ตรวจสอบข่าว

รายการความเห็น


13829 ความเห็น

✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
จากข้อมูล ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ แสตมป์เมา กำลังระบาดในหมู่เยาวชน ทีมเครือข่ายอีสานโคแฟคได้สืบค้นข้อมูลเรื่องแสตมป์เมา จึงพบคำเตือนว่าเป็นอันตราย จากกรมการแพทย์ และสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) . วันที่ 9 ก.ย. 2568 นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า “กระดาษเมา” หรือที่รู้จักในชื่อ สติกเกอร์เมา กระดาษมหัศจรรย์ หรือแสตมป์มรณะ คือการนำสาร แอลเอสดี (LSD) ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ออกฤทธิ์หลอนประสาท มาหยดลงบนกระดาษดูดซับ (blotter paper) ที่มักพิมพ์ลวดลายและสีสันต่าง ๆ จากนั้นนำมาแบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลักษณะคล้ายแสตมป์ แล้วใช้อมไว้ใต้ลิ้น เมื่อเข้าสู่ร่างกาย สารแอลเอสดีจะออกฤทธิ์ภายใน 30 – 90 นาที นาน 8 – 12 ชั่วโมง ส่งผลให้ผู้เสพมีอาการรูม่านตาขยาย อุณหภูมิร่างกายและความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก นอนไม่หลับ ปากแห้ง ตัวสั่น และเบื่ออาหาร ในระยะแรกผู้เสพอาจรู้สึกมึนศีรษะ เห็นแสงวูบวาบ หรือเกิดอาการเคลิ้มสุข แต่ต่อมาจะเข้าสู่ ภาวะประสาทหลอนรุนแรง เช่น เห็นภาพหลอน หูแว่ว การรับรู้ภาพและสีผิดเพี้ยน เห็นภาพความทรงจำในอดีตซ้ำขึ้นมา และอาจเกิดความหวาดกลัวรุนแรงได้ บางรายอาจควบคุมตนเองไม่ได้ จนถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น หรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย . นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การเสพสารแอลเอสดี (LSD) ส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้ ความคิด และการตัดสินใจของผู้เสพ อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงและเป็นอันตรายต่อทั้งตนเองและผู้อื่น เช่น การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน การทำร้ายร่างกายผู้อื่น หรือการทำร้ายตนเอง นอกจากนี้หากเสพในปริมาณมากเกินไปเป็นเวลานาน ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเรื้อรัง เช่น โรคจิตเภท หรือโรคซึมเศร้า ซึ่งมักมาพร้อมอาการหวาดระแวง หูแว่ว เห็นภาพหลอน และแม้จะหยุดใช้ยาแล้ว แต่อาการทางจิตยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ อีกทั้งยังรักษาได้ยากและต้องใช้เวลานานกว่าจะทุเลา ขอเน้นย้ำเตือนกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว อย่าหลงเชื่อคำชักชวนให้ทดลองใช้ “กระดาษเมา” หรือสารเสพติดทุกชนิด เพราะไม่เพียงแต่เกิดผลเสียต่อร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมและการเสียชีวิตได้ และยังมีอข้อมูลวันที่ 29 ส.ค.68 นพ.โฆษิต เอี้ยวฉาย หรือ หมอเบ็นซ์ มาสเตอร์พีซ โพสต์คลิปเตือนภัยลงใน TikTok @dr.benz_masterpiece ภัยใกล้ตัวของลูกหลาน ระวังแสตมป์เมา กำลังระบาดหนัก คุณหมอระบุว่า แสตมป์เมา หลอนอันตรายตัวใหม่ วัยรุ่นเยาวชนกำลังฮิตมาก แล้วคุณครู ผู้ปกครอง ถ้าไม่รู้จักวิธีดู รับรองจับไม่ติดแน่นอน ซึ่งในแสตมป์นั้นเขาจะเอาสารที่ชื่อว่า Acid หยดลงไปในกระดาษ ส่วน Acid คือชื่อเล่นของ LSD : Lysergic acid diethyl-amide ตัวเนี้ยทำให้คลั่งหรือฆ่าตัวตายได้ แล้วถ้าใช้ระยะยาวกลายเป็นโรคจิตได้ นอกจากนั้น วันที่ 9 ก.ย. 2568 ศูนย์ข้อมูลบริการภาครัฐเพื่อประชาชน รายงานโดยอ้างคำเตือนจาก นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ ว่า สรุปได้ว่า “แสตมป์เมา กำลังระบาดในหมู่เยาวชน” หลอนอันตราย ใช้แล้วคลั่ง ถึงขั้นลาโลก เนื้อหาดังกล่าวเป็นจริง มีเจตนาเพื่อป้องกันภัยอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ มีการยืนยันจากหน่วยงานของรัฐและมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ศูนย์ต่อต้านข่าวลวงจังหวัดขอนแก่นได้ตรวจสอบเรื่องนี้พบว่า จากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า สาเหตุที่มีพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากการกินอาหารแบบสุก ๆ ดิบๆ โดยเฉพาะอาหารประเภทปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดขาว เช่น ปลาร้า ปลาส้ม ก้อยปลา ลาบปลา ฯลฯ คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่า การราดเหล้า สามารถฆ่าพยาธิใบไม้ตับได้ ในความเป็นจริงเหล้าขาวไม่สามารถฆ่าพยาธิได้ มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องทำอาหารให้สุกเสียก่อน
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ศูนย์ต่อต้านข่าวลวงจังหวัดขอนแก่นได้ตรวจสอบเรื่องนี้พบว่า จากข้อมูลของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า หากตรวจพบว่าติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการกินปลาดิบที่เป็นปลาน้ำจืดเกล็ดขาวแล้ว และกินย่าฆ่าพยาธิคือ ยาพราซิควอนเทล (Praziquantel) เป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษา ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีมาก โดยอัตราการรักษาหายประมาณร้อยละ 91-95 แต่หากหายแล้วยังกินปลาดิบที่มีตัวอ่อนพยาธิอยู่ ก็กลับมาเป็นโรคได้อีก การรักษาให้หายขาดต้องไม่กินปลาดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ ด้วย
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ศูนย์ต่อต้านข่าวลวงจังหวัดขอนแก่นได้ตรวจสอบเรื่องนี้ พบว่า จากข้อมูลของ ศูนย์วิจัยโรคปรสิต สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ระบุ วิธีกำจัดพยาธิใบไม้ตับอย่างง่ายๆ ในปลาเกล็ดขาวกลุ่มวงศ์ปลาตะเพียน อาทิ ปลาขาวนา ปลาขาวสร้อย ปลาตะเพียน ปลากระสูบ (Panupan Sripan et al., 2017) โดยใช้ความร้อนด้วย microwaving (400 หรือ 800 W) หรือต้มที่ 90 องศาเซลเซียส ที่ 5 นาที สามารถฆ่าระยะติดต่อพยาธิได้ นอกจากนั้นยังใช้วิธีแช่แข็งที่ -20 องศาเซลเซียส 48 ชั่วโมง สามารถฆ่าระยะติดต่อพยาธิได้ รวมถึงหากต้องการรับประทานปลาส้มที่ปลอดพยาธิสามารถแช่แข็งที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส 24 ชั่วโมง สามารถฆ่าระยะติดต่อพยาธิได้
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
เนื่องจากประเทศไทยเริ่มการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้เด็กแรกเกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ดังนั้นผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 นั้นจึงมีโอกาสที่จะไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ดังนั้นผลจากการสำรวจพบว่ากลุ่มประชากรที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 จึงพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงถึง 5-8% ซึ่งน้อยว่าผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2535 ซึ่งพบพียงประมาณ 1.5% ทำไมคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ต้องฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เนื่องจากประเทศไทยเริ่มการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้เด็กแรกเกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ดังนั้นผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 นั้นจึงมีโอกาสที่จะไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ดังนั้นผลจากการสำรวจพบว่ากลุ่มประชากรที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 จึงพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงถึง 5-8% ซึ่งน้อยว่าผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2535 ซึ่งพบพียงประมาณ 1.5%
