1 คนสงสัย
ดื่มน้ำมากเกินไป ทำให้ขาดแร่ธาตุ
ไม่ระบุชื่อ
 •  1 ปีที่แล้ว
meter: middle
1 ความเห็น

ผู้บริโภคเฝ้าระวัง

Thanathun. เลือกให้ข้อความนี้◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน

เหตุผล

ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ มักพบบ่อยในผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยารักษาอาการจิตประสาท ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะตับแข็ง เป็นต

ที่มา

https://tna.mcot.net/latest-news-1143720

เพิ่มความเห็นใหม่

กรุณา  เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก ก่อน

คุณอาจจะสนใจข้อความเหล่านี้ที่คล้ายคลึงกัน

  • 1 คนสงสัย
    ผู้ที่กระเพาะมีปัญหา กินของเย็น ผลไม้ให้น้ำมาก อาการจะยิ่งรุนแรง ทำให้ใจสั่น และเต้นแรง
    ไม่ระบุชื่อ
     •  6 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    อุทาหรณ์... กรณีศึกษา... ... น้ำแร่มีประโยชน์จริงหริอ พี่ชายผมเป็นหมอ​ รักสุขภาพมาก​ ดื่มน้ำแร่มาโดยตลอด​ โดยที่ไม่มีใครเคยอ่านข้างขวดว่าน้ำแร่ยี่ห้อนี้รุ่นนี้มีแร่อะไร​ ดื่มๆๆๆ เมื่อคืนวันขึ้นปีใหม่​ ช๊อค​ ไม่มีชีพจร​ แต่ยังมีสติขับรถำปยัง​ รพ.​ ใกล้ๆ​ กลางดึกได้เอง ผลตรวจร่างกายโดยละเอียด​ ขาดแร่ธาตุหลายอย่างเลย​ เพราะ 1.​แคลเซียมในน้ำแร่ทั่วไป​ ขัดขวางการดูดซึมแร่ชนิดอื่นที่ร่างกายก็ต้องการ​ 2.​เลือดข้นเกินไป​ น้ำแร่​ 1​ ขวด​ เราได้รับ​ H2O จริงๆ​ น้อยลง​ ส่วนที่หายไปนั้นเป็นแร่ธาตุ​เข้มข้น​ ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกรองแร่ธาตุให้อยู่ในเกณฑ์ที่เซลล์ร่างกายมนุษย์สามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้​ เข้มข้นเกินไปผนังเซลล์ก็ปริแตกครับ 3.​ความดันสูงปรี๊ด​ จนกล้ามเนื้อหัวใจตอบสนองไม่ไหว​ หัวใจจึงเต้นผิดจังหวะ​ บางช่วงถึงกัยหยุดเต้น สรุปเซลล์ของคนเราต้องการแร่ธาตุในปริมาณปกติ​ ไม่ใช่แบบคอนเซนเตรทครับ​ แม้กระทั่งโปรตีนสกัดก็เช่นกัน​ เกินความจำเป็นของร่างกายครับ​ การ​รักษา... ให้น้ำ​ H2O ทางสายน้ำเกลือ​ บวกแร่ธาตุที่ขาด​ เพื่อปรับสมดุล​ พ่นโอโซน​ O3 เพื่อเข้าไปจับกับแคลเซียมส่วนเกิน​ ปรับความข้นของเลือด​ รอดตายมาได้​ ออกจากห้อง​ icu​ มาพักฟื้นที่บ้านแล้ว นำประสบการณ์ตรงมาเล่าสู่กันฟังครับ
    ไม่ระบุชื่อ
     •  5 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    จริงหรือ ห้ามกินทุเรียนคู่กับแอลกอฮอลล์ อาจเสี่ยงถึงชีวิต
    การกินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ รู้สึกตัวร้อน ไม่สบายตัว ถ้ากินมากแล้วเมาหลับไป ร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งสมองจะเสียน้ำมาก ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ สมองทำงานไม่ดี เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการหน้าร้อนวูบวาบ สั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ หากหมดสติและนำส่งโรงพยาบาลไม่ได้ทันอาจเสียชีวิตได้
    naydoitall
     •  4 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ทุกๆคนต้องรู้นะคะ..เตือนกันอีกทีค่ะ!!!