1 คนสงสัย
สามารถยื่นจ่ายภาษีเป็นแบบออนไลน์ได้จริงหรือ
ไม่ระบุชื่อ
 •  10 เดือนที่แล้ว
meter: true
1 ความเห็น
ช่วยระบุหมวดหมู่ของข้อความนี้ให้หน่อย
เลือกให้น้อยที่สุด (ถ้าเป็นไปได้)
Thanathun. เลือกให้ข้อความนี้✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด

เหตุผล

ป็นประจำทุกช่วงต้นปี ที่ผู้มีรายได้จะต้องยื่นภาษีและชำระภาษีตามหน้าที่พลเมือง สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกยื่นเอกสารเสียภาษีแบบกระดาษ สามารถยื่นภาษี

ที่มา

https://www.prachachat.net/general/news-851988

เพิ่มความเห็นใหม่

กรุณา  เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก ก่อน

คุณอาจจะสนใจข้อความเหล่านี้ที่คล้ายคลึงกัน

  • 1 คนสงสัย
    กินเต้าหู้ถั่วเหลือง ทำให้เป็นโรคพาร์กินสัน จริงหรือไม่คะ
    อาการโรคพาร์กินสันเป็นแบบนี้คือ 1. เกิดอาการสั่นบริเวณนิ้ว มือ แขน หรือขา ขณะที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหว 2. เคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ได้ช้ากว่าปกติ 3. กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ทำให้ควบคุมการทรงตัวของร่างกายลำบาก ควบคุมกล้ามเนื้อมือและแขนไม่ได้ ทำให้เขียนหนังสือลำบาก ข่าวแชร์ทั่วโซเชียล กินเต้าหู้ถั่วเหลือง ทำให้เป็นโรคพาร์กินสันได้ จริงหรือคะ
    anonymous
     •  3 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ผลกระเบา ช่วยรักษาโรคมะเร็ง จริงหรือ
    แชร์ในโลกออนไลน์ว่า ผลกระเบา มีสรรพคุณที่สามารถแก้เสมหะเป็นพิษ รักษามะเร็งได้ จริงหรือ
    anonymous
     •  2 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    หลุมพรางสร้างความเกลียดชังทางศาสนาอิสลาม
    หลุมพราง บ่มเพาะความเกลียดชังทางศาสนา By ประสาร มฤคพิทักษ์ | pmarukpitak@yahoo.com21 ก.พ. 2565 เวลา 11:49 น. หลุมพราง บ่มเพาะความเกลียดชังทางศาสนา กระบวนการสร้างความเป็นอื่นให้กับบุคคลต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างผิวพรรณ จะใช้สองมือแบ่งกันทำหน้าที่ มือขวาสร้างโรงน้ำแข็ง เพื่อปั้นน้ำเป็นตัว ส่วนมือซ้าย ขุดหลุมพราง บ่มเพาะความจงเกลียดจงชังให้คนอื่นตกหลุมพรางนั้น ในบรรดาข่าวโกหก (Fake News) ที่อยู่บนหน้าจอไฟฟ้า หรือสื่อออนไลน์ ทั้งหลายนั้น ข่าวโกหกเรื่องศาสนาอิสลามมีพื้นที่ค่อนข้างมาก ส่งกันได้ทุกวัน ทั้งๆ ที่ 90% เป็นข่าวโกหก 1.โกหกว่า ศาสนาอิสลามกำลังยึดครองประเทศไทย โดยมีการออก พ.ร.บ. คุ้มครองศาสนาอิสลาม 10 ฉบับ ว่ามีมัสยิดใหม่เกิดขึ้นมาก ว่ามีการทำลายวัดในพุทธศาสนาหลายแห่ง ความจริง กรมการปกครอง ชี้แจงแล้วว่า มีกฎหมายเกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามเพียง 4 ฉบับ คือ (1) พ.ร.บ. ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 (2) พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 (3) พ.ร.บ.การบริหารองค์การศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 (4) พ.ร.บ.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายคุ้มครองศาสนาอิสลามแต่อย่างใดเลย 2.