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
แม้จะมีความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก แต่ยัง ไม่มีการออกกฎหมายหรือมาตรการจำกัดการเติมน้ำมัน ของประชาชนในประเทศไทย ​สถานะน้ำมันสำรองของไทย: กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับใช้งานได้ประมาณ 60-61 วัน แม้ในกรณีที่เกิดเหตุรุนแรงจนต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลัก ​มาตรการรับมือ: รัฐบาลใช้วิธี ปรับแผนนำเข้าน้ำมัน จากแหล่งอื่น เช่น แอฟริกาตะวันตกและสหรัฐอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเดิมในตะวันออกกลาง ​การควบคุมราคา: คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ใช้กลไก กองทุนน้ำมัน เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพและตรึงราคาหน้าปั๊ม เพื่อไม่ให้ราคาพุ่งสูงตามตลาดโลกจนกระทบค่าครองชีพ ไม่ใช่วิธีการจำกัดปริมาณการเติม อย่างไรก็ตาม กรมธุรกิจพลังงาน และผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ได้ประกาศขอความร่วมมือประชาชน งดนำภาชนะบรรจุ เช่น แกลลอน ถัง มาซื้อน้ำมันในลักษณะกักตุน
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
เคยมีข้อความในโซเชียลออนไลน์อ้างว่าวัคซีน “ไม่ปลอดภัย มีสารอันตราย” หรือ “ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย” ซึ่งสร้างความหวาดกลัวต่อการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคไทยยืนยันว่าวัคซีนที่ใช้มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสารที่ใช้ไม่มีพิษภัยอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง กรมควบคุมโรคย้ำ วัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยปลอดภัย มีประสิทธิภาพสารกันเสีย “ไธเมอโรซอล” และสารกระตุ้นภูมิ “อะลูมิเนียม” ปลอดภัย ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม ตามที่มีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับวัคซีน โดยอ้างว่าวัคซีนไม่มีความจำเป็นและอาจก่ออันตรายต่อผู้รับนั้น ล่าสุด 28 กันยายน 2568 นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง วัคซีนทุกชนิดที่นำมาใช้ในประเทศไทย ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ในวัคซีนบางชนิดอาจมีการใช้ ไธเมอโรซอล (Thimerosal) ซึ่งเป็นสารกันเสียในปริมาณน้อยมาก เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ยืนยันตรงกันว่า ปริมาณไธเมอโรซอลที่ใช้ในวัคซีนปลอดภัย ไม่สะสมในร่างกาย ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดออทิสติกหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามที่มีข่าวลือ และวัคซีนบางชนิดมีการใช้ อะลูมิเนียม (Aluminium) เป็นสารช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (adjuvant) ซึ่งมีการใช้มาอย่างปลอดภัยทั่วโลกมากว่า 70 ปีแล้ว ผลการศึกษาและข้อมูลวิชาการยืนยันว่า ปริมาณอะลูมิเนียมที่อยู่ในวัคซีนมีน้อยมาก ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงเช่นเดียวกับสารกันเสียไธเมอโรซอล ที่ใช้ในบางวัคซีนซึ่งปลอดภัยเช่นกัน ผลข้างเคียงที่พบจากวัคซีนส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อย เช่น เจ็บ บวม แดงบริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ต่ำ ซึ่งหายได้เอง ส่วนเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงพบได้น้อยมาก และมีระบบเฝ้าระวังติดตามอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ข้อมูลทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่าประโยชน์ของวัคซีนมีมากกว่าความเสี่ยงอย่างชัดเจน วัคซีนสามารถลดการเจ็บป่วยรุนแรง ลดการเสียชีวิต และช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมควบคุมโรคขอแนะนำประชาชน อย่าหลงเชื่อและอย่าแชร์ข้อมูลที่เป็นเท็จ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์ หรือสอบถามข้อมูลที่ถูกต้องได้จากกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
เชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) สามารถปนเปื้อนและมีชีวิตอยู่บนผลไม้ที่ถูกสัตว์พาหะ เช่น ค้างคาวแม่ไก่ กัดแทะได้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำหวาน เช่น อินทผลัม หรือมะม่วง ซึ่งอาจคงอยู่ได้นาน 3 วัน ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ ควรล้างทำความสะอาด ปอกเปลือก หรือนำผลไม้ไปผ่านความร้อนก่อนทานทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย การทำลายเชื้อ : ต้มด้วยอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นานมากกว่า 15 นาที นอกจากนั้น เชื้อยังถูกทำลายได้ง่ายด้วยสบู่ ผงซักฟอก และน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรด์ ข้อควรระวังเพิ่มเติม: การติดต่อ: มักเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะ หรือการกินผลไม้ที่ปนเปื้อนน้ำลาย/ปัสสาวะค้างคาว การป้องกัน: ล้างผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือก และไม่ควรทานผลไม้ที่หล่นอยู่ใต้ต้น
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ย้ำเตือน #โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนเกิดจากเชื้อไวรัสRabiesติดต่อจากน้ำลายสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมที่ติดเชื้อเช่น สุนัข แมวที่ผ่านการกัด ข่วนหรือเลียบริเวณที่มีแผล ทั้งนี้เมื่อผู้ป่วยแสดงอาการทางระบบประสาทแล้ว มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 100% สถานการณ์ในประเทศไทย (1 ม.ค. - 25 ก.พ. 2569) - พบผู้ป่วย 2 ราย และเสียชีวิตทั้ง 2 ราย - โดยทั้ง 2 จังหวัดที่พบผู้ป่วย เคยมีการรายงานผู้ป่วยยืนยันในปี 2568 มาก่อน . ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เสียชีวิต: - ไม่ได้รับวัคซีนหลังถูกสัตว์กัด/ข่วน - ไม่ได้ล้างแผล หรือทำความสะอาดแผลไม่ถูกวิธี - สัมผัสสัตว์ที่ไม่ได้รับวัคซีน หรือไม่ทราบประวัติการได้รับวัคซีน อาการเริ่มต้น มักมีอาการไม่จำเพาะได้แก่ มีไข้ ชา / เสียว/ปวดแสบร้อนหรือรู้สึกคันผิกปรกติบริเวณแผลที่ถูกกัดหรือข่วน อาการทางระบบประสาท แบบคลุ้มคลั่ง : กระวนกระวาย กลัวน้ำ กลัวลม กลืนลำบาก น้ำลายไหลมาก แบบอัมพาต : กล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มจากบริเวณที่ถูกกัด การป้องกัน ฉีดวัคซีนสัตว์เลี้ยง นำสุนัขและแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี ควบคุมสัตว์เลี้ยง ใส่สายจูงเมื่อนำสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้าน หลีกเลี่งการสัมผัส อย่าเข้าใกล้หรือเล่นกับสัตว์ที่ไม่รู้จักหรือสัตว์ที่มีอาการผิดปรกติ แจ้งเจ้าหน้าที่ หากพบสัตว์ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือสัตว์ที่มีอาการผิดปรกติในพื้นที่ชุมชน ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์/สาธารณสุข/เทศบาลในพื้นที่ทันที . ล้างแผล ใส่ยา กักหมา หาหมอ ฉีดวัคซีนให้ครบ" เมื่อถูกกัด/ข่วน อย่าชะล่าใจ! หากถูกกัดหรือข่วน ให้รีบปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เพราะโรคพิษสุนัขบ้าป้องกันได้ ล้างแผลทันที ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อย15นาทีให้เข้าถึงรอยลึกของแผล ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่นโพวิโดน-ไอโอดีน(เบตาดีน) กักสัตว์ กักสัตว์ที่กัด/ข่วนไว้สังเกตุอาการ10วัน หากสัตว์ตายให้นำซากไปตรวจ พบแพทย์ทันที เพื่อประเมินความเสี่ยงและรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า(และอาจต้องรับเซรุ่ม)แม้แผลจะเล็กน้อยก็ตามและต้องฉีดให้ครบตามกำหนด
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ว้นนี้ (28 ก.พ. 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยประเทศไทยได้เข้าสู่ “ฤดูร้อน 2569” อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่า ปีนี้อุณหภูมิจะสูงกว่าปีก่อน และอาจแตะ 42–43 องศาเซลเซียสในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนถึงร้อนจัด โดยหลีกเลี่ยงการทำงานหรือกิจกรรมในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อลดความเสี่ยงอาจป่วยด้วยโรคลมร้อน (Heat stroke) ที่อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า โรคฮีทสโตรก เกิดจากภาวะร่างกายร้อนจัดจนส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตต่อกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็กวัยทารกถึงอนุบาล เนื่องจากระบบระบายอากาศในร่างกายยังไม่สมบูรณ์ กลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน รวมถึงอาชีพเสี่ยงทั้งในกลุ่มคนทำงานกลางแจ้ง อาทิ ทหาร ตำรวจ และ รปภ. เป็นต้น ขอแนะนำให้ลดกิจกรรมช่วงเวลา 11.00 น. ไปจนถึง 15.00 น. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ถ้าต้องออกไปข้างนอก ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ ทุกชั่วโมง เสียเหงื่อมากดื่มน้ำเกลือแร่เพิ่มขึ้น ให้หลีกเลี่ยงช่วงอากาศร้อนจัด สวมเสื้อผ้าระบายความร้อน ระบายอากาศได้ดี มีสีอ่อน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสังเกตอาการได้ หากหน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว ใจสั่น หน้าแดง เหงื่อไม่ค่อยออก เป็นอาการเตือนความเสี่ยงฮีทสโตรก ต้องรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น รีบพาเข้าพักในที่อุณหภูมิเย็น อากาศถ่ายเท ใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกพับ หน้าผาก คลายเสื้อผ้า ดื่มน้ำถ้ายังมีสติ ถ้าไม่มีน้ำเย็นให้ดื่มน้ำธรรมดาเพื่อระบายความร้อน ถ้าหมดสติให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที “รัฐบาลห่วงใยสุขภาพประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่ทุกภาคของประเทศไทยยังคงมีสภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสาร ทำตามคำแนะนำของทางราชการ และป้องกันโรคฮีทสโตรกได้ง่ายๆ ดังนี้ 1.ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ หากสูญเสียเหงื่อมากควรดื่มเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ 2.สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี ควรเลือกเสื้อผ้าสีอ่อน และไม่รัดแน่นจนเกินไป หลีกเลี่ยงใส่เสื้อ ผ้าสีทึบดํา เพราะจะสะสมความร้อนได้ 3.ไม่ควรอยู่กลางแจ้งคนเดียว ควรอยู่เป็นกลุ่ม เพราะหากมีอาการผิดปกติ จะได้มีคนช่วยเหลือได้ทัน 4.หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดจัดต่อเนื่องนานเกินไป หรือในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก 5.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 6.ห้ามทิ้งใครไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแดด โดยเฉพาะเด็กเล็ก” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
นาวาอากาศเอก นายแพทย์ พงศธร คชเสนี ประธานคณะอนุกรรมการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน สมาคมโรคไตฯ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "น้ำต้มก้านพริกไม่ได้ช่วยล้างไต ที่สำคัญการรับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย อาจทําให้ไตทํางานหนักมากกว่าเดิม"
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
จากที่มีผู้ใช้ X (Twitter) เผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยว่า “ในปลาน้ำจืดเกล็ดขาว จะมีพยาธิใบไม้ตับแทรกอยู่ตามเนื้อปลา ครีบ ใต้เกล็ด แต่พยาธิจะตายได้ด้วยความร้อน (กินได้แต่ต้องทำให้สุก) แล้ว พยาธิใบไม้ตับอยู่ในร่างกายของคนได้ 20-30 ปี ไปอุดตันท่อน้ำดีในตับ จนกลายเป็นมะเร็งตับมะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด” นั้น กรณีที่ว่า พยาธิใบไม้ในตับสามารถฝังตัวอยู่ในร่างกายได้นานถึง 20 – 30 ปี นั้น จากการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ คือ เว็บไซต์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส. www.thaihealth.or.th) พบว่า เป็นข้อมูลจริง จากการตรวจสอบมีข้อมูลที่สอดคล้องกันดังนี้ 1. พยาธิใบไม้ตับ สามารถมีชีวิตอยู่ในท่อน้ำดีของมนุษย์ได้นานถึง 20-25 ปี (หรืออาจถึง 30 ปีได้) หากไม่ได้รับการรักษาเพื่อถ่ายพยาธิออก 2. สำหรับประเด็นที่เสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดีนั้น พบว่า ในรายที่มีพยาธิมากกว่า 200 ตัว ขึ้นไป อาการที่จะพบได้มีตั้งแต่ท้องขึ้น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เจ็บ ๆ ร้อน ๆ ที่ตับ ถ่ายอุจจาระบ่อย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน แน่นบริเวณลิ้นปี่ ท้องเดิน ตับโต ระคายเคืองท่อน้ำดี มีอาการอุดตันของทางเดินท่อน้ำดีจนเกิดการอักเสบ อาจจะเป็น ๆหาย ๆ หรือเป็นติดต่อกันเรื่อย ๆ และในที่สุดก่อให้เกิดมะเร็งในท่อน้ำดี มะเร็งในตับ และเสียชีวิตในที่สุด 3. แหล่งที่พบ พยาธิชนิดนี้พบมากในปลาน้ำจืดเกล็ดขาว เช่น ปลาสูด ปลาซิว ปลาไส้ตันตาแดง ปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลาตอง และปลาขาวนา เป็นต้น คำแนะนำเพิ่มเติม : ควรยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” หลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดแบบดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ (เช่น ก้อยปลา) สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในอดีต ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับด้วยการตรวจปัสสาวะ ซึ่งสามารถรู้ผลภายใน 10 นาที (สปสช.)
