(3320 ข้อความ)
- 1 คนสงสัยจริงหรือไม่ ? บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนในปัจจุบัน จากผลสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนไทย จำนวน 40,164 คน ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 - 27 พฤษภาคม 2567 พบว่า เยาวชนยังมีความเชื่อว่า บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนถึง 50.2% และยังมีความเชื่อว่า นิโคตินเป็นสารที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวส่งผลดีต่อสุขภาพ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที่ผิดและยังขาดความรู้ ความตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ระบบทางเดินหายใจ สมอง และ หัวใจ ( แหล่งข้อมูล https://hed.go.th/ ) จากการสัมภาษณ์ เภสัชกร ณภัทร นวลสกุลกฤป เภสัชกร ประจำร้านเภสัชกรอิ่ม จังหวัดมหาสารคาม ได้ให้ข้อมูลว่า อันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า และ บุหรี่มวน มีความอันตรายไม่ต่างกัน ในหลาย ๆ แง่มุม บุหรี่ไฟฟ้าก็มีความอันตรายมากกว่า และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีภาวะโรคใหม่ที่เกิดขึ้นคือ ภาวะโรคปอดอักเสบจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า และจากการทดสอบเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า และ ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่าในผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า มีสาร Vitamin E Acetate อยู่ในปอดจำนวนมาก แต่ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีสารชนิดนี้เลย ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่าสารชนิดนี้มีส่วนที่สร้างความเสียหายแก่ปอด และถูกยืนยันจากบทความของ การวิจัยทางเคมีในพิษวิทยา จาก ACS Publications เว็บไซต์ฐานข้อมูลบทความ และ งานวิจัยต่าง ๆ ทางด้านเคมีและสาขาที่เกี่ยวข้อง ( แหล่งข้อมูล https://pubs.acs.org/doi/10.1021/acs.chemrestox.1c00309 ) เภสัชกร ณภัทร นวลสกุลกฤป ยังกล่าวอีกว่า นิโคตินไม่ใช่สารก่อมะเร็ง แต่ว่าเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีมากขึ้น สารนิโคตินจึงเป็นสารที่สร้างความเสียหาย และ เพิ่มความเสี่ยงต่อระบบต่างๆ เช่น เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับสมอง เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และ เสี่ยงต่อโรคไขมันต่าง ๆ ที่เป็นโรคเรื้อรัง ดังนั้น บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้อันตรายน้อยกว่า บุหรี่มวน ผู้เชี่ยวชาญเลยแนะนำไม่ให้สูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้า และ บุหรี่มวนสุขภาพภาคอีสาน64011215088• 2 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยปัญหาคู่กับเมืองไทย จอดรถทิ้งไว้ร้อนมาก ขึ้นรถไปควรทำยังไงดีเพื่อให้เรารู้สึกเย็นไวสุด!? . สหพันธ์รถยนต์ของญี่ปุ่น (JAF) เค้าพิสูจน์มาให้แล้วว่า อะไรคือคำตอบของเรื่องนี้ โดยทดลองด้วยการใช้รถที่อุณหภูมิภายในรถ เริ่มต้นสูงถึง 55 องศา . 1.เปิดปิดประตูรถ 5 ครั้ง 🔅อุณหภูมิลดลงทันทีจาก 55 เหลือ 47.5 องศา แต่ก็ยังร้อนอยู่ . 2.เปิดแอร์รถแรงสุด กดปุ่มให้สามารถ ดึงอากาศจากภายนอกเข้ามาในรถ แล้วรอ 10 นาที (โดยไม่ต้องเปิดกระจก) 🔅อุณหภูมิค่อยๆ ลดลงไป ใช้เวลา 10 นาที จาก 55 ลงมาเหลือ 29.5 องศา . 3. เปิดแอร์รถแรงสุด กดปุ่มให้อากาศหมุนเวียนแค่ภายในรถ แล้วรอ 10 นาที (โดยไม่ต้องเปิดกระจก) 🔅 อุณหภูมิค่อยๆ ลดลงไป ใช้เวลา 10 นาที จาก 55 ลงมาเหลือ 27.5 องศา . . แต่ทั้ง 3 วิธีนี้ก็ยังไม่สุด อันแรกลดความร้อนได้ไม่มาก ส่วนวิธีที่ 2,3 ก็ต้องรอนานมากกว่า 10 นาที กว่าอุณหภูมิภายในตัวรถถึงจะเริ่มเย็น . . =================== ฉะนั้น ทาง JAF เค้าพิสูจน์ต่อ เพื่อค้นหาวิธีที่ตอบโจทย์มากที่สุด ได้คำตอบว่า หากต้องการลดอุณหภูมิภายในรถไวๆ แล้วได้ผลดี คือต้องอาศัย “เปิดแอร์รถ” + “ต้องแล่นรถออกไปด้วย” โดยจากการพิสูจน์พบว่า 🔅ให้ลดกระจกทุกบานลงให้สุด + 🔅เปิดแอร์แรงสุด + 🔅กดปุ่มปิดหมุนเวียนอากาศให้รถดึงอากาศจากภายนอกรถเข้ามาในรถด้วย จากนั้นให้แล่นรถออกไปเลย เพื่อไล่อากาศร้อนในรถออกไปทันที . เมื่อแล่นรถครบ 2 นาทีแล้ว 🔅ให้ปิดกระจกทุกบาน + 🔅กดปุ่มหมุนเวียนอากาศให้อากาศหมุนเวียนแค่ภายในรถ เพียงเท่านี้อากาศในรถก็จะเย็นทันที จากการทดลองนี้สามารถเปลี่ยนจาก รถอุณหภูมิสูงมาก 55 องศา กลายเป็น 28 องศา ภายใน 2 นาที!!! ชอบมากที่ญี่ปุ่นทดลองให้เห็นภาพเลย ดูแล้วอยากทดลองตามด้วย . แล้วเพื่อนๆ ล่ะ ทุกวันนี้ใช้วิธีไหนกันอยู่บ้าง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ร้อนสาหัสแบบทุกวันนี้ Boom JapanSalaryman Cr: ANN News, JAFสภาพอากาศไม่ระบุชื่อ• 2 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยอย. เตือน ผลิตภัณฑ์ Efferin โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงกับข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นเท็จพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ Efferin (เอฟเฟอร์ริน) ทางสื่อออนไลน์ โดยระบุสรรพคุณ “กระตุ้นการเผาผลาญได้อย่างดีเยี่ยม...ส่งเสริมการกำจัดไขมันขั้นสุด...กระตุ้นเนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาล... ช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ช่วยสลายและใช้งานไขมัน กำจัดไขมันส่วนเกินจากกระแสเลือด ทำให้เนื้อเยื่อไขมันลดลง... มีประสิทธิภาพในการต้านภาวะซึมเศร้า… ช่วยให้การทำงานของตับดีขึ้น” เป็นต้น ทั้งยังมีการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับแพทย์หญิงชื่อดังชาวไทยถูกไล่ออกจากประเทศชั้นนำ เนื่องจากปฏิเสธที่จะขายผลิตภัณฑ์เผาผลาญไขมันสูตรพิเศษให้แก่บริษัทยาในประเทศนั้น จึงได้กลับประเทศไทยและร่วมกับผู้ทรงอิทธิพลผลิตผลิตภัณฑ์เอฟเฟอร์รินขายเฉพาะในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า เป็นข้อมูลลวง โดยผลิตภัณฑ์ Efferin ขออนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในชื่อ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เอฟเฟอร์ริน / Efferin Dietary Supplement Product เลขสารบบอาหาร 10-1-03958-5-0272 โฆษณาดังกล่าวแสดงข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นเท็จ และแสดงคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากในการยื่นขออนุญาตไม่มีการยื่นข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิผลตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด อีกทั้งผลิตภัณฑ์อาหารไม่มีผลในการบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค นอกจากนี้ยังพบมีการแอบอ้างชื่อบุคลากรทางการแพทย์ในตำแหน่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพต่อมไร้ท่อเป็นผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวานและนักโภชนาการเป็นผู้รับรองผลิตภัณฑ์แต่แท้จริงแล้วนั้น