#ร้อนจนตาย Heat stroke (ลมแดด) อาการเป็นอย่างไร สังเกตตัวเอง หรือ #ช่วยชีวิตอย่างไร แดดแรงเปรี้ยง ๆ อยู่ ๆ เขาล้มลง #หมดสติ หลายคนวิ่งไปดู ต่างเอายาดมมาอังจมูก บ้างมาบีบนวด พยายามช่วย เขาไม่ฟื้น . หัวใจเขาหยุดเต้น และเสียชีวิต ทุกคนช็อค เพราะก่อนหน้านี้ เขาดูแข็งแรงดี เป็นนักกีฬา ยังวิ่งเหยาะ ๆ #ไม่มีโรคประจำตัว อะไร ตายแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย นี่แหละ ความน่ากลัวของ #heatstroke . Heat stroke (อ่านว่า ฮีท สโตรค) มีแพทย์อธิบายไว้หลายท่าน ให้เราอ่านแล้วมึน มากมาย แต่ครูจะอธิบายเป็นภาษาคน ไม่ต้องใช้ศัพท์ยากมาก มันคือ “ภาวะ #ร่างกายร้อนจัด จนเครื่องพัง #ระบบภายในล้มเหลว” วิธีแก้ไขจึงไม่ใช่เอายาดมให้ดม เดี๋ยวจะบอกวิธีขั้นตอนช่วยเหลือให้ แชร์เก็บไว้ช่วยเหลือกันนะ . ฮีทสโตรค พบมากในช่วง #อากาศร้อนจัด และกลุ่มเสี่ยงคือ คนแก่ เด็กเล็ก และนักกีฬาที่ออกกำลังกาย กลางแจ้ง หรือคนที่ทำงานกลางแจ้ง #ท่ามกลางอากาศร้อนเป็นเวลานาน . #อาการที่สังเกตได้ ...ก่อนระบบจะล้มเหลว ถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต จะมี #อาการนำ หากเราสังเกตทัน ช่วยทัน ก็จะไม่อันตรายถึงชีวิต ไม่ใช่แค่คนอื่นนะ ตัวเราก็คอย #สังเกตอาการตัวเอง ด้วยนะคะ . อาการคือ มึน ๆ เวียนหัว ตัวร้อน แต่ไม่มีเหงื่อ จดค่ะ #ตัวร้อนไม่มีเหงื่อ ผิวแห้ง ถ้ายังมีสติ จะรู้สึกอ่อนเพลีย มึนศีรษะ อาจมี เดินเซ พูดไม่ชัด หายใจเร็ว ชีพจนเต้นเร็ว ความดันตก อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน . ถ้าเป็นตัวเราเอง หรือผู้อื่น ถ้ายังมีสติ ให้รีบดื่มน้ำ ทำตัวเองให้เย็นลง #นอนราบให้เลือดเลี้ยงสมองสะดวก ยกเท้าสูงนิดหน่อย เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้เย็นลง พาร่างกายเข้าที่เย็น เช่น ห้องแอร์ เข้าร้านเซเว่น พอร่างกายเย็นลง ก็ดื่มน้ำ #ชดเชยเกลือแร่ ก็จบ ถ้ายังมีสติ ถือว่า ยังไม่อันตรายถึงชีวิต . แต่ถ้าหมดสติ ชัก หรือล้มลง เรียกไม่ตื่น ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้ . 1. อันดับแรกโทร 1669 #เรียกรถพยาบาลด่วน . 2. สังเกตว่า เรียกไม่ตื่น ให้ดูว่า ผู้ป่วย ยังหายใจ ไม่มีภาวะ #หัวใจหยุดเต้น หากพบว่าหัวใจหยุดเต้น ให้ทำการ CPR ปั้มหัวใจ (ถ้าทำเป็น) หากทำไม่เป็นให้ #ตะโกนขอความช่วยเหลือ และส่งไทมุง แทนที่จะยืนมุง ให้พวกเขาวิ่งกระจายกำลังออกไปตะโกนหา คนที่ทำ CPR เป็น และควรทำให้เร็วที่สุด เพราะหากช้า ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต หรือฟื้นขึ้นมาช้า สมองพิการได้ . 3. ถ้าเขายังหายใจ หัวใจยังเต้น แต่เรียกไม่ตื่น ไม่ต้อง CRP ระหว่างรอรถพยาบาล ถ้าพบว่าตัวเขาร้อนจัด (ประมาณ 40 องศา ไม่ต้องวัดก็รู้สึกได้) คิดว่าอาจใช่ heat stroke ให้รีบลดอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วยให้เร็วที่สุด หาผ้า ถ้าไม่มีเสื้อใครก็ได้ ชุบน้ำอุณหภูมิห้อง หรือเย็น ไม่ต้องเถียงกัน ขอให้ชุบน้ำ #ทำให้ผู้ป่วยตัวเย็นลงให้เร็วที่สุด . แบ่งงานกันทำ คนนึงเช็ดตัวแรง ๆ (เช็ดย้อนรูขุมขนยิ่งดี) อีกคนเอาผ้าหรือเสื้ออีกตัว กระพือ ให้ลมพัด เอาให้เย็นให้ได้ คนที่ไม่มีส่วนช่วยเหลือ ถอยออกไปห่าง ๆ . 4. ถ้าผู้ป่วยตัวเย็นลง เริ่มมีสติ และพูดรู้เรื่อง ให้จิบน้ำช้า ๆ #อย่ากรอกน้ำใส่ปากขณะที่เขาหมดสติ ถ้าไม่มีสติ ไม่ต้องให้ดื่มน้ำ เพราะจะสำลักเข้าปอด อันตรายหนักกว่าเดิม . 5. รถพยาบาลมาถึง เราทุกคน ทีมช่วยเหลือ ก็สบายใจ . ครูหวังว่าข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ แชร์ได้ แชร์โลด คือ ไม่จำเป็นต้องเอาไปช่วยใครที่ไหน เผลอ ๆ ตัวเรานี่แหละ เริ่มมึน เริ่มเวียนหัว เริ่มร้อน แสบตัว ร้อนแบบไม่มีเหงื่อ เราก็ #ปฐมพยาบาลตัวเอง ตามขั้นตอนที่บอกมานี้ได้เลยค่ะ . หน้าร้อนนี้ ระวังนะคะ พกขวดน้ำติดตัว #อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ อย่ารอให้คอแห้ง หรือรู้สึกหิวน้ำ เพราะนั่นอาจสายไปแล้ว ถ้าร่างกายร้อนจัด มันจะช็อค #ระบบภายในจะล้มเหลว ตับถูกทำลาย ไตวาย หัวใจหยุดเต้น อันตรายกว่าที่เราคิดไว้ ถ้าเริ่มมึน ๆ ตึง ๆ ก็รีบหาน้ำดื่ม #ลดอุณหภูมิร่างกาย# .