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
การส่งต่อข้อมูลเท็จอาจมีความผิดตามกฎหมายได้ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือ เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน อาจมีโทษทั้งจำคุกและปรับ นอกจากนี้ มาตรา 14 (5) ยังระบุว่า ผู้ที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน ก็มีความผิดได้เช่นกัน แต่… ⚠️ หากแชร์โดยไม่รู้ว่าเป็นข่าวปลอม อาจต้องพิจารณาตามเจตนา การพิจารณาความผิดมักดูที่ เจตนาและผลกระทบของการเผยแพร่ หากเป็นการส่งต่อข้อมูลที่สร้างความเสียหายร้ายแรง เช่น ข่าวปลอมเกี่ยวกับความปลอดภัย สุขภาพ หรือเศรษฐกิจ ผู้เผยแพร่ก็อาจถูกดำเนินคดีได้ ⚠️ คำว่า “ส่งต่อมาอีกที” ไม่ได้ทำให้พ้นความผิด หน่วยงานรัฐและตำรวจไซเบอร์เตือนว่า การอ้างว่า “ได้รับมาจากที่อื่น” ไม่ใช่ข้อยกเว้นตามกฎหมาย หากข้อมูลนั้นเป็นเท็จและสร้างความเสียหาย 📌 สรุป “การแชร์ข่าวปลอมโดยอ้างว่าส่งต่อมา จะไม่ผิดกฎหมาย” ➡️ ไม่จริง ➡️ ผู้ที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลเท็จอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ➡️ ควรตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ทุกครั้ง
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อย. เตือน! อย่าเชื่อ อย่าแชร์ ข่าวปลอมโพรไบโอติกและสมุนไพรจีนรักษามะเร็งที่มีการแชร์ในโลกออนไลน์ ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ผู้ป่วยที่หลงเชื่ออาจละเลยการรักษาที่ถูกต้องและมีความเสี่ยงต่อชีวิต โดย อย. ระบุว่า ตามที่มีการอ้างว่าค้นพบวิธีรักษามะเร็งทุกระยะด้วยโพรไบโอติกหรือจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ที่สามารถทำลายเชื้อโรคในร่างกายได้ โดยไม่ต้องใช้เคมีบำบัดหรือยาปฏิชีวนะ อ้างถึงผู้ป่วยเนื้องอกในสมองหรือมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ หายจากโรคด้วยโพรไบโอติก “ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง” ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ โพรไบโอติกเป็นเพียงจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร ไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ การแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวอาจทำให้ผู้ป่วยละเลยการรักษาที่ถูกต้องและมีความเสี่ยงต่อชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังมีข่าวปลอมว่าสามารถรักษามะเร็งด้วยน้ำต้มสมุนไพรจีน หายภายใน 6 วัน ข้อความดังกล่าวก็ไม่เป็นความจริง ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้วิธีการรักษาอื่นเพิ่มเติม แนะพี่น้องประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข่าวสาร เช่น แพทย์ เภสัชกร รวมถึงสามารถสอบถามข้อมูลหรือร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line: @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ปณ.1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
จากที่มีการแชร์ข้อมูลเตือนภัยในโซเชียลมีเดียว่า “แม้จะไม่ได้ทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ประเภทเนื้อสัตว์ แต่ก็ยังตรวจพบพยาธิใบไม้ในตับได้ เพราะกินผักสด” นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการ งานวิจัย และคำชี้แจงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักระบาดวิทยา โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. สาเหตุ และชนิดของพยาธิ (ข้อมูลยืนยันจาก ผศ.ดร.ณัธคพัชฬ รัตนพิทูลย์ ศูนย์วิจัยโรคปรสิต สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. รายการเรื่องเล่าเช้านี้ // https://youtu.be/tH-Meuhm_8I?si=_fGrX3bQhPVzhwxi ) - พยาธิใบไม้ตับชนิดฟาสซิโอลา (Fasciola) : พยาธิชนิดนี้ปกติพบในสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย แพะ และแกะ แต่สามารถติดต่อสู่คนได้ ตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิชนิดนี้จะออกมาจากหอยน้ำจืด และไป “เกาะอยู่ตามพืชน้ำ หรือ ผักสด” เมื่อคนนำผักน้ำเหล่านั้นมากินดิบโดยล้างไม่สะอาด ตัวอ่อนจะเข้าสู่ร่างกาย และเข้าไปอาศัยอยู่ในท่อทางเดินน้ำดีในตับจนเกิดโรคได้ 2. สถานการณ์การปนเปื้อนในผักสด งานวิจัยล่าสุดพบการปนเปื้อนพยาธิในผักสดจากตลาดในกรุงเทพฯ สูงถึง 77% โดยเฉพาะในเขตห้วยขวาง และจตุจักรพบสูงถึง 90% พยาธิที่พบ นอกจากพยาธิใบไม้ในตับแล้ว ยังพบพยาธิชนิดอื่นที่อันตราย เช่น พยาธิไส้เดือนสุนัข (Toxocara spp.) ซึ่งหากตัวอ่อนหลงทางเข้าตาอาจทำให้ ตาบอด ได้ รวมถึงพยาธิปากขอและพยาธิแส้ม้าที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และท้องเสียเรื้อรัง ( ‘หมอเจด’ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา https://www.facebook.com/share/1B4uPvk3Xd/ ) 3. ผักกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง - พืชน้ำ: ผักบุ้งน้ำ, ผักกระเฉด, ผักพาย, สายบัว และผักกูด (เสี่ยงต่อพยาธิใบไม้ตับฟาสซิโอลา) - ผักใบที่มีร่องซอกซอน : ผักกาดขาวจีน, ผักชี, ขึ้นฉ่าย (เสี่ยงต่อการสะสมของไข่พยาธิจากดิน และปุ๋ยคอก) คำแนะนำสำหรับเรื่องนี่ 1. ควรล้างผ่านน้ำไหลแรงๆ พร้อมขยี้ใบ และแช่ด้วยน้ำส้มสายชู หรือเกลือ (1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 4 ลิตร) นาน 10-15 นาที 2. วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการลวกหรือต้มสุก เพราะความร้อนสามารถฆ่าตัวอ่อนและไข่พยาธิได้ทุกชนิด 3. การสังเกตอาการ : หากมีอาการท้องอืด แน่นท้อง ท้องเสียเรื้อรัง หรือตัวเหลืองตาเหลือง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจอุจจาระหรืออัลตราซาวด์ตับ (คู่มือป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ : กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค)
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
