(3188 ข้อความ)
- 1 คนสงสัยมีข่าวดีและพิเศษมาก...เหยื่อโควิด19ของเวียดนามไม่มีผู้เสียชีวิต... ข่าวใหญ่สุดยอด...ได้รับข้อมูลยาโควิด19จากประเทศเวียดนามเรียบร้อยแล้ว...ไวรัสโควิด19จะไม่สามารถทำให้เราตายได้...รับรองว่าเป็นความจริง, วิธีการง่ายมาก, แต่ผลลัพธ์ดีมาก..แค่นำชาร้อน1กา มะนาว2ลูก ผสมกันแล้วดื่ม...สามารถฆ่าไวรัสโควิด19ได้ทันที...รวมถึงสามารถกำจัดไวรัสจากภายในร่างกายได้...ส่วนกระกอบทั้ง2อย่างนี้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย. เปลี่ยนสภาวะเป็นด่าง... เพราะว่าเมื่อถึงกลางคืน, ระบบในร่างกายจะเปลี่ยนสภาวะเป็นกรด...ภูมิคุ้มกันลดลง...นี่คือสาเหตุที่ทำไมคนเวียดนามรอดจากการระบาดของไวรัสโควิด19มาได้. ที่เวียดนาม, ตอนเย็นทุกๆคนมักจะดื่มน้ำร้อน1แก้วผสมกับน้ำมะนาวเล็กน้อย..เพราะได้รับการยืนยันแล้วว่าจะสามารถฆ่าไวรัสโควิด19ได้...ทำให้ทุกคนแชร์ความลับนี้, น่ายกย่องชื่นชมมาก...ส่วนประกอบทั้ง2อย่างนี้ง่าย แต่ได้ผลดี, เพราะทำให้ไม่เป็นโควิด19, ขอให้ทำพระคุ้มครอง...ขอให้ทุกคนโชคดีโควิด 2019ไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 1 คนสงสัยมิจฉาชีพหลอกเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า หลอกให้ติดเบรกเกอร์แพง จริงหรือนางบัวบาน อยู่สุข อายุ 48 ปี ชาวบ้านบ้านหัวหนอง อ.บัวใหญ่ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า มีชาย 2 คน อายุ 50-60 ปี อ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ขอตรวจเช็กระบบไฟในบ้าน ดูท่าทีรีบร้อน พอตรวจเสร็จ บอกว่า คัตเอาท์เดิมชำรุดใช้การไม่ได้ ต้องติดตั้งชุดเบรกเกอร์ใหม่ ด้วยความที่ไม่รู้เรื่องระบบไฟ ประกอบกับในหมู่บ้านพึ่งเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้กุฏิวัดเสียหายทั้งหลัง จากไฟฟ้าลัดวงจร จึงตัดสินใจยอมติดตั้ง พอติดเสร็จ ถูกเรียกเก็บเงิน 3,500 บาท ตนเองตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะแพงขนาดนี้ จึงขอให้ลดราคา สุดท้ายลดเหลือ 3,000 บาท จึงจำใจต้องจ่าย กระทั่งทราบว่าเบรกเกอร์ที่ติดราคาจริงแค่ 500-700 บาท แพงกว่าท้องตลาดหลายเท่า และมีชาวบ้านหลายคนหลงเชื่อเสียเงินไปจำนวนมาก จริงหรือanonymous• 6 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยสธ.ชวนผู้หายป่วยและผู้ใกล้ชิดร่วมเป็นอาสาสมัคร "ฮีโร่โควิด 19" ในการศึกษาวิจัยภูมิคุ้มกัน จริงหรือคะนายแพทย์คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวโครงการ “ฮีโร่โควิด 19” โดยหน่วยไวรัสวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาวิจัยภูมิคุ้มกันในผู้ที่หายจากโรคโควิด 19 โดยได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลจาก กรมควบคุมโรคและกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสุขภาพ (สวรส.) จำนวน 3 ล้านบาท เพื่อศึกษาการสร้างภูมิคุ้มกัน, ป้องกันการติดเชื้อได้หรือไม่ ระยะเวลาที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเมื่อหายป่วย และภูมิคุ้มกันสามารถอยู่ในร่างกายได้นานเพียงใด โดยคุณสมบัติอาสาสมัครจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี เป็นผู้ติดเชื้อโควิด 19 และหายดีแล้ว และกลุ่มผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว จะมีการเจาะเลือดเพื่อนำไปศึกษา 3 ครั้ง คือระยะ 3 เดือน ,6 เดือนและ 9 เดือน ซึ่งจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของผู้ที่เข้าร่วมวิจัย จริงหรือคะโควิด 2019anonymous• 6 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยเมื่อติดเชื้อโคโรนาไวรัสแล้ว ไม่ได้ทำให้เสียชีวิตทุกรายจากข่าวลือในโลกออนไลน์ที่ว่า หากติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วจะทำให้เสียชีวิตทุกรายในเวลาอันสั้นนั้น ในเอกสารเผยแพร่ หมอชวนรู้ ของแพทย์สภา บอกว่า ข้อมูลของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ ส่วนมากเป็นผู้ป่วยสูงอายุ เลยสร้างภูมิต้านทานช้าจนมาสู้เชื้อไม่ทัน และเป็นผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรังอยู่แล้ว ทำให้ปอดอักเสบที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อรุนแรงและรวดเร็ว ทำห้เกิดภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ส่วนผู้ที่มีปอดแข็งแรง ก็สามารถทนต่อการก่อโรคของเชื้อที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงเวลาที่ภูมิต้านทานของผู้ป่วยเกิดมามากพอ จนต่อสู้ทำลายเชื้อก่อโรคได้ทันก่อนที่เนื้อปอดจะเสียหายจนแก้ไขไม่ทัน ผู้ป่วยที่แข็งแรงกว่าจึงป่วยและฟื้นตัวได้ทันจากภูมิต้านทานของตนเองโควิด 2019naruemonjoy• 6 ปีที่แล้วmeter: middle2 ความเห็น
- 1 คนสงสัยหมอพนิตไขปริศนา หลับไม่เคยเต็มตื่น! “ลุกฉี่กลางดึก” ปัญหากวนใจ ส.ว. เปิดความลับ “ตากแดด” และ “กาแฟ” ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดทั้งชีวิต! “...คุณเคยไหม? ตั้งใจนอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม หวังหลับยาวถึงเช้า แต่ร่างกายกลับทรยศ!