ตรวจสอบข่าว

รายการความเห็น


13812 ความเห็น

✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กรดยูริก กับ โรคเกาต์ “กรดยูริก” สะสมในเลือดสูงกระตุ้นโรคเกาต์ พบได้ที่ไหนบ้าง? รู้จัก กรดยูริก (Uric Acid) ตัวการร้ายที่หากสะสมในร่างกายมาก จะทำใก้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) เสี่ยงโรคเกาต์ ภาวะไตวาย โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เผยกระบวนการทางเคมี วิธีรักษา และแหล่งกรดยูริกที่ควรกินแต่พอดี กรดยูริก (Uric Acid) สารที่เกิดจากกระบวนการทางเคมีในร่างกายในขณะที่มีการสร้างหรือซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก ถั่วต่างๆ หรือการดื่มเครื่องดื่ม เช่น เบียร์ น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลฟรุคโตส ฉะนั้นควรกินแต่พอดีหรือหลีกเลี่ยงในคนที่มีความเสี่ยงเพราะหากร่างกายมีกรดยูริกมากเกินกว่าความสามารถของไตจะขับออกได้ หรือไตมีความเสื่อมจนความสามารถในการขับกรดยูริกออกจากร่างกายลงลง เช่น ในผู้ป่วยไตเสื่อมหรือไตวาย ก็จะทำให้มีการสะสมของกรดยูริกมากขึ้นอีก ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย โดยทางการแพทย์จะกำหนดว่าเมื่อกรดยูริกในเลือดสูงเกินขีดจำกัดของความสามารถในการละลายของกรดยูริก (Monosodium urate) คือ 6.8 มก./ดล. ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ถือว่ามีภาวะกรดยูริกสูง ระดับกรดยูริกในเลือดที่เกิน 7 มก./ดล. จะเริ่มมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบจากผลึกเกลือยูเรตหรือโรคเกาต์ และเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วที่ไต ดังนั้นโดยทั่วๆ ไป เราจึงใช้ระดับกรดยูริก มากกว่า 7 มก./ดล. ในการบอกว่าเป็นภาวะกรดยูริกในเลือดสูงค่าการทำงานของไต (ระดับครีเอตินิน) น้ำหนัก อายุ เพศ ความดันโลหิตและการดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ ปัจจุบันยังพบว่า การมีกรดยูริกสะสมในร่างกายปริมาณมากเป็นเวลานานจะทำให้เกิดภาวะไตเสื่อม เกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง เพิ่มความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากขึ้น โดยข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยชายที่เป็นโรคไตวายจนต้องได้รับการรักษาด้วยการฟอกไต ส่วนหนึ่งเกิดจากการเป็นโรคเก๊าท์หรือมีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงมาก่อน ในขณะที่ผู้ป่วยหญิงที่ฟอกไตส่วนมากเกิดจากการเป็นโรคเบาหวาน การรักษาโดยการไม่ใช้ยา ออกกำลังกายและลดน้ำหนัก สามารถทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ด้วย จำกัดการรับประทานเนื้อแดงหรืออาหารทะเล การรับประทานเนื้อแดงปริมาณมาก จะทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ แต่การรับประทาน พืช ฝัก ถั่ว หรือผักที่มีสารพิวรีนสูง ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ ลดหรืองดการดื่มสุรา โดยเฉพาะเบียร์หรือสุราที่ผ่านการกลั่น จำกัดการทานน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล รักษาภาวะหรือโรคอื่นที่พบร่วม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดสูง การรักษาโดยการใช้ยา จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับวินิจฉัยและการใช้ยาที่ถูกต้องและหมาะสมการตรวจสุขภาพประจำปี จะทำให้เราตรวจพบความผิดปกติ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัย พร้อมให้คำแนะนำและให้การรักษาได้ถูกต้องและทันท่วงที อย่างไรก็ดีหากพบความผิดปกติของกรดยูริก การลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยการปรับพฤติกรรม เป็นวิธีที่ดีที่สุด สามารถทำได้เลย ไม่มีอันตราย หรือผลข้างเคียง และช่วยให้สุขภาพของคุณกลับมาดีขึ้นได้