กาแฟดำไม่ได้ “ล้างไขมัน” ในเลือดโดยตรง การดื่มกาแฟดำไม่สามารถกำจัดหรือชะล้างไขมันออกจากหลอดเลือดได้ ไขมันในเลือดต้องลดลงจากการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และการรักษาทางการแพทย์ ⚠️ กาแฟอาจมีผลต่อระดับไขมันบางชนิด สารบางชนิดในกาแฟ เช่น คาเฟอีนและสารในเมล็ดกาแฟ อาจมีผลต่อการเผาผลาญของร่างกาย แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ล้างไขมันในเลือด และการดื่มมากเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ ความจริง การลดไขมันในเลือดต้องอาศัยการปรับพฤติกรรม เช่น ลดอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของ ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจได้ 📌 ดังนั้น ข้อความที่ว่า “กาแฟดำช่วยล้างไขมันในเลือดได้” ไม่ถูกต้อง กาแฟดำอาจดื่มได้ในปริมาณพอเหมาะ แต่ไม่ใช่วิธีรักษาหรือกำจัดไขมันในเลือดโดยตรง
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ปลายมี.ค.–เม.ย.ส่อร้อนจัด อุณหภูมิจ่อทะลุ 42–43 องศาฯ ดัชนีความร้อนอาจเกิน 50 องศาฯ ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนและร้อนจัดกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน ที่อุณหภูมิอาจพุ่งแตะ 42–43 องศาเซลเซียส ขณะที่ดัชนีความร้อนในหลายพื้นที่อาจสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน นายสุรพงษ์ สารปะ ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ สภาพอากาศของประเทศไทยจะมีความแปรปรวนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งอุณหภูมิจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสายถึงช่วงบ่าย ข้อมูลล่าสุดพบว่า อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี สูงถึง 39.8 องศาเซลเซียส สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มอากาศร้อนที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูร้อน ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน ถือเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการคาดการณ์ระบุว่า อุณหภูมิสูงสุดในหลายพื้นที่อาจพุ่งขึ้นถึง 42–43 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส และสูงกว่าปี 2568 ราว 1 องศาเซลเซียส แม้จะยังไม่ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของประเทศไทยที่เคยวัดได้ 44.6 องศาเซลเซียส แต่ก็ถือว่าเป็นระดับความร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างมาก สาเหตุสำคัญมาจากปรากฏการณ์ “ลานีญา” ที่กำลังสิ้นสุดลง และมีแนวโน้มพัฒนาเข้าสู่ภาวะ “เอลนีโญ” ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนี้ ส่งผลให้ปริมาณฝนโดยรวมของประเทศไทยในปีนี้มีแนวโน้มลดลงจากค่าปกติราวร้อยละ 30–40 โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่ภาคใต้ ที่อาจเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งสะสม ขณะเดียวกันอัตราการระเหยของน้ำในธรรมชาติก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น นักวิชาการยังประเมินแนวโน้มระยะยาวว่า ภายในปี 2570 ประเทศไทยอาจเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดรุนแรงกว่าปีนี้อีก หากสภาพภูมิอากาศยังคงเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยังได้แจ้งเตือนว่า ระดับรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย มีแนวโน้มพุ่งสูงถึงระดับ 11–12 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ “อันตรายอย่างยิ่ง” ประกอบกับความชื้นสัมพัทธ์จากลมทะเล จะยิ่งทำให้ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรับรู้จริง เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าอุณหภูมิอากาศจริง โดยในบางพื้นที่อาจสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ด้านนายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า สถานการณ์ความร้อนที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลจากภาวะ “โลกรวน” ที่ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์ “เกาะความร้อนเมือง” (Urban Heat Island) ซึ่งทำให้พื้นที่เมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 10.00–16.00 น. ดื่มน้ำให้เพียงพอ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจากความร้อนและการได้รับรังสี UV ในระยะยาว
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
คร. เตือน ควันบุหรี่ไฟฟ้ามีสารหนู เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด กรมควบคุมโรคเตือน ระวังควันจากบุหรี่ไฟฟ้า มีสารหนูก่อโรคมะเร็ง ส่งผลกระทบระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบหัวใจ และหลอดเลือด วันที่ 7 มี.ค. 2569 นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู (Arsenic)” ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก โดยโลหะหนักดังกล่าวอาจหลุดลอกจากขดลวดในอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อได้รับความร้อนจากแบตเตอรี่ทำให้น้ำยาระเหยกลายเป็นละอองไอ และผู้สูบหรือผู้ใกล้ชิดอาจสูดดมเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ บางส่วนยังอาจมาจากสารแต่งกลิ่นรสในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ด้าน ศ.นพ.วินัย วนานุกูล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารหนูเป็นโลหะหนักที่มีพิษรุนแรง เมื่อเข้าสู่ร่างกายทางการสูดดม จะกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดกล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ และอาจส่งผลต่อระบบประสาท รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด หากได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด กรมควบคุมโรค ย้ำเตือนประชาชน ลด ละ เลิก การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพตนเองและคนรอบข้าง หากพบเห็นการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถแจ้งเบาะแสเพื่อดำเนินคดีได้ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ฟรีตลอดวัน
