(3121 ข้อความ)
- 1 คนสงสัยจริงหรือ คนไทยเป็นมะเร็งมากที่สุดในเอเชียเพราะกินผักกาดขาวที่เต็มไปด้วยสารพิษมีการทดลองผักกาดขาวดูดน้ำแดง จนเป็นผักกาดแดง ถ้าดูดยาฆ่าแมลงจะเป็นผักกาดสวย ที่คนไทยชอบกิน เป็นเหตุทำให้คนไทยเป็นมะเร็งมากที่สุดในเอเชียมะเร็งnaydoitall• 5 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยจริงหรือไม่..? Face Book แปลข้อความโดยอัตโนมัติตามที่มีผู้นำภาพจากหน้าเพจของเฟซบุ๊กไทยพีบีเอส และมีการเผยแพร่ ส่งต่อในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อความภาษาไทยที่ถูกแปลด้วยบริการแปลอัตโนมัติของเฟซบุ๊ก จากข้อความต้นฉบับภาษาอังกฤษว่า “[Live] Candle-lighting ceremony to celebrate the birthday of HM the King on July 28, 2020 at 6.45 PM” เนื่องจากเป็นการถ่ายทอดสดที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษ จึงต้องมีการสื่อสารด้วยข้อความภาษาอังกฤษในโพสต์ดังกล่าว .Ad.tar• 5 ปีที่แล้วmeter: true3 ความเห็น
- 2 คนสงสัยเตือนภัยสภาพอากาศเลวร้าย มรสุม 3 ชุดใหญ่ เข้าไทยต่อเนื่องจากกรณีที่มีผู้โพสต์เตือนภัยเรื่องเตือนภัยสภาพอากาศเลวร้าย มรสุม 3 ชุดใหญ่เข้าไทยต่อเนื่อง เตรียมรับมือพื้นที่สีแดง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า คลิปเตือนภัยข้างต้นเป็นข้อมูลที่มิได้มีที่มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา โดยพยากรณ์อากาศ ในช่วงวันที่ 6 – 11 มี.ค. 66 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ประกอบกับจะมีความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังอ่อนลง ทำให้ภาคใต้มีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร และอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 1 – 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรสภาพอากาศstd46677• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัย“กะเทยไทย”รวมตัว กะตบล้างแค้นกอบกู้ศักดิ์ศรี หลังถูกกลุ่มกะเทยฟิลิปปินส์รุมทำร้าย 20 ต่อ 2 แล้วถ่ายคลิปไปโพสต์เยาะเย้ยถากถางเมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 4 มี.ค. พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ลุมพินี พ.ต.ท.ประจำ สนโตแจ้ง รอง ผกก.ป.สน.ลุมพินี ได้รับรายงานว่ามีการรวมตัวกันของกลุ่ม LGBTQ+ จำนวนมากที่เรียกตัวเองว่า “กะเทยไทย” บริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งภายในซอยสุขุมวิท 11/1 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม. อ้างว่าเป็นการรวมตัวเพื่อรอปะทะกับ กะเทยผิน หรือ กะเทยฟิลิปปินส์ หลังกลุ่มกะเทยฟิลิปปินส์กว่า 20 คน ได้รุมทำร้ายกะเทยไทย 2 คน จนได้รับบาดเจ็บแล้วได้นำคลิปวิดีโอไปโพสต์ลงในกลุ่มต่างๆ และโพสต์ไปยังประเทศฟิลิปินส์ ในลักษณะเยาะเย้ยถากถาง จนทำให้กะเทยไทยที่เห็นคลิปดังกล่าว ทนไม่ไหวและออกมารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าเข้ามาตรวจสอบและระงับเหตุจนสถานการณ์เริ่มคลี่คลายพร้อมได้เชิญผู้เสียหายและผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพื่อดำเนินการทางคดีที่สน.ลุมพินี ต่อมาเวลา 01.20 น. ที่สน.ลุมพินี บรรยากาศมีกลุ่มLGBTQ+ จำนวนมาก ยืนอยู่บริเวณหน้าโรงพัก จากการสอบถามนายต๋อง (นามสมมุติ) หนึ่งในกลุ่มของผู้เสียหายชาวไทย เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มเพื่อนซึ่งเป็นสาวประเภทสองไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ริมถนนสุขุมวิทใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสนานา แล้วไปเจอกับกลุ่มสาวประเภทสองชาวฟิลิปปินส์ที่เคยมีเรื่องเขม่นกัน จากนั้นเกิดมีปากเสียงก่อนจะออกไปลงไม้ลงมือกันนอกร้าน จนถึงขั้นรุมทำร้าย โดยฝ่ายสาวประเภทสองฟิลิปปินส์มีอยู่ประมาณ 20 คน ขณะที่ฝ่ายสาวประเภทสองคนไทยมีเพียง 2 คน ทำให้ได้รับบาดเจ็บ และมีกระเทยชาวไทยเข้าไปช่วยอีก 2 คน แต่สู้ไม่ไหวจนแยกย้ายกันไป ต่อมาภาพเหตุการณ์การรุมทำร้ายได้ถูกเผยแพร่ไปในโลกโซเชียล สาวประเภทสองคนไทยรู้สึกถึงการถูกเหยียดหยาม จึงไปรวมตัวกันที่หน้าโรงแรมที่พักของสาวประเภทสองที่เป็นคู่กรณีไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้มีการนัดหมายกันแต่อย่างใด ก็เพื่อหวังกู้ศักดิ์ศรีสาวประเภทสองคนไทย แต่ทางตำรวจได้เข้ามาห้ามปรามขอความร่วมมือไม่ให้ก่อความรุนแรงขึ้นอีก ก่อนที่เหตุการณ์จึงสงบลง พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโน ผกก.สน. ลุมพินี เปิดเผยว่า หลังทราบเรื่องตำรวจได้นำกำลังไปดูแลความปลอดภัย ในจุดที่มีการรวมตัวกันภายในซอยสุขุมวิท 11 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรง ก่อนจะเชิญให้ฝ่ายผู้เสียหายมาพูดคุยที่ สน.