สะดุ้งตื่นตอน 5 ทุ่ม... ตี 1... และอีกทีตอนตี 4 ไม่ใช่เพราะฝันร้าย แต่เพราะ “ปวดฉี่” นี่คือปัญหาระดับชาติที่คนเริ่ม “สูงวัย” (แค่เริ่มนะครับ!) ต้องเจอ จนพาลคิดว่าไตมีปัญหา หรือกินน้ำเยอะไปหรือเปล่า? วันนี้ ผู้สื่อข่าวสายสุขภาพ ได้คว้าตัว นพ. พนิต จันทรภักดี มาไขคำตอบแบบบ้านๆ แต่ลึกถึงหลักการวิทยาศาสตร์ ที่รับรองว่าคุณจะร้องอ๋อ... และพบว่าวิธีแก้ปัญหาง่ายกว่าที่คิด แถมยังได้เคล็ดลับ “โบนัส” เรื่องตากแดดและกินกาแฟ ที่จะเปลี่ยนชีวิตตอนเช้าของคุณไปตลอดกาล! เปิดแฟ้มคดี: ทำไมเราต้องตื่นมาฉี่ตอนดึก? เรื่องนี้เริ่มต้นจากคำถามคาใจของ “น้าต๋อย” สุวิทย์ บุตรพริ้ง บรรณาธิการข่าวอาวุโส ที่เล่าประสบการณ์ตรงว่า “หมอ! ทำไมนอนแป๊บๆ ก็ตื่น ตื่นมาก็อิ่มนะ แต่ต้องลุกไปฉี่ พอกลับมานอนต่อ อีกแป๊บก็ตื่นอีก... นี่มันอะไรกัน!” คุณหมอพนิต ยิ้มมุมปาก ก่อนจะเฉลยเรื่องที่หลายคนคาดไม่ถึง... ไขความลับจากคุณหมอ 🩺 “ปัญหามันอยู่ที่ ‘ขา’ ไม่ใช่ที่ ‘ไต’ อย่างเดียวครับ! ต้องเข้าใจก่อนว่า ตอนเรายืนหรือนั่งทั้งวัน แรงดึงดูดของโลก (Gravity) มันดึงน้ำและเลือดให้ไปกองอยู่ที่ส่วนล่าง โดยเฉพาะ ‘น่อง’ ครับ” คุณหมออธิบายต่อว่า พอน้ำไปกองที่น่องเยอะๆ (ซึ่งน่องเนี่ย เปรียบเหมือน "กระเพาะปัสสาวะที่สอง" ของร่างกายเลยนะ) มันก็ค้างอยู่ตรงนั้น แต่พอถึงเวลาเรา “นอนราบ” เท่านั้นแหละ! “พอเรานอนราบปุ๊บ แรงดึงดูดมันหายไป” คุณหมอเล่าอย่างออกรส “น้ำที่มันไปกองอยู่ที่ขาตอนกลางวัน ทีนี้ก็ไหลกลับเข้าสู่ระบบเลือดส่วนกลาง พอมันกลับมาเยอะ ไต (Kidney) ที่ทำหน้าที่กรองของเสีย ก็เลยต้องทำงานหนักขึ้น ผลิตน้ำปัสสาวะออกมาเยอะ กระเพาะปัสสาวะคุณก็เลย ‘เต็มเร็ว’ กว่าปกติไงครับ!” นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงตื่นมาฉี่รอบแรกตอน 5 ทุ่ม หรือ ตี 1 ทั้งที่เพิ่งหลับไปไม่นาน! 💡 The Solution: ท่าไม้ตาย “เขย่งน่อง” สู้แรงโน้มถ่วง! ข่าวดีคือ เราไม่ต้องไปโรงพยาบาล หรือกินยาเพื่อเรื่องนี้ (ถ้าฉี่ยังพุ่งปกติดี ไม่ได้มีปัญหาต่อมลูกหมากโตนะครับ) คุณหมอพนิตให้การบ้านง่ายๆ ที่ทำได้ทันที How-to จากคุณหมอ 🩺 “ง่ายมาก... ให้เขย่งปลายเท้าครับ!” ใช่ครับ อ่านไม่ผิด! คุณหมอแนะนำว่า หลังทานข้าว (เช่น ข้าวกลางวัน หรือ ข้าวเย็น) ให้เรายืนตรง แล้ว “เขย่งปลายเท้า” ขึ้น-ลง ทำสลับกันไปมา หรือทำพร้อมกันก็ได้ สัก 30 ครั้ง “การทำแบบนี้” คุณหมอเสริม “มันคือการปั๊ม! บีบกล้ามเนื้อน่อง ให้มันช่วยปั๊มน้ำและเลือดที่ค้างอยู่ ให้กลับขึ้นมาสู่ส่วนกลางตั้งแต่ตอนกลางวัน พอกลางคืนน้ำที่ค้างที่ขามันน้อยลง ไตก็ไม่ต้องทำงานหนักตอนเราหลับ เราก็จะฉี่น้อยลง หลับได้ยาวขึ้น... แถมกล้ามเนื้อน่องแข็งแรงขึ้นด้วย!” แฉต่อ... ความเชื่อที่ผิดมหันต์! พอคุยเรื่องสุขภาพไหลลื่น วงสนทนาก็ขยับไปสู่การ “สร้างภูมิคุ้มกัน” และ “วิตามิน” ซึ่งพาเราไปเจอ 2 เรื่องสุดพีคที่คุณหมอขอเบรกหัวทิ่ม! 1. ตากแดด 7 โมงเช้า: “คุณได้แค่ ‘ดำ’ ครับ ไม่ได้วิตามินดี!” นี่คือความจริงที่เจ็บปวดที่สุด! เราทุกคนถูกสอนให้ไปตากแดดอ่อนๆ ยามเช้า (6-8 โมง) เพื่อรับวิตามินดี แต่คุณหมอพนิตส่ายหัว... ความจริงที่ต้องรู้ (จากปากหมอ) 🩺 “ผิดครับ! แดด 7 โมงเช้า คุณได้แค่ UVA (ยูวีเอ) ซึ่งทำให้ผิวคล้ำ ทำให้ดำ แต่ไม่ได้วิตามินดี! สิ่งที่คุณต้องการคือ UVB (ยูวีบี) ครับ!” แล้ว UVB มาตอนไหน? “UVB มันเป็นคลื่นสั้น มันจะมาแรงที่สุดตอนที่พระอาทิตย์อยู่ตรงหัวเรามากที่สุด... นั่นคือเวลา 11 โมงเช้า ถึง บ่าย 3 โมงครับ!” คำแนะนำคือ: ถ้าอยากได้วิตามินดี ให้ไปตากแดดช่วง 11 โมง (เลือกเอาสักวัน) แค่ 15 นาที ใส่เสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น (ให้ผิวหนังสัมผัสแดดเยอะๆ) และ "ห้ามทากันแดด" ในช่วง 15 นาทีนั้น ร่างกายจะสร้างวิตามินดีได้มหาศาล แถมยังช่วยรีเซ็ตนาฬิกาชีวิต ทำให้นอนหลับดีขึ้น และช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ด้วย! 2. กาแฟตอนตื่นนอน: “เปล่าประโยชน์! คุณกินเร็วเกินไป” คอกาแฟที่ตื่นมาต้องกระดกแก้วแรกทันที โปรดฟังทางนี้... คุณหมอพนิตบอกว่า นั่นคือการเสียของ! ดื่มกาแฟให้เป็น (จากปากหมอ) 🩺 “ตอนเราตื่นนอนเช้าเนี่ย แบตเตอรี่สมองเรามัน ‘เต็ม 100%’ อยู่แล้วครับ ร่างกายเพิ่งพักมา พลังงาน (ATP) มันเต็มเปี่ยม คุณกินกาแฟไปตอนนั้น มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย” แล้วควรกินตอนไหน? “ควรกินหลังจากตื่นนอนไปแล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมง ครับ!” เหตุผลคือ: หลังจากเราตื่น 2-3 ชั่วโมง สมองจะเริ่มใช้พลังงาน และจะสร้างสารที่ทำให้ “ง่วง” (Adenosine) ออกมา ทีนี้แหละ... “กาแฟที่คุณกินเข้าไป มันจะไป ‘บล็อก’ ไอ้ตัวที่ทำให้ง่วงพอดี มันถึงจะได้ผลเต็มที่ ทำให้คุณตื่นตัวได้ยาวนานขึ้นครับ!” ปิดท้ายชวนคิด... จากการนั่งคุยกับคุณหมอพนิตวันนั้น สิ่งที่ผู้สื่อข่าวได้เรียนรู้ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่คือ “ศิลปะการดูแลตัวเอง” ที่เรามักมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไป การตื่นมาฉี่กลางดึกอาจเป็นสัญญาณเตือนว่ากล้ามเนื้อน่องเราเริ่มไม่แข็งแรง... การตากแดดผิดเวลา อาจทำให้เราขาดวิตามินดีโดยไม่รู้ตัว... หรือการดื่มกาแฟผิดจังหวะ ก็อาจทำให้เราไม่ได้ประโยชน์จากมันเต็มที่... สุขภาพดีเริ่มต้นจากการ “รู้ให้จริง” และ “ปรับให้ถูก” ครับ ว่าแต่... พรุ่งนี้เช้า คุณจะยังตากแดด 7 โมง และดื่มกาแฟทันทีที่ตื่นนอนอยู่หรือเปล่าครับ? #สืบจากข่าว รายงาน --- ดูคลิปในเฟซบุ๊ก >> https://www.facebook.com/share/v/1DuPuA8GVV/สุขภาพไม่ระบุชื่อ• 4 เดือนที่แล้ว
- 2 คนสงสัยข่าวปลอม ..ผักกระสังรักษามะเร็งเต้านมเมื่อเร็วๆ นี้มีผู้ส่งข้อมูลให้ cofact.org ตรวจสอบ ว่าผักกระสังดีจริงหรือไม่ โดยโคแฟคชี้แจงข้อมูลว่าผักกระสังเป็นสมุนไพรที่มีประวัติการใช้เป็นยามายาวนาน หมอยาพื้นบ้านมักจะใช้ผักกระสังตำพอกฝี หรือคั้นเอาน้ำทาแผลฝีที่มีหนอง สาวๆ สมัยโบราณใช้น้ำต้มผักกระสังล้างหน้า ทำให้ผิวหน้าสดใส และยังนำมาสระผมทำให้ผมนุ่ม ป้องกันผมร่วง จากการศึกษาสมัยใหม่พบว่า ผักกระสังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียหลายชนิด ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเนื้อตายทำให้ฝีแตกได้ง่าย และสิวยุบเร็วขึ้น แต่ผู้ที่แพ้พืชที่มีกลิ่นฉุนประเภท Mustard (พืชที่เป็นเครื่องเทศทั้งหลาย) ไม่ควรรับประทาน นั่นเป็นสรรพคุณที่พอเชื่อถือได้จากหลักฐานทางวิชาการ ซึ่งทางโคแฟคเองไม่ยืนยันว่าผักกระสังรักษามะเร็งเต้านมได้ ดังนั้น การแอบอ้างสรรพคุณของผักกระสังว่าช่วยรักษามะเร็งเต้านม ด้วยการใช้ผักกระสัง นำมาตำให้ละเอียด แล้วนำไปแปะ หรือทาที่ใต้ราวนม