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธาน ศูนย์ความเป็นเลิศการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข ที่ปรึกษา วิทยาลัยการแพทย์ แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ให้วมรู้ทางการแพทย์ผ่านเพจ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha โดยระบุว่า การร้องเพลงไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง แต่เป็น "เครื่องมือดูแลสุขภาพแบบองค์รวม" ที่เรามักมองข้ามไป หมอธีระวัฒน์ เผย ร้องเพลงถึงแม้ไม่เพราะ ก็ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 240% การร้องเพลงถึงส่งผลต่อร่างกายได้ 1. พลังของ sIgA: ปราการด่านหน้า Secretory Immunoglobulin A (sIgA) คือแอนติบอดีที่พบมากในน้ำลายและเยื่อบุต่าง ๆ หน้าที่ของมันคือดักจับเชื้อโรคก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือด การที่การร้องเพลงไปเพิ่มค่านี้ได้สูงถึง 150-240% (อ้างอิงจากงานวิจัยของ University of Frankfurt) หมายความว่าเรากำลังสร้าง "เกราะป้องกัน" ชั้นดีให้กับระบบทางเดินหายใจนั่นเอง 2. วิทยาศาสตร์เบื้องหลังเสียงเพลง ทำไมแค่ร้องเพลงถึงเปลี่ยนเคมีในร่างกายได้? • การลด Cortisol: การร้องเพลงช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการหลักที่คอยกดภูมิคุ้มกันของเรา • Vagus Nerve Stimulation: การสั่นสะเทือนของเส้นเสียงไปกระตุ้น เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งเชื่อมต่อกับอวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมด "พักผ่อนและย่อยอาหาร" (Parasympathetic Mode) • Endorphins & Oxytocin: ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขและสารแห่งความผูกพันออกมา ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีความมั่นใจมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องร้องให้เพราะระดับนักร้องอาชีพ งานวิจัยยืนยันว่า "การมีส่วนร่วมและความตั้งใจ" (Active Participation) สำคัญกว่าคุณภาพของเสียง ดังนั้น การร้องเพลงในห้องน้ำ หรือร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ก็ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเหมือนกัน งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาด้าน Music Psychology และ Psychoneuroimmunology โดยชิ้นที่โดดเด่นและตรงกับตัวเลขมากที่สุดคืองานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนี 1. งานวิจัยหลัก: University of Frankfurt (Germany) งานวิจัยนี้ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดเกี่ยวกับเรื่อง sIgAโดยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Behavioral Medicine • หัวข้อวิจัย: Receptive and Active Therapeutic Interventions with Music to Enhance the Salivary Immunoglobulin A • วิธีการศึกษา: ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างน้ำลายจากสมาชิกคณะนักร้องประสานเสียงก่อนและหลังการซ้อมร้องเพลง (Rehearsal) นาน 60 นาที • ผลการทดลอง: พบว่าระดับของ sIgA (Secretory Immunoglobulin A) และ Cortisol มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ sIgA ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มที่ร้องเพลง (Active singing) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่นั่งฟังเฉย ๆ • ลิงก์อ้างอิง: PubMed - PMID: 15132155 2. งานวิจัยจาก Tenovus Cancer Care และ Royal College of Music (UK) งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาผลของการร้องเพลงต่อระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแล ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในเรื่องของสารเคมีในร่างกาย • หัวข้อวิจัย: Singing promotes resilience and immune self-repair: Determinants of salivary cytokines and cortisol • ตีพิมพ์ใน: วารสาร eCancerMedicalScience(2016) • ผลการทดลอง: การร้องเพลงเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และเพิ่มระดับของ Cytokines (สารสื่อประสาทในระบบภูมิคุ้มกัน) ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยได้ดีขึ้น 3. งานวิจัยเกี่ยวกับระดับ Oxygen และการหายใจ นอกเหนือจากสารเคมี ยังมีการศึกษาถึงกลไกทางกายภาพ (Physiological) โดยเฉพาะจากสถาบันทางเดินหายใจ • หัวข้อวิจัย: Effects of singing on lung function and quality of life • สาระสำคัญ: การร้องเพลงต้องใช้การหายใจแบบ Diaphragmatic Breathing (การหายใจด้วยกระบังลม) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอด และส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ที่ควบคุมภูมิคุ้มกัน
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องขับรถหรือทำงานกลางแดด ต้องใช้แว่นกันแดด UV 400 เท่านั้น.. เพราะอะไร? การขับรถหรือทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานทำให้ดวงตาต้องเผชิญกับแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลตโดยตรง ซึ่งรังสีเหล่านี้สามารถสร้างความเสียหายต่อดวงตาได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หลายคนอาจคิดว่าเพียงแค่ใส่แว่นกันแดดที่เลนส์มีสีเข้มก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง การปกป้องดวงตาอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้แว่นกันแดดที่มีมาตรฐาน UV 400 ซึ่งเป็นระดับการป้องกันรังสีที่ครอบคลุมที่สุด การใส่แว่นกันแดดที่มีมาตรฐาน UV 400 มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้เกือบทั้งหมด แว่นกันแดดประเภทนี้สามารถบล็อกรังสีที่มีความยาวคลื่นสูงสุดถึง 400 นาโนเมตร ซึ่งครอบคลุมทั้งรังสี UVA ที่มีความยาวคลื่นประมาณ 320–400 นาโนเมตร ซึ่งสามารถทำร้ายผิวรอบดวงตาและจอประสาทตาได้ และรังสี UVB ที่มีความยาวคลื่นประมาณ 290–320 นาโนเมตร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการตาอักเสบและโรคต้อกระจก ดังนั้นการใช้แว่นกันแดดที่มีคุณสมบัติ UV 400 จึงช่วยลดการสัมผัสรังสีอันตรายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การได้รับรังสี UV ต่อเนื่องเป็นเวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก ซึ่งทำให้เลนส์ตาขุ่นมัวจนการมองเห็นไม่ชัดเจน ต้อเนื้อหรือต้อลม ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อผิดปกติบนตาขาว รวมถึง จอประสาทตาเสื่อม ที่เกิดจากการทำลายเซลล์รับแสงในดวงตา อีกทั้งยังอาจเกิดภาวะ กระจกตาอักเสบจากแสงแดด หรือที่เรียกว่าอาการ “ตาไหม้” ซึ่งเกิดจากการได้รับแสงแดดจ้าในระดับที่รุนแรง สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ การใส่แว่นกันแดดที่มีเลนส์สีเข้มแต่ไม่มีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV อาจเป็นอันตรายมากกว่าการไม่ใส่แว่นเลย เนื่องจากเมื่อเลนส์มีสีเข้ม