ข้อคิดที่ขอฝากไว้แก่ “คนกินข้าวเหลือทิ้งไว้ในจาน” และ “คนกินทิ้งกินขว้าง”
ปี 2569 ประเทศไทยมีประชากรตีเป็นเลขกลม ๆ ก็ 66 ล้านคน หากแต่ละคนกินข้าววันละ 3 มื้อ เหลือติดจานมื้อละคนละ 1 เม็ด จะเป็นจำนวนเม็ดข้าวถึง 66,000,000 x 3 x 1 = 198,000,000 เม็ด หากหนักเม็ดละ 0.025 กรัม* (ซึ่งเมื่อครั้งยังเป็นข้าวเปลือกนั้นบางเมล็ดอาจจะเบาหรือหนักกว่านี้ แล้วแต่พันธุ์) ก็จะเป็นข้าวถึง 4,950,000 กรัม หรือ 4,950 กิโลกรัม หรือ 4.95 ตัน ต่อวัน คิดง่าย ๆ เป็นตัวเลขกลม ๆ ว่า หากกินข้าวคนละวันละ 3 มื้อ แล้วเหลือข้าวทิ้งในจานคนละ 1 เม็ดต่อมื้อ จะเป็นข้าวเหลือทิ้งถึง 5 ตันต่อวัน หรือปีละ 365 x 5 = 1,825 ตัน และแน่นอนว่าจำนวนนี้เป็นจำนวนต่ำสุดแล้วที่ต้องเสียทิ้งไปในแต่ละวัน !
*น้ำหนักข้าวแต่ละเมล็ดของแต่ละพันธุ์ เมื่อครั้งยังเป็นข้าวเปลือกมีน้ำหนักเมล็ดโดยเฉลี่ยไม่เท่ากัน แล้วแต่ชนิดพันธุ์ โดยทั่วไปคิดเป็นตัวเลขกลม ๆ ก็มีน้ำหนักเมล็ดอยู่ระหว่าง 0.025-0.045 กรัม
ดังนั้น ถ้าเหลือในจานคนละ 2 เม็ดก็เป็นข้าวกินทิ้งกินขว้างถึง 10 ตันต่อวัน
ถ้ากินเหลือคนละ 4 เม็ดก็เป็นข้าวถึง 20 ตันต่อวัน
ข้าวที่กินเหลือทิ้งนี้หากคิดเป็นเงิน จะเป็นเงินที่ทิ้งสูญไปมากเท่าใด คงจะไม่สำคัญเท่ากับว่าการสูญเสียจิตสำนึกถึงคุณค่าอันแท้จริงของทรัพยากรของชาติและของโลกของผู้กินทิ้งกินขว้างนั้นเอง
ซึ่งในความเป็นจริงจะมีสักกี่คนที่กินเกลี้ยงจานจริง ๆ ทุกมื้อ กินหมดทุกเม็ดจนเกลี้ยงจานด้วยความสำนึกในคุณค่าของข้าวและความยากลำบากของชาวนาที่ได้รับกว่าจะเป็นข้าวแต่ละเม็ดมาให้เรากิน แต่แน่นอนว่าในจำนวนผู้ที่สำนึกในคุณค่าของข้าวทุกเม็ดนั้นมีผมอยู่ด้วย
แล้วในความเป็นจริงมีการกินเหลือทิ้งในจานคนละกี่เม็ดต่อมื้อ ซึ่งส่วนที่เหลือนั้นถ้าไม่กินทิ้งกินขว้าง เมื่อคิดถึงปริมาณโดยรวมแล้วก็คือจำนวนข้าวที่ยังจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้อีกมาก และแม้แต่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่ใช่คน
ต้องถือว่าข้าวเป็นทรัพยากรของส่วนรวม เป็นทรัพยากรของมนุษย์และของโลก ไม่ใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง อาจจะมีผู้แย้งว่าฉันซื้อมาด้วยเงินของฉัน ก็ใช่ ! เงินนั้นเป็นของคุณ แต่ข้าวต้องถือว่าเป็นทรัพยากรของโลก ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง จึงไม่ควรต้องเสียไปโดยไร้ประโยชน์หรือแม้แต่ไม่คุ้มกับคุณค่าของมัน ใช่ ! คุณซื้อมันมาด้วยเงินของคุณ แต่นั่นก็เท่ากับคุณได้กันเอาส่วนที่คนอื่นอาจจะนำไปใช้ประโยชน์ได้มาทิ้ง