จะช่วย รักษามะเร็งเต้านมได้นั้นจึงเป็น้อมูลเท็จ ข้อมูลเรื่องผักกระสังเคยมีการเผยแพร่กันมาก่อนแล้ว เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2562 มีเว็บไซต์หนึ่งระบุประโยชน์และคุณค่าของผักกระสังแบบเกินจริงไว้ว่า ผักกระสัง ที่ขึ้นอยู่ตามข้างทางบางท่านอาจคิดว่าเป็นแค่วัชพืช ไม่มีประโยชน์หรือคุณค่าอะไร แต่รู้หรือไม่ ว่าผักกระสังนั้นมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้หลากหลาย สามารถรักษาโรคอะไรได้บ้าง รักษา “โรคลักปิดลักเปิด” ในตำรายาไทยระบุไว้ว่าใบของผักกะสังใช้ในการรักษาโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งพอจะอธิบายได้ว่า ในผักกะสังมีวิตามินซีและสารอาหารสูง ซึ่งการรักษานั้นใช้ทั้งการกินและการบดต้นแปะบริเวณที่เลือดออกตามไรฟัน รักษา “เริม ฝี มะเร็งเต้านม” หมอยาพื้นบ้านของไทยใช้ผักกะสังเป็นยาไม่มากนักส่วนใหญ่ใช้พอกฝีและสิวโดยใช้ต้นสดตำพอกฝี หรือใช้น้ำคั้นทาสิว ในต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ใช้ทั้งต้นสดบดประคบฝี หรือตุ่มหนอง และโรคผิวหนังอื่น ๆ เช่นกัน ซึ่งจากการศึกษาสมัยใหม่พบว่าผักกระสังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียหลายชนิด ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเนื้อตายทำให้ฝีแตกได้ง่าย และสิวยุบเร็วขึ้น “ผักกะสังรักษาเริมและมะเร็งเต้านม” ความรู้นี้ไม่ค่อยแพร่หลายนักแต่แมะ (มือลอ มะแซ) ที่บ้านกำปงบือแน ตำบลจะกว๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลาบอกว่า ผักกะสังเป็นยารักษาเริม มะเร็งเต้านม และฝี ในการรักษาเริมนั้นจะนำต้นผักกะสังผสมกับขมิ้นและข้าวสาร (ฮูยงงูกุมาตอกูยิ) ตำให้ละเอียดแล้วพอกทิ้งไว้ 1 คืน และนำใบมาตำขยำแปะทาเม็ดที่เป็นใต้ราวนม แก้มะเร็งเต้านม ข้อมูลที่ว่าผักกะสังใช้รักษามะเร็งนี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลยและเป็นที่น่าทึ่งตรงที่ว่ามีรายงานการศึกษาพบว่า สารในผักกะสังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งด้วย นอกเหนือไปจากการแก้อักเสบและแก้ปวด “แก้อักเสบ ข้ออักเสบ เก๊าท์” หมอยาพื้นบ้านบางคนบอกว่ากินผักกะสังแก้ปวดข้อ ซึ่งในประเทศฟิลิปปินส์มีการกินผักกะสังสดๆ หรือนำมาต้มกิน เพื่อรักษาโรคเก๊าท์และข้ออักเสบ โดยนำผักกะสังต้นยาวสัก 20 เซนติเมตร ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ให้เหลือประมาณ 1 แก้ว แบ่งรับประทานครั้งละ ครึ่งแก้ว เช้า-เย็น ปัจจุบันผักกะสังเป็นสมุนไพรตัวหนึ่งที่ฟิลิปปินส์กำลังศึกษาวิจัยเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคข้ออักเสบรวมทั้งโรคเก๊าท์จากการที่ผักกระสังสามารถลดปริมาณกรดยูริคในกระแสเลือด ประเด็นนี้อยู่ที่มีการแชร์และเชื่อกันมากว่า ผักกระสังสามารถรักษามะเร็งเต้านม ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเคยเปิดเผยกับ hfocus.org แล้วว่าพืชสมุนไพรต่างๆที่อ้างว่ารักษามะเร็งนั้น เป็นเพียงการทดลองในห้องปฏิบัติการ ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือทางวิชาการว่าสมุนไพรชนิดใดสามารถรักษามะเร็งได้ อีกทั้งการรักษามะเร็งมีความละเอียดอ่อน นอกจากจะทราบว่าเป็นที่อวัยวะใดแล้ว ต้องเข้าสู่การประเมินระยะว่าอยู่ในระยะใดเพื่อทำการรักษาด้วยpgolfpaotung• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยบ้านหมุนรักษาด้วยน้ำมะพร้าว • ไปรักษาที่โรงพยาบาล เขาจะเข็มมุ่งไปที่ “น้ำในหู” • ส่วนหมอแผนไทยเข็มมุ่งไปที่ “ไตสกปรก” • วิธีแก้ไข - ดื่มน้ำมะพร้าวพร้อมกันห้าลูก เพื่อเพิ่มความดันให้ขับผลึกเกลือที่ค้างในไตออกมา (สำหรับกรณีคนปัสสาวะได้ปกติเพียงมีอาการบ้านหมุน) ปล. ท่านที่ปัสสาวะขัดห้ามกินน้ำทุกชนิดมากๆเพราะฉี่ไม่ออก อันตรายครับ - หลังดื่มน้ำมะพร้าวประมาณหนึ่งชั่วโมงจะปวดปัสสาวะมาก (รีบไปฉี่อย่าอั้นเด็ดขาด) • ผมจะสอนให้ครับให้สังเกตปัสสาวะ - พิจารณากลิ่น กลิ่นฉุนมากบ่งชี้ว่าอะไรค้างคาภายในไต ถ้ากินยามากกลิ่นยานำ ถ้ากินผักผลไม้พวกกรดสูง เช่น ทุเรียน สะตอ กลิ่นไม่ต้องบรรยาย ฯ - พิจารณาสี สีเหลืองเข้ม (ดุจขมิ้น) หรือดำออกแดง(ดุจชานหมาก) หรือสีอื่นๆที่ไม่ใสเหมือนน้ำบ่อ แสดงว่าไตยังทำงานได้ แต่ขับของเสียไม่ทัน จึงเก็บสะสมสารพิษจนป่วย นี่แหละสาเหตุบ้านหมุน - หลังปัสสาวะแล้วทยอยดื่มเรื่อยๆทีละลูก ให้ปัสสาวะอีก - หลังปัสสาวะก็กินน้ำมะพร้าวอีก สลับไปเรื่อยๆจนฉี่ใสและไม่มีกลิ่นก็หยุดกินน้ำมะพร้าวครับ • ปล. ถ้าปวดฉี่ห้ามอั้นฉี่ครับ เพราะจะปวดหัวมาก • หลังจากนี้หนึ่งสัปดาห์อาการบ้านหมุนหรือแพ้อาหารจะค่อยๆบรรเทาลงตามลำดับจนหายปกติ - น้ำมะพร้าวกินรักษาจริงๆ คือห้าลูกแรก - ส่วนที่เหลือกินน้ำมะพร้าวเพื่อบำรุงป้องกันไต - รักษาแบบหมอแผนไทยไม่เร็ว ค่อยเป็นค่อยไป หายก็หยุดกินครับ • เป็นอีกหนึ่งทางเลือก - ท่านอาจหายหรืออาจไม่หาย (ถ้าไม่หายก็ไปหาวิธีอื่นรักษาต่อไปเองนะครับ ถ้ากลัวน้ำมะพร้าวทำให้ป่วยโน้นนี่นั้น ท่านก็อย่ากิน เอาที่ท่านเชื่อเป็นสำคัญ) - บ้านหมุนหลายสาเหตุต้องว่าเคสบายเคส แต่วิธีนี้ที่ผมแนะนำผู้ป่วยส่วนใหญ่หายครับ - รวมถึงแพ้อาหารจนปากเจ่อหน้าบวม ก็ใช้วิธีนี้รักษา - ให้ดีควรกิน 204 ยากษัยเส้น ขับลมพิษในไส้ กินยาสามวันๆละ 5 แคปซูล มื้อเดียวก่อนนอนช่วงท้องว่าง เช้าต้องถ่ายเหลว ถ้าถ่ายมากกว่าสามครั้ง แก้ไขด้วยการดื่มน้ำเย็นใส่น้ำแข็งแก้วใหญ่ๆจะหยุดถ่าย - ผมให้กิน 204 เพื่อขับพิษในลำไส้ด้วยอีกทางหนึ่ง ล้างเส้นอึ ล้างเส้นฉี่เมื่อเลือดลมเดินดีดีทุกเรื่องครับ • ผมเอาประสบการณ์รักษาตนเองเมื่อเจอพิษผงชูรสที่เขมร ลาว หรือเวียดนาม - ผมใช้วิธีนี้ล้าง สำหรับผมสามวันหายเป็นปกติ - ท่านต้องทดลองกินเองว่ากี่วันหาย ให้จดบันทึกและแจ้งคนในครอบครัวทราบ ภายภาคหน้าท่านป่วยลูกหลานจะได้แก้ไขให้ได้ถูกครับ • พวกเราเหล่าผู้เฒ่าเต่า เรามามีสุขภาพดีวิถีบวรเวชกันนะครับ เราเน้นธรรมชาติบำบัดรักษาจ๊ะ หมอบวร จันทร์โภคาไพบูลย์ไม่ระบุชื่อ• 6 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม! ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วันกรณีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ระบุสรรพคุณว่า หากทาสามารถช่วยทำให้จมูกโด่งภายใน 7 วัน ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่งภายใน 7 วัน ได้จริง เนื่องจากครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใดๆ ของร่างกายได้ วันนี้ (24 ธ.ค.) ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการโฆษณาทางสื่อโซเชียลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ระบุสรรพคุณว่า หากทาสามารถช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกเพื่อทำความสะอาด สวยงามแต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ โดยเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้นครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหก เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอเตือนผู้บริโภคให้คิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th และหากพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงขอให้แจ้งร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เนื่องจากครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขความสวยความงามstd48378• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วันกรณีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ระบุสรรพคุณว่า หากทาสามารถช่วยทำให้จมูกโด่งภายใน 7 วัน ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่งภายใน 7 วัน ได้จริง เนื่องจากครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใดๆ ของร่างกายได้ วันนี้ (24 ธ.ค.) ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการโฆษณาทางสื่อโซเชียลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ระบุสรรพคุณว่า หากทาสามารถช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกเพื่อทำความสะอาด สวยงามแต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ โดยเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้นครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหก เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอเตือนผู้บริโภคให้คิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th และหากพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงขอให้แจ้งร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เนื่องจากครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ความสวยความงามผู้บริโภคเฝ้าระวังstd46432• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 1 คนสงสัยประโยชน์ของสำลีที่วงการแพทย์ยังต้องตะลึง!! แค่เอา "สำลีชุบแอลกอฮอล์" มาวางบน "สะดือ" ? คุณจะหายจากอาการป่วย "โรคติดต่อ" ไปอย่างปลิดทิ้ง!!ในปัจจุบันในการรักษาอาการป่วยมีหลากหลายทางเลือกมากขึ้น ทั้งทาง "แพทย์แผนปัจจุบัน หรือ แพทย์แผนไทย "ซึ่งอยู่ที่คนป่วยจะเลือกรักษาตามความคิด แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้ผลเสมอไป แถมอาจจะเป็นหนักกว่าเดิมด้วย จึงทำให้ต้องตัดสินใจดีๆว่าควรเลือกรักษาที่ทำให้ชีวิตปลอดภัยดีกว่า เพราะบางทีอาการป่วยดราก็สามารถได้ด้วยตัวเองจากของใกล้ตัวที่เราอาจจะคาดไม่ถึง บางครั้งเราอาจจะเเค่ป่วยโรคหวัด ไอ อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน หรือแม้แต่ปวดท้องปกติ เราสามารถรักษาเองที่บ้านได้แบบง่ายๆ จาก "สำลี" ก้อนเล็กๆนี้เอง โดยขั้นตอนทำได้แบบง่ายๆ คือ "นำสำลีก้อนกลม 1 ก้อน ชุบให้ชุ่มด้วยแอลกอฮอล์เข้มข้น 50% ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะที่เทใส่ในถ้วยไว้แล้ว จากนั้นก็นำสำลีมาอุดไว้ที่สะดือของคุณ" เมื่อได้ลองทำแล้วจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย และความเจ็บปวดก็จะเริ่มหายไป วิธีนี้ถือเป็นวิธีการหนึ่งที่ยอดเยี่ยมในการรักษาอาการบาดเจ็บของ "กล้ามเนื้อและตะคริว" ถือเป็นการแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งที่ดีกว่าการรักษาด้วยวิธีแพทย์แผนโบราณอีกด้วย และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่ถ้าคุณเป็น "โรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัด" ขึ้นมา คุณจะต้อง "แช่สำลีก้อนกลมให้ชุ่มด้วยแอลกอฮอล์แล้วบีบให้หมาด จากนั้นนำไปจุ่มไว้ในสะดือ และเพื่อเพิ่มความมั่นใจไม่ให้สำลีหลุดออกมาก็ควรใช้สำลีที่ขนาดใหญ่พอดีกับสะดือ หรือไม่ก็ครอบด้วยถุงพลาสติกหรือผ้า" ส่วนสาวๆคนไหนมี "อาการปวดท้องประจำเดือนและปวดท้องปกติ" อย่างรวดเร็ว "ให้ใช้มือกดสำลีชุบแอลกอฮอล์ค้างไว้ ซึ่งทำได้โดยนอนหงายราบลงพื้น กดสำลีลงในสะดืออย่างเบามือ และหากทำเองไม่สะดวกก็สามารถร้องขอให้คนอื่นมาช่วยเหลือได้เช่นกัน " หลังจากนั้นในเวลาไม่นานจะรู้สึกดีขึ้น และอาการเจ็บปวดจะลดลงและแน่นอนว่าจะไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น และอาการป่วย ไข้ ไอ ปวดท้องของคุณจะหายไปอย่างแน่นอนstd46255• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม! ผลิตภัณฑ์ไวท์โรส พลาเซนต้าครีม ช่วยบำรุงให้หน้าขาวใส และลดจุดด่างดำจากกรณีที่มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ ไวท์โรส พลาเซนต้าครีม ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า พบสารประกอบของปรอท ซึ่งเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารห้ามใช้ จัดเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย อาจทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลง และเกิดพิษสะสมของสารปรอท ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบ จากกรณีที่มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ ไวท์โรส พลาเซนต้าครีม ช่วยบำรุงให้หน้าขาวใส และลดจุดด่างดำ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า จากฐานข้อมูลใบรับจดแจ้งเครื่องสำอางไม่พบชื่อผลิตภัณฑ์ “ไวท์โรส พลาเซนต้าครีม” จึงได้ไปตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ พบว่าอย. ได้เคยประกาศผลวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ “ไวท์โรส พลาเซนต้าครีม ครีมรกแกะ หน้าขาวใสลดจุดด่างดำ” ว่าพบสารประกอบของปรอท (Mercury compound) ซึ่งเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารห้ามใช้ จัดเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย อาจทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลง และเกิดพิษสะสมของสารปรอท ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบ ขอแนะนำให้ประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีฉลากภาษาไทยที่ระบุชื่อที่ตั้งผู้ผลิต/ผู้นำเข้า เลขที่ใบรับจดแจ้งอย่างชัดเจน หากไม่แน่ใจสามารถตรวจสอบข้อมูลการได้รับอนุญาตจากเว็บไซต์ อย. ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขลดความอ้วนstd47688• 3 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยอ่านนะนี้ " เรื่องนี้เรื่องจริง " เตือนๆกันไว้ ไลท์ และ แชร์ ให้เยอะๆ เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี เธอและสามี ผู้รอบคอบไม่โลภ จึงไม่ตกเป็นเหยื่อ มีอยู่วันหนึ่งเอาเงินไปเข้าแบงก์กรุงไทย อ่าวอุดม ขากลับลงมา สามีเจอบัตร ATM ใส่ซอง และด้านหลังบัตร เขียนรหัส ATM ไว้ด้วย ทีแรกสามีไม่รู้ก็เก็บมา แล้วก็ขึ้นมาบนรถ เราก็เอามาดูเห็นมีรหัส ก็เลยบอก สามีว่า "ลองดูซิว่าเขามียอดเงินเท่าไร " สามีบอก "ถ้าเธอเอาไปกด ตำรวจมาแน่เพราะ ตู้ ATM มีกล้องบันทึกไว้ว่าใครกด เวลาอะไร " สามีบอกเราว่า " ถ้าเราไม่คิดอยากได้เงินเขา เราจะไปกดดูทำไม เราก็ เออ จริงซิ แล้วเราก็เอาบัตรนั้นมาตัดทิ้ง แล้วก็เล่าเรื่องนี้ให้พี่ชายฟัง พี่ชายเราบอกว่ามีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ไม่ตกเป็นเหยื่อ เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อนพี่ชายก็เกิดเหตุการณ์ นี้ในทำนองเดียวกัน ที่ ธ.กรุงเทพฯ สาขาศรีราชา สังเกตุได้ว่า มักจะเป็นเฉพาะศุกร์แรกของทุกเดือน หลังจากแบงก์ปิดแล้ว คล้ายกับแกล้งทำบัตร ATM ตกอะไรทำนองนี้แล้วเพื่อนพี่ชายก็ไปกดตอนนั้นประมาณ 6 โมงเย็น แค่นาทีเดียว ตำรวจก็เข้ามาจับ พร้อมกับมีเจ้าของบัตรไปยืนยันตัวด้วย และเรียกค่าเสียหาย กับเพื่อนพี่ชายไป 3 หมื่น ถ้าไม่อยากติดคุกคืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์รวม 3 คืน เราคิดว่าเขาทำกันเป็นขบวนการ รวมทั้งตำรวจด้วย มันคงเอาไปแบ่งกัน (หรือปลอมเป็นตำรวจ?) เพื่อนๆ ต้องระวัง เราเอง ก็เกือบไปแล้ว ดีที่มีสามีเตือนสติ อย่าเก็บบัตร ATM ที่ใครทำหล่น คุณอาจติดกับมิจฉาชีพได้. 1 แชร์ 1 ธรรมทาน เป็นบุญกุศลมากสำหรับผู้ส่ง-ผู้รับ ไลค์/แชร์กันเยอะๆนะค่ะภาคตะวันออก ผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยอย่าลืมกินยานะครับ (Don't forget to take your M.E.D.S) วันก่อนนั่งดูรายการของ Tom Ferry ชอบตอนนี้มาก เค้าบอกว่า "คุณไม่จำเป็นต้องมีวันร้าย ๆ ใช่มั้ย?" "ถ้าคุณต้องการเริ่มต้นวันดี ๆ ถึงเวลาที่คุณต้องกระตุ้นตัวเองด้วยการกินยา (MEDS) แล้ว, เชื่อผม!" ยา 5 เม็ดที่เค้าพูดถึง คือ 1. Meditation นั่งสมาธิ นี่ขนาดฝรั่งเค้ายังนั่งสมาธิเลย เราคนไทยเมืองพุทธแท้ ๆ ผมว่าเราน่าจะเริ่มปฏิบัติกันนะครับ นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที ตอนตื่นเช้าหรือก่อนนอนก็ได้ อันนี้ยาเม็ดแรกครับ 2. Exercise ออกกำลังกายให้เหนื่อย แต่ไม่เหนื่อยมากเกินไป อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ใน fat burn zone อย่างน้อย 150 นาที ต่อสัปดาห์ นี่คือยาเม็ดที่สองของวันครับ 3. Diet อาหารก็สำคัญ ลดการกินของมัน แป้ง น้ำตาลลง กินผักผลไม้ให้มากขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้นแน่นอนครับ นี่ไง ยาเม็ดที่สามของวันนี้ 4. Sleep การนอน ให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนขึ้นไปนะครับ ถ้าหลับไม่พอ ไปหลับซ่อมช่วงกลางวันซัก 15-20 นาที ก็มีประโยชน์ อย่าเครียดมากครับ เวลานอนแก้อะไรไม่ได้แล้ว นอน ๆ ไปเถอะ คิดไปก็เท่านั้น 5. Social คบเพื่อนดี สังคมดี เราก็จะมีความสุขครับ เลือกคบคนดี ๆ หากหลีกเลี่ยงคนไม่ดีไม่ได้ ก็ทำใจ "เมตตา" กันไปครับ เค้าก็เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นเดียวกันกับเรา เค้าต้องลำบากลำบนหาเงินหาทอง ต้องรักษาญาติพี่น้องที่เจ็บป่วย และสุดท้ายตัวเองก็เจ็บป่วยและตายจากไป เช่นเดียวกันกับเรา เหมือนกันทุกคนนั่นแหละครับ อภัย และ เมตตา กันครับ เราจะสบายใจเอง สรุป ยา 5 เม็ด ที่เล่ามา อย่าลืมกินทุกวันเลยนะครับไม่ระบุชื่อ• 5 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 1 คนสงสัยPhase I: Slow the Spread เฟสที่ 1 - ชะลอการระบาด ด้วยวิธี - มาตรการเพื่อลดการติดต่อ เช่น physical distancing, lockdown. - เพิ่มความสามารถในการ test ให้ครอบคลุมผู้ป่วยที่นอน รพ. บุคลากรทางการแพทย์ ผู้สัมผัสโรค และ คนทั่วไปที่มีอาการ - เพิ่มความสามารถในการจัดการข้อมูล - เพิ่มความสามารถของระบบสาธารณสุขในการดูแลผู้ติดเชื้อ เช่น เพิ่มเตียงธรรมดาและเตียงผู้ป่วยหนัก รวมทั้งจัดหาเวชภัณฑ์ให้พอ จัดหาชุดป้องกันและหน้ากากให้เพียงพอ - เพิ่มความเข้มข้นในการหาตัวผู้สัมผัสมากักตัว โดยรัฐจัดหาที่พักอาหารให้ - เน้นย้ำให้ประชาชนสวมใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือ *** จะย้ายไปเฟสที่ 2 ได้ ต้องมีสัญญาณดังนี้ *** - เคสใหม่ลดลงเรื่อยๆ ต่อเนื่อง 14 วัน - รพ. ต้องรักษาผู้ป่วยที่นอน รพ.ได้อย่างสบายๆ - รัฐสามารถตรวจทุกคนที่มีอาการได้ - รัฐต้องติดตามผู้่ติดเชื้อและผู้สัมผัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ - เมื่อไหร่ก็ตามที่จำนวนเคสใหม่เพิ่มขึ้น ต้องกลับที่เฟสแรกตามเดิม Phase II: Reopen, State by State - ค่อยๆ เปิดเมืองทีละส่วน เช่น เปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย บริษัท แต่จำกัดการชุมนุมในที่ปิด เช่น ห้ามจัดคอนเสิร์ต (ของไทยคงห้ามจัดชกมวย) ยังให้รักษาระยะห่าง ควบคุมการชุมนุมให้น้อยกว่า 50 คน - ทำความสะอาดสถานที่สม่ำเสมอ - เฝ้าระวังและกักตัวผู้ติดเชื้อและผู้สัมผัส รวมทั้ง test - สำหรับผู้สูงอายูและผู้ที่มีความเสี่ยง ยังคงแนะนำให้อยู่บ้านจนกว่าจะมีการค้นพบการรักษาที่ได้ผล - หาตัวผู้ที่มีภูมิคุ้มกัน ซึ่งคนกลุ่มนี้สามารถกลับไปทำงาน หรือ ช่วยงานที่อาจสัมผัสผู้ป่วยได้ หรือ ช่วยดูแลคนแก่ - Phase III: Establish Protection Then Lift All Restrictions *** จะเข้าสู่เฟสสามได้ต่อเมื่อ มีการพัฒนาวัคซีนจนนำมาใช้ได้สำเร็จ (ผ่าน FDA) - ป้องกันการติดเชื้อด้วยการฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมาก - สำรวจหาผู้ที่มีภูมิคุ้มกัน Phase IV: Rebuild Our Readiness for the Next Pandemic - เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการระบาดครั้งหน้า - พัฒนาวิธีการให้ได้มาซึ่งวัคซีนสำหรับไวรัสตัวใหม่ให้เร็วขึ้น เป็นเดือน ไม่ใช่เป็นปี - เพิ่มความสามารถและประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขโควิด 2019anonymous• 6 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
- 1 คนสงสัยรายงานอาฟเตอร์ช็อก เหตุการณ์แผ่นดินไหว 28 มีนาคม 2568 เกิดแผ่นดินไหว จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณประเทศเมียนมาร์ อาฟเตอร์ช็อก ครั้งที่ 1 เวลา 13.32 น. ขนาด 7.1 ครั้งที่ 2 เวลา 13.45 น. ขนาด 5.5 ครั้งที่ 3 เวลา 14.24 น. ขนาด 4.0 ครั้งที่ 4 เวลา 14.37 น. ขนาด 5.2 ครั้งที่ 5 เวลา 14.42 น. ขนาด 3.9 ครั้งที่ 6 เวลา 14.57 น. ขนาด 4.7 ครั้งที่ 7 เวลา 15.21 น. ขนาด 4.0 ครั้งที่ 8 เวลา 15.45 น. ขนาด 3.7 ครั้งที่ 9 เวลา 15.52 น. ขนาด 3.8 และยังสามารถเกิดอาฟเตอร์ช็อคขึ้นได้อีก ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด #กรมอุตุนิยมวิทยา #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #แผ่นดินไหวไม่ระบุชื่อ• 1 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยผลร้ายของการใส่หูฟังทุกคนรู้มั้ยว่า ผลร้ายของการใส่หูฟัง ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีเลยถึงรู้ตัว และตอนนี้ผลร้ายของมันก็เริ่มแสดงออกแล้ว เพราะหูฟังบูมขึ้นมาเมื่อ 10 กว่าปีก่อน . มีข่าวว่าคนญี่ปุ่นวัย 40 สูญเสียการได้ยิน เพราะชอบใส่หูฟังมาก ชอบฟังเพลงมาก แต่ไม่ใช่หูหนวกแบบเงียบนะ คือมีเสียงดังวี้ดอยู่ในหูตลอดเวลา 24 ชั่วโมง จะนอนก็ลำบาก ไม่ได้ยินสิ่งที่อยากได้ยิน แล้วยังไม่มีวันได้อยู่ในความเงียบอีกเลยด้วย (แค่นึกก็ทนไม่ไหวแล้ว) . ถ้าย้อนไปราว 10 กว่าปีที่แล้ว ราวปี 2010 เป็นต้นมา เป็นจุดเริ่มต้นยุคที่ผู้คนใช้หูฟังกันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่เด็กๆ วัยรุ่น ไปจนผู้ใหญ่ แล้วในวันนี้ คนกลุ่มนี้ก็เติบโตเป็นวัย 10-40 และเริ่มออกอาการ . ในญี่ปุ่น มีรายงานว่า คนวัย 10-40 สูญเสียการได้ยินกันเยอะมากในช่วงที่ผ่านมานี้ . ผลร้ายของหูฟังใช้เวลาเป็น 10 ปีเลยถึงรู้ตัว เพราะว่าการเสื่อมของหู ค่อยๆ เกิดขึ้นแบบทีละนิด จนเราไม่รู้สึกตัว ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ แต่รู้ตัวอีกทีก็คือสายเกินไปแล้ว . น่ากลัวมาก ยังไงทุกคนก็ระวังกันด้วยน้า ไม่ฟังนาน ไม่ฟังดัง และพักบ้าง . ที่มา https://news.livedoor.com/article/detail/27553414/admin• 1 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยจริงหรือไม่ห้ามใช้น้ำนมแม่หยอดตาเด็ดขาด!"❌ ห้ามใช้น้ำนมแม่หยอดตาเด็ดขาด! ❌ น้ำนมแม่จะมีสารเสริมภูมิคุ้มกัน เช่น Secretory IgA และ Human Milk Oligosaccharides ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อในทารก แต่การนำมาหยอดตาไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยเลยค่ะ 👁️💧 เพราะน้ำนมแม่มีน้ำตาลแลคโตสสูง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของเชื้อโรค 🦠 และอาจทำให้การติดเชื้อลุกลามจนรุนแรงถึงขั้นสูญเสียดวงตาได้ จักษุแพทย์แนะนำว่า หากมีปัญหาดวงตา ไม่ควรใช้น้ำนมแม่หยอดตา เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มเติมมากกว่าช่วยรักษา! 🩺 หากมีอาการระคายเคืองหรือเจ็บตา ควรทำตามคำแนะนำง่าย ๆ ดังนี้: • ล้างตาด้วยน้ำอุ่น 🧴 • ใช้น้ำตาเทียมเพิ่มความชุ่มชื้น 💧 • หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาด้วยมือที่ไม่สะอาด 🚫🤲 • หากอาการไม่ดีขึ้น รีบพบแพทย์ทันทีเพื่อการรักษาที่เหมาะสมนะคะ 👩⚕️👨⚕️ อย่าเสี่ยงกับดวงตาของคุณ เพราะความเชื่อผิด ๆ นะคะ 💙 ที่มา: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข #อย่าใช้น้ำนมแม่หยอดตา #สุขภาพตาสำคัญ #ข้อมูลสุขภาพ #กรมการแพทย์ #มมส #ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม #นิเทศมมสสุขภาพนอ นอ• 1 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! เอื้องหมายนา สุดยอดสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่องเอื้องหมายนา สุดยอดสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีผู้โพสต์ระบุว่า สามารถใช้ลำต้นของเอื้องหมายนานำไปต้มกิน เชื่อว่าเป็นยาต้านโรคมะเร็งได้ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าเอื้องหมายนาสามารถนำมาใช้เป็นยารักษามะเร็งในคนได้ โดยเอื้องหมายนา (Costus speciosus หรือ Cheilocostus speciosus) มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น