคนที่ได้รับข่าวนี้ สามารถ ทำสำเนา เป็น สิบเล่ม ไปให้คนอื่นได้ อย่างน้อย หนึ่งชีวิต จะได้รับ การช่วยชีวิต ... ฉันได้ทำหน้าที่ของฉันไปแล้ว และหวังว่าคุณจะทำได้เช่นกัน ขอขอบคุณ! น้ำสับปะรด ร้อน สามารถช่วยคุณได้ ตลอดชีวิต น้ำสับปะรด ร้อน สามารถ ฆ่าเซลล์มะเร็ง ได้ 1 ให้ตัดชิ้นเนื้อสับปะรด 2-3 ชิ้น ลงในถ้วย ใส่น้ำร้อน มันจะเป็น "น้ำอัลคาไลน์" ดื่มทุกวัน มันดี สำหรับทุกคน 2 สับปะรด ร้อน ปล่อยสาร ต่อต้านมะเร็ง ซึ่งเป็น ความก้าวหน้า ล่าสุด ในการ รักษาโรคมะเร็ง ที่มี ประสิทธิภาพ ในการแพทย์ 3 ผลสับปะรด ร้อน มีผลต่อ การฆ่า ซีสต์ และเนื้องอก พิสูจน์แล้วว่า สามารถ ซ่อมแซมมะเร็ง ทุกชนิด 4 น้ำสับปะรด ร้อน สามารถฆ่าเชื้อโรค และสารพิษ ออกจากร่างกายได้ทั้งหมด เนื่องจากการแพ้ / แพ้ 5 ประเภทของยา ที่มีสารสกัด จากสับปะรด ทำลาย เฉพาะเซลล์ที่มีความรุนแรง เท่านั้น แต่จะไม่ส่งผล ต่อเซลล์ ที่มีสุขภาพดี ..................................... นอกจากนี้ กรดอะมิโนและสับปะรด โพลีฟีนอลในน้ำสับปะรด สามารถควบคุมความดัน โลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการอุดตัน ของหลอดเลือดภายใน ปรับการไหลเวียนโลหิต และลดการอุดตันในเลือด “มะเร็งยาสมุนไพร🧕🏻• 5 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยรศ.หริรักษ์ สูตะบุตร 10 พฤษภาคม 2566 คงไม่มีข้อสงสัยอีกแล้วว่า พรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ว่ากำลังมาแรง กับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่พยายามกัดเซาะสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เสื่อมลง มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน และยังคงพยายามอย่างแข็งขันต่อเนื่องที่จะกัดเซาะต่อไปจนน่าแปลกใจ ไม่มีใครเลยในกลุ่มนี้ที่สำนึกว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อบรรพบุรุษและครอบครัวตัวเอง ถึงตรงนี้อยากจะเล่าเรื่องที่ผมเคยเล่ามาครั้งหนึ่งแล้ว วันนี้จะขอนำกลับมาเล่าอีกครั้ง เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อผมยังเด็กๆ คุณยายผมซื้อบ้านพักตากอากาศที่หาดชะอำ ซึ่งเป็นบ้านที่สร้างในยุคเดียวกันกับ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ชื่อ "บ้านปลุกปรีดี" เมื่อครั้งกระโน้น ผมและพี่ๆในช่วงเวลาปิดภาคเรียน จะใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังนี้โดยมีคุณยายเป็นผู้ดูแล หาอาหารการกินให้ทุกมื้อ พวกเราตื่นแต่เช้าก็ไปหาน้ำตาลสดกัน ไปรอซื้อจากใต้ต้นตาล น้ำตาลสดจะบรรจุอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ เป็นน้ำตาลสดที่ยังไม่ผ่านความร้อน หวานหอมยิ่งนัก หลังอาหารเช้าก็ลงทะเล เล่นน้ำทะเล หาหอยเสียบ กลับเข้าบ้านทานอาหารกลางวัน บ่ายลงทะเล เย็นทานอาหารเย็น หลังอาหารเย็นลงทะเลไล่จับปูลม ชีวิตช่วงนั้น เป็นชีวิตที่สนุกและมีความสุขจนจำได้ไม่เคยลืมจนถึงทุกวันนี้ ที่บ้านชะอำแห่งนี้ คุณยายอนุญาตให้คนท้องถิ่นคนหนึ่งชื่อ นายอ๋วย มาปลูกกระต๊อบอยู่ฟรีๆทางด้านปลายสุดของที่ ดูเหมือนนายอ๋วยจะเป็นช่างที่มาช่วยซ่อมบ้านให้ นายอ๋วยมีลูกชายหลายคน ลูกของนายอ๋วยบางคนก็มีความสนิทสนมกับเรา หลังจากที่คุณยายจากไป คุนพ่อคุณแม่และพวกเราก็ยังมาพักตากอากาศที่บ้านหลังนี้เป็นประจำ หลังจากนายอ๋วยเสียชีวิต ลูกคนโต และคนกลาง ย้ายออกไปใช้ชีวิตอยู่ที่อื่น ลูกคนเล็กที่ยังคงอาศัยอยู่ในที่แปลงนี้ วันหนึ่ง ตัวเขาร่วมกับเพื่อนๆของเขากับทนายความคนหนึ่งถือโอกาสใช้ช่องกฎหมาย แอบไปยื่นศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินครี่งหนึ่ง คือด้านหลังที่เขาปลูกกระต๊อบอยู่ ความจริงเราไม่น่าจะมีโอกาสที่จะรู้เรื่องนี้เลย แต่บังเอิญเพื่อนของเขาคนหนึ่งเกิดความขัดแย้งกับเขา จึงนำเรื่องนี้มาบอกเรา เราจึงไปยื่นฟ้องค้านได้ทันก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา ต่อสู้คดีกันกว่าจะชนะก็ใช้เวลาเป็นปี ซึ่งเหนื่อยและต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่าเรื่องจะจบ สุดท้ายเรายังให้เงินผู้ที่พยายามยึดครองที่ของเราไปจำนวนไม่น้อยเป็นค่ารื้อถอน กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ก่อตั้งพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง พยายามจะเปลี่ยนประเทศ ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ อ้างตลอดเวลาว่า ประเทศไทยเป็นของประชาชน หาใช่เป็นของพระมหากษัตริย์ไม่ คนกลุ่มนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกชายคนเล็กของนายอ๋วยที่บ้านชะอำของครอบครัวผม ที่ได้อาศัยอยู่อย่างสุขสบาย สุดท้ายพยายามยึดเป็นที่ของตัวเอง ปฐมกษัตริย์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุทธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ ล้วนเป็นพระมหากษัตริย์ที่นำทัพออกรบ รวบรวมดินแดนก่อตั้งประเทศ พระองค์ต่อๆมาก็มีทั้งต้องทำสงครามเพื่อป้องกันประเทศเมื่อถูกรุกราน เมื่อประเทศชาติต้องเสียเอกราชถูกยึดครอง ก็มีพระมหากษัตริย์ทรงทำสงครามเพื่อกู้ชาติจนได้รับเอกราชอีกครั้ง หากไม่มีพระมหากษัตริย์ เราอาจไม่มีประเทศอย่างทุกวันนี้ ในราชวงศ์จักรี หากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท ทรงนำทัพรบกับทัพพ่ายแพ้พม่าในสงครามเก้าทัพ เราก็อาจไม่มีประเทศไทย อาจเป็นแบบเดียวกับมอญ กระเหรี่ยง หรือกระทั่งโรฮิงญา ด้วยเหตุนี้สำหรับประเทศเรา หากจะถือว่าพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ทรงเป็นเจ้าของประะเทศ ก็เป็นการถูกต้องแล้ว เมื่อพระมหากษัตริย์ปกครองประเทศ มีคนต่างถิ่นอพยพมาพี่งพระบรมโภธิสมภาร ได้รับพระบรมราชานุญาตให้มีที่ดินทำกินจนมีเงินมีทอง พวกเขาเหล่านั้นก็ยังคงตระหนักว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าของประเทศ และยังสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ แต่ต่อมามีลูก ลูกๆก็ยังมีความสำนึกเช่นเดียวกับรุ่นพ่อ รุ่นแม่ และคงสืบทอดกันต่อๆมา แต่มาวันนี้ รุ่นหลาน รุ่นเหลน ของผู้ที่เคยขอเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารจำนวนหนึ่ง ละเลยเรื่องพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัติริย์มีให้รุ่นปู่ รุ่นทวด เสียสิ้น กลับตั้งหน้าตั้งตาหาเรื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ป้อนข้อมูลผ่านสื่อยุคใหม่ สร้างความเกลียดชังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เกิดขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เติบโตมาในยุคของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สนับสนุนให้เกิดขบวนการกล่าวหา หมิ่นแคลน ย่ำยี จาบจ้วงองค์พระมหากษัตริย์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเกิดแนวร่วมที่หลงเชื่อเป็นจำนวนไม่น้อย ทำเช่นนี้กันอย่างไม่กลัวบาปกลัวกรรม ลองคิดกันดูว่า องค์พระมหากษัตริย์จะทรงรู้สึกอย่างไร และพระเจ้าอยู้หัวรัชกาลที่ 9 หากยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่จะทรงรู้สึกอย่างไร จริงอยู่หากจะกล่าวว่า ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศก็คงไม่ผิด แต่การเป็นเจ้าของประเทศหมายถึงการมีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศ มีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ มีสิทธิทุกประการตามที่กฎหมายกำหนด หาได้มีสิทธิจะทำอะไรกับประเทศก็ได้เหมือนกับทำอะไรก็ได้กับที่ดินหรือบ้านที่ตัวเองเป็นเจ้าของไม่ ความเป็นเจ้าของประเทศต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างฯของบ้านเมือง ไม่สามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้ ยิ่งไม่อาจขายประเทศของตัวเองได้ คนกลุ่มนี้ได้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จะถึงขั้นตอนสำคัญ เป็นขั้นตอนที่พวกเขาพยายามจะยึดการปกครองของประเทศผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย หากทำสำเร็จเขาก็คงจะดำเนินการในขั้นต่อๆไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายของเขา กรณีที่คนกลุ่มนี้พยายามที่จะยกเลิกมาตาม 112 เมื่อไม่สำเร็จ เปลี่ยนเป็นมาเป็นขอแก้ไข ลดโทษ ให้มีโทษปรับได ที่สำคัญคือ เอามาตรา 112 ออกจากหมวดความมั่นคง แสดงว่าพวกเขาเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ และต้องการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อ่อนแอลง กรณีที่ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภาของไทย เชิญเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยมาชี้แจง เรื่องการที่มีคนไทยส่งหนังสือร้องเรียนไปยังวุฒิสภาว่า สถาบันพระมหากษัตริย์และทหารแทรกแซงการเลือกตั้ง และวุฒิสมาชิกสหรัฐกลุ่มหนึ่งขานรับ และกำลังจะเสนอวุฒิสภาให้มีมติ 114 กล่าวหาสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยว่าแทรกแซงการเลือกตั้ง ทั้ง 2 กรณีเป็นการบ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้มากที่กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้มีการติดต่อกับต่างชาติ นี่อาจเป็นความจริงที่น่ากลัวที่สุด จากที่ได้ฟังพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ตอบคำถามของคุณ สันติสุข มะโรงศรี ทาง Top News ทำให้ทราบว่า ทั้งสองท่านตระหนักและเห็นว่าเรื่องข้างต้นเป็นเรื่องจริงและจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติ อีกพรรคหนึ่งที่ตระหนักเรื่องนี้คือพรรคไทยภักดี พรรคอื่นๆหากไม่ได้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเสียเองก็คงเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล จึงไม่มีพรรคใดให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้แม้แต่พรรคเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ หากเรายังให้ความสำคัญต่อความเป็นชาติ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คงไม่ต้องบอกว่า เราควรเลือกเบอร์อะไร พรรคใด ให้เข้ามาบริหารประเทศ ขอย้ำอีกครั้ง พวกเขาทำกันเป็นขั้นเป็นตอน เป็นขบวนการ หากทุกท่านอยากทราบว่าขั้นตอนทั้งหมดมีขั้นตอนใดบ้าง กรุณาดูคลิปตอนที่ 2 ของพลเรือเอก ชาตร์ นาวาวิจิต อดีตเจ้ากรมยุทธการ และอดีตผู้บัญชาการสถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง ที่วิเคราะห์ไว้ ตาม link ด้านล่างได้เลย https://www.youtube.com/watch?v=w2L99EeQjPI&feature=youtu.beข่าวการเมืองเลือกตั้ง เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัยไม่มีเจตนาหลอกลวงตำรวจไซเบอร์จับหนึ่งในแก๊งปลอมไลน์พ่อเมืองขอนแก่น ตุ๋นยืมเงินข้าราชการในพื้นที่คนละ 5 แสนบาท โชคดีมีผู้รู้เล่ห์กลลองโอนเงินเพียง 50 บาท เห็นชื่อบัญชีรู้เป็นมิจฉาชีพประกาศแจ้งเตือน มั่นใจทำเป็นขบวนการเตรียมขยายผล อีกรายรวบสาวชลบุรีเปิดบัญชีม้าขายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกนักธุรกิจหนุ่มติดตั้งแอปพลิเคชัน ดูดเงินในบัญชีกว่า 16 ล้าน รายสุดท้ายหนุ่มขี้เหงาปลอมเฟซบุ๊กใช้รูป “รองต่อศักดิ์” แชตจีบสาวกว่า 20 ราย พบมีบัตรผู้ป่วยจิตเวช อ้างชื่นชอบและอยากคุยกับสาวไม่มีเจตนาหลอกลวง รวบสมาชิกแก๊งปลอมไลน์ผู้ว่าฯขอนแก่น หลอกยืมเงินข้าราชการรายนี้ เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 พ.ค. พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. สั่งการ ให้ พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ ผกก.วิเคราะห์ข่าว และเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 พร้อมกำลังชุดสืบสวนสวน นำหมายจับศาลจังหวัดอุบลราชธานี จ 254/2563 ลงวันที่ 9 ต.ค.63 เข้าจับกุมนายสารนิช หวานนวล อายุ 24 ปี บ้านเลขที่ 20/15 ต.บ้านพรุธานี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในความผิดฉ้อโกงโดยแสดงเป็นคนอื่น จับกุมตัวได้ในพื้นที่บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจไซเบอร์รับแจ้งจากนายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ขอนแก่น มีคนร้ายแอบใช้ชื่อและภาพสร้างไลน์และเฟซบุ๊กปลอม ทักข้อความไปยืมเงินนายอำเภอ นายกเทศมนตรี และข้าราชการในพื้นที่รายละ 5 แสนบาท แต่มีข้าราชการบางคนเห็นความผิดปกติ ทดลองโอนเงินไป 50 บาท รู้ว่าเป็นแก๊งมิจฉาชีพประกาศแจ้งเตือน เจ้าหน้าที่พบบัญชีธนาคารเป็นของนายสารนิช มีหมายจับความผิดฐานฉ้อโกงเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง หลบหนีมาอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กระทั่งถูกจับแอคปลอมstd46227• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วันตามที่มีการโฆษณาทางสื่อโซเชียลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ระบุสรรพคุณว่า หากทาสามารถช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกเพื่อทำความสะอาด สวยงามแต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ โดยเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้นครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหก เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้นทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอเตือนผู้บริโภคให้คิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้std46329• 3 ปีที่แล้ว
- 5 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วันตามที่มีการโฆษณาทางสื่อโซเชียลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ระบุสรรพคุณว่า หากทาสามารถช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกเพื่อทำความสะอาด สวยงามแต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ โดยเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้นครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหก เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอเตือนผู้บริโภคให้คิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้std46750• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเพียงใช้มะระต้มร้อนๆสามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง!🇵🇾🇵🇷🇹🇭🇺🇸🇾🇪🇺🇾🇺🇸💚💜❤️💚💜💚❤️💚❣️ ด้วยรัก และห่วงใย กัลยาณมิตรทุกท่านครับ(...) กรุณา ช่วยแชร์ต่อครับ เป็นมหาบุญ บารมี จริงๆ สำหรับผู้ที่ กำลังประสบชะตากรรมกับโรคร้ายนี้ครับ🇳🇱♥️💚🇳🇱💜🇵🇾🍎🍏🍅🍊 ศาสตราจารย์เฉิน ฮุ้ย เหริน ย้ำว่าถ้าทุกคนที่ได้รับจดหมายข่าวนี้สามารถส่งต่อไปให้ผู้อื่นได้อย่างน้อยหนึ่งชีวิตจะได้รับการช่วยชีวิต ... ฉันได้ส่งต่อในส่วนของฉันไปแล้ว หวังว่าคุณจะส่งต่อให้บุคคลอื่น ขอบคุณ! น้ำมะระร้อนๆสามารถช่วยคุณได้ตลอดชีวิต ดูวิธีแล้วบอกต่อคนอื่น !! เพียงใช้มะระต้มร้อนๆสามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง! หั่นมะระขี้นกประมาณ 3 ~ 5 ชิ้นใส่ลงในถ้วยแล้วเติมน้ำร้อน ดื่มทุกวันมันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน น้ำมะระขี้นกร้อนจะออกสารต้านมะเร็งซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดในการรักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพในด้านการแพทย์ น้ำมะระร้อนๆมีผลต่อซีสต์และเนื้องอก พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ทุกชนิด การรักษาด้วยสารสกัดจากมะระขี้นกนี้จะทำลายเซลล์มะเร็งเท่านั้น และไม่ส่งผลต่อเซลล์ที่มีสุขภาพดี นอกจากนี้กรดอะมิโนและโพลีฟีนอล ในน้ำมะระสามารถควบคุมความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพป้องกัน ปรับการไหลเวียนโลหิตและลดลิ่มเลือด หลังจากอ่านจบ โปรดส่งต่อคนอื่นๆ ครอบครัว เพื่อน ๆ และคนที่คุณรัก ให้ดูแลสุขภาพของตัวเอง 🙏🏻💖(ดีใจ))Mrs.Doubt• 4 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยตรวจสอบข่าวข้างล่างนี้หน่อยครับ จริง/เท็จ.. เพราะได้รับมาจากหลายคนแล้วครับ กินมาสองปีแล้วค่ะ ที่บ้านเก็บพาราทิ้งหมด ทำให้ทุกคนในบ้านกินด้วย ยาต้านไวรัสหวัดทุกๆรุ่น(Generation) น้ำส้มสายชู2ชต.+น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง3ชต.+น้ำ1ลิตร ทำวันละ3ชุดกินทุกวันจนหาย เชื้อไวรัสจากหวัดต่างๆที่ร้ายแรงก็จะลดลงเพราะ 1.