ในความเป็นจริงนั้น กว่าจะเป็นเม็ดข้าวมาให้กินกันได้ ต้องใช้เวลาเพาะปลูกนาน อย่างน้อยก็ร้อยยี่สิบวัน ในระหว่างนั้นนอกจากต้องใช้ทุน แรงงาน แสงแดด ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปุ๋ย น้ำฝน น้ำท่า หรือน้ำชลประทานไปเท่าใดแล้ว ยังต้องเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ ทั้งฝนแล้ง น้ำท่วม ฝนตกหนักขณะเก็บเกี่ยว โรค แมลง ศัตรูพืชต่าง ๆ รบกวน ฯลฯ รวมตลอดถึงผู้ร้ายที่คอยลักขโมยข้าวที่เกี่ยวตากนวดเก็บไว้อีกไม่รู้สักเท่าใด อย่างน้ำชลประทานนั้นก็ต้องลงทุนมากจึงจะได้มาใช้ ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นมาเองให้ใช้กันฟรี ๆ ก็หาไม่ ทุกอย่างต้องมีต้นทุนทั้งนั้น ควรหรือที่จะให้สูญเปล่าไปได้ง่าย ๆ ด้วยจิตสำนึกและพฤติกรรมที่สามารถจะแก้ไขได้
เรื่องกินข้าวให้หมดจานนี้ หากไม่คิดหรือคิดเพียงตื้น ๆ ก็อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ด้วยเห็นจนชินว่าหลายคนทำกันจนเป็นสิ่งปกติ อาจจะด้วยความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเราด้วยก็ได้ แต่เรื่องนี้ หากได้สอนเด็กกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล ให้เข้าใจ เชื่อว่าจะเป็นรากฐานให้เด็กได้คิด ได้รู้จักคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง ทำให้รู้จักการประหยัด ซึ่งจะประหยัดไปจนถึงทรัพยากรอื่น ๆ ด้วย การประหยัดไม่ใช่การขี้เหนียวไม่กินไม่ใช้ แต่เป็นการใช้อย่างรู้คุณค่า ใช้อย่างสมคุณค่าของสิ่งนั้น ๆ ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเด็กรู้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง เชื่อว่าเมื่อเขาโตไปก็จะเป็นทรัพยากรที่ดีของชาติได้ครับ
“ลุงโจ”
อาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569
ปี 2569 ประเทศไทยมีประชากรตีเป็นเลขกลม ๆ ก็ 66 ล้านคน หากแต่ละคนกินข้าววันละ 3 มื้อ เหลือติดจานมื้อละคนละ 1 เม็ด จะเป็นจำนวนเม็ดข้าวถึง 66,000,000 x 3 x 1 = 198,000,000 เม็ด หากหนักเม็ดละ 0.025 กรัม* (ซึ่งเมื่อครั้งยังเป็นข้าวเปลือกนั้นบางเมล็ดอาจจะเบาหรือหนักกว่านี้ แล้วแต่พันธุ์) ก็จะเป็นข้าวถึง 4,950,000 กรัม หรือ 4,950 กิโลกรัม หรือ 4.95 ตัน ต่อวัน คิดง่าย ๆ เป็นตัวเลขกลม ๆ ว่า หากกินข้าวคนละวันละ 3 มื้อ แล้วเหลือข้าวทิ้งในจานคนละ 1 เม็ดต่อมื้อ จะเป็นข้าวเหลือทิ้งถึง 5 ตันต่อวัน หรือปีละ 365 x 5 = 1,825 ตัน และแน่นอนว่าจำนวนนี้เป็นจำนวนต่ำสุดแล้วที่ต้องเสียทิ้งไปในแต่ละวัน !
