1 คนสงสัย
สิงคโปร์กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ทำการชันสูตรพลิกศพ (ชันสูตรพลิกศพ) ศพผู้ป่วยโควิด-19 หลังจากการสอบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว พบว่าโควิด-19 ไม่มีอยู่จริงในรูปของไวรัส แต่เป็นแบคทีเรียที่ได้รับรังสีและทำให้มนุษย์เสียชีวิตจากการแข็งตัวของเลือด
สิงคโปร์กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ทำการชันสูตรพลิกศพ (ชันสูตรพลิกศพ) ศพผู้ป่วยโควิด-19 หลังจากการสอบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว พบว่าโควิด-19 ไม่มีอยู่จริงในรูปของไวรัส แต่เป็นแบคทีเรียที่ได้รับรังสีและทำให้มนุษย์เสียชีวิตจากการแข็งตัวของเลือด
พบโรคโควิด-19 ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด ซึ่งทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดในมนุษย์ และทำให้เลือดแข็งตัวในเส้นเลือด ทำให้คนหายใจลำบาก เพราะสมอง หัวใจ และปอดไม่สามารถรับออกซิเจนได้ ทำให้คนเสียชีวิต อย่างรวดเร็ว.

เพื่อหาสาเหตุของการขาดแคลนพลังงานระบบทางเดินหายใจ แพทย์ในสิงคโปร์ไม่ฟังระเบียบการของ WHO และทำการชันสูตรพลิกศพสำหรับ COVID-19 หลังจากที่แพทย์เปิดแขน ขา และส่วนอื่นๆ ของร่างกายและตรวจดูอย่างระมัดระวัง พวกเขาสังเกตเห็นว่าหลอดเลือดขยายตัวและเต็มไปด้วยลิ่มเลือด ซึ่งขัดขวางการไหลเวียนของเลือดและลดการไหลของออกซิเจน ในร่างกายทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ หลังจากเรียนรู้เกี่ยวกับงานวิจัยนี้ กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ได้เปลี่ยนโปรโตคอลการรักษาสำหรับ Covid-19 ทันทีและให้แอสไพรินแก่ผู้ป่วยที่เป็นบวก ฉันเริ่มทาน 100 มก. และอิมโรแมค ส่งผลให้ผู้ป่วยเริ่มฟื้นตัวและสุขภาพก็เริ่มดีขึ้น กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์อพยพผู้ป่วยมากกว่า 14,000 คนในหนึ่งวันและส่งพวกเขากลับบ้าน
หลังจากช่วงระยะเวลาของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ แพทย์ในสิงคโปร์อธิบายวิธีการรักษาโดยกล่าวว่าโรคนี้เป็นกลอุบายทั่วโลก "ไม่ใช่แค่การแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือด (ลิ่มเลือด) และวิธีการรักษา
ยาเม็ดยาปฏิชีวนะ
ต้านการอักเสบและ
ทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด (แอสไพริน).
แสดงว่าสามารถรักษาโรคได้
ตามที่นักวิทยาศาสตร์ชาวสิงคโปร์คนอื่น ๆ ระบุว่าไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและห้องไอซียู (ICU) โปรโตคอลสำหรับเอฟเฟกต์นี้ได้รับการเผยแพร่แล้วในสิงคโปร์
จีนรู้เรื่องนี้แล้ว แต่ไม่เคยเปิดเผยรายงานของตน
แบ่งปันข้อมูลนี้กับครอบครัว เพื่อนบ้าน คนรู้จัก เพื่อนฝูง และเพื่อนร่วมงาน เพื่อที่พวกเขาจะได้กำจัดความกลัวของ Covid-19 และตระหนักว่านี่ไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นแบคทีเรียที่ได้รับรังสีเท่านั้น เฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมากเท่านั้นที่ควรระวัง รังสีนี้ยังทำให้เกิดการอักเสบและขาดออกซิเจน ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อควรรับประทาน Asprin-100mg และ Apronik หรือ Paracetamol 650mg

ที่มา: กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์
Mrs.Doubt
 •  12 วันที่แล้ว
3 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
meter: false
1 ความเห็น

โควิด 2019

e20gig เลือกให้ข้อความนี้⚠️️ ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ

เหตุผล

ข่าวนี้ปลอม 100% ครับ
byd han เลือกให้ข้อความนี้❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง

เหตุผล

โลกได้ให้การยอมรับแล้วว่าโควิดเกิดจากโคโรน่าไวรัส และข้อมูลนี้ยังอาจเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อประเทศอื่นเช่นรัสเซีย

ที่มา

https://cofact.org/article/1u5dvzqtffwdg
Thanathun เลือกให้ข้อความนี้⚠️️ ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ

เหตุผล

CLAIM: Doctors in Russia violated a World Health Organization rule by performing autopsies on deceased COVID-19 bodies. They determined the

Thanathun เลือกให้ข้อความนี้⚠️️ ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ

เหตุผล

The post was flagged as part of Facebook’s efforts to combat false news and misinformation on its News Feed. (Read more about our partnershi