อัลคาลอยด์ ฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ และซาโปนิน เป็นต้น ข้อมูลวิชาการด้านการรักษาโรคมะเร็งมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งการศึกษาวิจัยในคนถือได้ว่ามีความสำคัญและจำเป็นต้องศึกษาหลายด้าน เช่น กลไกการออกฤทธิ์ต่อเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง การส่งสัญญาณภายในเซลล์ การแยกสารที่ออกฤทธิ์ชนิดต่าง ๆ การทดสอบด้านพิษวิทยา และความปลอดภัย ตลอดจนการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ซึ่งการรับฟังข้อมูลที่ไม่ผ่านการพิจารณาหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน และอาจลดโอกาสการรักษาทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งควรปรึกษา และขอคำแนะนำจากแพทย์สุขภาพมะเร็งยาสมุนไพรstd46661• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยก้าวไกลเผย "พิธา" ไม่รู้ประวัติ "พี่ต้นบอดี้การ์ด" เคยต้องคดีอดีต ผบก.ป. "พล.ต.ต.สุพิศาล" แกนนำพรรคก้าวไกล เผย "พิธา" ไม่รู้ประวัติ "พี่ต้นบอดี้การ์ด" เคยต้องคดีอ้างเป็นตร.อุ้มรีดทรัพย์ ยอมรับกระทบภาพลักษณ์ "พิธา" ยืนยันพรรคพร้อมให้โอกาสทุกคนเท่าเทียมกัน วันนี้ (25 ก.ค.2566) จากกรณีที่มีกระแสสังคมตั้งคำถามถึง "ผู้กองต้น" บอดี้การ์ดประจำตัว นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าเคยถูกดำเนินคดีอ้างเป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติดแล้วขูดรีดทรัพย์เหยื่อเจ้าของร้านขายของชำ ซึ่งขณะนั้น พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ดำรงตำแหน่ง ผบก.ป. เป็นผู้แถลงผลการจับกุม โดยปัจจุบันเป็นหนึ่งในแกนนำพรรคก้าวไกลคนสำคัญ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีต ผบก.ป. และเป็นแกนนำพรรคก้าวไกล ที่บ้านพักใน จ.ราชบุรี ก่อนได้รับการเปิดเผยว่า เมื่อปี 2554 ตนได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้แถลงผลการจับกุม ผู้กองต้น หรือ พร้อมพวกรวม 3 คน ก่อเหตุอุ้มเหยื่อเจ้าของร้านขายของชำไปทำร้ายร่างกายและปล้นทรัพย์ มีทองรูปพรรณ ทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน และเงินสด 60,000 บาท รวมทรัพย์สิน 276,800 บาท ก่อนปล่อยตัวและข่มขู่ให้ผู้เสียหายโอนเงินให้อีก โดยศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 12 ปี แต่ได้รับการลดหย่อนโทษและถูกปล่อยตัวมาเมื่อปี 2560 หลังจากนั้นได้มีการเปลี่ยนชื่ออยู่หลายครั้ง และเข้าทำงานเป็นพนักงานบริษัทรักษาความปลอดภัยประมาณปี 2562ข่าวการเมืองมีมstd46598• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัยเพื่อนทะเลาะกันคว้าปืนยิงดับ 1 บาดเจ็บสาหัส 2 ราย ตร.เร่งหาสาเหตุการขัดแย้งวันที่ 23 ก.ค.66 เวลา 14.30 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้รับเเจ้งเหตุ มีคนยิงกันภายในหมู่บ้านวิลล่า 2 ซอย ลาดพร้าววังหิน 68 มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย รายแรกคือนาย ฤทธิชัย หรือ บิว อายุ 30 ปี ถูกยิงที่หน้าท้อง 2 นัด เเละสะโพก 2 นัด เจ้าหน้าที่นำตัวส่ง รพ.ราชวิถี รายที่สอง นาย นิติพล หรือ เเชมป์ อายุ 31 ปี (ขายของออนไลน์) ถูกยิงที่ ขมับ 1 เเขนซ้าย เเขนขวา เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลเปาโลเกษตร ส่วนผูัก่อเหตุ ทราบชื่อคือนาย รัชกฤษ์ หรือ หนู อายุ 32 ปี ประกอบอาชีพขายน้ำกระท่อม ซึ่งทั้งสามคนเป็นเพื่อนกัน เเละรู้จักกันมาก่อน ส่วนรายละเอียดสาเหตุยังไม่ทราบเเน่ชัด หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลไปยัง รพ. ทราบว่าตอนนี้ ผู้บาดเจ็บที่ถูกยิงศีรษะเสียชีวิตเเล้ว ล่าสุดทางทีมงานได้ลงพื้นที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 96 พบว่าคนในบ้านอยู่ระหว่างทำความสะอาด หลังเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง (พฐ.ก.) เข้าเก็บหลักฐานและคราบเขม่าดินปืนในที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว ก่อนนำหลักฐานทั้งหมดมายัง สน.โชคชัย นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังได้นำตัวนายตี๋ มาสอบสวนเพิ่มเติมในฐานะพยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุด้วย ซึ่วอย๊ระหว่างการสอบสวนของตำรวจstd48563• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยจริงหรือไม่! คนแก่กินปาท่องโก๋ใส่แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ไตทำงานหนักจากข้อมูลในโลกออนไลน์ เรื่อง คนชรากินปาท่องโก๋ที่ใส่แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ทำให้ไตทำงานหนัก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมอนามัย หน่วยงานสำนักอนามัยผู้สูงอายุ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ เพราะแอมโมเนียมไบคาร์บอเนตไม่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อผู้สูงอายุรับประทานเข้าไปจึงไม่ได้ทำให้ไตทำงานหนัก สำหรับส่วนประกอบของปาท่องโก๋ จะมีสารที่นิยมใช้ในการทำให้ขึ้นฟู 3 ชนิด ช่วยให้ปาท่องโก๋กรอบพองฟู โดยสารแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติในการทำให้เกิดการขึ้นฟูในขั้นตอนที่ต่างกัน ได้แก่ ผงฟู ยีสต์ แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต (NH₄HCO₃) นอกจากนี้ หากทอดปาท่องโก๋แบบผ่านความร้อนนาน ๆ หรือผ่านการทอดในน้ำมันซ้ำ ยังอาจเสี่ยงจะเกิดสารก่อมะเร็งได้ ทำให้เกิดอันตรายต่อทั้งผู้ทอดและผู้บริโภค แม้ว่าการรับประทานปาท่องโก๋จะไม่มีโซเดียม ไม่ให้ไตทำงานหนัก แต่ปาท่องโก๋ก็เป็นอาหารที่มีแคลอรีสูง ไม่ควรรับประทานปาท่องโก๋เป็นประจำ โดยพลังงานของปาท่องโก๋จะสูงราว 120 – 180 กิโลแคลอรี อีกทั้งพลังงานส่วนใหญ่ยังมาจากไขมัน เพราะในปาท่องโก๋มีไขมันอิ่มตัวสูง ส่งผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด หากรับประทานบ่อย ๆ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพผู้บริโภคเฝ้าระวังstd46529• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! กรมการขนส่งทางบกรับทำใบขับขี่แบบเร่งด่วนทุกชนิดผ่านไลน์ตามที่มีการแชร์ข่าวสารในสื่อออนไลน์ถึงประเด็นเรื่องกรมการขนส่งทางบกรับทำใบขับขี่แบบเร่งด่วนทุกชนิดผ่านไลน์ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีข้อมูลระบุว่า กรมขนส่งเปิดอบรมใบขับขี่ออนไลน์ที่บ้าน ทางกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า เป็นการแอบอ้างใช้ชื่อของกรมการขนส่งทางบกโดยมิจฉาชีพ ซึ่งการขอรับใบอนุญาตขับรถทุกชนิดมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ คือ ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถต้องดำเนินการด้วยตนเองทุกขั้นตอนที่สำนักงานขนส่ง ตั้งแต่การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย การอบรม การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ และการถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาตขับรถ ขอเตือนประชาชนอย่าให้บัตรประชาชนหรือเอกสารสำคัญที่มีข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้อื่น เสี่ยงข้อมูลถูกนำไปก่อคดีต่าง ๆ หรือใช้แอบอ้างทำธุรกรรมผิดกฎหมายได้ ดังนั้นขอประชาชนอย่าหลงเชื่อหากมีผู้ใดแอบอ้างอาสาดำเนินการด้านใบอนุญาตขับรถให้โดยเด็ดขาด ขอให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสาร หากเผยแพร่โดยบัญชีที่ไม่คุ้นเคยหรือเป็นบุคคลธรรมดา สามารถแจ้งเบาะแสมายังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทรสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การขอรับใบอนุญาตขับรถทุกชนิดมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ คือ ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถต้องดำเนินการด้วยตนเองทุกขั้นตอนที่สำนักงานขนส่งผู้บริโภคเฝ้าระวังแอคปลอมstd46631• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! ห้ามใช้โทรศัพท์ขณะทำอาหารในห้องครัวจะเป็นอันตรายตามที่มีคำแนะนำเผยแพร่บนสื่อออนไลน์เรื่องห้ามใช้โทรศัพท์ขณะทำอาหารในห้องครัวจะเป็นอันตราย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พบว่าข้อความที่ปรากฏนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีผู้โพสต์ข้อมูลให้คำแนะนำเกี่ยวกับห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ หรือรับโทรศัพท์ในห้องครัว ขณะกำลังทำอาหารจะเป็นอันตรายนั้น ทางศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า การใช้หรือรับโทรศัพท์ในห้องครัว ในขณะที่เตาแก๊สยังเปิดอยู่ ไม่ได้เป็นอันตราย กล่าวคือไอของแก๊สที่ออกจากเตาขณะที่เรากำลังทำอาหาร แก๊สนั้นถูกเผาไหม้จนหมดสิ้นแล้วจนไม่สามารถไปจุดประกายไฟที่อื่นได้อีก website 2439 ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.nectec.or.th หรือ โทร. 02-564-6900 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การใช้โทรศัพท์ในขณะที่แก๊สเปิดอยู่ ไม่มีผลกับโทรศัพท์ และไอของแก๊สที่ออกจากเตาขณะที่เรากำลังทำอาหาร แก๊สนั้นถูกเผาไหม้จนหมดสิ้นแล้วจนไม่สามารถไปจุดประกายไฟที่อื่นได้อีกข่าวการเมืองstd47948• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! อาหารเสริมมณฑาและอัคคี ทานคู่กันสามารถป้องกันเส้นเลือดตีบ แขนขาอ่อนแรง เป็นยาอายุวัฒนะกรณีที่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับประเด็นเรื่องอาหารเสริมมณฑาและอัคคี ทานคู่กันสามารถป้องกันเส้นเลือดตีบ แขนขาอ่อนแรง เป็นยาอายุวัฒนะ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีผู้ให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์สุขภาพว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมณฑา และอัคคี ทานคู่กันสามารถป้องกันเส้นเลือดตีบ แขนขาอ่อนแรง และเป็นยาอายุวัฒนะ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ขออนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในชื่อ มณฑา (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) เลข อย. 50-1-05258-5-0406 และ อัคคี (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) เลข อย. 50-1-05258-5-0404 ซึ่งการแสดงภาพผลิตภัณฑ์และข้อความ มณฑาช่วยเรื่อง ลดความดันสูง ขยายหลอดเลือดหัวใจ และสมอง อัคคีช่วยเรื่อง ขับไขมันในร่างกาย ไขมันอุดตันในหัวใจ ไขมันในเลือด และ ทานคู่กันสามารถป้องกัน เส้นเลือดตีบ แขนขาอ่อนแรง และเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือหลอกลวง ให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควรstd47737• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยสูตรน้ำอาร์ซี รักษาโรคมะเร็ง เป็นข้อมูลเท็จ อย่าแชร์ต่อ!ตามที่ได้มีข้อมูลปรากฏในสื่อออนไลน์ถึงประเด็นเรื่อง สูตรเครื่องดื่มธัญพืชหรือน้ำอาร์ซี สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีคำแนะนำชวนเชื่อถึงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยระบุว่าน้ำชีวจิตหรือน้ำอาร์ซีช่วยต้านและรักษามะเร็งได้ ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สืบค้นข้อมูลและชี้แจงว่า น้ำชีวจิตหรือน้ำอาร์ซี (Rejuvenating Concoction, RC) เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของธัญพืช 9 ชนิด ได้แก่ ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ลูกเดือย ลูกบัว ข้าวฟ่าง ข้าวมันปู ข้าวซ้อมมือ และข้าวเหนียวกล้อง โดยนำมาต้มจนสุก แล้วรินเอาเฉพาะน้ำมาดื่มstd48306• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ

ไม่พบข้อความที่คุณค้นหา
หากคุณสงสัยว่าข้อความที่พบเป็นข่าวลวง ข่าวลือ หรือ ข้อความหลอก ที่ยังไม่พบใน Cofact กรุณาคลิกที่
สร้างข้อความ