*น้ำหนักข้าวแต่ละเมล็ดของแต่ละพันธุ์ เมื่อครั้งยังเป็นข้าวเปลือกมีน้ำหนักเมล็ดโดยเฉลี่ยไม่เท่ากัน แล้วแต่ชนิดพันธุ์ โดยทั่วไปคิดเป็นตัวเลขกลม ๆ ก็มีน้ำหนักเมล็ดอยู่ระหว่าง 0.025-0.045 กรัม
ดังนั้น ถ้าเหลือในจานคนละ 2 เม็ดก็เป็นข้าวกินทิ้งกินขว้างถึง 10 ตันต่อวัน
ถ้ากินเหลือคนละ 4 เม็ดก็เป็นข้าวถึง 20 ตันต่อวัน
ข้าวที่กินเหลือทิ้งนี้หากคิดเป็นเงิน จะเป็นเงินที่ทิ้งสูญไปมากเท่าใด คงจะไม่สำคัญเท่ากับว่าการสูญเสียจิตสำนึกถึงคุณค่าอันแท้จริงของทรัพยากรของชาติและของโลกของผู้กินทิ้งกินขว้างนั้นเอง
ซึ่งในความเป็นจริงจะมีสักกี่คนที่กินเกลี้ยงจานจริง ๆ ทุกมื้อ กินหมดทุกเม็ดจนเกลี้ยงจานด้วยความสำนึกในคุณค่าของข้าวและความยากลำบากของชาวนาที่ได้รับกว่าจะเป็นข้าวแต่ละเม็ดมาให้เรากิน แต่แน่นอนว่าในจำนวนผู้ที่สำนึกในคุณค่าของข้าวทุกเม็ดนั้นมีผมอยู่ด้วย
แล้วในความเป็นจริงมีการกินเหลือทิ้งในจานคนละกี่เม็ดต่อมื้อ ซึ่งส่วนที่เหลือนั้นถ้าไม่กินทิ้งกินขว้าง เมื่อคิดถึงปริมาณโดยรวมแล้วก็คือจำนวนข้าวที่ยังจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้อีกมาก และแม้แต่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่ใช่คน
ต้องถือว่าข้าวเป็นทรัพยากรของส่วนรวม เป็นทรัพยากรของมนุษย์และของโลก ไม่ใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง อาจจะมีผู้แย้งว่าฉันซื้อมาด้วยเงินของฉัน ก็ใช่ ! เงินนั้นเป็นของคุณ แต่ข้าวต้องถือว่าเป็นทรัพยากรของโลก ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง จึงไม่ควรต้องเสียไปโดยไร้ประโยชน์หรือแม้แต่ไม่คุ้มกับคุณค่าของมัน ใช่ ! คุณซื้อมันมาด้วยเงินของคุณ แต่นั่นก็เท่ากับคุณได้กันเอาส่วนที่คนอื่นอาจจะนำไปใช้ประโยชน์ได้มาทิ้ง
ในความเป็นจริงนั้น กว่าจะเป็นเม็ดข้าวมาให้กินกันได้ ต้องใช้เวลาเพาะปลูกนาน อย่างน้อยก็ร้อยยี่สิบวัน ในระหว่างนั้นนอกจากต้องใช้ทุน แรงงาน แสงแดด ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปุ๋ย น้ำฝน น้ำท่า หรือน้ำชลประทานไปเท่าใดแล้ว ยังต้องเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ ทั้งฝนแล้ง น้ำท่วม ฝนตกหนักขณะเก็บเกี่ยว โรค แมลง ศัตรูพืชต่าง ๆ รบกวน ฯลฯ รวมตลอดถึงผู้ร้ายที่คอยลักขโมยข้าวที่เกี่ยวตากนวดเก็บไว้อีกไม่รู้สักเท่าใด อย่างน้ำชลประทานนั้นก็ต้องลงทุนมากจึงจะได้มาใช้ ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นมาเองให้ใช้กันฟรี ๆ ก็หาไม่ ทุกอย่างต้องมีต้นทุนทั้งนั้น ควรหรือที่จะให้สูญเปล่าไปได้ง่าย ๆ ด้วยจิตสำนึกและพฤติกรรมที่สามารถจะแก้ไขได้
เรื่องกินข้าวให้หมดจานนี้ หากไม่คิดหรือคิดเพียงตื้น ๆ ก็อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ด้วยเห็นจนชินว่าหลายคนทำกันจนเป็นสิ่งปกติ อาจจะด้วยความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเราด้วยก็ได้ แต่เรื่องนี้ หากได้สอนเด็กกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล ให้เข้าใจ เชื่อว่าจะเป็นรากฐานให้เด็กได้คิด ได้รู้จักคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง ทำให้รู้จักการประหยัด ซึ่งจะประหยัดไปจนถึงทรัพยากรอื่น ๆ ด้วย การประหยัดไม่ใช่การขี้เหนียวไม่กินไม่ใช้ แต่เป็นการใช้อย่างรู้คุณค่า ใช้อย่างสมคุณค่าของสิ่งนั้น ๆ ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเด็กรู้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง เชื่อว่าเมื่อเขาโตไปก็จะเป็นทรัพยากรที่ดีของชาติได้ครับ
“ลุงโจ”
อาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569