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ในสถานการณ์ที่ "น้ำมันขาดแคลน" หรือมีการจำกัดปริมาณการขาย (เช่น ปั๊มให้เติมได้ไม่เกิน 50 ลิตรต่อคัน) วัดหรือสัปเหร่อจำเป็นต้องนำใบมรณบัตร ไปแสดงต่อปั๊มน้ำมัน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความจำเป็นเร่งด่วนในการขอซื้อน้ำมันปริมาณมาก (70-100 ลิตร) มาใช้ใน "การฌาปนกิจศพ" เพื่อไม่ให้ผิดเงื่อนไขการจำกัดปริมาณของปั๊มในขณะนั้น นายกฤษดา มหาวิริโยทัย ผู้ใหญ่บ้านตำบลบางแก้ว และประธานกรรมการวัดสมานรัตนาราม ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่าขณะนี้ทางวัดได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดอย่างหนัก โดยเฉพาะน้ำมันที่ใช้ในการเผาร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งขณะนี้น้ำมันสำรองของวัดไม่มีเหลือแล้ว และทางเพจวัดได้โพสต์ข้อความ "ขณะนี้การซื้อน้ำมันต้องนำใบมรณบัตรไปแสดง และสามารถซื้อได้เพียง 50 ลิตร ทำให้ไม่เพียงพอต่อการใช้ในการฌาปนกิจ” ทางวัดต้องใช้ใบมรณบัตรไปแสดงเพื่อขอซื้อน้ำมันดีเซลสำหรับเผาศพ เนื่องจากปั๊มจำกัดปริมาณการขาย
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
งาดำ พลูคาว ป้องกันเซลล์มะเร็ง ขับสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงหลอดเลือด สมองและหัวใจ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สมุนไพรพลูคาว งาดำสกัด (ตรา กินรีทอง) เป็นผลิตภัณฑ์​ที่ได้รับอนุญาตแต่โฆษณาสรรพคุณ​เป็นเท็จ​ หลอกลวงว่า “ให้แม่ห่างไกลมะเร็ง ด้วยงาดำ พลูคาวสกัดเข้มข้น” “เภสัชวิทยาแนะนำ กลุ่มเสี่ยงมะเร็ง ควรกิน” “งาดำพลูคาว ป้องกันการเกิดมะเร็ง ช่วยหยุดการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง…ช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง เสริมภูมิต้านโรค” “กินแบบสกัดเข้มข้น ได้ผลดีกว่ากินแบบสด 20 เท่า” “งาดำยับยั้งมะเร็งได้…รู้หรือไม่พลูคาวฆ่ามะเร็งได้” “งาดำ พลูคาว พลังสมุนไพร เพื่อสุขภาพ ต้านการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันเชื้อโรค ขับสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงกระดูก ข้อ สมอง และหัวใจ…ให้สุขภาพแข็งแรงจากภายใน ด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ #สมุนไพรงาดำพลูคาวสกัด” สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเตือนว่า ข้อความโฆษณาดังกล่าว เป็นการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร หากหลงเชื่อโฆษณาดังกล่าว อาจเสียโอกาสในการรักษา และอาจทำให้โรคลุกลามขึ้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง ทั้งนี้ อย. จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 กับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต่อไป
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
“โคกโพธิ์ไชย” ปูพรมตรวจพยาธิใบไม้ตับ ใช้ OV-ATK คัดกรองเชิงรุก ลดเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี "โคกโพธิ์ไชย” ตรวจพยาธิใบไม้ตับ รุกใช้ OV-ATK คัดกรองเชิงรุกในชุมชน ตั้งเป้า 2.2 หมื่นคน ลดเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี สถานการณ์ยังน่าห่วง หลังผลคัดกรองรอบแรก 3,000 คน พบ 1 ใน 3 ติดเชื้อ พร้อมเดินหน้าป้องกันต้นทาง วันที่ 5 มี.ค. 2569 นายบุญรอด ขาวเขาอ้อ นายอำเภอโคกโพธิ์ไชย เปิดเผยว่า สถานการณ์พยาธิใบไม้ตับในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ไชย จ.