น้ำส้มสายชู+น้ำตาล+น้ำจะถูกเปลี่ยนโมเลกุลเป็นน้ำส้มสายชู+น้ำจะกลายเป็นโอโซนคือO3 อยู่ได้5นาทีจะแตกเป็น โอ1. โอ2. อย่างนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆเพื่อสร้างเม็ดเลือด ส่วนโอ3คือโอโซน CH3COOH คือน้ำส้มสายชู C12H24O12คือน้ำตาล จะถูกเปลี่ยนเป็นC6H12O6 คือกลูโคส เมื่อมีน้ำเป็นตัวทำละลายจะเกิดขบวนการสร้างน้ำส้มสายชูและสร้างโอโซนต่อเนื่่องจนน้ำตาลถูกสบายหมดเอาไปสร้างเกล็ดเลือดและฆ่าเชื้อไวรัส1000% ง่ายกว่าการไปกินฟ้าทะลายโจรเป็น100เท่า เพราะถ้ากินฟ้าทลายโจรเข้าไปต้องใช้เวลาย่อย3ชั่วโมง เมื่อย่อยเสร็จส่งไปที่ตับบำรุงตับอีก3ชั่วโมงเพื่อให่เอ็นไซม์ตับย่อยฟ้าทะลายโจรให้โมเลกุลเล็กลงไปอีกจากโพลีแซคคาไลน์ มาเป็นไดแซคคาไลน จากไดแซคคาไลน์ มาเป็นโมโนแซคคาไลน์คือC6H12O6กว่าจะเปลี่ยนเป็นกรดไขมันไปซ่อมเซลนั้นใช้เวลามาก ส่วนน้ำส้มสายชู(ขับลมแล่นทั่วกายคือวิ่งเข้าสู่กระแสเลือดทำงานทันทีทันเวลาเลย ทำปฏิกิริยาต่อเนื่องในการฆ่าเชื้อโรคทุก2นาที สร้างเลือดทุก2นาที MONOคือโมเลกุลเดียวคือน้ำผึ้งกลูโคสC6H12O6 DI และTRIคือโมเลกุล2หรือ3คือC12H24O12 Polyคือเส้นไย คือฟ้าทะลายโจรสมุนไพรต่างๆ อาจารย์เจ็ดแก้ว ชาวหินฟ้าโควิด 2019ไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยกรุงเทพฯแตกแล้วครับ / ดร.สันต์ //// หลังจากรักษาพระนครมาได้ยาวนาน แต่ในที่สุดตัวเลขและกราฟ 6 วันที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 เม.ย. 2021 ได้ยืนยันการเข้าสู่ Wave3 อย่างแน่นอนและรุนแรงมาก .. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครั้งนี้รุนแรงมากกว่า Wave2 ที่เริ่มที่สมุทรสาครเป็นอย่างมาก จากตัวเลขและกราฟ ตอนนี้เราเข้าสู่ Exponential แล้ว Total Case ของ Wave#3 ใกล้แตะระดับ 1,000 แล้ว ก้าวข้ามสถานการณ์ของ Wave#1 เมื่อตอน Lockdown ปีที่แล้วและก้าวข้าม Wave#2 ตอนเปิดตัวเลขที่สมุทรสาครไปแล้ว ดังนั้นไม่ต้องหวังแล้วว่าจะจบต่ำกว่าหมื่นคน #ขอแค่หยุดไม่ให้ถึงแสนคนได้ก็เก่งมากแล้วสำหรับรอบนี้ คำแนะนำ : Lockdown กรุงเทพมหานคร ทันทีตั้งแต่คืนนี้เถิด ไม่มีใครสมควรได้ออกจากบ้านโดยไม่จำเป็นตั้งแต่คืนนี้พรุ่งนี้เป็นต้นไป ถ้าเรายังคิดว่าอยากจะหยุด Wave#3 นี้ไว้แค่หลักหมื่น สำหรับประชาชนทั่วไป ไม่ว่าใครจะ Encourage ท่านมากอย่างไรก็ตาม หรือภาครัฐและธุรกิจจะเอาน้ำเย็นเข้ารูปอย่างไรก็ตาม ผมแนะนำด้วยความปราถนาดีต่อท่านและครอบครัวว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้ จงอยู่บ้าน และอยู่ไปยาวๆ 2 เดือน Wave3 นี้แตกต่างจาก Wave2 มาก เพราะครั้งนี้เราถูกโจมตีกลางเมืองหลวง ซึ่งที่ผ่านมาเมียนมาสูญเสียย่างกุ้ง มาเลเซียสูญเสีย KL ฟิลิปปินส์สูญเสียมะนิลา และถึงที่สุดตัวเลขยังวิ่งไม่หยุด ไปไกลมากจนต้อง Lockdown อยู่ดี และยังไม่มีใครกอบกู้กลับมาได้เลย เรามาดูสถานการณ์และกราฟต่างๆว่า คณิตศาสตร์บอกอะไรเราบ้าง ตัวเลขและกราฟในวันนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่แค่ Cluster แต่คือ Wave ใหม่แน่นอน การติดเชื้อในวงกว้างน่าจะเริ่มมาก่อน 1 เม.ย.พอสมควร และเราน่าจะเจอช้าไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ และมี Doubling Day ที่สั้นมากจนน่าใจหายมาก กราฟของ Total Case ในเขตกรุงเทพฯ ยืนยันหายนะที่ชัดเจน ว่ากำลังเป็น Exponential ที่เพิ่มเป็นสองเท่าภายในทุกๆ 1-2 วันเท่านั้น ถึงแม้ส่วนหนึ่งเกิดจากการตรวจเชิงรุก แต่ตัวเลขการตรวจเจอจากโรงพยาบาลก็สูงมาก และโดยทั่วไป Doubling Day แค่ 3 วันก็หนักแล้ว นี่ผ่านไปแค่ 6 วันเฉพาะ Wave3 แค่กรุงเทพก็ราวๆ 505 คนแล้ว และทุกคนอยู่กระจายไปทั่ว เดินทางไปทั่วเมืองและทั่วประเทศ ที่นี่เป็นเมืองศูนย์กลางการเดินทางที่มีฐานประชากรมากกว่า 10 ล้านคน ไม่ใช่แค่ 1 ล้านแบบสมุทรสาคร และไม่ใช่แรงงานต่างด้าวที่จะกักจขังได้ตามใจชอบ นี่คือสัญญาณว่า เราได้สูญเสียกรุงเทพฯไปแล้ว และสถานการณ์มันร้ายแรงมาก กราฟของ Wave3 ทั่วประเทศไทย กราฟมีความคล้ายกับของกรุงเทพฯ ยืนยันลักษณะกราฟเป็น Exponential ที่รุนแรงเช่นกัน Doubling Day ยังสั้นกว่า 2 วัน ยังไม่นิ่ง แต่น่าจะใกล้ Stabilized ซึ่งจะทำให้เราเห็น Trend ระยะกลางได้ และจะสามารถประเมินจำนวนผู้ติดเชื้อในช่วงเวลาต่างๆของ Wave ที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ต้องจับตาดูอีก 1 สัปดาห์ Total Case และ Daily New Case ที่กราฟพุ่งทะยานทันทีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่าการติดเชื้อหลักรอบนี้ไม่ใช่แรงงานพม่าแต่เป็นชาวกรุงทั้งไทยและเทศ Character ของ Wave3 จึงจะต่างจาก Wave2 โดยสิ้นเชิง ........ ความน่ากลัวในการจู่โจมของ Wave3 1. เกิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ ที่เป็น Hub ประชากร> 10 ล้านคน ยากแก่การปิดเมือง และทำ Contact Tracing มากๆ 2. คณะรัฐมนตรีโดนไวรัสไปแล้วเรียบร้อย 3. เรายังไม่หายเหนื่อยจาก Wave2 พักมาไม่ถึง 2 เดือนแบบตาปิดไม่สนิทด้วย 4. ผู้คนมากมายในกรุงเทพฯเริ่มออกเดินทางไปต่างจังหวัด และพร้อมจะเดินทางในอีกไม่กี่วันข้างหน้า 5. ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังรอลูกค้าสงกรานต์ 10 วัน พวกเขาจะต้องร้องไห้กันอีกเท่าไหร่ พวกเขาไม่เหลือสายป่านแล้ว และเที่ยวนี้ก็จะไม่เหลืออะไรให้พวกเขากล้าที่จะคาดหวังอีกต่อไปแล้ว 6. ผู้มีอำนาจตัดสินใจทางนโยบายในประเทศนี้ได้รับวัคซีนกันหมดแล้ว ทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนั้นพวกเขาจะกล้าเดินนโยบาย GDP ที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อและน้ำตา ณ จุดนี้ต้นทุนความเสี่ยงตายของคนในชาติไม่เท่ากันแล้วและผู้มีอำนาจไม่จำเป็นต้องกลัวตายเหมือนครั้งก่อนมีวัคซีน สิ่งที่ควรทำที่สุด : 1. Lockdown กรุงเทพฯ ทันที และยึดเมืองหลวงคืนมาให้ได้ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครจะกล้าประกาศ Lockdown เร็วๆนี้แน่ แต่เราต้องทำอะไรบางอย่าง เวลามีค่ามาก ถ้าเราไม่ทำอะไรเอาแค่สั่งปิดเล็กๆน้อยๆเป็นน้ำจิ้ม ไม่รอดแน่ ถ้าจะทำหลังสงกรานต์ก็หนักแล้ว 2. ธุรกิจท่องเที่ยวที่หยุดไม่ได้แล้ว ต้องตั้งการ์ดสูงสุดในการรอรับลูกค้า 3. คนที่เดินทางออกไปต่างจังหวัดแล้ว จองโรงแรมจ่ายตังค์ไปแล้ว ต้องมีสำนึกในการป้องกันตัวเอง ไม่ทำสิ่งที่คนอื่นจะเสี่ยงเพราะตัวเรา 4. จังหวัดต่างๆ ต้องพิจารณาประกาศควบคุม 14 วันด้วยตนเอง เมืองหลวงแตกแล้ว หัวเมืองต้องเข้มแข็ง แล้วช่วยกันกลับมายึดกรุงเทพฯคืนมา 5. ฉลองสงกรานต์อยู่บ้าน #พยายามงดเว้นสถานที่ติดแอร์ทั้งหมด และหลังสงกรานต์ Work from Home ทันที 6. วัคซีนต้องเร่งให้เร็วขึ้นอีกอย่างมาก ไม่มีวัคซีนเราไม่ชนะหรอก 7. ติดตาม Timeline และฟังศบค.และข้อมูลจากบุคลากรสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดทุกๆวัน สำคัญมากๆ ........ ครั้งนี้เราเสียเมืองหลวงเพราะคนไทยเสพติดอบายมุข สุรา กามา บันเทิง ไม่ละเว้นทั้งๆที่เป็นช่วงที่ประเทศอยู่ในวิกฤตเจียนอยู่เจียนไป นับจากวันนี้ คนกรุงเทพฯ Mind Set ต้องรีบเปลี่ยน กลับมาตั้งหลักกันใหม่ ช่วยกันกอบกู้พระนครกลับมาให้ได้ ต้องเรียนตามตรงว่า ภาระกิจนี้กับ Covid แทบไม่มีชนชาติใดที่โดนตัวเลขระดับนี้แล้วกู้กลับมาได้เลย แต่ผมมั่นใจว่าเราจะเป็นชาติแรกๆ พวกเราต้องช่วยกัน ผมเชื่อว่ายังไม่สายเกินไป ดร.สันต์ ****** ครั้งนี้กรุงเทพแตกแล้วของจริงครับ lockdown ก็ไม่ทันการณ์แล้ว แต่ละคนต้องป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัดในระดับสูงสุดเท่านั้นโควิด 2019ไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 1 คนสงสัย"อิงฟ้า" ช็อก! เล่าเหตุสะเทือนใจ แฟนคลับคลั่งกรีดข้อมือ เรียกร้องอยากเจอตัวก่อนหน้านี้ทำเอาหลายสงสัย สำหรับ อิงฟ้า วราหะ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2022 ที่อยู่ๆ ก็โพสต์ข้อความแสดงความเป็นห่วงแฟนคลับ ระบุว่า "ขอบคุณทุกๆคนที่เป็นห่วง และพี่ฟ้าก็เป็นห่วงแฟนคลับที่มาหน้างานเหมือนกัน และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ต้องมีสติเยอะๆนะ สำหรับคนที่อยากรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ไว้พรุ่งนี้จะไลฟ์แล้วเล่าให้ฟังเป็นอุทาหรณ์ เทคแคร์ทุกคนนะ พักผ่อนกัน รักนะ" ล่าสุดวันนี้ (11 ตุลาคม) อิงฟ้า ทำตามสัญญามาไลฟ์สดเล่าเหตุการณ์สะเทือนใจให้ทุกคนทราบ โดยเจ้าตัวเล่าว่า "เมื่อวานตนจะลงมาเจอแฟนคลับ 2 รอบ คือก่อนขึ้นไปไลฟ์และพักรอบนึง ก่อนจะไปไลฟ์รอบ 2 รอบแรกไม่มีอะไรขึ้นไปไลฟ์ปกติ แล้วอยู่ๆ ทีมงานก็มาบอกว่า มีแฟนคลับพี่ฟ้าคนนึงไม่รู้เกิดอะไรขึ้น อยู่ในห้องน้ำ ไม่ยอมออกมา แล้วพูดว่าจะเจอพี่ฟ้าให้ได้ เหมือนเขาน้อยใจที่เขามาทุกครั้ง เขาไม่ได้เคยได้ถ่ายรูปเลย