ลุมพินี โดยยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรม ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำผู้เสียหาย เมื่อพิสูจน์ทราบแน่ชัดว่าผู้ก่อเหตุเป็นใครก็จะนำตัวมาให้ปากคำต่อไป แล้วจะตรวจสอบชาวต่างชาติถึงการเดินทางเข้าประเทศว่าเข้ามาทำงานได้ถูกต้องหรือไม่ด้วย จากนั้นได้มีการขอความร่วมมือให้ทางสาวประเภทสองที่มารวมตัวที่โรงพักแยกย้ายกันกลับบ้านไป ซึ่งก็ยอมปฏิบัติตามด้วยดีมีมtubtim14091• 2 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยรักษาโควิด 19 ด้วยสมุนไพรขมิ้นชัน กระชาย พริกไทย ทับทิมกรณีการแชร์วิธีการรักษาโควิด 19 ซึ่งได้กล่าวถึงสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน กระชาย พริกไทย และทับทิมนั้น ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิผลของสมุนไพรทั้ง 4 ชนิด (ขมิ้นชัน กระชาย พริกไทย ทับทิม) ว่าสามารถรักษาโควิด 19 ได้ ละแม้ว่ากระชายจะมีการศึกษาวิจัยสารสกัดกระชายในการต้านโรคโควิด 19 ซึ่งเป็นผลในระดับหลอดทดลอง สำหรับการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองและในคน กำลังอยู่ในช่วงศึกษาวิจัย และขมิ้นชันที่มีการศึกษาในแบบจำลอง ดังนั้นสมุนไพรดังกล่าวทั้ง 4 ชนิดสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้ ส่วนการรักษายังต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมstd48027• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยสุดช็อค ธนาคารโลกประจานเศรษฐกิจไทยกำลังเจ๊งทั้งระบบเพราะรัฐบาลโกง ยอดคนอดตาย พุ่งเกินครึ่งของประชากรหรือราว 40 ล้านคน (57%) คนไทยรายได้ต่ำกว่า 150 บาท/วัน เพิ่มขึ้น 100% ตัวเลขหนี้ประเทศพุ่งทะลุเพดานสูงสุดในรอบ 18 ปี รวม 13 ล้านล้านบาท สูงแตะ 88-90% ต่อจีดีพี การคลังถังแตก-คนจนไม่มีจะกิน รัฐบาลกู้มือเติบ 7 ล้านล้านบาท ผลาญงบประมาณต่อท่อน้ำเลี้ยงคอร์รัปชั่น . [[[ เจ๊งทั้งประเทศ ]]] . ธนาคารโลก (World Bank) [1] เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไทยในสภาวะวิกฤติ ผู้มีรายได้น้อย/คนไม่มีรายได้พุ่ง 40 ล้านคน หรือเกือบเท่ากับ 2 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ จากการขอรับสิทธิ์ช่วยเหลือช่วงโควิดจากรัฐบาล คอร์รัปชั่นรัฐบาลประยุทธ์ ถูกสื่อต่างชาติ รายงานผลการประเมิน ว่า ไทยเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่น โกงกิน เป็นอับดับที่ 1 ของโลก ฉุดประเทศถอยหลัง เศรษฐกิจพุ่งดิ่งลงเหว การคลังถังแตก-คนจนไม่มีจะกิน สอดคล้องกับตัวเลขคนจนที่พุ่งสูงขึ้น 100% โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 150 บาท (ครึ่งนึงของค่าแรงขั้นต่ำ) มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 4.7 ล้านคน เป็น 9.7 ล้านคนในปัจจุบัน นอกจากนี้ธนาคารโลกยังงัดตัวเลขตอกย้ำความเน่าเฟะในยุคลุงตู่อีกด้วยว่า อัตราความยากจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.2 ปี 2558 เป็นร้อยละ 9.8 ปี 2561 สวนทางกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งที่รัฐบาลไทยกู้เงินมือเติบ 1.9 ล้านล้านบาท ถือว่ามากสุดในภูมิภาคอาเซียน คิดเป็น 13% ของ GDP แต่ผลทีได้คือเศรษฐกิจเจ๊งมากสุดในเอเชีย กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ 6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 4% ของ GDP และทำเงินหายไป 1.3 ล้านล้านบาท . [[[ หนี้ท่วมทะลุเพดาน ]]] . ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ รัฐบาลที่สร้างหนี้มากสุดในประวัติศาสตร์ แต่เศรษฐกิจไทยก็เจ๊งมากสุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน ตัวเลขหนี้ล้นเพดานเติบโตพุ่งพรวดไปพ้อมกับความเหลื่อมล้ำ ตอกย้ำเศรษฐกิจลิเกหลวงที่ใช้ระบบเอื้อศักดินาแล้วปล่อยปลาเล็กปลาน้อยตายเรียบ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของประเทศพุ่งสูงแตะ 88-90% ต่อจีดีพี สูงสุดในรอบ 18 ปี สอดคล้องกับปัญหาเศรษฐกิจพังจากฐานราก คนไทยชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้เท่าเดิมแต่หนี้สินเพิ่มขึ้น . ไทยเหลื่อมล้ำพุ่งรอบ 10 ปี รวยจนห่างกันสูงสุด 20 เท่า หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มทะลุ 80% คนจนมีโอกาสเรียน ป.ตรีแค่ 3% เมื่อพิจารณาในส่วนของผู้ที่มีรายได้มากที่สุดแตกต่างจากผู้ที่มีรายได้น้อยสุดกว่า 20 เท่า โดยมีกลุ่มคนชนชั้นกลางอยู่ประมาณ 35% สะท้อนถึงการกระจุกตัวของรายได้ในกลุ่มบน และการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึงไปสู่คนกลุ่มล่าง แม้ดูจะดีขึ้นจากปี 2550-2561 แต่จำนวนคนยากจนในปี 2560-2563 มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่าจำนวนคนจนจะเพิ่มขึ้นมาในช่วง 3 ปีหลัง . [[[ โกง-จน-เจ๊ง]]] . ธนาคารโลกระบุถึงสาเหตุหลักที่เศรษฐกิจไทยถดถอย คือ ปัญหาการคอร์รัปชั่นของภาครัฐบาล [3] ซึ่งเป็นอันดับที่ 1 ในโลก นำไปสู่ ‘ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน’ ซึ่งเป็นปัญหาการขับเคลื่อนจีดีพีตามหลักเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะปัญหาธรรมาภิบาล หรือการทุจริต มีปัญหาทั้งภาคราชการและฝ่ายการเมือง นำไปสู่ปัญหาเกี่ยวเนื่องที่ไทยกำลังเผชิญ คือ การโกงงบประมาณ ความเหลื่อมล้ำ หรือการบังคับใช้กฎหมายสองมาตรฐาน . ‘ผู้นำบ้าอำนาจ’ คือเหตุผลที่ธนาคารโลกประจานไทยว่าเป็นต้นตอของการคอร์รัปชั่นในยุครัฐบาลประยุทธ์ เนื่องจากคนที่เข้ามามีอำนาจและมีหน้าที่ทางการเมืองไม่สามารถประนีประนอม (compromise) และหาจุดร่วมกันได้เพื่อนำพาประเทศให้ดีขึ้นได้ตามนโยบายที่ตนวางไว้ ผลคือในสายตาต่างประเทศ ประเทศเรามีปัญหาสนามแข่งขันที่ไม่ตรงหรือเอียง (Unlevel Playing Field) ระหว่างบริษัทไทยขนาดเล็ก บริษัทต่างชาติ เทียบกับบริษัทไทยขนาดใหญ่ . เห็นได้จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ การจัดซื้อจัดจ้าง