ไม่มีตำแหน่งดังกล่าวตามที่กล่าวอ้าง และภาพหญิง-ชายที่อ้างว่าเป็นผู้คิดค้นและรับรองผลิตภัณฑ์นั้น เป็นภาพหญิง-ชายที่เผยแพร่ทั่วไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ฉะนั้นผู้บริโภคโปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์ที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง หรือสร้างเรื่องราวดึงดูดความสนใจที่เป็นไปไม่ได้ หากมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวควรปรับพฤติกรรมการบริโภค ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ไม่ควรหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาโอ้อวดเกินจริงทางสื่อออนไลน์ เพราะอาจมีสารที่เป็นอันตราย มีผลข้างเคียงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากผู้บริโภคพบเห็นเบาะแสการโฆษณา การผลิต / จำหน่ายผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาที่สายด่วน อย. 1556 หรือ Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศลดความอ้วนอย. เพิกถอนผู้บริโภคเฝ้าระวังstd47993• 3 ปีที่แล้ว2 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัยจะขอเล่าเรื่องของแมวเองว่าเราเกือบโดนโจรแย่งเงินกด ATM เรื่องยาวนิดนึงนะ เมื่อวันก่อนไปกดเงินที่เดอะวอล์คตอนประมาณทุ่มเศษ ตู้เอทีเอ็มหน้าแบงค์กสิกรจะอยู่ข้างๆตัวตึกของห้าง สามารถเดินจากที่จอดรถด้านนอกเข้ามาได้เลย ซึ่งขณะนั้นไม่มีคนเราใช้กดแบบไม่มีบัตรซึ่งต้องมองจากเครื่องมือถือ ขณะที่กำลังกดเงินมีผู้ชายใส่เสื้อส่งอาหารสีเขียวยี่ห้อนึง เดินเข้ามาตู้ด้านซ้ายทำถ้ากดอะไรซักอย่างซึ่งตู้นั้นไม่ใช่ตู้เอทีเอ็มเราก็สงสัยแต่มันน่าแปลกตรงที่ว่าเราไม่มองหน้าเขาเลยซึ่งนิสัยของเราจะต้องมองหน้าคน สักพักมันก็เดินอ้อมหลังเราไปกดตู้ด้านขวาเรายิ่งแปลกใจขึ้นและระวังตัวขึ้น สักพักขณะที่เงินกำลังจะออกมาจากตู้มันก็เริ่มขยับตัวมาใกล้เราตอนนั้น เฮียเราที่ไปอัพเดทบัญชีธนาคารกรุงไทยเดินกลับมาพอดีเห็นเลยเอาตัวเข้าแทรกระหว่างเรากับโจรแต่ความที่โชคร้ายของเราเฮียปวดฉี่กระทันหันเลยพูดว่าเค้าจะไปก่อนนะปวดฉี่มากๆ แล้วก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่การที่เค้าเอาตัวเข้าไปแทรกทำให้ โจรชะงักเสียจังหวะ พอเงินออกมาเรารีบดึงเงินแล้วเดินออกมาอย่างรวดเร็ว มายืนตั้งสติในที่สว่างมีคนขายของ คิดว่ามันแปลกมากที่เราไม่มองหน้าโจร หรือตอนที่โจรเดินอ้อมตัวเราเอายาอะไรพ่นใส่หรือเปล่าทำให้เรารู้สึกว่าภัยกำลังจะมาแต่เราไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น จึงขอเตือนภัยเพื่อนๆว่าขณะนี้โจรเต็มบ้านเต็มเมือง แถมไม่รู้ใช้ยาอะไรพิเศษหรือเปล่าที่ทำให้เหยื่อรู้ว่ากำลังมีภัยแต่ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นหากไปไหนคนเดียวหรือทำธุรกรรมทางการเงินก็ควรดูสิ่งแวดล้อมด้วยว่าเหมาะสมที่จะดำเนินการหรือไม่ผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยความรู้เรื่อง ไขมันพอกตับ จริงหรือไม่ไขมันพอกตับ คือ สิ่งที่คนไทย เป็นกันเยอะมาก ไม่ใช่เพราะกินเหล้าหรือ แอลกอฮอล์เยอะ เพียงเรื่องเดียว นั่น คือสิ่งที่เข้าใจผิด หลายคนเลยถามผมว่า ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์เลย ทำไมเป็นไขมันพอกตับ เพราะไขมันพอกตับ ไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่มาจากน้ำตาลฟรุกโตส และ น้ำตาลอุตสาหกรรม ที่เรียกว่า high fructose corn syrup ซึ่งมีอยู่ในอาหารมากกว่า 70% ที่คนยุคนี้กินทุกวัน ซึ่งหนักกว่า การดื่มแอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ เพราะ ข้อเท็จจริงพบว่า คนที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เลย ก็มีไขมันพอกตับ อาการนี้ เค้าเรียกว่า nonalcohol fatty liver คือ พวกที่เป็นไขมันพอกตับ โดยที่ไม่มีแอลกอฮอล์มาเกี่ยวข้อง ไขมันพอกตับนั้น เป็นสัญญาณของโรคหัวใจ และ หลอดเลือดตีบตัน นะครับ และ คำพูดที่ว่า ออกกำลังกายเยอะ ๆ จะทำให้ไขมันพอกตับหาย ก็ไม่จริงนะครับ กี่คนแล้วครับ ที่ออกกำลังกายมาก ออกกำลังกายมาเป็นสิบปี แต่ไขมันก็ยังพอกตับอยู่ วิธีเดียวคือ เลิกกินอาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตส และ high fructose corn syrup เลิกกินน้ำตาล เลิกดื่มน้ำผลไม้กล่อง เลิกโดยเด็ดขาดสัก 6-8 เดือน ระหว่าง 6-8 เดือนนั้น ร่างกายจะกำจัดไขมันพอกตับ ออกได้เองครับ ยา หรืออาหารเสริมใด ๆ ก็ช่วยไม่ได้นะครับ ขนมและเครื่องดื่ม ประเภท ขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ น้ำอัดลม ชานม ชาไข่มุก พวกเครื่องดื่มอร่อย ๆ ที่มีรสหวานทั้งหลาย น้ำหวาน ของหวาน คุ้กกี้ แคร็กเกอร์ โดนัท ขนมขบเคี้ยว รวมถึง การกินผลไม้หวาน ๆ ที่กินคราวละมาก ๆ ก็เป็นต้นเหตุให้มีไขมันพอกตับด้วย ควรจะเลิกกินของหวาน ให้ได้ครับ ถ้าไม่อยากให้มี ไขมันพอกตับ Cr: นักโภชนาการ ม.มหิดลลดความอ้วนผู้บริโภคเฝ้าระวังMrs.Doubt• 5 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัย!! ในโอกาสได้รับเชิญตามกำหนดการปลายเดือน กันยายน 2563 นี้ !! ตามที่คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ปรารภไว้ เรื่องยานพาหนะพลังงานทดแทน ขณะได้มาเยี่ยมชมกิจการ นำรถยนต์เก่ามาดัดแปลง Ev จะนำกระทู้ข้อมูลเอกสารที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนพ้องน้องพี่ ทุกระดับชั้นวรรณะ จนถึงรากหญ้า ที่หาเช้ากินค่ำ เพื่อยื่นให้ผู้เกี่ยวข้องในคณะรัฐบาล อาทิ รมต.กระทรวงพลังงาน, ด้านส่งเสริมพลังงานไฟฟ้าในยานยนต์ ทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง อันเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง และประชาชนได้ใช้พลังงานที่ประหยัด และลดปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5, กระทรวงคมนาคม, ผู้ออกกฎระเบียบเรื่องการยื่นจดเปลี่ยนแปลงพลังงานในยานยนต์ไฟฟ้า, ซึ่งขณะนี้เป็นปัญหาอุปสรรค ซ้ำซ้อนของขั้นตอน ที่ขัดแย้งกับนโยบายส่งเสริมของรัฐบาล, กระทรวงอุตสาหกรรม. ที่จะต้องได้รับอนิสงค์ จากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนประกอบอะไหล่ยนต์ ที่ยังคงสภาพฐานการผลิต หรือสูงกว่าเดิม เพราะรถยนต์เก่ายังต้องใช้ชิ้นส่วนประกอบให้สมบูรณ์ในยายนต์ไฟฟ้าที่นำรถเก่ามาดัดแปลง กระทรวงแรงงาน.