ขอนแก่น ยังคงน่าเป็นห่วง จากการตรวจคัดกรองประชาชนกลุ่มเป้าหมายไปแล้วประมาณ 3,000 คน พบผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 3 แม้โรคนี้จะรักษาได้ด้วยการกินยา แต่หากไม่ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก อาจลุกลามกลายเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ปัจจุบันในพื้นที่มีประชากรราว 22,000 คน หรือร้อยละ 70–80 ยังไม่ได้รับการตรวจคัดกรองโรคนี้ ทางอำเภอจึงตั้งเร่งขยายการตรวจคัดกรองเพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด เพื่อมุ่งสู่การเป็นพื้นที่ปลอดพยาธิใบไม้ตับในอนาคต ในการจัดบริการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับครั้งนี้ ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ไชย ได้รับความร่วมมือจาก เอ็มดีที นอร์ทอีส สหคลินิก คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางพยาธิวิทยาและคลินิกเทคนิคการแพทย์ มาร่วมให้บริการเชิงรุก ใช้ชุดตรวจคัดกรองแบบรวดเร็ว หรือ “OV Antigen Rapid Test Kit” (OV-ATK) ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) นอกจานี้ยังมีการจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ไปในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้สะดวกมากขึ้น นายบุญรอด กล่าวต่อว่า นอกจากการตรวจพยาธิที่เป็นปลายทางแล้ว ทางอำเภอยังมีความพยายามในการที่จะสื่อสารรณรงค์ เพื่อเพิ่มการป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทางอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมอาหารการกิน โดยเฉพาะปลาน้ำจืดสุกดิบ การขับถ่ายสิ่งปฏิกูล ไปจนถึงการจัดการกับบ่อบำบัดของเสียให้มีมาตรฐานที่ถูกต้อง บนเป้าหมายที่ต้องการให้อำเภอเป็นแหล่งปลอดพยาธิใบไม้ตับ หรือลดให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายใต้การอาศัยความร่วมมือกับภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ ศ. ดร.ไพบูลย์ สิทธิถาวร ภาควิชาปรสิตวิทยา นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ชุดตรวจ OV-ATK เป็นผลจากงานวิจัยที่ทางสถาบันฯ ได้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2558 ใช้เทคนิคตรวจหาแอนติเจนของพยาธิใบไม้ตับผ่านตัวอย่างปัสสาวะที่ให้ผลแม่นยำกว่าการตรวจผ่านอุจจาระหลายเท่า โดยทีมวิจัยได้พัฒนาจนเป็น OV-ATK ชุดตรวจสำเร็จรูปแบบรวดเร็วที่สามารถใช้ในชุมชนได้ง่าย และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว “ชุดตรวจ OV-ATK สามารถรู้ผลได้ใน 5–10 นาที และอ่านผลได้ง่ายเหมือนชุดตรวจโควิด-19 คือ แสดงผลเป็นบวกหรือลบด้วยขีดบนแถบตรวจ ปัจจุบันมีการอบรม อสม. ในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมากให้สามารถใช้ชุดตรวจและอ่านผลได้อย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจและรักษาได้เร็วขึ้น” นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดีฯ กล่าว
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กรมควบคุมโรค-กทม.ประสานเสียงเตือน พบยอดผู้ป่วยอีสุกอีใสพุ่งสูงกว่าหมื่นรายตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเรียน-สถานศึกษาขนาดใหญ่ ย้ำ ปชช.ตรวจสอบประวัติวัคซีน หลังพบคลัสเตอร์ระบาดในมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีน 2 เข็มสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ วันนี้ (12 มี.ค.2569) สถานการณ์การระบาดล่าสุดในประเทศไทยปี 2569 ช่วงระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 4 มี.ค.2569 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานสถิติผู้ป่วยโรคสุกใส (Chickenpox) สะสมทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 10,560 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวน 208 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.97 ของผู้ป่วยทั้งหมด และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยสูงสุดคือเด็กวัยเรียนช่วงอายุ 5-9 ปี (อัตราป่วย 76.40 /แสนประชากร) รองลงมาคือกลุ่ม 10-14 ปี (อัตราป่วย 55.90 /แสนประชากร) และกลุ่มเด็กเล็ก 0-4 ปี (อัตราป่วย 49.10 /แสนประชากร) ล่าสุดมีการรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนที่สำคัญในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งมีผู้ติดเชื้อรวม 