การให้สัมปทานสิทธิในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่จัดสรรโดยรัฐมักจะไม่มีบริษัทที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศในธุรกิจนั้นๆ เข้าแข่งขัน ผู้ได้สัมปทานจะเป็นบริษัทใหญ่ของประเทศกับบริษัทแนวร่วมต่างชาติที่จัดตั้งขึ้น ผลคืออำนาจทางเศรษฐกิจของบริษัทใหญ่นับวันจะมากขึ้น ผลวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2562 ชี้ว่า บริษัทขนาดใหญ่ 5% แรกของประเทศมีสัดส่วนรายรับสะสมสูงถึง 85% ของรายรับทั้งหมด มีส่วนแบ่งยอดขายมากถึง 46% และสัดส่วนกำไรกว่า 60% อำนาจทางธุรกิจแบบนี้ไม่จูงใจให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าแข่งขัน ขณะที่ผู้บริโภคเสียประโยชน์ . อ้างอิง [1] https://www.posttoday.com/finance-stock/news/639770 [2] https://www.matichon.co.th/economy/news_2359806 [3] https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/910375ข่าวการเมือง เสียดสีไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้วmeter: middle2 ความเห็น
- 1 คนสงสัยสุดช็อค! “ธนาคารโลก”ประจานเศรษฐกิจไทย กำลังเจ๊งทั้งระบบเพราะ รัฐบาลโกงยอดคนอดตาย พุ่งเกินครึ่งของประชากร 27 พฤศจิกายน 2564 ราว 40 ล้านคน (57%) คนไทยรายได้ต่ำกว่า 150 บาท/วัน เพิ่มขึ้น 100% ตัวเลขหนี้ประเทศพุ่งทะลุเพดานสูงสุดในรอบ 18 ปี รวม 13 ล้านล้านบาท สูงแตะ 88-90% ต่อจีดีพี การคลังถังแตก-คนจนไม่มีจะกิน รัฐบาลกู้มือเติบ 7 ล้านล้านบาท ผลาญงบประมาณต่อท่อน้ำเลี้ยงคอร์รัปชั่น ⚫️เจ๊งทั้งประเทศ ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไทยในสภาวะวิกฤติ ผู้มีรายได้น้อย/คนไม่มีรายได้พุ่ง 40 ล้านคน หรือเกือบเท่ากับ 2 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ จากการขอรับสิทธิ์ช่วยเหลือช่วงโควิดจากรัฐบาล คอร์รัปชั่นรัฐบาลประยุทธ์ ถูกสื่อต่างชาติ รายงานผลการประเมิน ว่า ไทยเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่น โกงกิน เป็นอับดับที่ 1 ของโลก ฉุดประเทศถอยหลัง เศรษฐกิจพุ่งดิ่งลงเหว การคลังถังแตก-คนจนไม่มีจะกิน สอดคล้องกับตัวเลขคนจนที่พุ่งสูงขึ้น 100% โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 150 บาท (ครึ่งนึงของค่าแรงขั้นต่ำ) มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 4.7 ล้านคน เป็น 9.7 ล้านคนในปัจจุบัน นอกจากนี้ธนาคารโลกยังงัดตัวเลขตอกย้ำความเน่าเฟะในยุคลุงตู่อีกด้วยว่า อัตราความยากจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.2 ปี 2558 เป็นร้อยละ 9.8 ปี 2561 สวนทางกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งที่รัฐบาลไทยกู้เงินมือเติบ 1.9 ล้านล้านบาท ถือว่ามากสุดในภูมิภาคอาเซียน คิดเป็น 13% ของ GDP แต่ผลทีได้คือเศรษฐกิจเจ๊งมากสุดในเอเชีย กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ 6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 4% ของ GDP และทำเงินหายไป 1.3 ล้านล้านบาท ⚫️หนี้ท่วมทะลุเพดาน ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ รัฐบาลที่สร้างหนี้มากสุดในประวัติศาสตร์ แต่เศรษฐกิจไทยก็เจ๊งมากสุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน ตัวเลขหนี้ล้นเพดานเติบโตพุ่งพรวดไปพ้อมกับความเหลื่อมล้ำ ตอกย้ำเศรษฐกิจลิเกหลวงที่ใช้ระบบเอื้อศักดินาแล้วปล่อยปลาเล็กปลาน้อยตายเรียบ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของประเทศพุ่งสูงแตะ 88-90% ต่อจีดีพี สูงสุดในรอบ 18 ปี สอดคล้องกับปัญหาเศรษฐกิจพังจากฐานราก คนไทยชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้เท่าเดิมแต่หนี้สินเพิ่มขึ้น ไทยเหลื่อมล้ำพุ่งรอบ 10 ปี รวยจนห่างกันสูงสุด 20 เท่า หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มทะลุ 80% คนจนมีโอกาสเรียน ป.ตรีแค่ 3% เมื่อพิจารณาในส่วนของผู้ที่มีรายได้มากที่สุดแตกต่างจากผู้ที่มีรายได้น้อยสุดกว่า 20 เท่า โดยมีกลุ่มคนชนชั้นกลางอยู่ประมาณ 35% สะท้อนถึงการกระจุกตัวของรายได้ในกลุ่มบน และการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึงไปสู่คนกลุ่มล่าง แม้ดูจะดีขึ้นจากปี 2550-2561 แต่จำนวนคนยากจนในปี 2560-2563 มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่าจำนวนคนจนจะเพิ่มขึ้นมาในช่วง 3 ปีหลัง ⚫️โกง-จน-เจ๊ง ธนาคารโลกระบุถึงสาเหตุหลักที่เศรษฐกิจไทยถดถอย คือ ปัญหาการคอร์รัปชั่นของภาครัฐบาล [3] ซึ่งเป็นอันดับที่ 1 ในโลก นำไปสู่ ‘ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน’ ซึ่งเป็นปัญหาการขับเคลื่อนจีดีพีตามหลักเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะปัญหาธรรมาภิบาล หรือการทุจริต มีปัญหาทั้งภาคราชการและฝ่ายการเมือง นำไปสู่ปัญหาเกี่ยวเนื่องที่ไทยกำลังเผชิญ คือ การโกงงบประมาณ ความเหลื่อมล้ำ หรือการบังคับใช้กฎหมายสองมาตรฐาน ‘ผู้นำบ้าอำนาจ’ คือเหตุผลที่ธนาคารโลกประจานไทยว่าเป็นต้นตอของการคอร์รัปชั่นในยุครัฐบาลประยุทธ์ เนื่องจากคนที่เข้ามามีอำนาจและมีหน้าที่ทางการเมืองไม่สามารถประนีประนอม (compromise) และหาจุดร่วมกันได้เพื่อนำพาประเทศให้ดีขึ้นได้ตามนโยบายที่ตนวางไว้ ผลคือในสายตาต่างประเทศ ประเทศเรามีปัญหาสนามแข่งขันที่ไม่ตรงหรือเอียง (Unlevel Playing Field) ระหว่างบริษัทไทยขนาดเล็ก บริษัทต่างชาติ เทียบกับบริษัทไทยขนาดใหญ่ เห็นได้จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ การจัดซื้อจัดจ้าง การให้สัมปทานสิทธิในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่จัดสรรโดยรัฐมักจะไม่มีบริษัทที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศในธุรกิจนั้นๆ เข้าแข่งขัน ผู้ได้สัมปทานจะเป็นบริษัทใหญ่ของประเทศกับบริษัทแนวร่วมต่างชาติที่จัดตั้งขึ้น ผลคืออำนาจทางเศรษฐกิจของบริษัทใหญ่นับวันจะมากขึ้น ผลวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2562 ชี้ว่า บริษัทขนาดใหญ่ 5% แรกของประเทศมีสัดส่วนรายรับสะสมสูงถึง 85% ของรายรับทั้งหมด มีส่วนแบ่งยอดขายมากถึง 46% และสัดส่วนกำไรกว่า 60% อำนาจทางธุรกิจแบบนี้ไม่จูงใจให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าแข่งขัน ขณะที่ผู้บริโภคเสียประโยชน์ข่าวการเมืองไม่ระบุชื่อ• 4 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยคนไทยยังใช้จ่ายฝืดเคือง! เหนือ-อีสาน-ใต้ได้การท่องเที่ยวช่วยธปท.รายงานภาพเศรษฐกิจไทยรายภูมิภาค เดือน เม.ย. คนไทย เหนือ อีสาน ใต้ ยังใช้จ่ายฝืดเคือง การอุปโภคบริโภคเดือน เม.ย.ยังขยายตัวติดลบจากปีก่อน แต่ได้ภาคการท่องเที่ยวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การใช้จ่ายหดตัวน้อยลง การค้า ชายแดนดีขึ้นทุกภาค ยกเว้นภาคใต้std46517• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัย20 ปี คดีลวงโลก “หมวยโซ” กุเรื่องข่มขืนบนตุ๊กๆ หลักฐานสำคัญปิดคดีย้อนไป 20 ปี คดีลวงโลกที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตำรวจไทย หนีไม่พ้นกรณี “หมวยโซ” จอมลวงโลก ที่อ้างว่าถูกชาย 4 คน ข่มขืนบนรถตุ๊กๆ แต่ตำรวจสืบสวนจนได้หลักฐานสำคัญ เป็นภาพจากกล้องวงจรปิด จนสามารถปิดคดี และล้างข้อครหาให้กับคนขับรถตุ๊กๆ ชาวไทย ที่เกือบกลายเป็นแพะรับบาป 20 ปี คดีลวงโลก “หมวยโซ” กุเรื่องข่มขืนบนตุ๊กๆ หลักฐานสำคัญปิดคดีstd47990• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยระวัง! มีการหลอกให่ลงทะเบียนรับแก้ว starbuck จริงๆมันคือ สแกม อย่าคลิกไทยเซิร์ตได้รับรายงานการแพร่กระจายลิงก์ฟิชชิ่งผ่าน LINE และ WhatsApp โดยลักษณะเป็นการส่งข้อความภาษาไทย แจ้งให้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรับแก้ว Starbucks พร้อมแนบลิงก์สำหรับเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ลิงก์ที่ส่งมาไม่ใช่เว็บไซต์ของ Starbucks แต่เป็นเว็บไซต์ปลอมที่แอบอ้างชื่อและโลโก้ หากคลิกเล่นกิจกรรมในหน้าเว็บไซต์ดังกล่าวไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายจะพบการแจ้งให้ส่งข้อความผ่าน WhatsApp หรือ LINE เพื่อเผยแพร่ลิงก์ของเว็บไซต์ฟิชชิ่งให้บุคคลอื่นต่อไปโควิด 2019naydoitall• 5 ปีที่แล้วmeter: middle2 ความเห็น
- 1 คนสงสัยไปรษณีย์ไทยเตือนระวังอีเมลปลอมแอบอ้างคลิกลิงก์ดาวน์โหลดไฟล์ จริงหรือคะบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด แจ้งเตือนผู้ใช้บริการระวังมิจฉาชีพแอบอ้างส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) ระบุว่าเป็นอีเมลจากไปรษณีย์ไทยเพื่อแจ้งการจัดส่งพัสดุ พร้อมแนบลิงก์ดาวน์โหลดไฟล์สกุล .exe นั้นไม่เป็นความจริง จึงขอแจ้งเตือนผู้ใช้บริการอย่าหลงเชื่อและดาวน์โหลดไฟล์จากลิงค์ที่แนบมาในอีเมลแอบอ้าง เนื่องจากไฟล์ดังกล่าวอาจเป็นมัลแวร์ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับระบบคอมพิวเตอร์ จริงหรือคะanonymous• 6 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยรัฐบาลเตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชั่น ไทยชนะ ครั้งแรกวันที่ 28 พค.นี้ เพื่อป้องกันลืมเช็คเอาท์ จริงหรือคะวันที่ 28 พค. จะมีการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น ไทยชนะ ในระบบแอนดรอยด์ ก่อน ส่วนระบบ IOS จะเริ่มใช้งานได้ในวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ รูปแบบการทำงานของ แอปพลิเคชั่น ไทยชนะ จะมีการขอเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งของเจ้าของโทรศัพท์มือถือ แม้ผู้ใช้งานจะไม่ได้สแกนเช็คเอาท์ ออกจากห้างร้าน แต่ตัวแอพ หรือ ผู้ดูแลระบบเท่านั้น จะสามารถทราบได้ว่า บุคคลนั้นเดินทางออกจากสถานที่นั้นๆไปแล้วโควิด 2019anonymous• 6 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยศาลนัดตัดสินคดีประวัติศาสตร์ "ตราฮาลาล" 19 ตุลาคม 2565 เนื่องจากหน่วยงานของรัฐ ถูกชักจูงให้ใช้งบประมาณแผ่นดิน ประชาสัมพันธ์ให้สินค้าไทยติดเครื่องหมายฮาลาล โดยอ้างว่าจะทำตลาดในกลุ่มประเทศมุสลิมได้มหาศาล (ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะมีเพียง อ.ย.