ยังได้รับอนิสงค์ ผู้ใช้แรงงานที่ว่างงานจากพิษเศรษฐกิจ โควิด และอีกหลายกิจการ จะเกิดขึ้นและตื่นตัวกับภาวเศรษฐกิจ ที่ดีขึ้นทั่วประเทศ เพราะผลพวงจากการใช้พลังงานที่ถูกลง จะส่งผลให้ต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้าลดลง ประชาชนทั่วไปสามารถเอื้อมถึง เกิดกระแสนิยมไปทั่วประเทศ สิ่งที่ภาครัฐควรพิจารณาอีกประเด็นคือ เม็ดเงิน ที่แจกฟรีให้ป่าว หรือ 50% ร่วมในการจับจ่ายใช้สอย อย่างทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นก็มิใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ยิ่งจะสร้างค่านิยมแบบผิดๆ ให้ประชาชนเป็นง่อย อ่อนแอ คอยจ้องรอแต่รัฐบาลแจก ทั้งๆที่หนี้รัฐบาล ที่ส่งทอดต่อมาแล้วไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ถึงแม้ว่า อีวีคาร์(ไทยแลนด์)และอีกหลายหน่วยงาน ที่พยายามผลักดันเผยแพร่ความรู้เรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย กับบุคคลทั่วไป ให้สามารถนำรถยนต์เก่ามาดัดแปลงเป็นรถไฟฟ้า ในราคาต้นทุนต่ำ นำไปประกอบอาชีพ ให้แพร่หลายไปทุกย่อมหญ้า ทุกชุมชน ทั่วประเทศ ชาวบ้านตาสีตาสา จะได้ลดค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ ในเชิงพาณิชย์ธุรกิจทุกอย่าง ได้ต้นทุนต่ำลง จะส่งผลห่วงโซ่อุปทานการค้าขาย และการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจ ทุกประเภทดีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้............ ดังนั้น จึงใคร่ขอแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ว่าแต่ละท่านมีความเห็นเช่นไร ผมจะพยายามรวบรวมข้อมูล เพื่อนำเสนอต่อผู้เกี่ยวข้อง ดังข้อความเบื้องต้นที่กล่าวนำไปแล้วขอบคุณครับ..........ไม่ระบุชื่อ• 6 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวลวง “เนื้อดิบ” ป้องกันโควิด-19สถานการณ์แพร่ระยาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีมูลความจริงทำให้เกิดความเข้าใจผิดในประเด็นเดิมมๆ ก็ยังคงวนกลับมาให้เห็นซ้ำอีก ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีผู้แจ้งข้อมูลเพื่อตรวจสอบข่าวลวงมายัง www.cofact.org กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่าเนื้อดิบมีสรรพคุณเป็นยาป้องกันและรักษาโควิด-19 ได้ โดยผลการตรวจสอบได้ข้อสรุปว่าเป็นข่าวลวง เพราะไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ยืนยันแน่ชัดว่าการรับประทานเนื้อดิบจะสามารถช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ได้ อีกทั้งการรับประทานเนื้อดิบอาจมีผลทำให้เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับ ข่าวลวงเรื่องเนื้อดิบป้องกันรักษาโควิด-19 นั้นเคยถูกเผยแพร่ออกมาครั้งแรกช่วงที่ประเทศไทยพบการระบาดเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2563 (ปีที่แล้ว) โดยทางเพจสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลกมีคำเตือน ให้งดกินของดิบ ปลาดิบชั่วคราว เพราะนอกจากจะไม่ช่วยรักษาหรือป้องกันไวรัสโควิด-19 แล้วยังสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ติดไวรัสโควิด-19 อีกด้วย ทั้งนี้เชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ทนความร้อนสามารถถูกทำลายได้ด้วยการประกอบอาหารที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นนิยมรับประทานปลาดิบเป็นจำนวนมาก ทางเพจสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จึงทำการโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำผู้นิยมกินของดิบ เช่น ปลาดิบ ซาเซมิ ให้หลีกเลี่ยงชั่วคราว เนื่องจากสุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมีข้อความเตือน ดังนี้ เชื้อไวรัส COVID-19 ไม่ทนความร้อน และถูกทำลายได้ด้วยวิธีการประกอบอาหารที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงแนะนำให้ 1)หลีกเลี่ยงการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ที่ดิบหรือปรุงไม่สุก และ(2) จัดการกับเนื้อสัตว์ดิบ นมดิบ หรืออวัยวะของสัตว์ด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเข้าสู่ผลิตภัณฑ์อาหารที่รับประทานสด ญี่ปุ่นมีการรับประทานปลาดิบ เนื้อสดกันเยอะ ช่วงนี้เลี่ยงการรับประทานปลาดิบ เนื้อสด ของดิบไปก่อน ไม่เพียงเท่านี้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความไขข้อสงสัยเรื่องการรับประทานอาหารทะเลในช่วงที่โควิดระบาด โดยระบุว่า อาหารทะเลโดยมากจะต้องทำความเย็นหรือแช่แข็งเพื่อให้คงคุณภาพได้ดี ถ้าชาวประมง ผู้ขาย มีการติดเชื้อโควิด-19 โอกาสที่จะเชื้อปนเปื้อนอยู่ในอาหารทะเลและไวรัสคงชีวิตอยู่ได้นาน จึงมีความเป็นไปได้ ที่จะตรวจพบไวรัสในอาหารทะเลแช่เย็น เช่นการตรวจพบในปลาแซลมอน กุ้งนำเข้าในประเทศจีน การติดต่อของโรคโควิด-19 ผ่านทางอาหารทะเล มีการตั้งข้อสงสัยในประเทศจีน อย่างไรก็ตามอาหารทะเลสามารถบริโภคได้ถ้าปรุงสุก ความร้อนสามารถทำลายไวรัสได้อย่างแน่นอน โควิด-19 สามารถทำลายด้วยความร้อน 56 องศานานครึ่งชั่วโมง และถ้าความร้อนสูงขึ้นระยะเวลาก็จะสั้นลง โดยทั่วไปแล้วถ้าความร้อนสูงกว่า 85 องศา ก็จะมั่นใจในการทำลายไวรัสได้ และถ้าต้มให้เดือดที่อุณหภูมิ 100 องศาไวรัสจะถูกทำลายทันที ในช่วงที่มีการระบาดของโรคจึงไม่ควรรับประทานอาหารทะเลดิบหรือไม่สุก สิ่งที่จะต้องคำนึงคือการจับต้องกับอาหารทะเล ที่แช่เย็นมา จะต้องล้างมือให้สะอาด และชำระล้างอาหารทะเล โดยใช้น้ำสะอาดให้มีปริมาณมากพอ และจะต้องทำความสะอาดมือด้วยสบู่ ถ้าเป็นไปได้ควรใส่ถุงมือและล้างถุงมือ หรือใช้แบบครั้งเดียวแล้วทิ้ง ทุกครั้งต้องล้างมือก่อนจับต้องใบหน้า ในระบบนำส่งอาหารทะเล ก็จะต้องมีมาตรการควบคุมดูแลเรื่องความสะอาด ตลอดเส้นทาง อุตสาหกรรมอาหารทะเล โรงงาน จะต้องหมั่นตรวจดูคนงาน และอาจจำเป็นต้องสุ่มตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการของโรค อาหารทะเลยังคงรับประทานได้ตามปกติและมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากโดยเฉพาะ ปลาทะเล แต่ขั้นตอนตั้งแต่ผลิตหรือจับมาจากชาวประมง จำหน่าย การเตรียมมาทำอาหาร ทุกขั้นตอนให้คำนึงเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย ในการจับต้องกับอาหารทะเลแช่เย็นหรือแช่แข็ง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อดิบ ปลาดิบ อาหารทะเลดิบ นอกจากจะไม่สามารถช่วยป้องกันรักษาไวรัสโควิด-19 ได้แล้ว ยังเสี่ยงต่อการเป็นพยาธใบไม้ในตับอีกด้วยpgolfpaotung• 3 ปีที่แล้ว