23 คน แบ่งเป็นนักศึกษา 13 คน และนักเรียนจากค่ายวิชาการอีก 10 คน ส่งผลให้ต้องมีการประกาศงดการเรียนการสอนในชั้นเรียนและปรับไปสู่ระบบออนไลน์ชั่วคราวในช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมโรค ทำความรู้จักกับโรคอีสุกอีใส-ไวรัสวาริเซลลา โรคอีสุกอีใส หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Chickenpox หรือ Varicella เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus - VZV) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Human Herpes Virus Type 3 (HHV-3) เชื้อชนิดนี้จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคงูสวัด (Shingles) ตามข้อมูลจากวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อเป็นครั้งแรกจะทำให้เกิดเป็นโรคอีสุกอีใส และเมื่อหายจากโรคแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ได้หายไปจากร่างกายทั้งหมด แต่จะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในปมประสาท ซึ่งหากในอนาคตร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง หรือมีอายุมากขึ้น เชื้อที่แฝงอยู่นี้อาจกลับมาสำแดงอาการอีกครั้งในรูปแบบของโรคงูสวัด กลไกการแพร่กระจายและความรุนแรงของโรค ไวรัส VZV มีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อที่สูงมาก โดยติดต่อง่ายผ่านทางอากาศ (Airborne) จากละอองเสมหะ การไอ หรือการจามของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำใส ๆ จากตุ่มพองของผู้ป่วย หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ และ ที่นอน ระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ในช่วง 10 - 21 วันหลังจากได้รับเชื้อ สิ่งสำคัญที่ประชาชนควรรู้คือ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ 1 - 2 วันก่อนที่ผื่นแดงจะเริ่มปรากฏ และจะยังคงแพร่เชื้อได้ต่อเนื่องจนกว่าตุ่มน้ำใสทั้งหมดจะตกสะเก็ดแห้งสนิท อาการ-ระยะของโรค อาการของโรคอีสุกอีใสในเด็กมักไม่รุนแรง โดยเริ่มจากอาการไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และปวดศีรษะ แต่ในผู้ใหญ่อาจมีอาการนำที่รุนแรงกว่า เช่น ไข้สูงและปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างหนัก หลังจากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้น ซึ่งมักเริ่มที่ใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลัง ก่อนจะกระจายไปตามลำตัวและแขนขา ผื่นจะพัฒนาอย่างรวดเร็วจากรอยแดงกลายเป็นตุ่มนูน และกลายเป็นตุ่มน้ำใสที่มีอาการคันอย่างมาก ภายใน 2-3 วัน ตุ่มน้ำจะเริ่มขุ่นขึ้นและแตกออกจนเป็นสะเก็ดแห้ง ในบางกรณีอาจพบตุ่มน้ำในช่องปากทำให้เกิดอาการเจ็บคอหรือปากเปื่อยร่วมด้วย โดยปกติโรคจะหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการแกะเกา อาจส่งผลให้เกิดแผลเป็นแบบหลุมถาวรหรือภาวะโลหิตเป็นพิษได้ อีสุกอีใส ไม่ใช่ ฝีดาษลิง เนื่องจากในปัจจุบันมีการระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างฝีดาษวานร (Monkeypox) ประชาชนมักมีความสับสนระหว่าง 2 โรคนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือโรคฝีดาษลิงจะทำให้มีอาการ "ต่อมน้ำเหลืองโต" ซึ่งไม่พบในโรคอีสุกอีใส นอกจากนี้ ผื่นของฝีดาษวานรจะมีการดำเนินโรคเป็นระยะที่ชัดเจนและพร้อมกันทั่วร่างกายมากกว่า โดยเริ่มจากจุดแบนแดง (Macules) เป็นตุ่มนูน (Papules) ตุ่มน้ำ (Vesicles) ตุ่มหนอง (Pustules) และสะเก็ด (Scabs) ขณะที่อีสุกอีใสจะมีตุ่มหลายระยะปรากฏพร้อมกันในบริเวณเดียว (ตุ่มสุก ตุ่มใส ในที่เดียวกัน) ในแง่ของความรุนแรง ฝีดาษวานรมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่า (ร้อยละ 1-10) ขณะที่อีสุกอีใสในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงมักมีอาการไม่รุนแรง