โกหกเรื่องศาสนาอิสลามจะตั้งศาลอิสลาม เพื่อคนมุสลิมไม่ต้องขึ้นศาลไทยปกติ โดยจะระดมรายชื่อ 10 ล้านคน เพื่อถวายฎีกา โดยอ้างว่า “เพื่อเอกราชทางอำนาจของศาลไทยไม่เสียไปอยู่ในมือมุสลิมที่กำลังจะกลืนไทยพุทธหมดแล้ว” ความจริง ไม่มีเรื่องดังกล่าวเลย จะมีก็แต่การนำหลักศาสนาอิสลามเรื่องครอบครัวและมรดกมาใช้สำหรับพิจารณาคดีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นมุสลิม และอยู่ในเขตอำนาจศาลในพื้นที่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล เท่านั้น ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว (พ.ศ. 2489 ข้อ 3.1) 3.โกหกว่ารัฐบาลต้องเอาภาษีประชาชนสร้างมัสยิดให้ชาวมุสลิมทุกจังหวัด ความจริง มัสยิดเป็นศาสนสถานของอิสลาม ดังที่คาธอลิคมีโบสถ์ พุทธศาสนามีวัด ศาสนาอิสลามมีมัสยิดจำนวน 3,965 แห่ง ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. ปี 2540 มัสยิดทุกแห่งที่สร้างขึ้นมาจากเงินศรัทธาของชาวไทยมุสลิม รัฐบาลไม่ได้จ่ายเงินสร้างแต่อย่างใด ยกเว้นบางจังหวัดเช่น ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนเงินบูรณะซ่อมแซม ส่วนมัสยิดนครศรีธรรมราชเป็นงบผูกพัน 3 ปี (2557 - 2559) ตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนบน 4.โกหกว่ารัฐบาลจ่ายเงินค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร ให้ชาวมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจย์ที่ซาอุดิอาระเบีย ความจริง ไม่มีเรื่องดังกล่าวเลย ผู้แสวงบุญทุกคนจ่ายเงินเองทั้งสิ้น 5.โกหกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีสมาชิกที่เป็น สนช. ถึง 63 คน (จากสมาชิกทั้งหมด 233 คน) ที่เป็นมุสลิม กล่าวหาว่า สนช. จำนวนนี้ผลักดัน “ให้มีกฎหมายจัดตั้งศาลซารีอะห์เพื่อให้คนไทยที่มีคดีความกับคนมุสลิมต้องขึ้นศาลนี้ โดยมีผู้พิพากษาเป็นคนมุสลิม” นี่เป็นข่าวเก่าที่แพร่กระจายกันมา ตั้งแต่ 5 ปีก่อน แต่ยังกระจายกันอยู่จนเดี๋ยวนี้ ความจริง สนช. ชุดนั้นมีมุสลิมเพียง 4 คน คือ นิพนธ์ นราพิทักษ์กุล วิทยา ฉายสุวรรณ อนุมัติ อาหมัด และ ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ (ถืออิสลามตามคู่สมรส) เท่านั้น ไม่มีการร่างกฎหมาย ดังกล่าว ไม่มีการเสนอ ไม่มีการพิจารณาใดๆ ทั้งนั้น ยังมีข่าวโกหกอีกหลายอย่าง เช่น สัญลักษณ์ Green Industry ของ กท.อุตสาหกรรม สีเขียวบนสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็หาว่า “เป็นตราฮาลาลเพื่อเอาใจมุสลิม” ข่าวโกหกว่าชาวไทยมุสลิมกู้เงินธนาคารอิสลาม “โดยไม่ต้องใช้หนี้คืนได้” ข่าวโกหกว่า พ.ร.บ.ฮัจย์ “ทำให้อิสลามเข้าควบคุมการปกครอง” กระทรวงมหาดไทย ข่าวโกหกว่าผู้นำซาอุดิอาระเบียแต่งตั้ง “ให้นายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นำคนอิสลามเข้าไทยแบบผิดกฎหมายได้” ทั้งหมดนี้เป็นข่าวโกหกอย่างสิ้นเชิงที่นำมาเผยแพร่กันโดยเฉพาะในกลุ่มไลน์ที่แพร่กระจายอย่างเสรีและยากต่อการควบคุม บทเรียน 6 ตุลาคม 2519 ของขบวนการขวาพิฆาตซ้ายที่ปั้นข่าวเท็จกลายเป็นโศกนาฏกรรมล้อมปราบที่ ม. ธรรมศาสตร์ มีการเผานั่งยางนักศึกษา มีการฆ่าแขวนคอ ที่สนามหลวง แม้แต่การโฆษณาชวนเชื่อของ ฮิตเลอร์ และนาซีเยอรมันที่สร้างความรังเกียจทางเชื้อชาติ สังหารคนยิวไป 6 ล้านคน จะไม่เก็บรับบทเรียนกันบ้างหรือไร เมื่อ 16 ก.พ. 2565 ณ วัดราชบพิธฯ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระวโรกาสให้ ดร.มูฮัมหมัด บิน อับดุลการีม อัลอีซา เลขาธิการองค์การสันนิบาตมุสลิมโลก (OIC) เข้าเฝ้า ทรงรับสั่งว่า “คนไทยคุ้นเคยกับวัฒนธรรมประเพณีของศาสนาอิสลามมานานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีชาวมุสลิมจากตะวันออกกลางเข้ามาค้าขายหรือรับราชการในเมืองไทย มีผู้สืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นสกุลใหญ่ที่รู้จักกว้างขวาง..... .....