รูม่านตาจะขยายกว้างขึ้นเพื่อรับแสงมากขึ้น หากเลนส์นั้นไม่สามารถกรองรังสี UV ได้ รังสีอันตรายก็จะทะลุเข้าสู่ดวงตาได้มากขึ้น ส่งผลให้ดวงตาได้รับความเสียหายได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม ดังนั้น ผู้ที่ต้องขับรถหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งควรเลือกแว่นกันแดดที่ระบุชัดเจนว่า UV 400 หรือ 100% UV Protection เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากต้องทำงานหรือขับรถในสภาพแสงจ้าเป็นเวลานาน ควรเลือกเลนส์แบบ Polarized ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนจากพื้นถนน น้ำ หรือพื้นผิวต่าง ๆ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นและช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตา แว่นกันแดดที่มีมาตรฐาน UV 400 ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมเพื่อความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสุขภาพดวงตา โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน การเลือกแว่นกันแดดที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคตา และช่วยให้ดวงตาปลอดภัยในระยะยาว เช่นเดียวกับ ศ.พญ. สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต จักษุแพทย์ รพ. ตา หู คอ จมูก ที่แนะนำว่า การเลือกแว่นกันแดด ไม่จำเป็นต้องเลือกที่แพงหรือมี brand name ราคาอาจจะไม่สัมพันธ์กับคุณภาพในการป้องกันเสมอไป แต่ควรเลือกซื้อจากร้านที่มีมาตรฐาน มีสลากกำกับบ่งไว้ถึงความสามารถกันแสง UV มากกว่า โดยคำนึงถึงความสามารถป้องกันรังสี UV เพราะรังสี UV ก่อให้เกิดความผิดปกติทางตามากกว่า และอย่างน้อยต้องกันได้ 99-100% หรือมีกำกับว่าถึง 400 nm ซึ่งหมายถึงกันได้ทั้ง UVA, B, C ได้หมด ถ้ามีเครื่องวัดด้วยจะมั่นใจยิ่งขึ้น
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กรมควบคุมโรคพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นช่วงที่โรคมักระบาดตามฤดูกาล กลุ่มเด็กอายุ 5–14 ปีเป็นกลุ่มที่มีอัตราป่วยสูง จึงมีมาตรการคัดกรองเด็กหน้าโรงเรียน หากพบไข้หรือผื่นตุ่มน้ำใสจะให้แยกกักตัวและแจ้งผู้ปกครองทันที โรคสุกใสพบการระบาดได้ตลอดทั้งปี แต่แนวโน้มมักเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน (โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียน)
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กรดยูริก กับ โรคเกาต์ “กรดยูริก” สะสมในเลือดสูงกระตุ้นโรคเกาต์ พบได้ที่ไหนบ้าง? รู้จัก กรดยูริก (Uric Acid) ตัวการร้ายที่หากสะสมในร่างกายมาก จะทำใก้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) เสี่ยงโรคเกาต์ ภาวะไตวาย โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เผยกระบวนการทางเคมี วิธีรักษา และแหล่งกรดยูริกที่ควรกินแต่พอดี กรดยูริก (Uric Acid) สารที่เกิดจากกระบวนการทางเคมีในร่างกายในขณะที่มีการสร้างหรือซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก ถั่วต่างๆ หรือการดื่มเครื่องดื่ม เช่น เบียร์ น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลฟรุคโตส ฉะนั้นควรกินแต่พอดีหรือหลีกเลี่ยงในคนที่มีความเสี่ยงเพราะหากร่างกายมีกรดยูริกมากเกินกว่าความสามารถของไตจะขับออกได้ หรือไตมีความเสื่อมจนความสามารถในการขับกรดยูริกออกจากร่างกายลงลง เช่น ในผู้ป่วยไตเสื่อมหรือไตวาย ก็จะทำให้มีการสะสมของกรดยูริกมากขึ้นอีก ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย โดยทางการแพทย์จะกำหนดว่าเมื่อกรดยูริกในเลือดสูงเกินขีดจำกัดของความสามารถในการละลายของกรดยูริก (Monosodium urate) คือ 6.8 มก./ดล. ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ถือว่ามีภาวะกรดยูริกสูง ระดับกรดยูริกในเลือดที่เกิน 7 มก./ดล. จะเริ่มมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบจากผลึกเกลือยูเรตหรือโรคเกาต์ และเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วที่ไต ดังนั้นโดยทั่วๆ ไป เราจึงใช้ระดับกรดยูริก มากกว่า 7 มก./ดล. ในการบอกว่าเป็นภาวะกรดยูริกในเลือดสูงค่าการทำงานของไต (ระดับครีเอตินิน) น้ำหนัก อายุ เพศ ความดันโลหิตและการดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ ปัจจุบันยังพบว่า การมีกรดยูริกสะสมในร่างกายปริมาณมากเป็นเวลานานจะทำให้เกิดภาวะไตเสื่อม เกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง เพิ่มความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากขึ้น โดยข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยชายที่เป็นโรคไตวายจนต้องได้รับการรักษาด้วยการฟอกไต ส่วนหนึ่งเกิดจากการเป็นโรคเก๊าท์หรือมีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงมาก่อน ในขณะที่ผู้ป่วยหญิงที่ฟอกไตส่วนมากเกิดจากการเป็นโรคเบาหวาน การรักษาโดยการไม่ใช้ยา ออกกำลังกายและลดน้ำหนัก สามารถทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ด้วย จำกัดการรับประทานเนื้อแดงหรืออาหารทะเล การรับประทานเนื้อแดงปริมาณมาก จะทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ แต่การรับประทาน พืช ฝัก ถั่ว หรือผักที่มีสารพิวรีนสูง ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ ลดหรืองดการดื่มสุรา โดยเฉพาะเบียร์หรือสุราที่ผ่านการกลั่น จำกัดการทานน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล รักษาภาวะหรือโรคอื่นที่พบร่วม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดสูง การรักษาโดยการใช้ยา จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับวินิจฉัยและการใช้ยาที่ถูกต้องและหมาะสมการตรวจสุขภาพประจำปี จะทำให้เราตรวจพบความผิดปกติ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัย พร้อมให้คำแนะนำและให้การรักษาได้ถูกต้องและทันท่วงที อย่างไรก็ดีหากพบความผิดปกติของกรดยูริก การลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยการปรับพฤติกรรม เป็นวิธีที่ดีที่สุด สามารถทำได้เลย ไม่มีอันตราย หรือผลข้างเคียง และช่วยให้สุขภาพของคุณกลับมาดีขึ้นได้