ซึ่งตนไม่เห็นด้วยเพราะการทำแบบนี้เท่ากับว่า จะเป็นการทำให้แฟนคลับคนอื่นๆ รู้สึกว่า ฉันต้องทำแบบนี้เพื่อจะได้ถ่ายรูปหรือได้อยู่ใกล้ๆ เราไม่เห็นด้วยเลยบอกว่า ถ้าเขาทำแบบนี้ก็ไม่ลงไปเจอ ก็คิดว่าไม่มีอะไร จนตอนไลฟ์อยู่ คนก็จะเห็นว่าตนตกใจแล้วออกไปจากไลฟ์ ซึ่งไลฟ์นั้น 2 ชั่วโมง ไลฟ์ไปได้แค่เกือบชั่วโมง ทีมงานก็มาขอให้พี่ฟ้าไปคุยกับตำรวจ เขาก็บอกว่า หนูอยากเจอพี่ฟ้า เราก็ถามมาจากไหน มาจากต่างจังหวัดหรือเปล่า แล้วทำไมตอนที่เขาออกมานั่งคุยกันก่อนตนจะไปไลฟ์ทำไมไม่ออกมา คุยกันเขาก็เหมือนคนไม่มีสติ เหตุการณ์เริ่มหนักถึงขั้น เขากรีดข้อมือตัวเอง แล้วเลือดมันก็ไหลออกมา คนที่อยู่นอกห้องน้ำก็เห็น ในกระบวนการตำรวจเขาไม่สามารถพังประตูเข้าไปได้ คนที่ตกใจที่สุดคือพี่ซัน เพราะเขาอยู่หน้าห้องน้ำ เราก็ไม่รู้จังหวะที่เปิดประตูออกมาเขาจะทำอะไรหรือเปล่า สถานการณ์มันแย่มาก เราก็ไม่มีสมาธิที่จะไลฟ์ ซึ่งพี่ซันบอกมั่นใจว่าคือคนเดียวกันกับคนที่เราไปเชียงใหม่ แล้วมีผู้หญิงโดนรถชนแล้วไม่ยอมไปหาหมอ พีคมาก มันหลอนมากเลย ผู้หญิงโดนรถชนมานั่งเลือดอาบอยู่หน้างานแล้วบอกจะเจออิงฟ้าให้ได้ เขาเป็นผู้หญิงมีอายุแล้ว ไม่ใช่วัยรุ่นนะ อยากจะเล่าเป็นอุทาหรณ์ให้ฟัง ตนไม่รู้ว่าเขาเจออะไรในชีวิตที่ทำให้เครียดและคลั่งแบบนี้ แต่การที่เราเป็นแฟนคลับแล้วเราชื่นชอบศิลปินคนไหน เราก็ควรจะมีสติมาก ๆ"anywaystravel02• 2 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเตือนภัยคนใช้ BTS เหตุการณ์จริง กำลังอาละวาด + อ่านให้จบ เพื่อทราบวิธีแก้ไขสถานการณ์ค่ะ แก๊งมิจฉาชีพ อาละวาดบน BTS เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สถานีราชดำริ และขนส่งหมอชิต เริ่มจากผู้หญิงวัยกลางคนจะเข้ามาแกล้งถามว่าไปอนุเสาวรีย์ขึ้นรถตรงนี้หรือเปล่า(เหมือนชี้เป้า) จากนั้นเมื่อขึ้นรถไฟแล้วจะมีผู้ชายถือกล่องไปใหญ่แกล้งเดินมาชนแล้วล้มลงบนพื้น ร้องโอดโอยประมาณว่าโดนสิบล้อชน เมื่อเหยื่อตกใจจะมีหน้าม้าอีกคนเข้ามาพยุงคนเจ็บบอกว่าต้องไปส่งโรงพยาบาล อาการน่าจะเข่าหลุด (คาดคงเป็นโรคกระดูกพรุน) หน้าม้าอีกคนที่เข้ามามุงดูจะพูดให้น่าเชื่อถือว่าอาการแบบนี้จะเจ็บมากเพื่อให้เหยื่อตายใจ พอเหยื่อหลงเชื่อจะพาไปหาหมอ คนเจ็บก็จะร้องตอบขึ้นมาว่าผมไม่มีเงินเลยแถมของที่ถือมาก็เสียหายมาก (ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ) แล้วก็ขอให้เหยื่อชดใช้ค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาล ระวังๆกันไว้นะครับ " วิ ธี แ ก้ ไ ข ส ถ า น ก า ร ณ์ " : คุณ Banyat Seknamchoke ได้แจ้งวิธีแก้ไขดังนี้ค่ะ ในฐานะเป็นกู้ชีพ คนหนึ่ง ขอทำความเข้าใจให้ประชาชนทราบว่า หากพบเจอเหตุการณ์ดังกล่าว "อย่าไปหลงเชื่อ" แต่ "ให้แจ้ง จนท. รปภ. หรือเจ้าหน้าที่ประจำรถ" ให้ทราบครับ เพราะในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน บนสถานีรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น BTS , MRT , Airport link , BRT ถ้าจำเป็นต้องส่ง โรงพยาบาลหรือต้องนอนพักสักครู่ ทุกสถานีมีห้องพยาบาลประจำสถานีแล้วมีเจ้าหน้าที่ดูแลครับ (ยกเว้น BRT) ฉะนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดหรือโดนหลอก ขอให้ "แจ้งเจ้าหน้าที่สถานี" ไว้ก่อน แล้วเจ้าหน้าที่สถานีจะมีชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เข้ามาดูแล และหากต้องส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่จะประสานงานกับหน่วยกู้ชีพที่อยู่ใกล้ที่สุด มานำคนเจ็บคนป่วยส่งโรงพยาบาลต่อไป ส่วนค่ารักษาพยาบาลนั้น ไม่ต้องจ่ายให้ครับ เพราะคนไทยทุกคน จะต้องมีสิทธิ์ต่อไปนี้ตั้งแต่กำเนิด คือ 1.สิทธิ์บัตรทอง (ตั้งแต่เกิด ทุกคนต้องมี) ถ้าไม่มี ก็ต้องมี 2.สิทธิ์ประกันสังคม(คนทำงานเอกชนหรือลูกจ้างของรัฐ) 3.สิทธิ์จ่ายตรง(ข้าราชการ) 4.สิทธิ์ประกันอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตของเอกชน ซึ่งไม่ว่าสิทธิ์ไหน ก็สามารถครอบคลุมอุบัติเหตุฉุกเฉิน แบบนี้ได้ (ยกเว้นอุบัติเหตุจราจร) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ฉะนั้นขอให้อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพครับ ถ้าเค้าแกล้งเจ็บขนาดนั้น ลุกไม่ไหว ไม่ยากครับ สะกิด จนท.