เอกสารทางการแพทย์ New Variant of Varicella-Zoster Virus ระบุว่าเชื้อไวรัสอีสุกอีใสแม้โดยทั่วไปจะค่อนข้างคงตัว แต่ทางการแพทย์มีการค้นพบสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่สำคัญคือ VZV-MSP ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของรหัสพันธุกรรมบริเวณโปรตีนบนผิวไวรัส การกลายพันธุ์นี้ส่งผลให้ไวรัสมีลักษณะเป็น "เชื้อหลบหลีกภูมิคุ้มกัน" เนื่องจากร่างกายจะจดจำและเข้าจับกับไวรัสส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์นี้มีความสามารถในการแพร่กระจายจากเซลล์สู่เซลล์ได้รวดเร็วกว่าปกติ แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามันทำให้โรคมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในคนทั่วไป แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อการตรวจวินิจฉัยหรือประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงได้ กลุ่มเสี่ยง-ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าอีสุกอีใสเป็นโรคเด็กทั่วไป แต่ในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มโรคนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ หากติดเชื้อในช่วงอายุครรภ์น้อย อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เกิดความพิการและตัวมารดาเองเสี่ยงต่อภาวะปอดบวมรุนแรง ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักจะมีอาการรุนแรงกว่าเด็ก และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทได้มากกว่าผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด หรือผู้ป่วยเอชไอวี ซึ่งไวรัสอาจกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น สมอง ปอด และตับ ทารกแรกเกิด ที่มารดาเริ่มมีอาการอีสุกอีใสในช่วงก่อนหรือหลังคลอดไม่กี่วัน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อรุนแรง วัคซีน-หลักปฏิบัติ 5 ป. อาวุธสำคัญในการต่อสู้กับโรคอีสุกอีใสคือ "วัคซีน" ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ฉีดวัคซีนทั้งหมด 2 โดส โดยเข็มแรกควรฉีดที่อายุ 1 ปี และเข็มที่ 2 ที่อายุ 4-6 ปี วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 70-90 และหากติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว อาการของโรคจะลดความรุนแรงลงอย่างมาก ในประเทศไทย วัคซีนอีสุกอีใสยังคงเป็นวัคซีนทางเลือกที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง โดยมีราคาเฉลี่ย 800-1,200 บาท/โดส อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้พิจารณาจัดลำดับความสำคัญของวัคซีนนี้ในการเตรียมบรรจุเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติในอนาคต นอกจากวัคซีนแล้ว กรุงเทพมหานครได้รณรงค์ให้ประชาชนยึดหลัก "5 ป." เพื่อป้องกันโรค ปิด ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอหรือจาม และสวมหน้ากากอนามัย เปลี่ยน เปลี่ยนพฤติกรรม ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล ปล่อยวาง ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ปรับปรุง ปรับปรุงสภาพแวดล้อม ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมและที่พักอาศัย ป้องกัน ป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน การดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อป่วย หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ "แยกกักตัว" เป็นเวลาอย่างน้อย 7-10 วัน หรือจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้ง ตกสะเก็ดทุกเม็ด การรักษาส่วนใหญ่เน้นตามอาการ ได้แก่ การใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ ทาคาลาไมน์หรือยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกา ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งควรได้รับภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีผื่นเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้สั่งการให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง ลงพื้นที่สอบสวนโรคทันทีเมื่อพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน และใช้มาตรการ School Surveillance เพื่อคัดกรองเด็กก่อนเข้าโรงเรียน หากประชาชนสงสัยว่ามีอาการ สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine หรือแอปพลิเคชัน "หมอ กทม." และสายด่วนสุขภาพ 1646 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับการวินิจฉัยที่รวดเร็วและถูกต้อง
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ทบ.แจงข้อเท็จจริงไม่พบการลักลอบส่งน้ำมันไทยไปกัมพูชาผ่านลาวชี้กองกำลังสุรนารีคงมาตรฐานการควบคุมการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเข้มงวด ตามที่มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อสาธารณะระบุว่า กัมพูชานำเข้าน้ำมันจากไทยโดยใช้เส้นทางอ้อมผ่าน สปป.ลาว โดยอ้างอิงจากคลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์บางส่วนของ นายซอ โซะปุดตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตึงเตรง ประเทศกัมพูชานั้น พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ประการแรก กองทัพบกขอยืนยันว่า มาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันไปยังสปป.ลาวผ่านจุดผ่านแดนถาวรตามแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารียังคงมาตรฐานการตรวจสอบและควบคุมการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับทุกภาคส่วนรวมถึงทางการ สปป.ลาว อย่างเข้มงวด ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบการลักลอบจำหน่ายน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด ประการที่สองจากการตรวจสอบคลิปการให้สัมภาษณ์บางส่วนของนายซอโซะปุดตราผู้ว่าราชการจังหวัดสตึงเตรงและข้อมูลที่เผยแพร่โดยสื่อกัมพูชาในประเด็นดังกล่าวพบว่าคลิปที่เผยแพร่ในสื่อสาธารณะนั้นมีการแปลภาษาไทยที่คลาดเคลื่อนโดยเฉพาะการระบุถึงเรื่องการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากไทยจนนำไปสู่การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในเวลาต่อมา คำชี้แจงจากโฆษกกองทัพบก ยังสอดคล้องกับรายงานของสื่อต่างประเทศ เช่น Channel News Asia (CNA) ของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 ที่ระบุว่า ในปี 2567 ไทยกับเวียดนามครองสัดส่วนร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่กัมพูชานำเข้า ขณะที่สิงคโปร์กับมาเลเซียมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 และจีนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 7 อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อเดือนก.ค.2568ไทยได้ตัดสินใจยุติการส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และล่าสุดกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ได้ทำให้เวียดนามและจีนตัดสินใจจำกัดการส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชาเช่นกัน ซึ่ง Keo Rottanak รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของกัมพูชาเปิดเผยว่า กัมพูชากำลังพยายามจัดหาน้ำมันจากสิงคโปร์และมาเลเซียเพิ่มขึ้น