- 2 คนสงสัยด่วน: สวิตเซอร์แลนด์ห้ามทำแมมโมแกรม — และได้เปิดโปงกลุ่มมาเฟียทางการแพทย์! เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศหนึ่งประกาศสงครามกับคำโกหกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมมะเร็ง ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์เพิ่งห้ามทำแมมโมแกรม โดยเปิดโปงปฏิบัติการทั่วโลกที่ทำให้ผู้หญิงหลายล้านคนได้รับบาดแผลทางจิตใจ ทำร้ายร่างกาย และถูกหลอกลวงให้ทำแมมโมแกรมในนามของผลกำไรของหมอและอุตสาหกรรมของบริษัทยา เพราะว่า การทำแมมโม แกรมนี่ไม่ใช่การแพทย์ นี่คือการจู่โจมที่เป็นระบบ เปิดโปงกลลวงที่ให้ข้อมูลการตรวจเป็นผลบวกปลอม สูงถึง 60% นั่นหมายความว่าผู้หญิงครึ่งหนึ่งที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมไม่เคยเป็นมะเร็งเต้านม พวกเธอถูกฉีดเคมีบำบัดครีโม ผ่าตัดเปิดอวัยวะ หรือฉายรังสี… โดยไม่จำเป็นและไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย นอกจากความกลัว ขั้นตอนนี้รุนแรงมาก เต้านมถูกกดทับภายใต้แรงกดสูง และฉายรังสี สารก่อมะเร็งที่รู้จักกันดี แม้จะอ้างว่า "ป้องกัน" แต่กลับทำให้สิ่งที่แสร้งทำนั้นเป็นปัญหาได้ ยิ่งแย่ลงไปอีก: แมมโมแกรมอาจทำให้เนื้องอก(ถ้ามี)แพร่กระจายได้ การศึกษาวิจัยใหม่ยืนยันว่าการกดทับเนื้อเยื่อที่บอบบางอาจกระตุ้นให้เกิดการแพร่กระจาย และการทดสอบอาจเพิ่มโรคก็ได้ มีการวินิจฉัยเกินจริงถึง 690,000 กรณี ไม่ใช่โดยบังเอิญ แต่เป็นการออกแบบของระบบการตรวจ นั่นคือผู้หญิงหลายแสนคนที่กลายเป็นวัวนมที่สร้างความร่ำรวยให้กับบริษัทยาขนาดใหญ่ในขณะที่พวกผู้หญิงเหล่านั้นยังมีสุขภาพแข็งแรงดี เครื่องจักรระดับโลกของบริษัทยา แมมโมแกรมไม่ใช่ระบบดูแลสุขภาพ แต่เป็นการสร้างความกลัวที่เกิดจากอุตสาหกรรมนี้ผู้หญิงถูกหลอกล่อด้วยโฆษณาชวนเชื่อ และ ถูกบังคับให้เข้ารับการตรวจคัดกรองทุกปี และถูกรีดไถจนหมดตัวโดยกลุ่มอาชญากรหลายพันล้านดอลลาร์ของระบบนี้ สวิตเซอร์แลนด์เพิ่งทำลายภาพลวงตานี้ โดย รัฐบาลของพวกเขาได้ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และประกาศว่า "ไม่มีอีกแล้ว" ไม่มีการโกหกอีกต่อไป ไม่มีการสังหารที่ปกปิดไว้เพื่อความปลอดภัยอีกต่อไป ไม่มีผู้หญิงที่ต้องเสียสละเพื่อผลกำไรอีกต่อไป กลุ่มมาเฟียทางการแพทย์กำลังเสียรายได้ การห้ามนี้เป็นการโจมตีอาณาจักรของพวกเขาโดยตรง สื่อจะไม่รายงานเรื่องนี้ โรงพยาบาลจะตื่นตระหนก เจ้าของและผู้บริหารของบริษัทยาจะดิ้นรน เพราะถ้าประเทศหนึ่งสามารถเป็นอิสระได้ ประเทศ อื่นๆ ก็จะทำตาม ถึงเวลาเลือกข้างแล้วในการต่อสู้กับการหลอกลวง โดย เราเรียกร้องให้ 1) ห้ามการตรวจเต้านมทั่วโลก 2) ให้มีการสอบสวนทางอาญาเกี่ยวกับการฉ้อโกงการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ผิดพลาดแบบนี้ 3) ให้เงินทุนเผยแพร่สนับสนุนการแพทย์ทางเลือกที่ไม่รุกราน เช่น การเปลี่ยนอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง การออกกำลังกาย เป็นต้น 4) เปิดโปงระบบอาชญากรรมของอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างเต็มรูปแบบ เราต้องต่อสู้เพราะได้เสียเลือด และอวัยวะมามากเกิน พอแล้ว นี่ไม่ใช่แค่ข่าว แต่จะเป็นจุดเปลี่ยนของการหลอกลวงเพื่อให้ใช้การตรวจแมมโมแกรม ของระบบการแพทย์ที่ฉ้อฉล และเครือข่ายของบริษัทยา สวิตเซอร์แลนด์ได้เริ่มการต่อสู้กับระบบการใช้แมมโมแกรม มันเป็น สงครามเพื่อเรียกร้องการรักษาสุขภาพของผู้หญิงให้กลับคืนมา และการต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว 📡☀️✨ สำนักข่าว ✨☀️📡 🇹🇭 Director Thailand 🇹🇭 🕊️🕊️🕊️🕊️🕊️🕊️มะเร็ง เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 1 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัย😔 ข่าวเศร้า โปรดให้เราอธิษฐาน ขออธิษฐานด่วน “อธิษฐานเพื่อคริสตจักรในอินเดีย เมื่อคืนนี้พวกเขาเผาโบสถ์ไป 20 แห่ง และคืนนี้พวกเขาต้องการทำลายโบสถ์มากกว่า 200 แห่งในจังหวัดโอลิซาบัง พวกเขาต้องการฆ่ามิชชันนารี 200 คนภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า คริสเตียนทั้งหมดกำลังซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้าน.. .. อธิษฐานเพื่อพวกเขาและส่งข้อความนี้ไปยังคริสเตียนทุกคนที่คุณรู้จักในโลกนี้ ขอให้พระเจ้าทรงเมตตาพี่น้องของเราในอินเดีย “เมื่อคุณได้รับข้อความนี้ โปรดส่งไปยังผู้อื่นโดยด่วน . เราอธิษฐานเพื่อครอบครัวมิชชันนารีคริสเตียน 22 ครอบครัวที่ถูกพวกอิสลามิสต์ในอัฟกานิสถานตัดสินประหารชีวิต โปรดผ่านโดยเร็วที่สุด เพื่อให้หลายๆ คนเข้าร่วมอธิษฐาน!!! ขณะนี้ กลุ่มอิสลาม (ISIS) เพิ่งเข้ายึดครอง "Quaragosh" เมืองคริสเตียนที่ใหญ่ที่สุดในอิรัก ชาย หญิง และเด็กหลายร้อยคนถูกตัดศีรษะ ผู้คนกำลังขอให้พวกเขาสวดภาวนาเพื่อพวกเขาเกี่ยวกับความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศของพวกเขา โปรดใช้เวลาสักนาทีในการสวดภาวนาเพื่อพวกเขา ส่งต่อข้อความนี้ไปยังผู้ติดต่อของคุณทุกคนเพื่อให้สายการสวดภาวนาไม่ขาดตอน พวกเขาขอให้สวดภาวนาเป็นพิเศษนี้ โปรดอย่าลืมส่งคำอธิษฐานนี้ไปยังผู้เชื่อในพระคริสต์เพื่อที่พวกเขาจะสวดภาวนาอย่างแรงกล้าเพื่อพี่น้องและเด็กๆ ในอิรัก นี่คือข้อความ SOS เร่งด่วน โปรด เราซาบซึ้งในความห่วงใยของคุณ ขอพระเจ้าอวยพรคุณและครอบครัวของคุณ และโปรดส่งความช่วยเหลือให้คุณเสมอ อาเมน โปรดส่งอีกครั้งเมื่อได้รับแล้ว โปรดส่งไปยังกลุ่มสวดภาวนา 🙇🏼♀🙌🏻🙏🏻ข่าวไทยกัมพูชาไม่ระบุชื่อ• 1 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยจริงหรือไม่สวมทองคำตอนฟ้าคะนองทำให้ฟ้าผ่า?หลีกเลี่ยงการยืนใกล้วัตถุโลหะขนาดใหญ่ ความเชื่อ : ในประเทศไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการใส่เครื่องประดับโลหะในช่วงฝนตก โดยเชื่อว่าโลหะ สามารถดึงดูดฟ้าผ่าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดกันในหมู่คนรุ่นเก่าและคนในชุมชนต่าง ๆ อีกทั้งมีข้อมูลจากแหล่งออนไลน์บางแห่งกล่าวว่า การที่ฟ้าผ่ามักเกิดขึ้นใกล้กับผู้สวมใส่เครื่องประดับโลหะ ทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงการใส่ทองคำหรือเครื่องประดับในช่วงฝนตกเพื่อความปลอดภัย ความจริง :จากเว็บไซต์สถาบันวิจัยด้านภัยพิบัติ และการทดลองแล็ปจากผศ.ดร.อุทธิ์ เจริญอินทร์ การสวมใส่ทองคำไม่ได้ทำให้เกิดฟ้าผ่าโดยตรง แต่หากอยู่ในที่โล่งเช่น กลางแจ้ง หรือที่สูง อาจเพิ่มความเสี่ยงได้ เนื่องจากโลหะนำไฟฟ้า อาจดึงดูดฟ้าผ่าได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ฟ้าผ่ามักจะพุ่งไปยังวัตถุที่มีความสูง และเป็นโลหะใหญ่ ๆ มากกว่า เช่น เสาไฟฟ้า ต้นไม้สูง หรืออาคารสูง ร่างกายไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ฟ้าผ่าลงมาใส่ แต่สิ่งสำคัญคือการอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งที่มีความเสียงต่อการโดนฟ้าผ่า อ้างอิงจากแหล่งข่าวในประเทศไทย การเกิดฟ้าผ่ามักเกิดขึ้นในพื้นที่สูง เช่น ต้นไม้หรือโครงสร้างที่สูง ไม่ เกี่ยวข้องกับการใส่เครื่องประดับโลหะขนาดเล็กบนร่างกายสภาพอากาศWarinlada Sangchot• 2 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยก่อนนอนคืนนี้ มีเรื่องอยากระบายเล็กน้อย ทำไมขึ้นรูปคุณแดง เพราะข่าวในหลายวันที่ผ่านมา หลายคนเป็นลูกหม้อรุ่นท้ายๆ ของคุณแดงในช่อง 7 ก่อนคุณแดงจะถูกปลดออกไป ป๋าเป็นคนนึงที่เติบโตมากับช่อง 7 ได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของช่อง 7 และหลายๆ อย่าง ส่วนนึงชัดเจนว่าเป็นผลงานและการทำงานของคุณแดงมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ประมาณปี 2524 (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย) จนถึงประมาณต้นปี 2555 