ยามที่ชาวมุสลิมมีการงานประเพณีใด ชาวพุทธก็นำสิ่งของไปช่วยงาน ในขณะที่ ถ้าชาวพุทธมีการงานประเพณีใด ชาวมุสลิมก็นำสิ่งของมาช่วยงานเช่นเดียวกัน ทรงสามารถยืนยันได้ เพราะได้เคยทอดพระเนตรเห็นประจักษ์มาด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้ “พระมหากษัตริย์ไทย” ทุกพระองค์ มีพระบรมราชปณิธานที่จะพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์บำรุงทุกศาสนา พระบรมราโชบายเช่นนี้ จึงทำให้เมืองไทย มีความสงบร่มเย็นด้วยสามัคคีธรรมเสมอมา” เลขาธิการ OIC กราบทูลแสดงความปิติยิ่งในพระดำรัส และยังกราบทูลถวายคำยืนยันว่า “บุคคลใดผู้ยุยงให้ผู้คนในสังคมรู้สึกแตกแยกบาดหมางกัน โดนอ้างความแตกต่างกันทางศาสนา บุคคลนั้นไม่ได้ชื่อว่าเป็นมุสลิมที่แท้จริง....... ......เพราะการก่อให้เกิดความร้าวฉานนั้น เป็นความชั่วร้ายที่ไม่อาจกล่าวได้ว่า เป็นตัวแทนของศาสนาใดๆ ในโลก ผู้ที่กระทำการเช่นนั้น ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาเอง” สมเด็จพระสังฆราช และผู้นำองค์กรมุสลิมโลก ได้แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์แห่งความสมานฉันท์ที่มีมายาวนานตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และไม่ปรารถนาจะเห็นความขัดข้องหมองใจใดๆ เลย กลุ่มสร้างความเกลียดชังทางศาสนา ไม่เรียนรู้เลยหรือว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงทำให้ชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ ภาคภูมิใจที่ได้เป็นคนไทย ในแผ่นดินแห่งนี้ เมื่อปี 2511 พระองค์ท่านเสด็จไปงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติองค์ศาสดาพระมูฮัมหมัด โดยมีการเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน เป็นการเปิดงาน พระองค์ตรัสกับ นายต่วน สุวรรณศาสน์ อดีตจุฬาราชมนตรีว่า “พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่ถูกเชิญในวันนี้ เขาอ่านได้จับใจไพเราะเหลือเกิน แต่ทำอย่างไรที่จะให้พสกนิกรเรา ทั้งชาวไทยหรือไม่ใช่ก็ตามที และทุกหน่วยงานองค์กรของรัฐได้เข้าใจว่า อัลกุรอานซึ่งเป็นธรรมนูญชีวิต และเป็นคำบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มีความหมายอย่างไร” แล้วพระองค์ท่าน ก็พระราชทานทุนทรัพย์ก้อนแรกให้กับอดีตจุฬาราชมนตรี เพื่อหาคนแปล จึงได้เกิด “พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน” ฉบับแปลเป็นภาษาไทยที่เป็นคุณูปการยิ่งต่อการศึกษาศาสนาอิสลามของชาวไทยมุสลิมทั้งปวง ต่อเนื่องมาถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่เสด็จงานเมาลิดกลาง และพระราชทานพระกรุณาให้กับชาวไทยมุสลิมโดยไม่ทรงแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนาใดๆ เลย การเอาเรื่องเท็จมาปั้นแต่งโฆษณาว่าเป็นเรื่องจริง การหยิบเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาเป็นเรื่อง การเอาเรื่องเล็กมาขยายเป็นเรื่องใหญ่ การเอาเฉพาะส่วนมาแทนที่ส่วนทั้งหมดเป็นวิสัยของมนุษย์ จำพวกไหน กระบวนการด้อยค่าบุคคลต่างศาสนา ด้วยวิธีสร้างความเป็นอื่น ขุดหลุมพรางบ่มเพาะความเกลียดชังทางศาสนา จะใจร้ายอำมหิตไปถึงไหน จึงโกหกมดเท็จรายวันไม่หยุดหย่อน เหมือนไม่เกรงนรกหมกไหม้ หรืออย่างไร.