ของกระทรวงสาธารณสุขไทย ประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ก็ยอมรับแล้ว) ด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้ ทำให้โรงงานและผู้ประกอบการไทย ยอมจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งตรา "ฮาลาล" นี้ ปัจจุบันสินค้าไทยที่ติดตราฮาลาล มีจำนวนประมาณ 160,000 รายการ (นอกจากอาหารแล้ว ยังรวมสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม และจะรวมกิจการโลจิสติกส์ การโรงแรม และการบริการอื่นๆ) ซึ่งส่วนใหญ่บริโภคโดยคนไทยที่เป็นชาวพุทธ 95% โดยต้องจ่ายค่าธรรมเนียมฮาลาล จำนวนเกือบ 3 แสนล้านบาทต่อปี ให้แก่ "คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย" (เงินจำนวนนี้ไม่เข้ากระทรวงการคลัง และไม่มีฐานข้อมูลการเสียภาษีที่กรมสรรพากร) ติดต่อกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว เงินจำนวนมหาศาลนี้ กลายเป็นอาวุธสำคัญ ที่อิสลามนำมาทำร้ายประเทศไทย และพุทธศาสนา ชาวพุทธได้ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในคดี "ตราฮาลาล" ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 คดีได้คืบหน้าตามลำดับ ล่าสุดมีการซักพยานโจทย์ 18 สิงหาคม 2565 และซักพยานจำเลย 19 สิงหาคม 2565 (แต่ฝ่ายจำเลยไม่มาตามนัด) ศาลจะพิพากษาตัดสินในวันที่ 19 ตุลาคม 2565 จึงขอเชิญชวนชาวพุทธทุกท่าน ร่วมใจกันฟังการตัดสินคดีประวัติศาสตร์นี้ ในวันพุธที่ 19 ตุลาคม 2565 เวลา 9.00 น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญา ศูนย์ราชการ อาคาร A ชั้น 7 ห้อง 714 โดยพร้อมเพรียงกัน กรุณาแชร์ต่อเสียดสีไม่ระบุชื่อ• 3 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยตอนนี้ทางการจีนโล๊ะพวกจีนเทาและจีนมิจฉาขีพออกนอกประเทศเป็นล้านๆ คน เข้ามาอยู่เมืองไทยมหาศาล มาตั้งแก๊งในเขมรลาวพม่าหากินกับคนไทยอีกไม่รู้เท่าไหร่ ทางการจีนทำคลิปนี่เพื่อเตือนภัย ให้ระวังกระเป๋าถือตลอดเวลา ห้ามวางไว้ในรถ หน้ามอไซด์ หน้าจักรยานและบนรถเข็นในห้างเป็นอันขาด ไม่อยากเสียเงินเสียทรัพย์ พวกชั่วๆ เหล่านี้ถ้าได้มือถือไป ก่อนขายทิ้งจะล้วงข้อมูลก่อน!!! คนไทยทั้งประเทศต้องขอบคุณ คุณชูวิทย์ อีกครั้งที่เปิดโปงเรื่องจีนเทาอย่างค่อเนื่อง!!ผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 2 คนสงสัย"ยาโซดามินต์ ไม่ได้ปลอดภัย 100% ... ควรให้แพทย์สั่งให้ตามความจำเป็น และไม่ควรซื้อมากินเล่นเองครับ" กระแสแนะนำให้คนไปหาซื้อยา "โซดามินท์ (soda mint)" มากินกัน กลับมาเผยแพร่อีกแล้วครับ (หลังจากช่วงโรคโควิด-19 ระบาด ก็เคยมีกระแสโปรโมตไปรอบนึงแล้วว่า กินต้านโควิดได้) .. โดยอ้างว่าช่วยให้ร่างกายเป็นด่าง (อีกและ) ดีต่อสุขภาพ ใช้รักษาป้องกันโรคได้มากมาย เช่น ชะลอไตเสื่อม ขับกรดยูริก ละลายนิ่ว ฯลฯ !? ซึ่งก็พูดหลายๆ ครั้งแล้ว ว่าแนวคิดเรื่อง กินน้ำด่าง-กินอาหารด่าง ไปปรับให้เลือดมีความเป็นด่างนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำอะไร เพราะร่างกายมีการปรับสมดุลย์พีเอชความเป็นกรดด่าง ให้เป็นด่างอ่อนๆ โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว (ซึ่งอาศัยกลไกการหายใจ เป็นตัวควบคุมหลัก) ดังนั้น การพยายามกินด่างเข้าไปในร่างกายมากๆ จนร่างกายปรับสมดุลย์ ลดความเป็นด่างลงไม่ไหว กลับจะกลายเป็นอันตรายจากการที่ค่าเป็นด่างสูงเกินไป .. และโซดามินต์ ก็ควรเป็น "ยา" ที่กินเมื่อป่วย ตามแพทย์สั่งเท่านั้น ยา "โซดามินท์" จริงๆ ก็คือ โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate ก็ผงฟูที่เอาไว้ทำเบเกอรี่ ไว้ล้างผัก นั่นแหละ) ผสมกับ น้ำมันหอมระเหย เปปเปอร์มิ้นต์ (peppermint oil) มักจะผสมในอัตราส่วนโซเดียมไบคาร์บอเนต 300 มิลลิกรัม กับน้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มิ้นต์ 0.003 มิลลิลิตร กินหลังอาหารวันละ 3 ครั้งหรือเมื่อมีอาการ ใช้เพื่อบรรเทาอาการจุกเสียด ลดอาการระคายเคือง เนื่องจากมีกรดมากในกระเพาะอาหาร อาจจะมีบางคนที่มีอาการข้างเคียงจากการกินยาโซดามินต์นี้ได้ เช่น ปวดหน่วง ๆ ที่ท้อง (ซึ่งไม่จำเป็นต้องรีบไปพบแพทย์) หรืออาจจะรุนแรง ได้แก่ บวมที่ใบหน้า เปลือกตา ริมฝีปาก ลมพิษ หน้ามืด เป็นลม แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ผื่นแดง ตุ่มพอง ผิวหนังหลุดลอก บวมน้ำ หายใจลำบาก ซึ่งถ้ามีอาการเหล่านี้ ก็ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ส่วนคนที่ห้ามใช้ยาโซดามินต์นี้ ได้แก่ คนที่เคยแพ้ยานี้ หรือแพ้ส่วนประกอบของยานี้ , เป็นโรคหัวใจ , เป็นโรคไต หรือ โรคตับ , เป็นโรคความดันเลือดสูง , มีภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ , มีภาวะเลือดเป็นด่างสูง , กำลังใช้ยาสเตอรอยด์ รวมถึงหญิงมีครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมลูก สำหรับประเด็นที่สังคมออนไลน์แชร์แนะนำให้กิน “โซดามินต์” เป็นประจำเพื่อปรับสมดุลให้ร่างกายมีสุขภาพดีนั้น ทาง คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ จากศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ ช่อง 9 อสมท สำนักข่าวไทย ได้เคยไปตรวจสอบกับ รศ.ดร.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สสส. ดังนี้ครับ ถาม : กินโซดามินต์ทุกวัน ทำให้สุขภาพดี อย่างที่แชร์กันนี้ จริงหรือไม่ ตอบ : การซื้อโซดามินต์กินเองนั้นไม่สมควร อาจจะกินมากเกินไป ทำให้ร่างกายเป็นด่างมากเกินไป อาจจะมีผลเสียในระยะยาว ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อน ถาม : เขาบอกว่าโซดามินต์ช่วยปรับสมดุลย์ของเลือด ทำให้เลือดมีค่า pH 7.4 ตอบ : บางครั้ง การให้โซดามินต์จะทำให้เป็นด่างมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ คือโซดามินต์เป็นยาที่ปรับให้ร่างกายเป็นด่างในคนไข้ที่ร่างกายเป็นกรด การให้โซดามินต์ก็อาจจะทำให้ pH หรือระดับกรดด่างในร่างกายสมดุลย์ แต่ต้องให้หมอเป็นคนวินิจฉัยว่าคนไข้จำเป็นจะต้องกินโซดามินต์ไหม ซึ่งเช็กเลือดครั้งเดียว ก็รู้แล้วว่าปริมาณไบคาร์บอเนตหรือ pH ในเลือดนั้นเหมาะสมไหม ถ้าไม่เหมาะสม ก็จะให้โซดามินต์ในการปรับสมดุลย์ให้เหมาะสมกับสุขภาพ ต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย แล้วก็ปรับยาให้เหมาะสม เพราะว่าโซดามินต์ในคนไข้แต่ละคน ให้ขนาดยาไม่เท่ากัน ถ้าให้มากไปก็มีผลเสีย ให้น้อยไปก็ไม่เพียงพอ ถาม : เขาบอกว่าโซดามินต์ช่วยลดกรดยูริกจากอาหารและน้ำตาลฟรุกโตส ลดความเสี่ยงเป็นเกาต์ ตอบ : คือคนที่กินฟรุกโตสเยอะ เช่น กินน้ำอัดลม น้ำหวาน โอกาสเป็นเกาต์ก็สูงขึ้น โอกาสที่กรดยูริกสูงก็จะมี แล้วก็อาจจะตกตะกอนในที่ต่างๆ รวมทั้งที่ไตด้วย ในกรณีแบบนี้ถ้าเกิดคนไข้ที่มีความเสี่ยง แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย แล้วก็เป็นคนจ่ายยาโซดามินต์ให้ในกรณีที่มีความจำเป็น แต่ถ้าเกิดคนปรกติไปซื้อโซดามินต์มาทาน อาจจะไม่ได้เป็นการป้องกัน แต่อาจจะมีผลเสียในระยะยาวด้วย ถาม : เขาบอกว่าโซดามินต์ช่วยชะลอไตเสื่อม ตอบ : ในกรณีที่มีความผิดปรกติของไต โดยเฉพาะโรคไตระยะต้น การรักษาด้วยยาโซดามินต์ มีผลวิจัยทางการแพทย์บอกว่าอาจจะช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้บ้าง แต่เป็นผลวิจัยระยะสั้น ยังไม่มีการติดตามในระยะยาวในผู้ป่วยที่เป็นโรคไต อย่างไรก็ดี แพทย์โรคไตมักจะให้โซดามินต์ในกรณีที่เลือดเป็นกรด และก็เป็นโรคไตระยะต้น หรือโรคไตระยะสุดท้าย ที่จำเป็นจะต้องปรับสมดุลย์ของกรดด่างในร่างกายให้เหมาะสม เน้นว่า โซดามินต์ไม่ได้รักษาโรคไต และก็คนปรกติ ถ้ากินโซดามินต์ ก็ไม่ได้ป้องกันโรคไต ถาม : เขายังบอกว่าลดความเป็นกรดของเลือดหลังออกกำลังกาย ตอบ : ออกกำลังกาย บางครั้งทำให้มีกรดบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วร่างกายก็จะสามารถกำจัดกรดนี้ออกได้ ทางไตหรือทางลมหายใจ ร่างกายมีกลไกในการควบคุมกรดด่างในร่างกายอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่มีโรคไต ไม่มีโรคทางปอด โรคหัวใจอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องทานโซดามินต์ ไม่มีประโยชน์อะไรมากขึ้น ถาม : จริงๆ แล้ว โซดามินต์นี่คืออะไร ตอบ : โซดามินต์ ชื่อทางเคมีคือ โซเดียมไบคาร์บอเนต ไบคาร์บอเนตเป็นด่าง ซึ่งจะไปปรับกรดด่างหรือว่า pH ให้อยู่ในเกณฑ์พอเหมาะในสมดุลย์ของร่างกาย แต่ตัวโซเดียม เป็นตัวที่นำไบคาร์บอเนตนี้เข้าไปในร่างกาย ก็มีประโยชน์ในการทำอาหาร แต่ว่าต้องใส่ให้พอเหมาะ ใส่มากไปก็มีโทษ ถ้าเราทานโซเดียมมากเกินไป ก็จะไปทำให้เกิดอาการบวม ไปคั่งอยู่ที่ไต หรือที่หัวใจ ทำให้ความดันสูง เพราะฉะนั้น การทานโซดามินต์ ก็อาจจะต้องระมัดระวังด้วย โดยเฉพาะคนที่มีโรคหัวใจ โรคไต อยู่เดิม ก็จะทำให้เกิดการบวมมากขึ้น ไตทำงานหนักมากขึ้น ควรจะทานเท่าที่จำเป็นและก็ภายใต้การดูแลของแพทย์ 1 เม็ด มีตัวยาประมาณ 300 มิลลิกรัม ถ้าทาน 10 เม็ดต่อวัน (อย่างที่แชร์บอกกัน) ก็จะประมาณ 3000 มิลลิกรัม ทำให้ได้โซเดียมในปริมาณสูงพอควร ถาม : แล้วถ้าคนที่อยากปรับสมดุลร่างกายล่ะ ตอบ : การที่บอกว่าร่างกายเป็นกรดด่างเนี่ย จริงๆ แล้ว ธรรมชาติสร้างมาอยู่แล้วว่าเป็นหน้าที่ของปอด กับหน้าที่ของไต ในการที่จะปรับสมดุลของกรดด่างในร่างกายอยู่แล้ว แล้วร่างกายก็มีตัวบัฟเฟอร์ หรือตัวที่จะไปทำให้กรดด่างนั้นปรกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่ทานโซดามินต์ หรือว่าการทานด่าง ก็ไม่น่าจะมีประโยชน์ ยกเว้นกรณีที่ระบบของร่างกายสูญเสีย ไม่ว่าจะมีโรคประจำตัว โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดต่างๆ บางครั้งทำให้เลือดเป็นกรด ก็อาจจำเป็นต้องทานโซดามินต์เสริมเข้าไปเพื่อทดแทน แพทย์จะเป็นผู้ดูแล ถาม : ถ้ามีคนอยากจะกิน กินแล้วจะอันตรายไหม ตอบ : ถ้าเกิดทานโซดามินต์ ปริมาณมาก ก็จะมีโซเดียมโหลด ดังนั้น ในกรณีที่มีปัญหาเกลือเกิน มีอาการบวม มีโรคหัวใจ หรือโรคไต ไม่ควรซื้อยาทานเอง 📌 สรุป : ที่แชร์แนะนำให้กินโซดามินต์เป็นประจำเพื่อสุขภาพนั้น ❌ ไม่ควรแชร์ต่อ ❌ เพราะโซดามินต์ มันไม่ใช่ยาที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ควรจะให้แพทย์เป็นผู้ดูแล และเป็นคนจ่ายยาเท่าที่จำเป็น ข้อมูลจาก https://www.sanook.com/women/249893/ และ https://www.youtube.com/watch?v=pxaV0qhYg2sสุขภาพผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 10 เดือนที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเตรียมรับมือพายุอินเดียเข้าไทย ทุกภูมิภาคระวังน้ำท่วมใหญ่ ในช่วงวันที่ 3 – 8 ก.ค. 66ผู้ส่งต่อข่าวสารว่า พายุอินเดียเตรียมเข้าไทย ครอบคลุมทุกภูมิภาค ฝนตกหนักมาก 80% ของพื้นที่ ชุ่มฉ่ำทั่วไทย 77 จังหวัด ระวังน้ำท่วมใหญ่ ทางกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า เป็นข้อมูลที่มิได้มีที่มาจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา หากมีพายุเกิดขึ้นจริงและมีผลกระทบกับประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศให้ทราบอย่างน้อย 3 วันstd48460• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยด่วน :แพทย์ไทยมีความสามารถรักษาโควิดให้หายได้ในเวลา 48 ชั่วโมง ดังคลิปข้างล่างนี้ ควรให้การส่งเสริมสนับสนุน อย่ามัวแต่คิดหาทางกินงบประมาณเหมือนเคย ภัยแล้ง น้ำท่วม พอทีนักการเมืองไทย https://youtu.be/g7WHjx-l83sโควิด 2019ไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้วmeter: middle1 ความเห็น