เพิ่มความเห็นใหม่

กรุณา  เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก ก่อน

คุณอาจจะสนใจข้อความเหล่านี้ที่คล้ายคลึงกัน

  • 1 คนสงสัย
    ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มีโอกาสเสียชีวิตจากโควิด 19 มากกว่าคนปกติอย่างน้อย 5 เท่า
    ในการวิเคราะห์ขนาดใหญ่ครั้งแรกในผู้ติดเชื้อมากกว่า 44,000 ในประเทศจีน อัตราการเสียชีวิตในผู้สูงอายุสูงกว่าคนวัยกลางคนถึง 10 เท่า ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือปัญหาในการหายใจ มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนปกติอย่างน้อย 5 เท่า และผู้ชายมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย
    naruemonjoy
     •  1 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ในที่สุด ความจริงก็ถูกเปิดเผย โดย ผู้ตัดต่อพันธุกรรมเชื้อโควิด 19 เอง โควิด19 มาจากฝีมือมนุษย์ จริงหรือไม่
    ในที่สุด ความจริงก็ถูกเปิดเผย โดย ผู้ตัดต่อพันธุกรรมเชื้อโควิด 19 เอง... ************** โควิด19 มาจากฝีมือมนุษย์ มีแหล่งที่มาจากห้องแลป ไวรัส P3รัฐคาโรไลน่าเหนือของอเมริกา!!! นาย Greg Roubini ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองชื่อดังของอเมริกาให้สัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าวช่องข่าวทีวีที่1 ของอเมริกาได้เป็นผู้เผยความลับนี้ นาย Greg เผยว่า ไวรัสโควิด19 ได้รับการออกแบบทางพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นอาวุธชีวภาพ - มีแหล่งที่มาจากห้องแลป BSL-3 รัฐ คาโรไลน่าเหนือ พัฒนาโดย ศาสตราจารย์ราล์ฟ บาร์ริก - พร้อมกันนั้น เขาระบุว่า ไวรัสถูก “รัฐบาลมืด” จากรัฐคาโรไลน่าเหนือส่งไปแพร่ระบาดในประเทศจีน อิตาลี และอเมริกาทั้งประเทศ ##..ก่อนหน้านี้ในวันที่ 15 มีนาคม นายเกรก ก็ได้ทวิตข้อความถามนายทรัมป์ว่า - เหตุใดจึงไม่บอกประชาชนอเมริกาว่า ไวรัสผลิตจากอเมริกา? ทำไมไม่อธิบายให้ชัดเจนว่าตัวไวรัสเองแท้จริงแล้วคืออาวุธชีวภาพ? **บังเอิญ ศาสตราจารย์ Luc Montanier ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเนื่องจากเป็นผู้ค้นพบไวรัสเอชไอวีได้เปิดเผยกับนักข่าวชาวฝรั่งเศสเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า - โควิด19 ไม่ใช่มาจากธรรมชาติ หากแต่ได้รับการพัฒนาอย่างประณีตโดยนักวิทยาศาสตร์ชีวโมเลกุล ***ศาสตราจารย์ Luc Montanier ยืนยันว่า เป็นเรื่องเด่นชัดที่เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้นำเชื้อไวรัสที่มาจากค้างคาวเข้าไปเพิ่มความเข้มข้นของเชื้อเอชไอวีเข้าไปด้วย - นี่คือ การวางยาพิษที่ชั่วร้ายที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลก ***นั่นคือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 สุดโหด ข่าวเกี่ยวกับ “เชื้อโควิด19 เป็นอาวุธชีวภาพที่มาจากการตัดต่อพันธุกรรมโดยฝีมือมนุษย์” มาโดยตลอด ***นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามทำงานหาแหล่งที่มาของเชื้อไวรัสโดยนักวิทยาศาสตร์อินเดียค้นพบว่า เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ุใหม่มีเชื้อเอชไอวีแทรกอยู่ด้วย นี่แสดงให้เห็นว่าไวรัสตัวนี้มาจากการตัดต่อทางพันธุกรรม ***กลางเดือนมีนาคม นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์พบว่าเชื้อไวรัสโควิด19จากผู้ป่วยรายหนึ่งในรัฐวอชิงตันพบว่าวัฏจักรวิวัฒนาการของมันมียาวนานกว่าครึ่งปีมาแล้ว พร้อมๆกับการศึกษาลึกซึ้งลงไปว่า ประเทศต่างๆในโลกไม่น้อยได้เบนสายตาแห่งความสงสัยไปที่อเมริกา ประเทศต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น อิตาลี ออสเตรเลีย ล้วนมีผู้ป่วยทียืนยันว่ามีแหล่งที่มาจากอเมริกาทั้งสิ้น *** ในเวลาต่อมา ROBERT REDFIELD ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกายอมรับว่า ผู้ป่วยตายจากไข้หวัดใหญ่ในเดือนกันยายน 2019 มีอยู่ไม่น้อยที่ตายจากเชื้อไวรัสโควิด19 นี้ - ต่อปัญหานี้โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน นายจ้าวลี่เจียงได้ทวิตข้อความในทวิตเตอร์ถามผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา ว่า ผู้ป่วยรายแรกของอเมริกาเกิดขึ้นตอนไหน? ชื่ออะไร? อยู่โรงพยาบาลอะไร? และเป็นไปได้อย่างมากที่ทหารอเมริกานำเชื้อมาแพร่ที่อู่ฮั่น. >>>>อเมริกาต้องโปร่งใส ต้องเปิดเผยข้อมูลนี้ให้โลกได้รู้ความจริง **ด้วยความพยายามอย่างสุดความสามารถของคณะผู้สื่อข่าวคณะหนึ่งแห่งรัฐเวอร์จิเนีย ในที่สุดก็ได้ตามหาผู้ป่วยรายแรกจนพบ นั่นก็คือ ทหารอเมริกาที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาทหารที่อู่ฮั่นของจีนในเดือนตุลาคม 2019 นางมีชื่อว่า "Maatje Benassi" >>>นายทหารหญิงของอเมริกาคนนี้มีภูมิหลังพิเศษตรงที่นางมีความเกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติการชีวเคมี P4 ของนาย FORT DETRICK *** คนในครอบครัวก็มีหลายคนที่ยืนยันว่าผู้ติดเชื้อในจำนวนนี้มีอยู่คนหนึ่งเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อรายแรกในฮอลแลนด์ ก่อนติดเชื้อเขาเคยไปในเขตพื้นที่ลอมบาร์เดียของอิตาลี ทำให้เขตพื้นที่นั้นเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด19 ***มาถึงตรงนี้ หลักฐานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด19 มีต้นกำเนิดจากอเมริกาอย่างแน่นอน มีห่วงโซ่เชื่อมร้อยอย่างครบถ้วน ทหารพิเศษ 5 คนที่อเมริกาส่งเครื่องบินมารับกลับไปภายหลังการแพร่ระบาดของไวรัสและห้องแลปที่ถูกปิดตาย ก็สามารถนำมาปะติดปะต่อกันได้แล้ว หากว่ากันตามตรรกะของนายทรัมป์ เราก็สามารถเรียกเชื้อโควิด19 เป็น "ไวรัสนอร์ธคาโรไลนา" (Virus North Carolina) หรือ "ไวรัสอเมริกา" ***ในขณะที่หลักฐานทั้งหมดต่างชี้ไปที่อเมริกา เจ้าหน้าที่ชั้นสูงของอเมริกายอมรับอย่างเปิดเผยว่า เชื้อโควิด19 ไม่จัดอยู่ในชั้นของโรคระบาด แต่จัดอยู่ในชั้นของอาวุธชีวภาพ >>>#”ความไร้ยางอายทำให้โลกตะลึงและได้เพิ่มข้อน่าสงสัยว่าอเมริกาเป็นผู้วางยาพิษคนทั้งโลก. เพื่อขายวัคซีนป้องกันมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ขาดดุลการค้า” >>>เรื่องทั้งหมดได้ปรากฏชัดเจนแล้ว แต่ทว่าทรัมป์ยังพยายามโยนบาปอย่างไม่คิดชีวิตให้จีนรับเคราะห์แทนอย่าง น่ารังเกลียดที่สุด ***เชื้อโควิด19 ได้ก่อให้เกิดภัยพิบัติและความสูญเสียที่ยากจะประเมินได้ บาปนี้มันใหญ่หลวงเกินกว่าจะโยนออกไปแล้วโทษคนอื่น ***ยังมีข้อน่าสงสัยที่นายเกรกได้ตีแผ่ออกมา นายราล์ฟ บาร์ริค ผู้รับผิดชอบพัฒนาไวรัส รัฐคาโรไลนาเหนือคนนี้เป็นใคร *** นาย บาร์ริคมาจากมหาวิทยาลัยคาโรไลนาเหนือ เขาเป็นหัวหน้านักไวรัสวิทยาที่เปลี่ยนโฉมใหม่ของโรคซาร์สโคโรนาไวรัสโดยการตัดต่อยีนในปี 2015 - และเขายังเป็นผู้นำในการวิจัยและพัฒนาไวรัสดังกล่าวอีกด้วย ที่น่าตกใจก็คือ เขาเป็นบุคคลที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาทางคลินิกของยาวิเศษ "RADEXIVIR" เป็นไป อย่างที่โบราณว่าไว้ คนที่วางยาพิษก่อนอื่นต้องเตรียม# ยาแก้พิษไว้ก่อนเสมอ!!!! - ยา RIDESIVIR ภายหลังจากปฏิบัติการทางคลินิกและถูกตั้งข้อสงสัยโดยผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของมันจึงทำให้ตกกระป๋องไปพร้อมๆกับการแพร่ระบาดที่ลุกลามออกไปทั่วโลก ***อเมริกากลายเป็น “ศูนย์กลางการล้างโลก” ไปแล้ว - การแพร่ระบาดในช่วงแรกของอเมริกา ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ให้ความสาคัญกับมันเลยโดยมองว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ที่หนักกว่าปกติเท่านั้นเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าคนของตนเองผลิตมันขึ้นมาจนกระทั่งเพื่อนรักของเขาคือ "นายสแตนลี่ย์ เชล่า" เจ้าพ่อวงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งนิวยอร์กเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด19 >>>>ถึงเวลานี้จีนได้ฟ้องร้องต่อศาลโลกว่า อเมริกาเป็นต้นเหตุในการแพร่เชื้อไวรัสโควิด 19 อย่างตั้งใจเพื่อทำลายล้างจีนและ ปชช ทั่วโลก*** >>>ตอนนี้คงต้องรอดูการสืบสวนของศาลโลกว่าจะตัดสินออกมาเช่นไร? ซึ่งถึง ณ เวลานี้ ทรัมป์เริ่มรู้สึกตัวและให้ความสาคัญในระดับสูง #แต่ว่าสายไปเสียแล้ว!!! **Ny Ny*
    Mrs.Doubt
     •  2 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    มีสูตรแชร์ ยาดองต้านโควิด-19 จริงหรือคะ
    สูตรยาดอง 3 ตำรับจากแหล่งต่างๆ โดยอ้างสรรพคุณมีฤทธิ์ต้านเชื้อโควิด-19 ได้ ส่วนมากเป็นสมุนไพรที่ช่วยบำรุงกำลัง (เช่น กำลังช้างสาร กำแพงเจ็ดชั้น) กลุ่มสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ที่ช่วยการไหลเวียนของเลือดลม (เช่น พริกไทย กานพลู ดีปลี) กลุ่มสมุนไพรขับปัสสาวะ (เช่น โด่ไม่รู้ล้ม) และสมุนไพรรสขม อาจจะนำมาช่วยในการคุมฤทธิ์ของยาในตำรับ (เช่น รากปลาไหลเผือก) ส่วนใหญ่วิธีการดองจะใช้เหล้าหรือแอลกอฮอล์ มักจะใช้เหล้าขาว 28-40 ดีกรีด้วย จริงหรือคะ
    anonymous
     •  1 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 2 คนสงสัย
    ฟ้าทะลายโจร ต้านโควิด 19 ได้
    🛎 กระทรวงสาธารณสุขยืนยันฟ้าทะลายโจร ต้านโควิด-19 ได้ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันแล้ว ฟ้าทะลายโจรมีสาร "แอนโดร กราโฟไลด์" ต้านโควิด-19 ไม่ให้เข้าเซลล์ และต้านการแตกตัวของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในร่างกายได้ หารับประทานเพื่อป้องกันกันได้เลยวันนี้ .. .. ✅วิธีเลือกซื้อยาฟ้าทะลายโจร 🔺ยาฟ้าทะลายโจรมี 2ชนิด คือ แบบสกัดและแบบบดผง 🔺ดูบนฉลากว่ามีสารแอนโดรกราโฟไลด์ ไม่น้อยกว่า 20มก. ถ้าไม่มีระบุแปลว่าเป็นแบบบดผง 🔺ฟ้าทะลายโจรแบบบดผง จะมีสารแอนโดนกราโฟไลด์ประมาณ 4-5 มก. (เทียบกับแบบสกัดที่มีถึง 20 มก. และยังสกัดสาร AP3 มีผลข้างเคียงทำให้แขนขาอ่อนแรงออกไปแล้ว) 🔺สามารถกินเป็น immune booster สร้างภูมิต้านทานเชื้อให้กับร่างกายได้ 🛎คำแนะนำการใช้ยาแคปซูลสกัดฟ้าทะลายโจรแบรนด์การบูร เพื่อป้องกันการติดเชื้อในภารกิจประจำวันช่วงการแพร่ระบาดรอบ 3 นี้ ให้รับประทานเป็น Immune Booster วันละ 3 แคปซูล ตอนเช้าก่อนออกนอกบ้าน เพื่อรักษาปริมาณความเข้มข้น 60 มก. ของสารแอนโดรกราโฟไลด์ไว้ในกระแสโลหิตให้ได้ประมาณ 10-12 ชม. ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจประจำวัน ซึ่งจะไม่เกิดผลข้างเคียงเพราะสกัดเอาสาร AP3 ที่หากทานต่อเนื่องจะทำให้แขนขาอ่อนแรงออกไปแล้ว เราสามารถใช้การทานเป็น Imune booster ต่อเนื่องเช่นนี้ได้ โดยหยุดรับประทานเฉพาะวันที่พักผ่อนอยู่กับบ้านเท่านั้น 🔺สำหรับเด็กอายุ 7-12 ขวบ น้ำหนักน้อยกว่า 40 กก. ให้รับประทาน 2 แคปซูล/วัน 🔺สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน 🛎 คำแนะนำสำหรับกรณีสัมผัสผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 หรือเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 เองแล้ว ให้รับประทานวันละ 3/3/3 แคปซูล มื้อเช้า กลางวัน เย็น รวมเป็น 9 แคปซูลต่อวัน ทานต่อเนื่อง 5 วัน 45 แคปซูล ระหว่างรอผลตรวจหรือทานเมื่อทราบผลตรวจแล้วว่าติดโควิด-19 และต้องกักตัวเอง ด้วยเหตุสถานพยาบาลเต็ม รพ.ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้อีก ในกรณีที่เป็นผู้ที่รอผลตรวจ แล้วผลตรวจรอบแรกออกเป็น negative ก็ให้กินต่อจนครบ 5 วันตามโดสรักษาที่แนะนำเพื่อรอการตรวจรอบสอง เพราะบางท่านไปตรวจพบเชื้อตอนรอบสอง หากเราใช้โดสรักษาของกรมการแพทย์แผนไทยฯ ตามนี้ แล้วติดเชื้อ เราก็สามารถหายเป็นปกติได้หากร่างกายแข็งแรง เพราะสารแอนโดรกราโฟไลด์เข้มข้นในแคปซูลสกัดฟ้าทะลายโจรนี้สามารถจะเพิ่มภูมิต้านทานเชื้อให้กับให้ร่างกายได้ สำหรับเด็กอายุ 7-12 ขวบ น้ำหนักน้อยกว่า 40 กก. โดสรักษาให้รับประทานครึ่งหนึ่งของโดสสำหรับผู้ใหญ่ คือที่ 5 แคปซูล/วัน แบ่งเป็น 3 เวลาก่อนอาหาร คือ 2/2/1 แคปซูล .. https://youtu.be/QtmUGfkGfp8
    Mrs.Doubt
     •  2 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    คุณหมอสุจริต ภักดี ให้ข้อมูล เชื่อถือได้หรือไม่
    คุณหมอ สุจริต ภักดี กล่าวด้วยความเป็น กลางในแง่มุมทางวิทยาศาสตร์ ว่า เรื่องวัคซีนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งหมด เป็นไปไม่ได้ที่จะมีประสิทธิภาพในการปกป้องไวรัส เพราะเป้าหมายของไวรัสตัวนี้คือปอด มันจะเข้าไปทำลายเซลล์ในปอด ดังนั้นประตูหน้าหรือทางเข้าของไวรัสนี้คือ "หลอดลม" ไม่ใช่"กระแสเลือด" แต่วัคซีนมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปในกระแสเลือด แต่มันถูกฉึดเข้าไปทางกระแสเลือด ซึ่งมันเป็นไม่ได้เลยที่จะช่วยป้องกันปอดของคุณ ใครที่คิดว่าการฉีดวัคซีนจะป้องกันการติดเชื้อในปอดได้ มันเป็นเรื่องไร้สาระที่สุด แต่มันเป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณ เพราะคุณจะได้รับ แพ๊คเกจของยีนใหม่ ที่เป็นรหัสใส่เข้าไปในกล้ามเนื้อของคุณ และมันจะเข้าไปในกระแสเลือดของคุณด้วย ระบบที่เคยถูกปิดไว้จะถูกเปิดออก ยีนจะเริ่มทำซ้ำๆและสร้างขยะเอาไปวางไว้บนผนังเส้นเลือดของคุณ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องดี ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของคุณจะถูกทำลาย และก่อให้เกิดการแข็งตัวของเลือด เรื่องนี้ไม่เคยมีใครบอกคุณ มันไม่เคยถูกตีพิมพ์ในวารสารใดๆให้คุณอ่าน พวกเขาปิดบังคุณ คุณอาจกลายเป็นหนูทดลองในการทดสอบของเขา ก่อให้เกิดผลข้างเคียงอาการ คลื่นไส้ อาเจียน อัมพาต แขนขา หรือใบหน้า การกระตุกของร่างกาย หรือควบคุมตัวเองไมได้ จนกระทั่งเส้นเลือดอุดตัน หรือถึงขั้นเสียชีวิต ท่านออกมาเตือนด้วยความเป็นห่วงลูกหลาน ทุกคนในครอบครัว และทุกคนรอบๆตัว หากมีการบังคับฉีดวัคซีน อย่าเชื่อการโกหกนี้ ขอร้องล่ะ ใครที่รับวัคซีนไปแล้วอย่าไปรับซ้ำอีก เม็ดเลือดขาวของคุณจะต้องทำงานหนักมากขึ้นๆ หากต้องฉีดซ้ำเข้าไปหลายๆครั้ง เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดยั้งและปกป้องหายนะครั้งนี้
    Mrs.Doubt
     •  20 วันที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    นักวิจัยในเยอรมนีและนอร์เวย์ ทำการศึกษาและค้นพบว่า คนที่มีเลือดกรุ๊ปเอ (A+) มีความเสี่ยงที่จะติดโควิด-19 สูงกว่า และมีอาการรุนแรงมากกว่าคนกรุ๊ปเลือดอื่น ๆ จริงหรือคะ
    จากการวิจัยพบว่า คนที่มีเลือดกรุ๊ป เอ จะมีโอกาสสูงกว่าคนเลือดกรุ๊ปอื่นถึง 45% ที่จะเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขามีโอกาสสูงที่จะต้องการออกซิเจน หรือต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในการรักษาโควิด-19 และข้อมูลนี้น่าจะเป็นตัวช่วยให้กับทีมหมอและพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เพราะสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 คือ ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหายใจล้มเหลว มีอาการติดเชื้อในปอด หรือกลุ่มที่มีอาการหายใจไม่ออกเฉียบพลัน ในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับในประเทศไทย เลือดกรุ๊ปเอเป็นหมู่โลหิตที่มีมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากเลือดกรุ๊ปโอ ซึ่งจากการศึกษาชิ้นนี้พบกว่าคนเลือดกรุ๊ปโอ กลับมีโอกาสที่จะเกิดภาวะหายใจล้มเหลวจากโควิด-19 น้อยกว่าหมู่เลือดอื่นๆ ถึง 35% ผลจากรายงานนี้คล้ายกับการศึกษาก่อนหน้านี้ในจีนและสหรัฐฯ ที่แสดงให้เห็นว่าคนที่มีเลือดกรุ๊ปเอ จะมีโอกาสติดโควิด-19 มากกว่ากรุ๊ปโอ อีกด้วย จริงหรือคะ