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ในสถานการณ์ที่ "น้ำมันขาดแคลน" หรือมีการจำกัดปริมาณการขาย (เช่น ปั๊มให้เติมได้ไม่เกิน 50 ลิตรต่อคัน) วัดหรือสัปเหร่อจำเป็นต้องนำใบมรณบัตร ไปแสดงต่อปั๊มน้ำมัน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความจำเป็นเร่งด่วนในการขอซื้อน้ำมันปริมาณมาก (70-100 ลิตร) มาใช้ใน "การฌาปนกิจศพ" เพื่อไม่ให้ผิดเงื่อนไขการจำกัดปริมาณของปั๊มในขณะนั้น นายกฤษดา มหาวิริโยทัย ผู้ใหญ่บ้านตำบลบางแก้ว และประธานกรรมการวัดสมานรัตนาราม ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่าขณะนี้ทางวัดได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดอย่างหนัก โดยเฉพาะน้ำมันที่ใช้ในการเผาร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งขณะนี้น้ำมันสำรองของวัดไม่มีเหลือแล้ว และทางเพจวัดได้โพสต์ข้อความ "ขณะนี้การซื้อน้ำมันต้องนำใบมรณบัตรไปแสดง และสามารถซื้อได้เพียง 50 ลิตร ทำให้ไม่เพียงพอต่อการใช้ในการฌาปนกิจ” ทางวัดต้องใช้ใบมรณบัตรไปแสดงเพื่อขอซื้อน้ำมันดีเซลสำหรับเผาศพ เนื่องจากปั๊มจำกัดปริมาณการขาย
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
งาดำ พลูคาว ป้องกันเซลล์มะเร็ง ขับสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงหลอดเลือด สมองและหัวใจ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สมุนไพรพลูคาว งาดำสกัด (ตรา กินรีทอง) เป็นผลิตภัณฑ์​ที่ได้รับอนุญาตแต่โฆษณาสรรพคุณ​เป็นเท็จ​ หลอกลวงว่า “ให้แม่ห่างไกลมะเร็ง ด้วยงาดำ พลูคาวสกัดเข้มข้น” “เภสัชวิทยาแนะนำ กลุ่มเสี่ยงมะเร็ง ควรกิน” “งาดำพลูคาว ป้องกันการเกิดมะเร็ง ช่วยหยุดการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง…ช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง เสริมภูมิต้านโรค” “กินแบบสกัดเข้มข้น ได้ผลดีกว่ากินแบบสด 20 เท่า” “งาดำยับยั้งมะเร็งได้…รู้หรือไม่พลูคาวฆ่ามะเร็งได้” “งาดำ พลูคาว พลังสมุนไพร เพื่อสุขภาพ ต้านการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันเชื้อโรค ขับสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงกระดูก ข้อ สมอง และหัวใจ…ให้สุขภาพแข็งแรงจากภายใน ด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ #สมุนไพรงาดำพลูคาวสกัด” สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเตือนว่า ข้อความโฆษณาดังกล่าว เป็นการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร หากหลงเชื่อโฆษณาดังกล่าว อาจเสียโอกาสในการรักษา และอาจทำให้โรคลุกลามขึ้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง ทั้งนี้ อย. จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 กับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต่อไป
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
“โคกโพธิ์ไชย” ปูพรมตรวจพยาธิใบไม้ตับ ใช้ OV-ATK คัดกรองเชิงรุก ลดเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี "โคกโพธิ์ไชย” ตรวจพยาธิใบไม้ตับ รุกใช้ OV-ATK คัดกรองเชิงรุกในชุมชน ตั้งเป้า 2.2 หมื่นคน ลดเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี สถานการณ์ยังน่าห่วง หลังผลคัดกรองรอบแรก 3,000 คน พบ 1 ใน 3 ติดเชื้อ พร้อมเดินหน้าป้องกันต้นทาง วันที่ 5 มี.ค. 2569 นายบุญรอด ขาวเขาอ้อ นายอำเภอโคกโพธิ์ไชย เปิดเผยว่า สถานการณ์พยาธิใบไม้ตับในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ไชย จ.ขอนแก่น ยังคงน่าเป็นห่วง จากการตรวจคัดกรองประชาชนกลุ่มเป้าหมายไปแล้วประมาณ 3,000 คน พบผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 3 แม้โรคนี้จะรักษาได้ด้วยการกินยา แต่หากไม่ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก อาจลุกลามกลายเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ปัจจุบันในพื้นที่มีประชากรราว 22,000 คน หรือร้อยละ 70–80 ยังไม่ได้รับการตรวจคัดกรองโรคนี้ ทางอำเภอจึงตั้งเร่งขยายการตรวจคัดกรองเพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด เพื่อมุ่งสู่การเป็นพื้นที่ปลอดพยาธิใบไม้ตับในอนาคต ในการจัดบริการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับครั้งนี้ ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ไชย ได้รับความร่วมมือจาก เอ็มดีที นอร์ทอีส สหคลินิก คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางพยาธิวิทยาและคลินิกเทคนิคการแพทย์ มาร่วมให้บริการเชิงรุก ใช้ชุดตรวจคัดกรองแบบรวดเร็ว หรือ “OV Antigen Rapid Test Kit” (OV-ATK) ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) นอกจานี้ยังมีการจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ไปในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้สะดวกมากขึ้น นายบุญรอด กล่าวต่อว่า นอกจากการตรวจพยาธิที่เป็นปลายทางแล้ว ทางอำเภอยังมีความพยายามในการที่จะสื่อสารรณรงค์ เพื่อเพิ่มการป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทางอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมอาหารการกิน โดยเฉพาะปลาน้ำจืดสุกดิบ การขับถ่ายสิ่งปฏิกูล ไปจนถึงการจัดการกับบ่อบำบัดของเสียให้มีมาตรฐานที่ถูกต้อง บนเป้าหมายที่ต้องการให้อำเภอเป็นแหล่งปลอดพยาธิใบไม้ตับ หรือลดให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายใต้การอาศัยความร่วมมือกับภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ ศ. ดร.ไพบูลย์ สิทธิถาวร ภาควิชาปรสิตวิทยา นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ชุดตรวจ OV-ATK เป็นผลจากงานวิจัยที่ทางสถาบันฯ ได้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2558 ใช้เทคนิคตรวจหาแอนติเจนของพยาธิใบไม้ตับผ่านตัวอย่างปัสสาวะที่ให้ผลแม่นยำกว่าการตรวจผ่านอุจจาระหลายเท่า โดยทีมวิจัยได้พัฒนาจนเป็น OV-ATK ชุดตรวจสำเร็จรูปแบบรวดเร็วที่สามารถใช้ในชุมชนได้ง่าย และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว “ชุดตรวจ OV-ATK สามารถรู้ผลได้ใน 5–10 นาที และอ่านผลได้ง่ายเหมือนชุดตรวจโควิด-19 คือ แสดงผลเป็นบวกหรือลบด้วยขีดบนแถบตรวจ ปัจจุบันมีการอบรม อสม. ในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมากให้สามารถใช้ชุดตรวจและอ่านผลได้อย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจและรักษาได้เร็วขึ้น” นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดีฯ กล่าว
ใช้ใน 1 ข้อความ13 วันที่แล้ว