- 2 คนสงสัยด่วนที่สุดครับ แพทย์ขอความร่วมมือให้ประชาชนคนไทยทุกท่าน ช่วยล็อกดาวน์ตัวเองและครอบครัวอย่างต่ำ 14 วันงดกิจกรรมกลุ่มต่างๆ เนื่องจากตัวเลขแพร่กระจายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้บุคลากรทางแพทย์ติดเชื้อและไม่สามารถที่จะดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงครับ สำคัญมากๆครับรบกวนช่วยส่งต่อด้วยครับ หวังว่าพวกเราคนไทยทุกคน จะก้าวข้ามผ่านพ้น covid-19 ไปได้พร้อมๆกันนะครับไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยส่งคนไทยในยุโรป 280 คนกลับบ้านศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ดูแลสุขภาพคนไทยในต่างแดน (ศูนย์ฯสัตหีบ) ได้ส่งคนไทยที่เดินทางกลับมาจากทวีปยุโรป 17 ประเทศรวม 280 คน เดินกลับกลับสู่ภูมิลำเนา ควบคุมเฝ้าดูอาการและป้องกันการแพร่ระบาด โควิด-19 ครบ 14 วันนับตั้งแต่วันที่ 3เมษายน 2563โควิด 2019Tanapat• 6 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 2 คนสงสัยเปิดตัว TJA&COFACT ดึง “นักข่าว” ร่วมตรวจสอบ FAKE NEWS ประเดิม 5 ข่าวปลอม ข่าวลวง ที่ถูกแชร์วนซ้ำวันที่ 1 เมษายน 2564 นายจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย(TJA) เปิดเผยว่า สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ร่วมมือกับ “COFACT Thailand” หรือ ภาคีโคแฟคประเทศไทย ภายใต้ชื่อ TJA&Cofact ในการตั้งกองบรรณาธิการเฉพาะกิจ ที่ดึงนักข่าวมืออาชีพจากหลากหลายสายข่าว เข้ามาเป็น Fact-Checking ร่วมตรวจสอบ Fake news หรือ ข่าวลวง ข่าวปลอม ที่แพร่กระจายอยู่ในโซเชียลมีเดียด้วยวิธีการทำข่าวอย่างนักข่าวมืออาชีพ โดยจะมีการนำข่าวลวง ข่าวปลอม ไปสัมภาษณ์ขอข้อมูลจากบุคคลที่นักข่าวเรียกว่า “แหล่งข่าว” ในหน่วยงาน/องค์กร ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อยืนยันว่าข่าวว่ามีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร “TJA&Cofact จะเริ่มความร่วมมือตรวจสอบข่าวลวง ข่าวปลอมตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นโครงการนำร่อง 3 เดือนก่อนในเบื้องต้น จะมีการแถลงความร่วมมือในวันที่ 2 เมษายน2564 สมาคมนักข่าวฯมีความยินดีที่ Cofact เชิญเข้าร่วมในภารกิจนี้ เพราะมองเห็นปัญหาข่าวลวง ข่าวปลอม ตรงกันว่า เป็นปัญหาสำคัญของโลกในปัจจุบัน แม้บางข่าวจะดูเป็นข้อความที่อาจจะไม่สำคัญ แต่หากเกี่ยวข้องสุขภาพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ก็อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ตามมาได้”std48204• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัย#มีความจำเป็นต้องอ่านเพื่อรู้เท่าทันไม่หลงเป็นเหยื่อทำลายประเทศชาติตัวเอง #สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เคยใช้ภาษีประชาชน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ลงทุนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย # ซึ่งต้องชำระภาษีอากรเช่นเดียวกับบริษัททั่วไป มีข้อมูลเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ดังต่อไปนี้ บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) - ทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ - ถือหุ้นร้อยละ 98.54 จำนวน 49,272,239 หุ้น (ออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SET:SCC) - ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 1,200 ล้านบาท ราคาตลาดหุ้นละ 474 บาท สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ - ถือหุ้นร้อยละ 30 จำนวน 360 ล้านหุ้น บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด - ถือหุ้นร้อยละ 1.6 จำนวน 19.22 ล้านหุ้น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SET:SCB) - ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 33,944.38877 ล้านบาท ราคาตลาดหุ้นละ 144 บาท สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ - ถือหุ้นร้อยละ 21.3 จำนวน 722.941958 ล้านหุ้น บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด - ถือหุ้นร้อยละ 2.43 จำนวน 82.3678 ล้านหุ้น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (SET:DIF) - ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 58,080 ล้านบาท ราคาตลาดหุ้นละ 12.2 บาท บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด - ถือหุ้นร้อยละ 0.86 จำนวน 50 ล้านหุ้น บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (SET:JMART) - ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 524.463106 ล้านบาท ราคาตลาดหุ้นละ 9 บาท บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด - ถือหุ้นร้อยละ 0.61 จำนวน 3.1827 ล้านหุ้น บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (SET:PTG) - ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 1,670 ล้านบาท ราคาตลาดหุ้นละ 16.3 บาท บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด - ถือหุ้นร้อยละ 0.5 จำนวน 8.3521 ล้านหุ้น และยังมีการลงทุนในบริษัทดังต่อไปนี้ -สยามพิวรรธน์ -ดอยคำ -บริษัท สยามสินธร จำกัด -บริษัท นวุติ จำกัด -บริษัท เอเพ็กซ์เซล่า จำกัด -บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด -เครือโรงแรมเคมปินสกี้ (จากประเทศเยอรมนี ซึ่งสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) -บริษัท หินอ่อน จำกัด -บริษัท ฮอนด้าออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด -บริษัท องค์การเภสัชกรรม - เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด -บริษัท ปตท.จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด -บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด -บริษัท นันทวัน จำกัด (ไทยโอบายาชิ) -บริษัท พรีมัส (ประเทศไทย) จำกัด -มหาวิทยาลัยเอเชียน บริษัทในเครือ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ดำเนินการจัดตั้งบริษัทในเครือขึ้น 2 แห่ง เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการสินทรัพย์ต่างๆ โดยชำระภาษีอากรเช่นเดียวกับบริษัททั่วไป ดังต่อไปนี้ บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด - ทำหน้าที่บริหารการลงทุนในหุ้นอื่นๆ บริษัท วังสินทรัพย์ จำกัด - ทำหน้าที่ดูแลการลงทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ผลการดำเนินงาน ภายหลังการมีสถานะเป็นนิติบุคคลในปี พ.ศ. 2491 สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มีการบริหารงานเช่นเดียวกับองค์กรทั่วไป จนกระทั่งเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2540 ซึ่งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ถือหุ้นอยู่ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงมีการปรับปรุงการบริหารงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และกิจการต่างๆ ที่ลงทุน เริ่มฟื้นตัวได้ในปี พ.ศ. 2546จึงทำให้สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มีรายได้ในปีนั้นที่ประมาณ 3,800 ล้านบาท จากการแถลงข่าวประจำปี พ.ศ. 2548 ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานฯ แจ้งว่าในปี พ.ศ. 2547 สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มีรายได้ประมาณ 5 พันล้านบาท โดยประมาณร้อยละ 90 เป็นรายได้จากเงินปันผลของหุ้นที่ลงทุนใน บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ และ บมจ.เทเวศประกันภัย ที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 8 หรือประมาณ 400 ล้านบาท เป็นรายได้จากค่าเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 👉 https://bit.ly/2CBG1oO Cr. Tharnn Noiplookไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบmeter: middle1 ความเห็น
- 2 คนสงสัยรับมือพายุอินเดียเข้าไทย ทุกภูมิภาคระวังน้ำท่วมใหญ่ ในช่วงวันที่ 3 – 8 ก.ค. 66จากกรณีที่มีผู้ส่งต่อข่าวสารว่า พายุอินเดียเตรียมเข้าไทย ครอบคลุมทุกภูมิภาค ฝนตกหนักมาก 80% ของพื้นที่ ชุ่มฉ่ำทั่วไทย 77 จังหวัด ระวังน้ำท่วมใหญ่ ทางกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า เป็นข้อมูลที่มิได้มีที่มาจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา หากมีพายุเกิดขึ้นจริงและมีผลกระทบกับประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศให้ทราบอย่างน้อย 3 วันstd47719• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยสมุนไพรสมอไทยใช้รักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้ จริงหรือสมอไทย เป็นสมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นยาได้หลายส่วนทั้ง ดอก ผล แก่น และเปลือกต้น สารประกอบหลักที่พบในผลสมอไทย เช่น แทนนิน สารกลุ่มพอลีฟีโนลิก (กรดแกลลิค กรดแอลลาจิก และคอริลาจิน) วิตามินเอ และซี สารเหล่านี้มีฤทธิ์ในต้านอนุมูลอิสระ สามารถนำมาใช้รักษาโรคมะเร็งได้อย. เพิกถอนnaydoitall• 5 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยโครงการ "เที่ยวปันสุข" เปิดรับลงทะเบียนผ่าน platform ของ ธ.กรุงไทยได้วันที่ 1 กค ศกนี้ จริงหรือรัฐบาลไทย ได้โพสต์ข้อความ วิธีการและขั้นตอนการลงทะเบียนรับสิทธิ์ในโครงการ "เที่ยวปันสุข" ดังต่อไปนี้ วิธีการและขั้นตอนการลงทะเบียนรับสิทธิ์ในโครงการ "เที่ยวปันสุข" ลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่าน Platform ของธนาคารกรุงไทย (ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-31 ต.ค.2563) ลงทะเบียนรับสิทธิ์ "เราไปเที่ยวกัน" เพื่อจองที่พัก เมื่อลงทะเบียนจองที่พักจะได้รับ Promotion Code ส่วนลดค่าเดินทาง เพื่อนำไปจองบัตรโดยสารทั้งไปและกลับnaydoitall• 6 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยจริงหรือ ประเทศไทยได้มีการพัฒนาหุ่นยนต์ทดสอบภูมิคุ้มกันอัจฉริยะในการพัฒนาวัคซีน เป็นครั้งแรก“หุ่นยนต์เอไอ- อิมมูไนเซอร์ (AI-Immunizer)” ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ทดสอบภูมิคุ้มกันอัจฉริยะในการพัฒนาวัคซีน ครั้งแรกของไทย เพื่อเร่งสนับสนุนและยกระดับการพัฒนาวัคซีนของไทยสู่ระดับโลก โดยผสานเทคโนโลยีเอไอ ทั้งระบบจนจบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนจัดเตรียมการเพาะเชื้อไวรัส การทดสอบ การประมวลผล ระบบภาพ บันทึกผล และวิเคราะห์ผลหรือแนวโน้มได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลดเสี่ยงการติดเชื้อและลดภาระขั้นตอนการทำงานบุคลากรทางการแพทย์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ผลักดันการพัฒนาวัคซีนของศูนย์วิจัยวัคซีนต่างๆ ให้สำเร็จเร็วขึ้นและปลอดภัยnaydoitall• 6 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น

ไม่พบข้อความที่คุณค้นหา
หากคุณสงสัยว่าข้อความที่พบเป็นข่าวลวง ข่าวลือ หรือ ข้อความหลอก ที่ยังไม่พบใน Cofact กรุณาคลิกที่
สร้างข้อความ