    anonymous
     •  1 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    *** หมอท่านนี้รักษาพระองค์ ร.9 ผมก็พาพ่อไปให้ท่านรักษาด้วย รพ. ธนบุรี 1 #ศ_นพ_นิพนธ์_พวงวรินทร์ #คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล_ม_หิดล ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ #ท่านเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองของรพ_ศิริราชท่านบอกเคล็ดดีๆของการรักษาสมองให้แจ่มใสความจำยังคงดีแม้วัยจะสูงขึ้นลดความเสี่ยงที่จะเป็นอัลไซเมอร์ ด้วยการกินโกโก้ร้อน(ไม่ใช่ช๊อคโกแลต) ย้ำโกโก้ 100%แบบไม่ผสมน้ำตาลนะ จิบตอนเช้าๆแทนกาแฟ แต่ถ้าจะให้อร่อย อุ่นนมสดให้ร้อน แล้วใส่ผงโกโก้คนให้เข้ากัน ลองกินดูซักเดือนนะ ไม่เสียหายอะไร คุณหมอบอกทดลองกินมา 6 เดือนละ จำอะไรๆได้ดีขึ้น #วิธีชงโกโก้นมสดง่าย ๆ 1. เทนมสดกล่องลงในแก้ว 3/4 กล่อง 2. อุ่นใน microwave 50-60 วินาที นมจะเดือดแต่ยังไม่หกล้นแก้วถ้าใส่ 3/4 ของกล่อง 3. เอานมอุ่นออกมาผสมกับโกโก้หรือโอวัลตินผง 3-4 ช้อนชา คนให้เข้ากัน 4. เติมนมที่เหลือในกล่องลงผสมให้เข้ากัน จะได้โกโก้นมสดอุ่นพอดื่มได้พอดี ใช้นมไวตามิลค์เจ แทนนมสดก็ดีสำหรับมังสวิรัติที่เคร่งครัด ท่านให้คำแนะนำที่น่าสนใจลองอ่านและพิจารณาดูครับ......... #สรุปสาระสำคัญมาได้ว่า 1. หากจมูกใคร…เริ่มไม่ได้กลิ่น …แม้ไม่เป็นหวัด …ให้รีบไปตรวจ… เพราะอาจมีผลต่อสมองส่วนความจำในระยะต่อไป…พึงทราบว่า…อัลไซเมอร์ เริ่มถามหาท่าน สว. แล้ว 2. เซลล์สมอง…พัฒนาเต็มที่ถึงเพียงอายุ 2 ขวบ…หลังจากนั้นเซลล์จะเริ่มตายมากกว่าเกิดใหม่ …การเลี้ยงดูเด็กทารก…จึงสำคัญมากในช่วง 2 ปีแรก 3. ในอีกไม่กี่ปี … อัลไซเมอร์จะเป็นโรค…ที่คนแก่เป็นมากที่สุด …จะแซงหน้ามะเร็ง…อย่าได้ประมาทกับโรคสมองเสื่อม 4. อัลไซเมอร์ …นอกจากจะมีผลต่อความจำแล้ว……ยังมีผลต่อความคิด การตัดสินใจ…และอารมณ์…ในปัจจุบัน ผู้ที่อายุมากกว่า 60 มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ หรือ มีสภาวะสมองเสื่อมมากขึ้นเรื่อยๆ 5. การอดนอนมีผลต่อความจำ สว.ควรนอนให้เพียงพอ…ถ้านอนน้อย…โอกาสอัลไซเมอร์มาอยู่ด้วยมีสูง…ควรนอน 22.00~05.00 หรือ นอนถึง 06.00 น. คือ ถ้านอนได้คืนละ 7~8 ชม.ได้จะดีมาก…สภาวะสมองเสื่อมจะถอยออกห่าง 6.อาหารของสมองมี 2 ชนิด…คือ กลูโคส และออกซิเจน…กลูโคสระดับต่ำกว่า 60 อาจตายได้ใน 6 ชม. ถ้ามากกว่า 120 เป็นเบาหวาน ผู้สูงอายุปกติน้ำตาลในเลือด จะอยู่ที่ 100-120 ถ้ามีน้ำตาลในเลือด มากกว่า 80 ไม่เกิน 110 ถือว่า โชคดี มีบุญ สว.ทุกคนควรฝึกหายใจเข้า/ออกยาวๆ …ในทุกครั้งที่นึกได้ …จะช่วยเติมออกซิเจนและ…ไล่อากาศเก่าที่หมักหมมอยู่ในปอดออก…สมองจะสดชื่น แจ่มใส…อัลไซเมอร์ จักหนีห่าง 7. ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีรักษา…คนที่เป็นอัลไซเมอร์…มีเพียงวิธีป้องกันที่ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นอัลไซเมอร์ 7.1 สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง… ต้องรักษาเบาหวาน …ลดความดันโลหิต …และเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้เพียงพอ 7.2 คนทั่วไป ต้อง…ฝึกสติ …ด้วยวิธีใดก็ได้ … สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ…และมีกิจกรรม/ทำอะไรใหม่ๆ …เพื่อให้สมองได้ทำงาน ( แต่อย่าไปคิดเรื่องลงทุน…ที่ไม่เคยทำ…และไม่ถนัดนะ …จะหมดตัวซะก่อน) 8. โกโก้ (ไม่ใช่ช๊อคโกแลต)…… เป็นอาหารที่ดีที่สุดของมนุษย์ ……มีสารต้านอนุมูลอิสระ/สารลดอัตราการตายของเซลล์ /สารลดการแข็งตัวของหลอดเลือด ฯ ……มีงานศึกษาวิจัยประโยชน์ของโกโก้หลายผลงานวิจัย พบว่า การดื่มโกโก้…ในปริมาณมากพอ ……จะทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองส่วนต่างๆ ดีขึ้น(โดยเฉพาะบริเวณ anterior cingulate cortex) คุณหมอ…แนะนำให้ดื่มโกโก้ร้อนทุกวันตอนเช้า โดยใช้ผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ …ควรเติมน้ำผึ้ง…เพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น "Two spoonfuls of cocoa a day keeps Alzeimer away " โกโก้ รสชาติไม่อร่อย…แต่ มีคุณค่ามหาศาล……สามารถไล่อัลไซเมอร์ให้หนีไปไกลได้เลย……ส่วนผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดไม่สูง ไม่เกิน 100 อาจเติมนม/น้ำตาลช่วยชูรสชาติเพิ่มได้ (จากผลวิจัยในต่างประเทศ……ถ้าใช้ผงโกโก้น้อยกว่าครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ…จะไล่อัลไซเมอร์ไม่ค่อยได้ผลมากนัก) Cr. กลุ่มคนรักษ์สุขภาพ https://youtu.be/eyuoW0RfHFc
    ไม่ระบุชื่อ
     •  3 วันที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    5 "ผลไม้" กระตุ้นภูมิคุ้มกันต้าน "โควิด-19"
    "โควิด-19" กลับมาระบาดรอบนี้ สาวๆ อาจต้องระวังตัวมากเป็นพิเศษ เพราะผู้ที่ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่สาวๆ ควรทำมากที่สุด ณ เวลานี้ คือการเตรียมร่างกายให้แข็งแรง เพื่อพร้อมที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัส โดยอาหารการกิน...ก็ยังถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญ ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเสมอ MIRROR จึงรวบรวม "ผลไม้" 5 อย่างมาฝากสาวๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลไม้ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสทางเดินหายใจได้ดี ได้เเก่ มะขามป้อม ฝรั่ง ส้มเขียวหวาน มะยม เเล้วก็ลิ้นจี่ โดยทางการแพทย์แผนไทย ระบุไว้ว่า ผลไม้ที่รสเปรี้ยวมาก จะมีความเป็นกรดสูง ส่งผลให้กรดในเลือดมากขึ้น ถ้าเรารับประทานผลไม้รสเปรี้ยวที่มีวิตามินสูง และให้ฤทธิ์ทางยาไปทางรสร้อน อาจทำให้ร่างกายร้อนเกินไป ซึ่งอาจทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร การทานผลไม้ที่มีรสฝาดที่เป็นยาฤทธิ์เย็นแทรกอยู่ด้วย น่าจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น 5 ผลไม้ด้านล่างจึงเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นผลไม้ต้านโควิด-19
    PYU room 11
     •  5 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ย้ำอีกรอบ!!! ดื่มแอลกอออล์ โดยเฉพาะแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ไม่ฆ่าเชื้อโควิด 19 แถมเสี่ยงตายด้วย
    เอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล (Ethyl Alcohol หรือ Ethanol) เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95% ผลิตจากพืชประเภทน้ำตาลและพืชจำพวกแป้ง เช่นเดียวกันกับแอลกอฮอล์ที่ผสมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้จะเป็นชนิดของแอลกอฮอล์ที่สามารถรับประทานได้ แต่ด้วยความเข้มข้นที่สูงกว่าในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไป ทำให้ผู้ดื่มมีภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษและในบางรายรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงเหมาะสำหรับทำความสะอาด เช็ด ถู เพื่อฆ่าเชื้อ นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อหวังฆ่าเชื้อ COVID-19 อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ดื่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 ได้ โดยเฉพาะผู้ที่นิยมดื่มเป็นประจำ มีโอกาสรับเชื้อได้ง่าย เพราะเมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมและส่งต่อการทำงานในทุกระบบของร่างกาย เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ให้เกิดการติดเชื้อต่างๆ ง่ายขึ้น การรวมกลุ่มเพื่อดื่มสังสรรค์ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อจากการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น การดื่มแอลกอฮอล์จากแก้วเดียวกันหรือหลอดเดียวกัน
    anonymous
     •  1 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 2 คนสงสัย
    รัสเซียพบว่าโควิด-19 เป็นแบคทีเรียที่สัมผัสกับรังสีและทำให้มนุษย์เสียชีวิตจากการแข็งตัวของเลือด
    รัสเซียกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ทำการชันสูตรพลิกศพ (ชันสูตรพลิกศพ) สำหรับศพโควิด -19 หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า Covid-19 ไม่มีอยู่ในรูปของไวรัส แต่เป็นแบคทีเรียที่สัมผัสกับรังสีและทำให้มนุษย์เสียชีวิตจากการแข็งตัวของเลือด พบว่าโรค Covid-19 ทำให้เลือดแข็งตัวซึ่งทำให้เลือดแข็งตัวในมนุษย์และทำให้เลือดแข็งตัวในหลอดเลือดดำทำให้หายใจได้ยากเนื่องจากสมองหัวใจและปอดไม่สามารถรับออกซิเจนได้ทำให้คนเสียชีวิต อย่างรวดเร็ว. เพื่อหาสาเหตุของการขาดแคลนพลังงานทางเดินหายใจแพทย์ในรัสเซียไม่ได้ฟังโปรโตคอลของ WHO และทำการชันสูตรพลิกศพ COVID-19 หลังจากแพทย์เปิดแขนขาและส่วนอื่น ๆ ของร่างกายและตรวจดูอย่างละเอียดพวกเขาสังเกตเห็นว่าเส้นเลือดขยายตัวและเต็มไปด้วยลิ่มเลือดซึ่งขัดขวางการไหลเวียนของเลือดและยังทำให้การไหลเวียนของออกซิเจนลดลง ในร่างกายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วย หลังจากเรียนรู้เกี่ยวกับงานวิจัยนี้กระทรวงสาธารณสุขรัสเซียได้เปลี่ยนแนวทางการรักษาโควิด -19 ทันทีและให้ยาแอสไพรินแก่ผู้ป่วยที่เป็นโรค ฉันเริ่มทาน 100 มก. และ Imromac เป็นผลให้ผู้ป่วยเริ่มฟื้นตัวและสุขภาพของพวกเขาเริ่มดีขึ้น กระทรวงสาธารณสุขรัสเซียอพยพผู้ป่วยมากกว่า 14,000 คนในวันเดียวและส่งพวกเขากลับบ้าน หลังจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์มาระยะหนึ่งแพทย์ในรัสเซียได้อธิบายวิธีการรักษาโดยกล่าวว่าโรคนี้เป็นกลลวงของโลกว่า“ ไม่มีอะไรนอกจากการแข็งตัวของหลอดเลือด (ลิ่มเลือด) และวิธีการรักษา ยาปฏิชีวนะ ต้านการอักเสบและ ทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด (แอสไพริน) สิ่งนี้บ่งชี้ว่าสามารถรักษาโรคได้ ตามที่นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียคนอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) มีการเผยแพร่โปรโตคอลสำหรับผลกระทบนี้แล้วในรัสเซีย จีนรู้เรื่องนี้แล้ว แต่ไม่เคยเปิดเผยรายงาน แบ่งปันข้อมูลนี้กับครอบครัวเพื่อนบ้านคนรู้จักเพื่อนและเพื่อนร่วมงานเพื่อที่พวกเขาจะได้กำจัดความกลัวโควิด -19 และตระหนักว่านี่ไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นแบคทีเรียที่ได้รับรังสีเท่านั้น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมากเท่านั้นที่ควรระวัง รังสีนี้ยังทำให้เกิดการอักเสบและขาดออกซิเจน ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อควรรับประทานยา Asprin-100mg และ Apronik หรือ Paracetamol 650mg ที่มา: กระทรวงสาธารณสุขของรัสเซีย
    Mrs.Doubt
     •  2 เดือนที่แล้ว
    meter: false