ที่บอร์ดผู้บริหารเลือกผลักคุณแดงออกไป การที่บอร์ดช่อง 7 ตัดสินใจตัดคุณแดงออกไป เป็นความคิดที่พลาดมากๆ สำหรับป๋า ดาราหลายคนของช่อง 3 มีไม่น้อยที่ยังเลือกตัดสินใจอยู่กับช่องต่อไปและต่อสัญญาต่อไป หรือแม้แต่เป็นดาราช่อง 7 เองที่เลือกมาอยู่ช่อง 3 และก็ยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ ขณะที่ดาราแถวอโศก ก็มีไม่น้อยที่ยังอยู่กับช่อง เหตุผลหลักๆ เพราะความเอาใจใส่ของผู้บริหารและปัจจัยหลายอย่าง แต่ไม่ใช่กับช่อง 7 ซึ่งหลังจากนั้นปรากฎว่ามีหลายคน ออกไปจากช่อง ทั้งดารา ผู้จัดละคร หรือแม้แต่บริษัทที่คุ้นเคยคุ้นชินมานานอย่างกันตนา ก็ไม่วายจะถูกเฉดหัวออกไปทีละนิดจนกระทั่งพ้นเงาไปสมบูรณ์ ความจริง คุณแดงยังไม่ได้หายไปจากวงการจอแก้ว ออกจะแสบกว่านั้นตรงที่ไปช่วยช่อง 3 ทำละครอีกต่างหาก แต่คนที่ทำพลาดจริงๆ ก็คือช่อง 7 สำหรับป๋า แสงสุดท้ายของช่อง 7 คือ สารวัตรใหญ่ (2562) มีหลายคนเลิกดูช่อง 7 ไปแล้ว กลับมาดูเพราะติดใจเนื้อหาละครเรื่องนี้ เนื้อหาละครไม่ได้มีแค่จิกกัดวงการตำรวจ แต่ยังส่งเสริมและชี้ทางให้ถูกต้อง ซึ่งน้อยรายที่จะทำ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ช่อง 3 ที่ว่าซบเซาไม่ต่างกัน ยังมีมาตาลดา ขณะที่ช่องวัน ก็มีละครใหม่ๆ ส่วนช่อง 7 ก็ไม่มีระดับพีคๆ อีกเลย มีแต่เอาละครเก่าๆ มาฉายซ้ำมีมไม่ระบุชื่อ• 2 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยสถานการณ์การจัดเก็บภาษีเงินได้ของประเทศไทย - แบบสรุป ******************************************************* ประเทศไทยมีคนทำงาน 37 ล้านคน มีคนยื่นรายการภาษีเงินได้ (ภงด 90/91 ฯลฯ) 11 ล้านคน หมายความว่ามีคนที่มีรายได้แต่ไม่ยื่นรายการภาษีเงินได้ถึง 26 ล้านคน และมีคนจ่ายภาษีจริงๆ 4 - 5 ล้านคน คือจาก 11 ล้านคนที่ยื่นรายการภาษีเงินได้ มี 6 - 7 ล้านคนที่มีรายได้น้อยมากจนไม่ต้องเสียภาษี ประเทศที่มีประชากรเกือบ 80 ล้านคน แต่มีคนจ่ายภาษีเงินได้แค่ 5 ล้านคน —————————————— แค่นี้ก็อธิบายได้แล้วว่าทำไมงบประมาณประเทศไปผูกพันอยู่กับรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ ถึง 70% ของงบทั้งหมด (มีข้าราชการเยอะไปหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง) ทำให้ไม่ค่อยเหลืองบสำหรับลงทุน ทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้ไม่มากเท่าที่ควร —————————————— และที่น่างงที่สุดคือทำไมคนจำนวนมาก อย่างน้อยก็ 26 ล้านคนที่ไม่ทำแม้แต่ยื่นรายการภาษีเงินได้ กลับเรียกร้องสวัสดิการจากรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นจะให้เทียบเท่ากลุ่มประเทศที่เก็บภาษีได้จากคนทำงานทุกคน จุดเริ่มต้นของสวัสดิการของรัฐ คือการจ่ายภาษีให้รัฐไปจัดหาสวัสดิการมาให้ ถ้าไม่จ่ายภาษี จะเอาอะไรให้รัฐมาจัดหาสวัสดิการ เอาจริงๆประเทศไทยพัฒนามาได้แค่นี้ ทั้งๆที่คนส่วนมากไม่ยอมเสียภาษี น่าจะถือว่าทำได้ดีมากแล้ว คลิปข่าวเรื่องภาษีที่ดีมากของ TNN https://youtu.be/KB4s5fpdjws?si=ArqYk45ZVmKuktfqข่าวการเมือง เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 3 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยเพียงใช้มะระต้มร้อนๆสามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง!กัลยาณมิตรทุกท่านกรุณา ช่วยแชร์ต่อด้วยครับ เป็นมหาบุญ บารมี จริงๆ สำหรับผู้ที่ กำลังประสบชะตากรรมกับโรคร้ายนี้ 🇳🇱♥️💚🇳🇱💜🇵🇾🍎🍏🍅🍊 ศาสตราจารย์เฉิน ฮุ้ย เหริน ย้ำว่าถ้าทุกคนที่ได้รับจดหมายข่าวนี้สามารถส่งต่อไปให้ผู้อื่นได้อย่างน้อยหนึ่งชีวิตจะได้รับการช่วยชีวิต ... ฉันได้ส่งต่อในส่วนของฉันไปแล้ว หวังว่าคุณจะส่งต่อให้บุคคลอื่น ขอบคุณ! น้ำมะระร้อนๆสามารถช่วยคุณได้ตลอดชีวิต ดูวิธีแล้วบอกต่อคนอื่น !! เพียงใช้มะระต้มร้อนๆสามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง! หั่นมะระขี้นกประมาณ 3 ~ 5 ชิ้นใส่ลงในถ้วยแล้วเติมน้ำร้อน ดื่มทุกวันมันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน น้ำมะระขี้นกร้อนจะออกสารต้านมะเร็งซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดในการรักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพในด้านการแพทย์ น้ำมะระร้อนๆมีผลต่อซีสต์และเนื้องอก พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ทุกชนิด การรักษาด้วยสารสกัดจากมะระขี้นกนี้จะทำลายเซลล์มะเร็งเท่านั้น และไม่ส่งผลต่อเซลล์ที่มีสุขภาพดี นอกจากนี้กรดอะมิโนและโพลีฟีนอล ในน้ำมะระสามารถควบคุมความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพป้องกัน ปรับการไหลเวียนโลหิตและลดลิ่มเลือด หลังจากอ่านจบ โปรดส่งต่อคนอื่นๆ ครอบครัว เพื่อน ๆ และคนที่คุณรัก ให้ดูแลสุขภาพของตัวเอง 🙏🏻💖(ดีใจ))ยาสมุนไพรผู้บริโภคเฝ้าระวังMrs.Doubt• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม ! กินเม็ดชานมไข่มุก ทำให้เป็นโรคมะเร็งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เปิดเผย ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องกินเม็ดชานมไข่มุก ทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางศูนย์ ฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการแชร์ข้อความบนสื่อออนไลน์ว่าเม็ดไข่มุกบางยี่ห้อจากไต้หวันนั้นมีสารสไตรีน และสารกลุ่มโพลีคลอรีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polychlorinated Biphenyls ;PCBs) ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง จากที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไต้หวันได้มีการตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีสารสไตรีน (Styrene) แต่พบสารอะซิโตฟีโนน (Acetophenone) และสารประกอบกลุ่มโพลีโบรมีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polybrominated Biphenyl;PBBs) ซึ่งมีปริมาณน้อยมาก แต่ไม่ใช่สารประกอบกลุ่ม PCBs จึงไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็งอย่างที่ได้มีการแชร์ โดยเม็ดชานมไข่มุกทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง การกินเม็ดชานมไข่มุกก็เหมือนการกินแป้ง จึงยังสามารถกินชานมไข่มุกได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่น่ากลัว คือการกินชานมไข่มุกในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจได้ เพราะนอกจากในเม็ดไข่มุกจะประกอบไปด้วยแป้งมันสำปะหลังแล้วนั้น ในน้ำชานมยังประกอบไปด้วยน้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมข้นหวาน ซึ่งจัดได้ว่าชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูง และมีคุณค่าทางสารอาหารน้อย ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆมะเร็งผู้บริโภคเฝ้าระวังstd48423• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยอย.ยัน ไม่มีครีม-เซรั่มใด ทาแล้วดั้งพุ่งใน 7 วัน เป็นแค่การอ้างสรรพคุณเกินจริงอย. ชี้แจงไม่มีครีมหรือเซรั่มใด ที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการ กล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ภญ.สุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีมีผู้แชร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ครีม หรือเซรั่ม ที่สามารถทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกดั้งโด่ง ภายใน 7 วันนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเรียนว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้น ครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหกทั้งเพ เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รองเลขาธิการ อย.กล่าวว่า อย. เคยออกข่าวเตือนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้เมื่อปี 2561 และกลับมาวนซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา ขอให้ผู้บริโภคหยุดคิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่างๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ หากพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงขอให้แจ้งร้องเรียนที่สายด่วน อย. 1556std47993• 3 ปีที่แล้ว
- 3 คนสงสัยกินเม็ดชานมไข่มุก ทำให้เป็นโรคมะเร็งตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องกินเม็ดชานมไข่มุก ทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการแชร์ข้อความบนสื่อออนไลน์ว่า เม็ดไข่มุกบางยี่ห้อจากไต้หวันนั้นมีสารสไตรีน และสารกลุ่มโพลีคลอรีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polychlorinated Biphenyls ; PCBs) ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง จากที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไต้หวันได้มีการตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีสารสไตรีน (Styrene) แต่พบสารอะซิโตฟีโนน (Acetophenone) และสารประกอบกลุ่มโพลีโบรมีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polybrominated Biphenyl ; PBBs) ซึ่งมีปริมาณน้อยมาก แต่ไม่ใช่สารประกอบกลุ่มโพลีคลอรีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polychlorinated Biphenyls ; PCBs) จึงไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็งอย่างที่ได้มีการแชร์ โดยเม็ดชานมไข่มุกทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง การกินเม็ดชานมไข่มุกก็เหมือนการกินแป้ง จึงยังสามารถกินชานมไข่มุกได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่น่ากลัว คือการกินชานมไข่มุกในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจได้ เพราะนอกจากในเม็ดไข่มุกจะประกอบไปด้วยแป้งมันสำปะหลังแล้วนั้น ในน้ำชานมยังประกอบไปด้วยน้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมข้นหวาน ซึ่งจัดได้ว่าชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูง และมีคุณค่าทางสารอาหารน้อย จึงควรกินชานมไข่มุกนาน ๆ ครั้งเท่านั้น หรือหากต้องการกินอาจลดปริมาณน้ำตาล หลีกเลี่ยงการใส่ครีมเทียมในชานมไข่มุกNattapat Non• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยจริงหรือไม่! คนแก่กินปาท่องโก๋ใส่แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ไตทำงานหนักคนชรากินปาท่องโก๋ที่ใส่แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ทำให้ไตทำงานหนัก ความจริงแล้วเป็นอย่างไร จากข้อมูลในโลกออนไลน์ เรื่อง คนชรากินปาท่องโก๋ที่ใส่แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ทำให้ไตทำงานหนัก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมอนามัย หน่วยงานสำนักอนามัยผู้สูงอายุ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ เพราะแอมโมเนียมไบคาร์บอเนตไม่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อผู้สูงอายุรับประทานเข้าไปจึงไม่ได้ทำให้ไตทำงานหนัก สำหรับส่วนประกอบของปาท่องโก๋ จะมีสารที่นิยมใช้ในการทำให้ขึ้นฟู 3 ชนิด ช่วยให้ปาท่องโก๋กรอบพองฟู โดยสารแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติในการทำให้เกิดการขึ้นฟูในขั้นตอนที่ต่างกัน ได้แก่ ผงฟู ยีสต์ แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต (NH₄HCO₃) นอกจากนี้ หากทอดปาท่องโก๋แบบผ่านความร้อนนาน ๆ หรือผ่านการทอดในน้ำมันซ้ำ ยังอาจเสี่ยงจะเกิดสารก่อมะเร็งได้ ทำให้เกิดอันตรายต่อทั้งผู้ทอดและผู้บริโภค แม้ว่าการรับประทานปาท่องโก๋จะไม่มีโซเดียม ไม่ให้ไตทำงานหนัก แต่ปาท่องโก๋ก็เป็นอาหารที่มีแคลอรีสูง ไม่ควรรับประทานปาท่องโก๋เป็นประจำ โดยพลังงานของปาท่องโก๋จะสูงราว 120 – 180 กิโลแคลอรี อีกทั้งพลังงานส่วนใหญ่ยังมาจากไขมัน เพราะในปาท่องโก๋มีไขมันอิ่มตัวสูง ส่งผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด หากรับประทานบ่อย ๆ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ ส่วนการที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ส่งผลเสียต่อไต และความดันโลหิตสูง ผลที่ตามมาคือเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่าง ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น แต่ในปาท่องโก๋ไม่ได้ใส่เกลือหรือผงฟูมากขนาดนั้น หากไม่กินมากจนเกินไปก็ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายstd47724• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เตือนข่าวปลอม“จิบน้ำขมิ้นชันป้องกันมะเร็ง”ข่าว “จิบน้ำขมิ้นชันป้องกันมะเร็ง” ที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ นั้น กรมการแพทย์ โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบว่า ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าน้ำขมิ้นชันช่วยป้องกันมะเร็ง นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) เป็นพืชสมุนไพรนิยมใช้เป็นเครื่องเทศสำหรับแต่งรสและสีผสมอาหาร ขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและอาจมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งผิวหนัง ซึ่งผลการศึกษานี้เป็นเพียงผลวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าสารนี้ช่วยป้องกันหรือรักษามะเร็ง นอกจากนี้การดื่มน้ำขมิ้นชันอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการป้องกันมะเร็ง หากประชาชนยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือรับประทานอาหารที่อาจปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง ด้านนพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันมีหลายรูปแบบ เช่น เหง้าสด เหง้าแห้ง ผง แคปซูล ยาเม็ด ยาทาผิวหนัง และเครื่องดื่มชาขมิ้นชัน แม้ว่าจะเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไปเพราะอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนรับประทานสุชญา ชูจันทร์• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเล่นมือถือนาน ๆ ทำให้หน้าเบี้ยวผิดรูปตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยในสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องเล่นมือถือนานๆ ทำให้หน้าเบี้ยวผิดรูป ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีการเตือนภัยว่าการเล่นมือถือเป็นระยะเวลานาน จนทำให้พักผ่อนน้อย ส่งผลให้ปลายประสาทที่เลี้ยงใบหน้าอักเสบ หน้าผิดรูป ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แจงว่า การพักผ่อนน้อย หรือการเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก และปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้ที่ชัดเจน โดยเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ทำหน้าที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เมื่อมีความผิดปกติของเส้นประสาทจะทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง หรือมีลักษณะขยับไม่ได้ เช่น หลับตาไม่สนิท มุมปากตก ยิ้มไม่ขึ้น มักเป็นใบหน้าครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง สาเหตุการเกิดมีหลายปัจจัย เช่น เกิดตามหลังอุบัติเหตุบริเวณเส้นประสาทโดยตรง, การติดเชื้อบริเวณต่อมน้ำลายใกล้ๆเส้นประสาท, การพบเนื้องอกกดเบียดเส้นประสาท หรือเกิดจากการอักเสบของตัวเส้นประสาทเอง (Bell’s palsy) เป็นต้น สำหรับภาวะเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบ หรือ Bell’s palsy นั้น การอักเสบของเส้นประสาทดังกล่าวเกิดขึ้นเอง โดยไม่ได้มีสาเหตุที่สรุปได้ชัดเจน แต่อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสเริม หรืองูสวัด ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอัมพาตครึ่งซีกที่เกิดขึ้นเร็วระยะเวลาภายใน 48 ชั่วโมง เช่นกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรง ขยับไม่ได้ เช่น หลับตาไม่สนิท มุมปากตก รับประทานอาหารและดื่มน้ำลำบาก ร่วมกับอาจมีอาการหูข้างนั้นได้ยินเสียงก้องกว่าปกติ รับรสผิดปกติ เป็นต้น เมื่อมีอาการผิดปกติที่สงสัยภาวะดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์ โดยการรักษาโรคนี้ประกอบด้วยการรักษาด้วยยาหากผู้ป่วยมาพบแพทย์ในช่วงแรกที่มีอาการ ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวดีขึ้น ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อใบหน้าในระยะยาวstd46355• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวเตือนภัยผู้บริโภค วันที่ 23 ตุลาคม 2565สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอมของผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย พบผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน 3 ยี่ห้อ โฆษณาโอ้อวดเกินจริง ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์ ทรีดี พรีเมี่ยม พลัส ทูธเพสท์ (3D PREMIUM PLUS TOOTHPASTE) ชื่อการค้า เอทีเค (ATK) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 10-1-6400019767 อวดอ้างจัดการหินปูน… ฟันเหลือง กลิ่นปาก ร้อนใน และคราบบุหรี่ชากาแฟ 2. ผลิตภัณฑ์ ลิควิด ทูธเพสท์ (LIQUID TOOTHPASTE) ชื่อการค้า โอเค เคลียร์ (OK CLEAR) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 40-1-6300038347 อวดอ้างรักษาฟันผุ… ฟันโยก คลอน เห็นผลใน 2 นาที 3. ผลิตภัณฑ์ ฟันทน ยาสีฟันสมุนไพรสูตรเข้มข้น (รสดั้งเดิม) (FUNTON CONCENTRATED HERBAL TOOTHPASTE (ORIGINAL) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 76-1-6400037025 อวดอ้างรักษาเหงือกอักเสบ… ปวดฟัน ฟันโยก และฟันผุ การโฆษณาดังกล่าวเป็นการโฆษณาเกินจากความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภค เนื่องจากยาสีฟันเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้กับฟันและเยื่อบุในช่องปากเพื่อทำความสะอาดเท่านั้น ดังนั้น การอวดอ้างว่าสามารถแก้ปัญหาร้อนใน รักษาฟันผุ เหงือกอักเสบ ปวดฟัน ฟันโยก จึงเป็นข้อความที่เป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริงและทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง ขอแนะนำผู้บริโภคควรแปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดซอกฟัน เลือกใช้ยาสีฟันผสมสารฟลูออไรด์ เพราะจะสามารถช่วยป้องกันฟันผุได้ และควรไปพบทันตแพทย์ตามนัด หรือทุก 6 เดือน เพื่อสุขภาวะที่ดีของช่องปากและฟัน หากผู้บริโภคที่มีอาการผิดปกติทางช่องปากและฟัน ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษา อย่าหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้ นอกจากจะเสียเงินแล้วยังเสียโอกาสในการรักษาอย่างถูกต้อง หากมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook : FDAThai หรือ E-mail : 1556@fda.moph.go.ththirawutnuyimsai• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยระบบน้ำเหลืองสิวหน้าอก ปัสสาวะสีเข้ม ข้อเท้าบวม เพราะระบบน้ำเหลืองมีปัญหา ตามที่มีการกล่าวถึงในประเด็นเรื่องเกิดสิวหน้าอก ปัสสาวะสีเข้ม ข้อเท้าบวม คือสัญญาณว่าการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองมีปัญหา ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ ระบบน้ำเหลืองมีปัญหา จริงหรือไม่ กรณีส่งต่อคำแนะนำว่า อาการเกิดสิวหน้าอก ปัสสาวะสีเข้ม ข้อเท้าบวม คือสัญญาณว่าการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองมีปัญหานั้น ทางโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า จากข้อมูลตามข้อความดังกล่าวไม่มีเหตุผลที่เป็นไปได้ตามทฤษฎีทางการแพทย์ คือ ระบบไหลเวียนน้ำเหลืองไม่ได้มารวมกับน้ำเลือดบริเวณหน้าอกและไม่ได้สัมพันธ์กับการเกิดสิวหน้าอกตามที่ข้อความกล่าวถึง ปัสสาวะสีเหลืองเข้มมีปัจจัยได้หลายสาเหตุเช่นภาวการณ์ดื่มน้ำน้อย ดังนั้นเลือดหนืดข้นไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว ข้อเท้าบวมมักเกิดจากการรั่วของน้ำออกไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ จากการที่มีน้ำเกินหรือขาดสารอัลบูมินไม่ใช่ของเสียที่ตกค้างมารวมกันstd47887• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยกัญชาช่วยบรรเทาอาการลมชักเฉียบพลันได้กรณีที่มีข้อมูลในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องกัญชาช่วยบรรเทาอาการลมชักเฉียบพลันได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีคำแนะนำด้านสุขภาพว่ากัญชาช่วยบรรเทาอาการลมชักเฉียบพลันได้ ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า พืชกัญชามีสารสำคัญ CBD และ THC ซึ่งมีฤทธิ์การลดชัก แต่ THC มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ในขณะที่ CBD ไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในปัจจุบันสามารถนำสาร CBD มารักษาโรคลมชักรักษายากในเด็ก อย่างมีประสิทธิผลแต่ก็มีผลข้างเคียงในประเทศไทยมีการศึกษาการใช้สารสกัดกัญชา CBD สูง ในการรักษาโรคลมชักรักษายากในเด็กพบว่ามีประสิทธิผลและมีผลข้างเคียงเช่นกัน โดยทั่วไปในผู้ป่วยที่มีอาการชักจะหยุดชักเองภายใน 2 – 3 นาที แต่ถ้าชักนานเกิน 5 นาที จะมีโอกาสชักต่อเนื่องรุนแรงมากขึ้น ในผู้ป่วยที่ชักต่อเนื่องต้องให้ยาเพื่อให้หยุดชัก ได้แก่ diazepam หรือ benzodiazepine ทางเส้นเลือด หรือการสวนทวาร จะทำให้ชักหยุดเร็วขึ้น โดยในวิดีโอแสดงถึงอาการชักของผู้ป่วยเด็กชนิดเกร็งกระตุกทั้งตัว ซึ่งไม่ได้แจ้งว่ามีระยะเวลาชักกี่นาที แต่หลังจากหยดน้ำมันกัญชาแล้วผู้ป่วยหยุดชัก ข้อสันนิษฐานคือ ผู้ป่วยอาจหยุดชักเองพอดีเวลากับการหยดยา การหยดน้ำมันกัญชาทางปากทำให้หยุดชักได้ จากการศึกษาสารสกัดกัญชาจะใช้รักษาโรคลมชักในผู้ป่วยที่รักษาต่อเนื่องเป็นการรักษาระยะยาวโดยค่อยๆ ปรับขนาดยาทีละน้อยเพื่อป้องกันชักซ้ำ ไม่ได้ใช้เพื่อหยุดชักในผู้ป่วยขณะชักระยะเฉียบพลัน (acute seizure) ผู้ป่วยหยุดชักในวิดีโอจึงเป็นข้อสันนิษฐานข้อที่ 1std48890• 3 ปีที่แล้ว
- 3 คนสงสัยข่าวปลอม! กินเม็ดชานมไข่มุกทำให้เป็นโรคมะเร็งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เปิดเผย ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องกินเม็ดชานมไข่มุก ทำให้เป็นโรคมะเร็ง ทางศูนย์ ฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการแชร์ข้อความบนสื่อออนไลน์ว่าเม็ดไข่มุกบางยี่ห้อจากไต้หวันนั้นมีสารสไตรีน และสารกลุ่มโพลีคลอรีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polychlorinated Biphenyls ;PCBs) ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง จากที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคไต้หวันได้มีการตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีสารสไตรีน (Styrene) แต่พบสารอะซิโตฟีโนน (Acetophenone) และสารประกอบกลุ่มโพลีโบรมีนเนตเต็ดไบฟีนีล (Polybrominated Biphenyl;PBBs) ซึ่งมีปริมาณน้อยมาก แต่ไม่ใช่สารประกอบกลุ่ม PCBs จึงไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็งอย่างที่ได้มีการแชร์ โดยเม็ดชานมไข่มุกทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง การกินเม็ดชานมไข่มุกก็เหมือนการกินแป้ง จึงยังสามารถกินชานมไข่มุกได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่น่ากลัว คือการกินชานมไข่มุกในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจได้ เพราะนอกจากในเม็ดไข่มุกจะประกอบไปด้วยแป้งมันสำปะหลังแล้วนั้น ในน้ำชานมยังประกอบไปด้วยน้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมข้นหวาน ซึ่งจัดได้ว่าชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูง และมีคุณค่าทางสารอาหารน้อย ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆstd46750• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยอย.ชี้อาหารเสริม “เบลล่า” ขอเลขถูกต้อง แต่โฆษณาไม่ขออนุญาต-พ่วงเกินจริงจากกรณีมีข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ “เบลล่า” ราณี แคมเปน ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ มีการใช้ข้อความในการโฆษณาว่า “ชงผอม” ซึ่งเข้าข่ายโฆษณาผิดกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการขออนุญาตโฆษณากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และอาจโฆษณาเกินจริง วันนี้ (7 พ.ค.) ภก.สมชาย ปรีชาทวีกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงกรณีนี้ว่า สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ “เบลล่า” ราณี แคมเปน จากการตรวจสอบพบว่า มีการขอเลขสารบบของ อย. อย่างถูกต้อง แต่การโฆษณาดังกล่าวอาจเป็นการกระทำผิดเรื่องการโฆษณาอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งข้อความในการโฆษณาดังกล่าวอาจเข้าข่ายการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง ซึ่งจะมีบทลงโทษตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 ข้อหาโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร อันเป็นความผิดตามมาตรา 70 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 41 ข้อหาโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร เพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอัตราโทษตามมาตรา 71 ปรับไม่เกิน 5,000 บาท อย่างไรก็ตาม อย. จะส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เบลล่า ราณี เคยให้สัมภาษณ์ถึงการทำธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว ว่า ยืนยันว่า โปร่งใส เปิดเผยและตรวจสอบทุกอย่างได้ ส่วนการที่ มะปราง วิรากานต์ เอาผลิตภัณฑ์ไปให้ อย. ตรวจสอบ ก็อยากจะเปิดเผยตรงนี้ให้ทางผู้บริโภคหรือตัวแทนจำหน่ายมั่นใจในผลิตภัณฑ์ แสดงความบริสุทธิ์ใจและความจริงใจด้วยว่าแบรนด์เราเชื่อใจได้จริงๆ ถ้าเป็นในตัวของบริษัทที่เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ออกไป ก็คือ ยืนยันว่า เผยแพร่ตามข้อมูล อย. ตามคุณสมบัติอะไรต่างๆ ตามส่วนผสมต่างๆ มีบอกทั้งหมดชัดเจน ทุกอย่างตรวจสอบได้ 100% ไม่มีการเกินจริงอะไรเลยความสวยความงามiiipunykaaa• 3 ปีที่แล้ว
- 3 คนสงสัยครีมช่วยให้ “จมูกโด่ง” ไม่มีอยู่จริง ชี้ ผู้ผลิตโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงอย. ชี้แจง ไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการอ้างสรรพคุณเกินจริง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างใด ๆ ของร่างกายได้ เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีมีผู้แชร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกดั้งโด่งขึ้น ภายใน 7 วัน นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเรียนว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้น ครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหกทั้งเพ เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รองเลขาธิการ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า อย. เคยออกข่าวเตือนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้เมื่อปี 2561 และกลับมาวนซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา ขอให้ผู้บริโภคหยุดคิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ หากพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงขอให้แจ้งร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556ความสวยความงามผู้บริโภคเฝ้าระวังstd48127• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ

ไม่พบข้อความที่คุณค้นหา
หากคุณสงสัยว่าข้อความที่พบเป็นข่าวลวง ข่าวลือ หรือ ข้อความหลอก ที่ยังไม่พบใน Cofact กรุณาคลิกที่
สร้างข้อความ