ประจำรถ หรือ รปภ. ได้เลยครับ ถ้าเค้าจะโวยวายปล่อยให้โวยวายไป เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จัดการเองครับ ถ้าเค้าอยากเล่นละครจะให้รอดไปถึง รพ.ได้ ก็คงยากแล้วครับ เล่นงัยก็ไม่เนียนแล้ว พวกนี้พอเห็น จนท.เข้ามาเกี่ยวข้อง เดี๋ยวก็แกล้งทำเป็นดีขึ้น หาย แล้วก็เดินจากไปเข้ากลีบเมฆต่อ Cr. แชร์เพื่อสังคม และ วิธีแก้ไขสถานการณ์โดย คุณ Banyat Seknamchokeผู้บริโภคเฝ้าระวังมีม เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยสธ.เตือน! หยุดส่งต่อข้อมูลเท็จ "โรคมะเร็ง" ต้องตรวจสอบก่อนแชร์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ จ.ปทุมธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดกิจกรรม “วันมะเร็งโลก” โดยมีนายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ คณะผู้บริหาร ภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน บุคลากรสาธารณสุข อสม. และ ประชาชน เข้าร่วมงาน นายอนุทิน กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลก ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ปีละประมาณ 140,000 คน เสียชีวิตประมาณ 80,000 คน โรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง และมะเร็งปากมดลูก กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาโรคมะเร็งมาโดยตลอด โดยได้ผลักดันการดูแลรักษาโรคมะเร็งเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและนำสู่การปฏิบัติ เพิ่มขึ้นหลายประการ ได้แก่ การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงด้วยการตรวจอุจจาระ หากพบความผิดปกติก็สามารถตรวจคัดกรองต่อด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจหายีนผิดปกติ ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม และ การคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งและมะเร็งช่องปาก นอกจากนี้ยังสนับสนุนสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจากวิธี PAP smear เป็นการคัดกรองด้วยวิธีการตรวจ HPV test ทำให้ความไวและความแม่นยำในการคัดกรองโรคสูงขึ้น และเมื่อคัดกรองพบว่าเป็นโรคมะเร็งแล้ว ก็สามารถเข้าสู่การรักษาได้อย่างรวดเร็ว สามารถลัดขั้นตอนการส่งต่อในระบบปกติโดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ตามนโยบาย “มะเร็งรักษาได้ทุกที่” (Cancer Anywhere) ซึ่งการวินิจฉัยเร็วและรักษาเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย ตั้งแต่เริ่มโครงการวันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ป่วยใช้สิทธิ์มะเร็งรักษาได้ทุกที่แล้วกว่า 325,000 คน หรือ กว่า 2,900,000 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เช่น การตรวจวินิจฉัยด้วย PET scan ยารักษาโรคมะเร็งชนิดใหม่ สารสกัดกัญชาเพื่อลดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา และการสนับสนุนอุปกรณ์ราคาแพง เช่น เครื่องฉายแสงให้กับโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยรอคอยการรักษาจำนวนมาก ทั่วประเทศ ทั้งนี้สมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล (UICC) ได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น “วันมะเร็งโลก” โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Uniting our voices and taking action ร่วมส่งพลังเสียงและลงมือทำ” มุ่งเน้นการร่วมกันหยุดการส่งต่อข้อมูลเท็จด้านโรคมะเร็ง (Fake Cancer News) และให้กำลังใจกับผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้โดยเร็ว นอกจากการดำเนินงานของภาครัฐแล้ว สิ่งสำคัญคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการรับผิดชอบต่อสังคม ไม่สร้างมลภาวะหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งstd47626• 3 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น

ไม่พบข้อความที่คุณค้นหา
หากคุณสงสัยว่าข้อความที่พบเป็นข่าวลวง ข่าวลือ หรือ ข้อความหลอก ที่ยังไม่พบใน Cofact กรุณาคลิกที่
สร้างข้อความ