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ: กรมการข้าว และ สวทช. ยืนยันชัดเจนว่า "ข้าวหอมสยาม" ไม่ใช่ "ข้าวหอมมะลิ" ข้าวหอมมะลิไทยแท้ มีแค่ 2 พันธุ์คือ ขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 เท่านั้น ข้าวหอมสยาม เป็นพันธุ์ข้าวใหม่ที่พัฒนาขึ้น (โดยภาคเอกชนร่วมกับ สวทช.) ซึ่งเป็นข้าวที่ดี มีคุณภาพ นุ่มหอมจริง แต่ "พันธุกรรมคนละตัว" กับหอมมะลิ เสี่ยงถูกโรงสีปฏิเสธหรือกดราคา: หากเกษตรกรปลูก "หอมสยาม" แล้วนำไปขายโดยแจ้งว่าเป็น "หอมมะลิ" โรงสีจะตรวจสอบ DNA หรือตรวจทางกายภาพแล้ว "ไม่ผ่าน" ทำให้ถูกปฏิเสธการรับซื้อ หรือถูกตัดราคาลงมาต่ำกว่าราคาข้าวหอมมะลิมาก โดยเฉพาะในปีการผลิต 2568 นี้ กรมการข้าวได้ออกประกาศเตือนชาวนาในภาคอีสาน (รวมถึงอำนาจเจริญ) ว่าโรงสีข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออก ปฏิเสธการรับซื้อข้าวพันธุ์หอมสยาม ในฐานะข้าวหอมมะลิ สถานะพันธุ์ข้าว: ข้าวหอมสยาม ได้รับหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน (ร.พ.2) จากกรมวิชาการเกษตรแล้วว่าปลอดภัยและไม่ใช่ GMO แต่ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว (เช่น ข้าวกลุ่ม “กข”) ⚠️ เตือนภัยเกษตรกรอำนาจเจริญ (เพิ่มเติม) นอกจากเรื่องความสับสนของชื่อพันธุ์ข้าวแล้ว ยังมีคำเตือนจาก ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอำนาจเจริญ เกี่ยวกับมิจฉาชีพในพื้นที่ ดังนี้: ระวังเมล็ดพันธุ์ปลอม: มีมิจฉาชีพฉวยโอกาสนำเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมาหลอกขาย โดยอาจมีการปลอมแปลงกระสอบหรือแอบอ้างว่าเป็นพันธุ์รับรอง จุดสังเกต: หากมีรถเร่มาขายพันธุ์ข้าวตามหมู่บ้าน หรือโพสต์ขายออนไลน์ในราคาถูกผิดปกติ และไม่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ (Q) ให้สันนิษฐานว่าเป็นของปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน สรุปคำแนะนำ: หากท่านต้องการปลูกข้าวเพื่อขายเข้าโรงสีในเกรด "ข้าวหอมมะลิ" ต้องใช้พันธุ์ ขาวดอกมะลิ 105 หรือ กข15 เท่านั้น อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาว่ามีพันธุ์อื่นที่เป็นหอมมะลิ "ตัวใหม่" หรือ "ตัวเทียบเท่า" เพราะท่านอาจขาดทุนจากการโดนโรงสีกดราคาครับ
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ขณะนี้มีมิจฉาชีพกำลังระบาดหนักในพื้นที่ โดยใช้กลอุบายใหม่ที่อันตรายมาก คือการ "บังคับเหยื่อเปลี่ยนภาษาโทรศัพท์" เพื่อหวังผลในการขโมยเงิน หากท่านได้รับข้อความลักษณะนี้ทางไลน์ ขอให้รู้ทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ 🕵️‍♂️ แฉละเอียด! ขั้นตอนการหลอกลวง (จากหลักฐานที่พบ) 1. ทักไลน์ด้วยชื่อบุคคลทั่วไป: มิจฉาชีพใช้บัญชีไลน์ชื่อบุคคลธรรมดา (ไม่ใช่บัญชีทางการ PEA Thailand) ทักเข้ามาหาเหยื่อพร้อมรูปภาพ QR Code ที่อ้างว่าเป็นระบบคืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า 2. ล่อใจด้วยยอดเงินและขอข้อมูลส่วนตัว: ส่งภาพระบุยอดเงินคืนที่ดูสมจริง เช่น 14,849.52 บาท เพื่อให้เหยื่อเกิดความโลภ จากนั้นจะขอ "ชื่อ-นามสกุล, เบอร์โทร" และที่แปลกคือมีการขอให้ "ถ่ายบิลค่าไฟย้อนหลัง 1 เดือน" ส่งให้ทางแชท ซึ่งเจ้าหน้าที่จริงจะไม่ทำแบบนี้ 3. 🚨 จุดตายสำคัญ: หลอกให้เปลี่ยนภาษาเครื่อง (English): มิจฉาชีพจะพิมพ์ข้อความกำชับว่า: "ในการสแกนรับเงินจะต้องตั้งค่าเป็นภาษาสากล Eng. ก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นจะสแกนไม่ได้" ⚠️ ทำไมต้องให้เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ? นี่คือกลโกงทางจิตวิทยาและเทคนิคครับ! เพื่อให้เหยื่อ "อ่านคำเตือนความปลอดภัยไม่ออก" (เช่น คำเตือนจากแอปธนาคาร หรือคำขออนุญาตติดตั้งแอปดูดเงิน) เพื่อให้เหยื่อเกิดความสับสนในเมนูและกดยอมรับ (Allow/Confirm) ไปโดยไม่รู้ตัว ตามคำบอกของมิจฉาชีพ 🛡️ ข้อควรปฏิบัติ ห้ามเชื่อ: การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไม่มีนโยบาย ให้ประชาชนเปลี่ยนการตั้งค่าภาษาในโทรศัพท์เพื่อทำธุรกรรมใดๆ ทั้งสิ้น ห้ามสแกน: ห้ามสแกน QR Code หรือกดลิงก์ที่ส่งมาจากไลน์ส่วนตัวเด็ดขาด ติดต่อของจริง: หากสงสัยเรื่องเงินคืน ให้โทร 1129 PEA Contact Center หรือไปที่สำนักงานการไฟฟ้าฯ ใกล้บ้านโดยตรง 📢 ฝากแชร์ข่าวนี้ให้ญาติผู้ใหญ่ในบ้านทราบด่วนที่สุด ก่อนจะตกเป็นเหยื่อของการ "เปลี่ยนภาษา" เพื่อดูดเงินครับ!