    ไม่ระบุชื่อ
     •  1 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 2 คนสงสัย
    คำแนะนำหมอสถาบันแผนไทยศีรษะอโศก
    (เฮ!!หมอสถาบันแผนไทยศีรษะอโศก..เริ่มปล่อยของแล้ว) เรื่อง.ยาต้านโควิด 19 ถามมาว่า... ดื่มน้ำขิงร้อนกับมะนาว ต้าน covid ได้จริงหรือ??? ตอบว่า..ได้จริงครับ เรามาเข้าใจธรรมชาติของ covid ก่อนครับ ตัวมันไม่ใช่เชื้อรุนแรง ไม่ใช่ ติดแล้วลงปอด กินปอดทันที คนเป็นก็ตายทันที คนที่ตายเพราะร่างกายอ่อนแอจริงๆ... และไม่ใส่ใจรักษาตนเองจริงๆครับ (รอตรวจ... รอหมอ... รอยา... รอวัคซีน... และรอจบชีวิต) ถ้าเราไม่รอ...และรีบลุกขึ้นรักษาตนเองก็รอดครับ ร่างกายคนเราเมื่อภูมิต้านทานลด... ร่างกายจะสร้างเมือกหรือน้ำมูก ในระบบทางเดินหายใจ เพื่อจับเชื้อโรคไว้ไม่ให้ลงปอด เชื้อมันจะต้องอาศัยเพาะตัวอยู่บริเวณลำคออย่างน้อย 4 วัน ร่างกายเราจึงพยายามสู้ด้วยการทำให้ไอหรือจาม เพื่อขับมันออกไป... 4 วันนี้คือช่วงเวลาทองของเราที่จะฆ่าโควิด... ทำลายมันก่อนที่จะแพร่เชื้อไปที่ปอด... ให้เรานำขิงมา 1 แง่ง ทุบใส่ในกาน้ำร้อน มะนาว 3 ลูก ผ่าครึ่ง ใส่ลงไปทั้งเปลือก กดน้ำร้อนดื่มต่างน้ำทั้งวัน... น้ำขิงร้อนจะทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดและภูมิต้านทานมาที่ลำคออย่างต่อเนื่อง... เชื้อโควิคจะไม่สามารถขยายตัวและถูกทำลาย รสเปรี้ยวของมะนาว... ช่วยทำลายเสมหะที่เกาะอาศัย ของโควิค เมื่อ แนวทางเดินหายใจ แห้ง โควิคจะอยู่ไม่ได้และแพร่กระจายไม่ได้ มันจะถูกทำลายและหยุดการแพร่กระจายในที่สุด รสขมจากเปลือกมะนาว... กระตุ้นให้ตับเกิดการสร้างเลือดและภูมิต้านทาน... การดื่มน้ำร้อน ขิง ช่วยให้ภูมิต้านทานทำงานได้ดียิ่งขึ้น เข้าโจมตีเชื้อโควิดได้อย่างรวดเร็ว... ถ้าเรารักษาตัวเองได้เร็วเช่นนี้... เชื้อโควิดจะตายและหยุดการแพร่เชื้อทันทีครับ... การระบาดไปสู่คนรอบข้างและครอบครัวก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้ามัวรอตรวจหรือไปหาหมอรอรักษาโรงพยาบาลอาจสายเกินไปครับ... ช่วยแชร์ความรู้นี้ต่อไปให้คนไทยทุกคนรักษาตนเองได้และป้องกันการระบาดได้ครับ (ด้วยรักและห่วงใย จากหมอแพทย์แผนไทยศีรษะอโศกครับ)
    Mrs.Doubt
     •  3 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    แก้วิธีการรักษา อาการตื่นมาฉี่บ่อย (nocturia) ของผู้สูงอายุ
    ตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อย รุ่นพี่ที่เคารพท่านหนึ่ง ได้ส่ง VDO link ที่น่าสนใจมาให้ จาก NHK on demand video ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ส.ว. ทั้งหมด (เกิน 250) แต่คนที่ยังไม่เป็น ส.ว. รู้ไว้ก็ไม่เสียหลาย เพราะอนาคตเราก็จะได้เลื่อนขั้นขึ้นไปกันทุกคนอยู่แล้ว เรื่องที่ว่านั้นก็คือ ปัญหาของการที่ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยๆ (nocturia) เพื่อไปฉี่ ปัญหานี้ ได้มีการทำวิจัยเมื่อต้นปีนี้เอง (กุมภาพันธ์ -เมษายน) ควบคุมโดย Toromoto Kazumasa อาจารย์หมอทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะ (urologist) แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์นารา (Nara Medical University) เนื่องจากโควิดมา ผลการวิจัยนี้จึงเพิ่งจะเผยแพร่สู่สาธารณชน เมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้เอง การวิจัย ดำเนินการโดยให้ หนุ่ม Terakita เดินทางไปอยู่ที่บ้านคุณลุง Hayashi ทั้งวัน และทำกิจกรรมต่างๆเหมือนกัน โดยฉี่ให้หมดกระเพาะปัสสาวะ (bladder) ในตอนเช้า จากนั้น ให้กินอาหารเหมือนกัน ดื่มน้ำเท่ากัน ออกกำลังกายเหมือนกัน แล้วฉี่ใส่ถ้วยตวง วัดปริมาณเปรียบเทียบกันดู @07:30 เริ่มกินข้าว เป็นอาหารญี่ปุ่น มีน้ำอยู่ในอาหาร 600 mL (คำนวณโดย Yamaguchi Chikage นักโภชนาการ ของ Nara Medical University Hospital) และดื่มน้ำชา 530 mL รวม 1,130 mL ตอนสาย เจ้าหนุ่ม ฉี่ไป 4 รอบ 300+400+300+100 mL ส่วนลุงฉี่แค่ 2 รอบ 100+110 mL @12:30 มื้อกลางวัน เป็นแซนวิช มีน้ำแค่ 140 mL และดื่มน้ำเปล่าอีกคนละ 380 mL ตอนบ่าย ออกกำลังกาย ไปทำสวนด้วยกัน เข้ามาในบ้าน เล่น VDO game ด้วยกัน (ลุงแกเล่นได้ด้วยแฮะ) ตอนบ่าย เจ้าหนุ่มฉี่อีก 3 ครั้ง 350+200+150 mL คุณลุงก็ฉี่ 3 ครั้งเหมือนกัน แต่ปริมาณน้อยกว่า 40+180+70 mL จนเย็น @18:30 ได้เวลาจากกัน หลังจากอยู่ด้วยกันมาทั้งวัน ค่ำคืนนั้น ก่อนเข้านอน เจ้าหนุ่มฉี่อีก 4 ครั้ง 320+150+180+150 mL แต่ลุงฉี่แค่ครั้งเดียว 180 mL หมอใช้ ultrasound ตรวจดูน้ำในกระเพาะปัสสาวะ - เกือบไม่มีทั้งคู่ ก่อนเข้านอนตอนเที่ยงคืน ในวันนั้น น้ำ เข้าไปร่างกาย คนละ 2,730 mL เท่าๆกัน แต่ลุงมีน้ำเหลืออยู่ในร่างกายเยอะมาก ผลก็คือ เจ้าหนุ่มหลับรวด ไม่ได้ตื่นขึ้นมาฉี่ แต่ลุงต้องตื่นไปฉี่ 3 รอบ 130+420+280 mL วันต่อมาจึงรู้สึกเพลีย การที่กลางวันง่วง และต้องงีบบ่อยๆ เพราะกลางคืนตื่นบ่อย (nocturia) เพื่อไปฉี่ เนื่องจากน้ำที่ดื่มระหว่างวันยังค้างอยู่ในร่างกาย แต่น้ำนั้น ... ไม่ได้อยู่ในกระเพาะปัสสาวะ ! เชื่อหรือไม่ว่า มีความลับในร่างกายของเราอย่างหนึ่ง ก็คือ คนเรามีกระเพาะปัสสาวะที่สอง (2nd bladder) !! ในเมื่อน้ำ ไม่อยู่ในกระเพาะปัสสาวะ แล้วมันไปเก็บอยู่ที่ไหน? ที่ตับ (liver) หรือเปล่า เพราะแอลกอฮอล์ก็ยังไปกำจัดที่ตับ น้ำก็น่าจะไปด้วย … ไม่ใช่ ที่ไต (kidney) ใช่ไหม เพราะเป็นด่านแรก ที่น้ำจะต้องผ่าน ก่อนไปที่กระเพาะปัสสาวะ … ไม่ใช่อีก ที่เส้นเลือด (blood vessels) กระมัง เพราะในเลือดมีน้ำ อาจเก็บน้ำเพิ่มขึ้นได้ … ก็ไม่ใช่ แม้แต่ลำไส้ (intestine) ที่น่าจะมีที่เก็บน้ำไว้ได้มากทีเดียว … ไม่ใช่เหมือนกัน เพราะคำตอบที่ถูกคือ - น่อง (calves) ครับ ! เพื่อเป็นการพิสูจน์ เจ้าหน้าที่ได้ทำการวัดรอบน่องของลุง Hayashi ตอนตื่นนอนและก่อนนอน พบว่า น่องโตขึ้นจริงๆ (ขวา 40.5 => 42.7 ซ้าย 41.5 => 45.7 cm) ทีมงาน ได้นำอุปกรณ์วัดทันสมัย ไปที่บ้านลุง Hayashi เพื่อวัดปริมาณน้ำในส่วนต่างๆของร่างกาย แล้ว plot มาเป็นกราฟ พบว่า ช่วงเช้า น้ำในลำตัวและแขน เกือบคงที่ แต่น้ำในขา จะค่อยพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ช่วงบ่าย น้ำในขาเกือบคงที่ แต่ในแขนและลำตัวค่อยๆลด ส่วนตอนค่ำ ก่อนนอน น้ำในลำตัวค่อยๆลด ในแขนคงที่ แต่ในขายังพุ่งขึ้นต่อ สุดท้ายก่อนเข้านอน น้ำในขาของลุง Hayashi มีมากกว่าตอนเช้าถึง หนึ่งลิตรครึ่ง ! ทั้งนี้เพราะ ขาทั้งสองข้าง เป็นเหมือนแท็งค์น้ำ โดยน้ำจะแทรกอยู่ระหว่างกระดูกและผิวหนัง เรียกว่า “interstitium” เมื่อไม่มีน้ำ จะแฟบ พอมีน้ำก็จะพองหนาขึ้น