    ชุมพล ศรีสมบัติ
     •  8 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ผู้ประกันตนชายมาตรา 33 และ 39 ในกรณีที่มีบุตร สามารถเบิกจ่ายเงินจากกองทุนประกันสังคมได้ จริงหรือ?
    ผู้ประกันตนชายมาตรา 33 และ 39 ในกรณีที่มีบุตร สามารถเบิกจ่ายเงินจากกองทุนประกันสังคมได้ จริงหรือ? . ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่องผู้ประกันตนชายมาตรา 33 และ 39 ในกรณีที่มีบุตร สามารถเบิกจ่ายเงินจากกองทุนประกันสังคมได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง✅ . ผู้ประกันตนชายมาตรา 33 และ 39 ในกรณีที่มีบุตรสามารถเบิกจ่ายเงินจากกองทุนประกันสังคมได้ โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้ 1. กรณีผู้ประกันตนชายมาตรา 33 มาตรา 39 สามารถยื่นเรื่องขอเบิกสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร จะต้องมีการส่งเงินสมทบมาไม่น้อยว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่คลอดบุตร จะได้รับเงินเหมาจ่าย ค่าคลอด จ่ายครั้งละ 15,000 บาท เบิกได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง 2. กรณีค่าตรวจและค่าฝากครรภ์ สามารถเบิกเท่าที่จ่ายจริงจำนวน 5 ครั้ง ไม่เกิน 1,500 บาท ดังนี้ - อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาท - อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท - อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท - อายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 32 สัปดาห์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท - อายุครรภ์มากกว่า 32 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 40 สัปดาห์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท . ทั้งนี้ ผู้ประกันตนชายต้องแนบสำเนาทะเบียนสมรส กรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้แนบหนังสือรับรองกรณีอยู่กินฉันสามีภรรยาโดยเปิดเผย . 3. กรณีผู้ประกันตนชายที่จดทะเบียนสมรสกับภรรยาหรือจดทะเบียนรับรองบุตรหรือมีคำสั่งศาล ว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมีการจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 800 บาท ตั้งแต่แรกเกิดไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ . ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.sso.go.th/eform_news/ หรือโทร 1506 . หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน . 📌 ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม . Website : https://www.antifakenewscenter.com/
    ชุมพล ศรีสมบัติ
     •  7 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    เปิดที่มา “ตั๋วช้าง” คืออะไร ปมแฉเดือดกลางสภา สะเทือนวงการสีกากี
    เปิดที่มา "ตั๋วช้าง" บัตรซื้อ - ขายตำแหน่งมูลค่าหลักล้าน ตั๋วใบใหญ่สุด อำนาจมากสุด ขอแล้วได้เลยไม่เคยโดนปฏิเสธ หลัง รังสิมันต์ โรม อภิปราย แฉเดือดกลางสภา สะเทือนวงการสีกากี เรียกได้ว่าเป็นศัพท์ที่ร้อนแรงในขณะนี้สำหรับคำว่า "ตั๋วช้าง" ที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและฝ่ายความมั่นคง ประเด็นเรื่องการซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรม อภิปรายซัด ประยุทธ์-ประวิตร รู้เห็นซื้อ-ขายตำแหน่ง ตร. เปิดทางล้วงลูกแต่งตั้ง โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 มีการยกตัวอย่างนายพลตำรวจ นายหนึ่งอักษรย่อ ต. ว่าได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งระดับสูงอย่างรวดเร็ว ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์พิจารณา ไม่เป็นไปตามลำดับความเหมาะสมอาวุโส อีกทั้งยังมีการทำหนังสือโยกย้ายนายตำรวจข้ามหน่วยงานในสังกัดอย่างไม่เป็นไปตามขั้นตอนการ จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้มีการซื้อ-ขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ ตั๋วช้าง ภาพจาก สำนักข่าว INN โรม ชี้ การอภิปรายครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ที่อันตรายที่สุดในชีวิต ในระหว่างอภิปรายนั้น นายรังสิมันต์ ได้เผยเอกสารที่เรียกว่า "ตั๋วช้าง" ขึ้นมา ทำให้นายสุชาติ ตันเจริญ ประธานในที่ประชุม ต้องสั่งให้สรุปจบ ขณะที่นายรังสิมันต์ บอกว่า การที่ตนออกมาอภิปรายครั้งนี้นับว่าเป็นการทำหน้าที่ที่อันตรายที่สุดในชีวิต ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรหลังจากนี้ ตนก็ไม่เสียใจที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ตั๋วช้าง ภาพจาก เฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม ประยุทธ์ ลุกขึ้นชี้แจง ยืนยันการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจเป็นไปตามลำดับขั้นตอน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจมีการพิจารณาตามคัดกรองอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับชั้น โดยยึดหลักความเหมาะสมความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา และหากนายตำรวจ คนใดที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถยื่นเรื่องมายังคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือก.ตร. ได้ ที่ผ่านมายังไม่พบว่ามีตำรวจนายใดมาร้องเรียนว่าเสียเงินซื้อขายตำแหน่ง และไม่ได้รับตำแหน่ง โดยยืนยันว่าตนและพลเอก ประวิตร ไม่เคยรับผลประโยชน์ใด ๆ จากการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ และหากใครที่มีหลักฐานก็ขอให้นำมาแสดงอย่ากล่าวหาลอย ๆ ขณะที่พลเอก ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ มีคณะกรรมการกลั่นกรองตามลำดับขั้นพร้อมทั้งยืนยันการแต่งตั้ง เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของ ก.ตร. ตั๋วช้าง ภาพจาก รัฐบาลไทย เปิดตัว "ตั๋วช้าง" ศัพท์ที่รู้กันเฉพาะวงการตำรวจ บัตรผ่านซื้อ-ขาย ตำแหน่ง หลังจากนั้น นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาอภิปรายนอกสภา และเปิดเผยข้อมูลของตั๋วช้างผ่านเฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม หลายคนสรุปคร่าว ๆ ได้ว่า ตั๋วช้าง ใช้ในการซื้อ-ขาย ตำแหน่งทางตำรวจ หากมีตั๋วนี้ราคาตำแหน่งจะราคาถูกลง 50% นายรังสิมันต์ ระบุถึงการมีอยู่ของตั๋วช้างว่า อาจจะทำให้เกิดความสมยอมในการกระทำผิด เพราะจากที่ตนได้ข้อมูลมาราคาของตำแหน่งต่าง ๆ มีตั้งแต่ 1.5 ล้านบาท ในตำแหน่งสารวัตร ไปจนถึง 50 ล้านบาท ในตำแหน่งผู้บัญชาการ จริงเท็จอย่างไรเชื่อว่าพี่น้องตำรวจคงรู้กันดี อย่างไรก็ตาม วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 นายรังสิมันต์ ได้ออกมาชี้แจงกรณี "ตั๋วช้าง" อีกครั้งผ่านเฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม หลังจากโลกออนไลน์พูดถึงกันอย่างมาก และอาจมีความคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่ตนจะสื่อว่า ตั๋วช้าง เป็นคำเรียกตั๋วตำรวจ เป็นการวิ่งเต้นของตำรวจ มีหลายระดับ หลายเลเวล มีคำเรียกหลายแบบ มีหลายใบ ซึ่งตั๋วช้าง คือตั๋วที่ใหญ่ที่สุด เป็นคำที่ถูกอ้างถึงจากสกู๊ปข่าวหนึ่งเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ระบุว่าเป็นจดหมายฝากตำแหน่งที่ดีที่สุดและไม่เคยได้รับการปฏิเสธไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไร นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า ตนเองไม่มีข้อมูลว่า "ตั๋วช้าง" นั้นช่วยให้ได้ลดราคาเก้าอี้หรือไม่ หรือลดได้เท่าไร เนื่องจากเรื่องการซื้อขายตำแหน่งนั้น เราต้องยอมรับว่าการจะหา "ใบเสร็จ" ที่ระบุตัวเงินนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ขั้นตอนการจ่ายจริง ๆ อาจไม่ได้มีหลักฐานบันทึกไว้ก็ได้ ข้อสรุปว่า "ตั๋วช้าง" ช่วยให้ซื้อตำแหน่งในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่งจึงอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ตนต้องการจะสื่อเสียทีเดียว คำตอบ ณ ตอนนี้คือเรายังไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเท่าไรกันแน่ บางทีตัวเลขที่ถูกต้องอาจเป็นลด 100% เลยก็เป็นได้ สำหรับคำนิยาม ที่ชัดเจนที่สุดของตั๋วช้าง คือ ตั๋วตำรวจที่ใหญ่ที่สุด มีอำนาจมากที่สุด ขอแล้วได้เลย เว้นหลักเกณฑ์ได้ทุกแบบ ไม่ต้องพิจารณาประวัติคนที่ขอว่าเคยมีมลทินไหม ตั๋วช้าง ภาพจาก เฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม การมีอยู่ของตั๋วช้าง อาจทำให้สุดท้าย ตำรวจต้องหาลำไพ่พิเศษ ลงเอยด้วยการหากินกับธุรกิจผิดกฎหมาย นายรังสิมันต์ ระบุว่า กรณีตั๋วช้าง หรือตั๋วพิเศษอื่น ๆ สิ่งที่ต้องจ่ายบางทีอาจไม่ได้เป็นเงินเสมอไปก็ได้ บางทีอาจมาในรูปของบุญคุณ ในรูปของความภักดี ในรูปของการรับใช้ต่อเนื่องยาวนานเสมือนข้าทาสบริวาร ก็เป็นได้ "แค่คิดว่าราคาตั๋วพวกนี้ ต้องไปเบียดเบียนเอาจากเงินเดือนนายตำรวจแต่ละคน ก็ผิดมากแล้ว แต่ถ้ายิ่งคิดไปว่าราคาตั๋วมากขนาดนั้น ตำรวจจะไปจ่ายอย่างไรไหวถ้าไม่หาลำไพ่พิเศษ หรือถ้าราคาตั๋วมันคือการต้องไปคอยช่วยรักษาคุ้มครองผลประโยชน์ให้กับคนที่ออกตั๋วแล้ว นั่นเท่ากับว่าสุดท้ายตำรวจก็ต้องไปลงเอยกับการเก็บกินจากบ่อน จากพ่อค้ายา จากขบวนการค้ามนุษย์ จากธุรกิจผิดกฎหมายต่าง ๆ แทนที่จะกำจัดให้สิ้นซาก ก็กลายเป็นมาหล่อเลี้ยงให้มันดำรงอยู่ต่อไป อย่างนั้นใช่หรือไม่ ?" ตั๋วช้าง ภาพจาก เฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม ตั๋วช้าง ภาพจาก เฟซบุ
    NO AR
     •  1 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ปัสสาวะไม่สามารถรักษาแผลในช่องปากได้ จริงหรือ
    มีข่าวในโลกออนไลน์ว่า เด็กเป็นแผลในปาก ชาวบ้านใช้ปัสสาวะทาแผลในปากเพื่อรักษา สามารถรักษาได้จริงหรือคะ
    anonymous
     •  3 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ผู้ที่ป่วยโควิด-19 และมีสิทธิ์ประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 สามารถยื่นรับเงินขาดรายได้จากประกันสังคมได้ จริงหรือ
    ไม่ระบุชื่อ
     •  1 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ยึดเมืองหลวงคืนจากโควิดด้วยวัคซีนได้จริงหรือ วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ 17 กรกฎาคม 2564 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมบอกว่าการระบาดในประเทศใช้เวลาสามสัปดาห์ก็จะเพิ่มจำนวนรายงานผู้ป่วยเท่าตัว และคาดว่าจะถึงอย่างน้อยหมื่นรายต่อวันในตอนปลายเดือน วันนี้เพิ่งพ้นกลางเดือนวันหวยออกได้วันเดียว ยอดติดเชื้อก็ทะลุไปเป็นตัวเลขห้าหลักอย่างว่าแล้ว ผมคาดคะเนว่าเวลาเพิ่มจำนวนของจำนวนตายจากโควิดจะเพิ่มเท่าตัวโดยใช้เวลาเพียงสัปดาห์เศษ ๆ วันนั้นดูเหมือนตัวเลขอยู่แถวห้าสิบตอนนี้ตัวเลขก็ทะลุเป็นเลขสามหลักเป็น 141 แล้ว สรุปแล้วผมคาดผิด ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะวันนี้ตัวเลขสวิงขึ้นสูงโดยบังเอิญ ถ้าเป็นเช่นนั้นพรุ่งนี้มะรืนนี้ตัวเลขจะลดกลับลงไป อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าเวลาที่ใช้ในการเพิ่มเท่าตัวสั้นกว่าเมื่อเดือนที่แล้วจริง ๆ เราเพิ่งจะล็อคดาวน์กันมาไม่กี่วัน ผลของการตรวจพบเชื้อในวันนี้มาจากการแพร่เชื้อติดเชื้อก่อนหน้านี้ 4-5 วัน ส่วนจำนวนตายน่าจะเป็นผลจากการติดเชื้อแพร่เชื้อเมื่อสองสามสัปดาห์ที่แล้ว ถ้ากระบวนการล็อคดาวน์ได้ผล เราจะเห็นตัวเลขการติดเชื้อหยุดเพิ่มก่อน คงอีกราว 1 สัปดาห์ และกว่าตัวเลขคนตายจะหยุดเพิ่มอาจจะต้องใช้เวลาราว 3 สัปดาห์ขึ้นไป กล่าวกันว่า กทม. เป็นศูนย์กลางของการระบาด ความเร็วในการเพิ่มเท่าตัวก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ผมมีข้อสังเกตสองสามประการสำหรับผู้รับผิดชอบและประชาชน ฝากพวกเราตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย นอกจากจังหวัดภูเก็ตซึ่งประชาชนได้รับวัคซีนสองเข็มไปกว่า 70% แล้ว สถิติต่าง ๆ บ่งบอกว่าอันดับสองของความครอบคลุมการรับวัคซีน คือ กทม. ถ้าเอาจำนวนคนฉีดวัคซีนใน กทม. หารด้วยประชากรในทะเบียนบ้าน จะได้ค่าระหว่าง 40-60% ซึ่งระดับนี้ถือว่าน่าพอใจ และวันนี้ได้ข่าวว่าตั้งเป้าจะฉีดให้ได้วันละหนึ่งแสนโดส ถ้าได้อย่างนี้จริงจะช่วยเสริมแรงการล็อคดาวน์ได้มาก เพราะถ้าไม่ฉีดวัคซีนให้มากพอ ตอนคลายล็อคก็จะเกิดการระบาดอีก ปรกติถ้าฉีดวัคซีนได้ถึง 50% ขึ้นไป เราจะเห็นการระบาดชะลอลง แต่ทำไมใน กทม. ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ทำไมเราไม่เห็นแบบนั้น ผมมีคำอธิบายอื่น ๆ ซึ่งอาจจะถูกบ้างผิดบ้าง โปรดช่วยกันตรวจสอบครับ ผมคิดว่าที่ผ่านมาไม่มีใครรู้ว่าประชากร กทม. ที่แท้จริงอยู่ที่กี่ล้านคนเพราะปริมณฑลและเมืองบริวารกว้างขวางมาก ผู้คนเดินทางเข้า ๆ ออก ๆ การฉีดวัคซีนในกทม. อาจจะไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่มีทะเบียนบ้านอยู่ กทม. ทำให้คนรอบนอกเดินทางเข้ามาฉีดได้โดยไม่ยาก ถ้าคนที่ได้วัคซีนไปเป็นคนรอบนอกเสียเยอะ วัคซีนที่ฉีดไปก็คงจะไม่มีค่อยมีผลป้องกันกลุ่มเป้าหมายใน กทม. กลุ่มเป้าหมายหลักของระบบสาธารณสุข มีชื่อย่อ ๆ ว่า 607 หมายถึงคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ฯลฯ 7 โรค ปรากฏว่ากลุ่มนี้ฉีดวัคซีนได้ต่ำกว่าเป้าทั่วประเทศ แม้แต่จังหวัดภูเก็ตที่ได้ชื่อว่าฉีดวัคซีนได้มาก ก็ครอบคลุมผู้สูงอายุได้เพียง 10% เท่านั้น (เพราะช่วงนั้นฉีดวัคซีนไซโนแวค ต้องอายุต่ำกว่า 60 ปี) จังหวัดที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมผู้สูงอายุได้ดีที่สุด คือ สมุทรสาคร ก็ได้เพียง 15% ส่วน กทม. ฉีดผู้สูงอายุได้เพียง 3.14% และ กลุ่ม 7 โรคเรื้อรังได้เพียง 3.8% ของเป้าหมายเท่านั้น ตัวเลขที่ฉีดวัคซีนประชากรได้ดูเหมือนมาก แต่ ฉีดกลุ่มเป้าหมายหลักได้เพียงนิดเดียว น่าจะอธิบายสาเหตุของไอซียูและเครื่องช่วยหายใจไม่พอได้ระดับหนึ่ง ถ้ายังคงใช้ยุทธวิธีที่สะดวกแบบเดิมอยู่แบบนี้เพียงอย่างเดียว วัคซีนคงไม่ช่วยทำให้คลายล็อควัคซีนได้เท่าไรนัก การเปิดให้จองโดยระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สะดวก รวดเร็วทั้งผู้รับและผู้ให้บริการ แต่ต้องเป็นผู้รับบริการที่รอบรู้ หูไวตาไว ใช้แอปเก่ง ๆ หรือที่เรียกว่า The Have Net ส่วนพวกที่ช้าหน่อยเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารและเท็คโนโลยี หรือที่เรียกว่า The Have Not ก็จะไม่ค่อยได้รับวัคซีน The Have Net จากรอบนอกเข้าถึงวัคซีน The Have Not ในกทม.เอง เข้าไม่ถึง เราก็แก้ปัญหา กทม. ไม่ได้ เวลาพวกเราคนต่างจังหวัดพูดถึง กทม. เรานึกถึง พื้นที่เศรษฐกิจที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ภาพพวกนั้นปิดบังกลุ่มคนยากจนที่อยู่ตามหลืบ ซอกซอย ชุมชนคนกลุ่มน้อย คนขายแรงงาน แคมป์คนงานก่อสร้าง ฯลฯ คนพวกนี้ คือ The Have Not ซึ่งเป็น Social Pathology หรือสภาพสังคมที่เจ็บป่วยอมโรคของเมืองหลวง ผมเชื่อว่าคนพวกนี้เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร บริการสาธารณสุขโดยเฉพาะการฉีดวัคซีนซึ่งต้องการการแข่งขันอย่างสูง เมื่อป่วยก็จะไม่สามารถร้องเรียนกับผู้ใดได้ การแยกตัวของสมาชิกออกจากครัวเรือนไม่ให้แพร่โรคน่าจะลำบากมาก เป็นที่น่ายินดีที่ทางราชการจะได้จัดหน่วยเคลื่อนที่ออกไปยังชุมชน ไปเยี่ยม The Have Not เหล่านี้ และคงเอาวัคซีนไปฉีดให้เป้าหมาย 607 ด้วย แต่ก็คงไม่ง่ายนักที่จะฉีดให้ได้จำนวนมาก ๆ เพราะอาจจะหาสถานที่ที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนได้ลำบาก การจัดพยาบาลเข้าฉีดวัคซีนตามบ้านจะมีต้นทุนด้านเวลาสูงมาก เป้าหมายที่ตั้งว่าจะได้วันละแสนคนไม่น่าจะทำได้จริง หน่วยสาธารณสุขเคลื่อนทีเก่ง ๆ เหมือนหน่วยซีลทางทหาร คือ รบได้ทุกภูมิประเทศ ทั้งอากาศ ทะเล และ บนบก แต่ไม่สามารถยึดพื้นที่ได้ หน่วยแบบนี้จึงมีข้อจำกัด เมื่อ ห้าสิบปีที่แล้ว ในชนบทเราก็มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เอาไว้ปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว) แสดงว่าทางการไม่ทอดทิ้งประชาชน มีความเมตตากรุณาสงสาร แต่ปัจจุบันนี้ เราสาธารณสุขปฐมภูมิครอบคลุมทุกพื้นที่ มีเครือข่าย อสม. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (สถานีอนามัยเดิม) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำถึง 4-5 คน นี่คือ กองร้อยทหารราบที่ประจำการ ปกป้องโรคภัย เขาดูแลตัวเองกันได้ ไม่ต้องรอความเมตตาจากคนนอก ผมไม่แน่ใจว่าเครือข่ายแบบนี้ในเมืองหลวงทำได้ดีเพียงไร การทำงานของหน่วยราชการโดยเฉพาะการควบคุมการระบาดของโควิดและการระดมฉีดวัคซีนโดยไม่มีประชาชนช่วยจัดตั้งน่าจะทำไม่ได้ผล ในช่วงล็อคดาวน์ เราต้องใช้ทหารราบ พลเดินเท้า และหน่วยประจำการทางสาธารณสุขจำนวนมหาศาล ทำงานสร้างพลัง (empower) ให้ประชาชนในชุมชนยากไร้ในเมืองหลวง ลุกขึ้นยืนหาทางช่วยตัวเองร่วมมือกับทางราชการแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด เพื่อยึดเมืองหลวงคืนจากโควิดให้ได้
    ไม่ระบุชื่อ
     •  2 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    WHO เคยยืนยันมาก่อนว่าไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากผ้า เพื่อป้องกันโควิด แต่ตอนนี้ได้แนะนำให้ใส่แล้ว จริงหรือคะ
    ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกย้ำว่า การใส่หน้ากากผ้า เป็นเพียงหนึ่งในวิธีลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 เท่านั้น และองค์การอนามัยโลกยังคงยืนยันตามเดิมว่า หน้ากากอนามัยแบบที่ใช้ทางการแพทย์ ควรใช้กับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปที่ไม่ป่วย ส่วนสาเหตุของการเปลี่ยนจุดยืนครั้งใหญ่ขององค์การอนามัยโลก เกี่ยวกับหน้ากากอนามัยนี้ ดร.เคิร์คโฮฟระบุว่า เป็นเพราะมีข้อมูลใหม่ จากผลการศึกษาหลายชิ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่แสดงว่า หน้ากากผ้าสามารถป้องกันการได้รับละอองฝอยเล็กๆ ที่มีเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ จริงหรือคะ
    anonymous
     •  3 ปีที่แล้ว
    meter: false