น่อง จึงเหมือนถังน้ำ เก็บไว้ฉี่ทิ้งภายหลัง และนั่นเป็นสาเหตุที่ต้องตื่นขึ้นมาฉี่บ่อย คุณหมอ Sone Atsushi Director, Miyazu Takeda Hospital ยืนยันว่า มีคนไข้เป็นอย่างนี้หลายคน มีคำอธิบาย เขียนเป็นไดอะแกรมง่ายๆ เป็นวงจรของเส้นเลือดแดงจากหัวใจลงมาที่น่อง แล้วก็กลับขึ้นหัวใจทางเส้นเลือดดำ ส่วนกระเพาะปัสสาวะอยู่ตรงกลางระหว่างหัวใจกับน่อง การเต้นของหัวใจ กับการเคลื่อนไหวของน่อง จะเหมือนกับปั๊มสองตัวช่วยกันสูบฉีดน้ำในร่างกาย ถ้าน้ำมากไปก็จะไปปล่อยทิ้งที่กระเพาะปัสสาวะ เมื่ออายุยังน้อย ปั๊มที่น่องก็ยังแข็งแรงดีอยู่ ยิ่งเป็นเด็ก วิ่งกระโดดโลดเต้น น่องจึงแข็งแรง (เพราะฉะนั้น ถึงจะวิ่งไม่ไหว ก็ขยันเดินกันหน่อยนะครับ) แต่เมื่ออายุมากขึ้น น่องไม่ค่อยได้ทำงาน น้ำจึงมาบวมอยู่ที่ขา ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก พอล้มตัวลงนอนตอนดึก น้ำส่วนเกินนี้จึงค่อยๆกลับมาที่กระเพาะปัสสาวะ จนทำให้ต้องลุกไปฉี่บ่อยๆ ดังนั้น ในปีนี้ ทางการแพทย์ที่ญี่ปุ่น จึงมีการปรับแก้วิธีการรักษา อาการตื่นมาฉี่บ่อย (nocturia) ซึ่งไม่มีการแก้ไขมาเลยในรอบสิบปี คุณลุง Ando เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการรักษาวิธีหนึ่งในแผนใหม่นี้ สี่ปีมาแล้วที่เขาต้องตื่นมาฉี่ 4~5 ครั้ง ทุกคืน แถมลำบากที่ต้องปีนบันไดขึ้นลง เพราะห้องน้ำอยู่คนละชั้นกับห้องนอน พลาดพลั้งเกิดตกบันไดขึ้นมาก็ยุ่งอีก ชีวิตช่างน่าหดหู่เสียจริงๆ การฉี่บ่อย (nocturia) นำไปสู่ ความรู้สึกหดหู่ และกระดูกหัก !? พูดให้เว่อร์ไปหน่อย ... ความรู้สึกหดหู่ หรือ depression ก็เพราะอดนอน และกระดูกหัก ไม่ใช่เพราะฉี่บ่อยตรงๆ แต่เป็นสาเหตุเกี่ยวเนื่อง โดยเกิดจากการงัวเงียเมื่อตื่นขึ้นมา อาจจะทำให้หกล้ม หรือ ตกบันได แต่กระดูกหักในกลุ่มผู้สูงอายุนี่เรื่องใหญ่นะ วันหนึ่ง ลุง Ando ได้รับ “กล่อง” เพื่อการรักษา หนึ่งเดือนผ่านไป คุณลุงนอนรวดเดียวยันเช้า ไม่ต้องลุกไปฉี่เลย คุณลุง Ando ได้พบ “ทางรอด” แล้ว ที่สามารถจะใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง “ทางรอด” ในกล่องเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตของลุง Ando เปลี่ยนไปเลยนั้น คืออะไร ? คุณ Toshida Masaki Assit. Director, ศูนย์ศึกษาผู้สูงอายุ (แห่ง National Center for Geriatric & Gerontology) มาเฉลยว่า ภายในกล่องนั้น คือ ... “ถุงเท้ารัดน่อง” (compression stockings) ครับ ถ้าสวมมันไว้ตอนกลางวัน จะช่วยทำให้ขาไม่บวม และไม่เก็บน้ำไว้ ทำให้ฉี่ตอนกลางวันมากขึ้น ไม่เก็บไว้ไปฉี่ตอนดึกอีก นอกจากนั้น ยังมีคำแนะนำง่ายๆอีกอย่าง เป็นวิธีการบำบัดข้อที่สอง ที่คุณหมอได้แนะนำให้ลุง Hayashi ที่เข้าร่วมการทดลองในตอนแรก ลองกลับไปทำดู คือการนอนยกขาให้สูงขึ้นหน่อย ประมาณครึ่งฟุต สักครึ่งชั่วโมงในตอนบ่าย แต่อย่างีบหลับไปนะ เดี๋ยวกลางคืนจะนอนไม่หลับอีก คุณลุง Hayashi ได้ลองทำดูประมาณหนึ่งเดือน โดยเริ่มทำตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ด้วยการนอนยกขาพาด อ่านหนังสือ หนึ่งเดือนผ่านไป จากการต้องลุกไปฉี่ 3 หนในตอนก่อน ก็เหลือเพียง 1.5 ครั้งโดยเฉลี่ย การรักษานี้เป็นการบำบัดโดยเปลี่ยนอุปนิสัย (behavior therapy) ดีกว่าการใช้ยา เพราะว่าไม่มีผลข้างเคียง (side effect) คำแนะนำเพื่อการบำบัดดังกล่าว มี 3 วิธี คือ :- • สวมถุงน่องแบบรัด • ยกขา • งดกินเค็ม การงดกินเค็มที่แถมมาด้วยนั้น เพราะ การกินเค็ม นอกจากจะทำให้ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ร่างกายเก็บน้ำไว้ด้วย ของแถมอีกอย่างที่บางคนอาจจะเมิน คือ หมอเขาแนะนำให้เลิกการ “กรุ๊บๆ กรั๊บๆ” ในตอนเย็น เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แถมกับแกล้มกินเล่นซึ่งมักจะมีเกลือเยอะ จะช่วยกันเรียกความกระหายให้ร่างกายดื่มน้ำมากขึ้น สังเกตได้ว่าถ้ากินเลี้ยงตอนเย็น คืนนั้นก็จะฉี่มากขึ้น คำถามว่า สวมถุงรัดน่องด้วย พร้อมกับนอนยกขาด้วย ได้ไหม - Dr. Yoshida บอกว่า ไม่มีปัญหา แต่สวมถุงรัดน่องไปกินเลี้ยงตอนเย็นนี่คงไม่ช่วยเท่าไหร่นะ งานนี้ สงสัยจะมีคนขอเลี่ยงบาลีไปดื่มตอนเที่ยงแทน คำแนะนำแนวทางทั้งสามนั้น คงจะเป็นประโยชน์กับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ส่วนเรื่องถุงรัดน่องนั้น ถ้าไปหาตามร้านขายยา ก็จะมีถึงสามชนิดให้เลือก คือ สูงแค่เข่า ซึ่งสวมง่ายหน่อย ยาวขึ้นมาหน่อยคือสวมทั้งขา และที่ยาวสุดคือ สวมขึ้นมาถึงเอว ชอบแบบไหนก็เลือกได้ตามสะดวกครับ รวมทั้ง น่าจะมีขนาดให้เลือกด้วย และสามารถสวมใส่ได้ทั้งวัน อย่างไรก็ตาม คุณหมอมีคำเตือนสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจหรือเบาหวานว่า ให้ปรึกษาหมอหน่อยก็ดีนะ เรื่องที่จะหาอะไรมารัดน่องนี่น่ะ ที่ง่ายคือการนอน (อย่าหลับ) ยกขาขึ้นมาพาดอะไรที่สูงหน่อยในตอนบ่ายนั้น ก็ต้องบริหารเรื่องเวลาเหมือนกัน ไม่เร็วไป (เพิ่งผ่านเวลาเช้ามาหยกๆ) หรือช้าไป (จะเข้านอนอยู่แล้ว) เพราะจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรทั้งคู่ เวลาแดดร่มลมตก นึกถึงเปลญวนขึ้นมาทีเดียว เพราะเป็นเปลที่ขาถูกยกขึ้นมา ไม่ได้นอนราบๆ แต่ไม่มีเปลญวนก็ไม่เป็นไร หาอะไรหนุนขาเอาก็ได้ อย่างไรก็ตาม วันนี้ ผมเลยได้ไอเดีย ที่ทำให้ชีวิตสบายขึ้นเยอะ เพราะว่า ... แทนที่จะนั่งเขียนบทความ บ่ายวันนี้ ผมนอนยกขาเขียนครับ !! ... @_@ ... วัชระ นูมหันต์ 20 ธันวา 63
    Mrs.Doubt
     •  3 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    นศ.หนุ่มวัย 19 เป็นลมหมดสติกะทันหัน พอผลการวินิฉัยของคุณหมอออกมา ทุกคนตกใจจนเข่าแทบทรุด เว็บไซต์ต่างประเทศ ได้รายงานว่าในช่วงเช้าของวันหนึ่ง มีนักศึกษาหนุ่มหลายคนพาเพื่อนอายุ 19 ปี ที่เป็นลมหมดสติกะทันหัน มาที่โรงพยาบาล พวกเขาตะโกนเรียกหมอว่า “คุณหมอครับ ช่วยเขาที เขาเป็นลมหมดสติกะทันหันครับ” หลังจากถามอาการของคนไข้จากเพื่อน ๆอที่พามาส่งก็พบว่า คนไข้มีอาการขาซ้ายปวดและบวมในตอนตื่นนอน เพื่อน ๆที่นอนในห้องเดียวกันต่างคิดว่า เป็นเพราะเขาเหนื่อยและนอนหลับไม่ดี จึงมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากทุกคนแต่งตัวเสร็จ และกำลังจะไปกินอาหารเช้าก็พบว่าเขายังไม่ได้ลุกจากที่นอน และได้ยินเขาบอกว่าเขาปวดขาซ้ายมาก ๆ ให้ทุกคนช่วยส่งเขาไปโรงพยาบาลหน่อย และในระหว่างทางไปโรงพยาบาล เขาก็เป็นลมหมดสติไปทันที หมอตรวจพบว่าเขาเป็นโรคหลอดเลือดดำอุดตันอโรคหลอดเลือดดำอุดตัน เกิดจากลิ่มเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดดำ อาการนี้พบมากในบริเวณขาซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหรือบวมของขาข้างนั้น ๆ ตั้งแต่น่องจนมาถึงต้นขาได้ เพื่อน ๆ ของเขาฟังแล้วรู้สึกตกใจ จึงรีบถามหมอว่า เหตุใดเขาถึงได้เป็นโรคนี้ หมออธิบายว่า สาเหตุก็เพราะว่า เขานั่งนานเกินไป การนั่งนาน ๆ นั้นจะทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้ขยับติดต่อกันเป็นเวลานานและเลือดไม่สามารถไหลเวียนออกจากขาขึ้นมาสู่หัวใจได้ ทำให้เส้นเลือดดำในขาและเท้าเกิดการอุดตัน นักศึกษาคนนี้ชื่อ เซียว เขาติดเล่นเกม นั่งเล่นแทบไม่ขยับไปไหน ทุกคืนต้องเล่นยันตีสองตีสาม ถึงจะยอมไปนอน ส่วนสาเหตุที่เขาเป็นลมหมดสติ หมออธิบายว่า การที่เขานั่งเล่นเกมนาน ๆ ทำให้เป็นโรคหลอดเลือดดำอุดตัน และมีอาการหายใจไม่ออก สุดท้ายก็เป็นลมหมดสติไป พอหมออธิบายเสร็จ เพื่อนคนหนึ่งที่พามาส่งก็ต้องตกกะใจว่า “ผมเองก็ติดเล่นเกมเช่นกัน หลังจากนี้ไปคงไม่กล้านั่งเล่นนาน ๆ แบบนี้อีกแล้วล่ะ ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน เป็นภาวะที่เป็นอันตราย มันสามารถหลุดไปยังบริเวณปอด ทำให้เกิดภาวะ ลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต อาการของลิ่มเลือดอุดตันในปอด คืออาการหายใจไม่สะดวกเฉียบพลัน แน่นหน้าอกและเจ็บหน้าอกเป็นต้น การนั่งอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ เช่นการเดินทางบนเครื่องบิน หรือบนรถ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ หมออธิบายต่อว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด มี 90% เกิดจากภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน และมีผู้ป่วย 80% เป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด โดยจะเริ่มจากไม่มีอาการอะไรเลย โดยประมาณ 25% ของโรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด พบว่ามีการเสียชีวิตเฉียบพลันก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัย ลิ่มเลือดอุดตันในปอด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังให้มากที่สุด เกิดจากลิ่มเลือดกระจายไปอุดตันที่เส้นเลือดในปอดซึ่งส่วนมากมาจากเส้นเลือดดำที่ขา ภาวะนี้อันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ได้รับการรักษา โชคดีที่เพื่อน ๆ ส่งตัว เซียว มาโรงพยาบาลทันเวลา หลังจากได้รับการรักษาเขาก็เริ่มฟื้นตัว พอรู้อาการของตัวเองเข้า เขาถึงกับต้องตะลึงจนพูดซ้ำ ๆ ว่า “แม่เจ้า เกือบไปแล้ว หลังจากนี้ไปผมคงไม่กล้านั่งนาน ๆ อีก และก็ไม่กล้าเล่นเกมดึกอีกแล้ว” หมอแนะนำว่า ไม่ว่าจะทำงานหรือเรียน ควรหาเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายด้วย จะได้มีสุขภาพที่แข็งแรง แต่สำหรับคนที่ต้องนั่งนาน ๆ ควรลุกขึ้นยืนและเดินทุก ๆ 2 ชั่วโมง ดื่มน้ำมาก ๆ ไม่ควรนั่งนานเกินไปและไม่ควรให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะจะทำให้เลือดอุดตันได้ นอกจากนี้แล้วการนั่งนาน ๆ อาจจะส่งผลทำให้เกิดโรคพวกนี้ได้ : 1. การนั่งนานเกินไปจะทำให้เจ็บสะโพก โดยมีอาการตึงและขยับไม่ค่อยได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อหดและตึงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การเคลื่อนไหวสะโพกลำบากนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้ผู้สูงอายุ ล้มได้ง่าย 2. เมื่อร่างกายอยู่นิ่งเป็นเวลานาน ๆ เลือดและออกซิเจนจะไหลเวียนผ่านสมองน้อยลง ส่งผลให้สมองทำงานช้าลง คนที่นั่งนาน ๆ จึงรู้สึกสมองตื้อ เฉื่อยชา เหนื่อยล้านอนไม่หลับ ความจำเสื่อม 3. การนั่งนานเกินไปทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง ก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่นท้องผูก จุกแน่น แสบร้อนหน้าอก ท้องอืดหรืออาจทำให้น้ำ หนักตัวเพิ่มขึ้นได้ 4. การนั่งจะสร้างแรงกดที่กระดูกสันหลัง มากกว่าการยืน และสุขภาพแผ่นหลังจะยิ่งแย่ หากคุณนั่งหลังค่อมหน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ 5. การนั่งนาน ๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ เต้านม และเยื่อบุโพรงมดลูก แม้กระบวนการเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งอาจเกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินมากเกินไป และไปกระตุ้นให้เซลล์เจริญเติบโต แต่ข้อเท็จจริง ก็คือ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จะกระตุ้นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ให้คอยกำจัดอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดเซลล์มะเร็ง ขอบคุณ:‭http://www.liekr.com/post_159433.htmlา
    ไม่ระบุชื่อ
     •  3 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    กินน้ำมากดีไหม
    ไม่ระบุชื่อ
     •  1 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ท่านใดที่ทานยาเม็ดหรือแคปซูลอยากให้อ่านกัน
    ท่านใดที่ทานยาเม็ดหรือแคปซูลอยากให้อ่านกัน..... หลาย ๆ คนป่วยเพราะกินยาเม็ดหรือแคปซูลกับน้ำอุ่น โดยที่ไม่รู้ว่ายาจะถึงกระเพาะก่อนละลายน้ำหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า..คุณควรกินยาแบบไหนดี?... ■คำแนะนำจากแพทย์... ● ยาเม็ดหรือแคปซูลสามารถละลายได้ด้วยน้ำเย็น หลังจากกลืนยาแล้วควรดื่มน้ำตามให้มาก ๆ ● ควรทานยาก่อนนอน 30 นาที ไม่ควรทานยาแล้วนอนเลย เพราะยาจะไม่ลงกระเพาะ ■ตัวอย่าง.... ผู้ชายคนหนึ่งกินยาแอนตี้ไบโอติกส์ และดื่มน้ำน้อยเกินไป ยาจึงลงไปไม่ถึงกระเพาะ ยาจะค้างอยู่ที่หลอดอาหาร และเป็นเหตุให้หลอดอาหารอักเสบ 6 วันผ่านไป เขากินได้แค่นมเย็นกับอาหารเหลว และนอนโรงพยาบาลอีก 5 วัน แพทย์เตือนว่าอาการเขาอาจจะแย่ลง และอาจมีผลข้างเคียง สุดท้ายเขาเกิดอาการไตวายเฉียบพลัน และเสียชีวิตหลังเข้าโรงพยาบาลเพียง 2 สัปดาห์ เพราะฉนั้นต้องระวัง!! เมื่อกินยาเม็ดหรือแคปซูล อย่าดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน น้ำผลไม้หรือน้ำหวานทุกชนิดตามยาลงไป ทางที่ดีควรดื่มน้ำเย็นเท่านั้น ถ้าคุณรู้สึกกระหายในลำคอหลังจากกินยา ให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ และควรยืนหรือนั่งตัวตรง ๆ และเมื่อกินยาแล้วอย่านอนทันทีเป็นอันขาด ขอขอบคุณแพทย์จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กรุงเทพมหานคร ที่กรุณามาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการกินยาเม็ดหรือแคปซูลมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ แบ่งปันเพื่อเป็นวิทยาทาน: Nathananda Vegavakyananda February 16, 2023
    Mrs.Doubt
     •  1 ปีที่แล้ว
    meter: false