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กกพ. เปิดเผยแนวโน้มปรับขึ้นค่าไฟงวดใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) เพื่อสะท้อนต้นทุนจริง โดยเสนอ 3 ทางเลือก ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.95–4.59 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้เป็นการปรับขึ้นจากงวดปัจจุบัน 3.88 บาท เนื่องจากภาระหนี้ กฟผ. และต้นทุนพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้น โดยจะประกาศอัตราอย่างเป็นทางการวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้ สรุป 3 ทางเลือกปรับขึ้นค่าไฟ (พ.ค. - ส.ค. 69) ทางเลือกที่ 1: ปรับขึ้นสูงสุดที่ 4.59 บาท/หน่วย (จ่ายคืนหนี้ กฟผ. ทั้งหมดในงวดเดียว) ทางเลือกที่ 2: ปรับขึ้นเหลือ 4.08 บาท/หน่วย (เลื่อนการชำระหนี้ กฟผ. ออกไป) ทางเลือกที่ 3: ปรับขึ้นต่ำสุดที่ 3.95 บาท/หน่วย (ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 7 สตางค์ หรือ 2%) แม้ว่าจะมีความจำเป็นในการปรับขึ้นค่าไฟ แต่ กกพ. ก็เปิดช่องให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อทั้ง 3 แนวทางนี้ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจสุดท้าย ผ่านเว็บไซต์ www.erc.or.th ตั้งแต่วันที่ 25-31 มีนาคม 2026 และจะประกาศอัตราค่าไฟใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม) ในวันที่ 1 เมษายน 2026
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ในปี 2003 มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งโดย จิลเลียน คลาก (Jillian Clarke) นักเรียนมัธยมปลายที่ฝึกงานด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ทีมของเธอได้ทดลองปล่อยเชื้อแบคทีเรียไว้บนกระเบื้องขนาดสี่เหลี่ยม จากนั้นได้วางของกินลงบนกระเบื้องแผ่นนั้นภายใต้ระยะเวลาที่แตกต่างกัน จากการทดลองครั้งนั้นทำให้เธอได้คำตอบว่าเชื้อแบคทีเรียสามารถปนเปื้อนจากพื้นมายังเยลลี่หมีและคุกกี้ได้ภายในระยะเวลา ‘ไม่ถึง 5 วินาที’ แต่ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าเชื้อโรคปนเปื้อนมากน้อยเพียงใด และจากศึกษาชิ้นเดียวกันนี้ยังบอกเราอีกว่า 70% ของผู้หญิงและ 56% ของผู้ชายเคยใช้ข้ออ้างนี้ในการหยิบของขึ้นมากินจากพื้น ซึ่งขนมหวานและลูกอมมีแนวโน้มที่จะถูกเก็บขึ้นมากินมากกว่าบร็อกโคลีหรือกระหล่ำดอก อีกทั้งเพศหญิงยังมีแนวโน้มที่จะหยิบของตกพื้นกินมากกว่าเพศชายอีกด้วยและเพื่อให้ชี้ชัดมากขึ้น ในปี 2007 ได้มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยเคลมสัน พยายามค้นหาคำตอบว่าระยะเวลาที่อาหารสัมผัสพื้นมีผลกับปริมาณแบคทีเรียที่จะปนเปื้อนอาหารหรือไม่ พวกเขาทดลองด้วยการเตรียมพื้นประเภทต่างๆ ได้แก่ กระเบื้องสี่เหลี่ยม พรม และไม้ ที่มีเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) ปนเปื้อนอยู่ หลังผ่านไป 5 นาที พวกเขาได้วางโบโลญญาไม่ก็ขนมปังลงบนพื้นเหล่านั้นเป็นระยะเวลา 5 วินาที 30 วินาที และ 60 วินาที จากนั้นจึงวัดปริมาณของเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนไปยังอาหาร ก่อนทำซ้ำกระบวนการนี้ไปเรื่อยๆ ข้อสรุปที่ได้คือจำนวนเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนไปยังอาหารประเภทต่างๆ นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สัมผัส แต่ขึ้นอยู่กับประเภทของพื้นต่างหาก เนื่องจากพื้นผิวที่แตกต่างกันส่งผลกับปริมาณเชื้อโรคที่ติดมา ซึ่งพื้นผิวที่ปลอดภัยที่สุดคือพรม หลังพบว่ามีแบคทีเรียต่ำว่า 1% ปนเปื้อนมายังอาหาร แต่หากเป็นพื้นไม้หรือพื้นกระเบื้อง การปนเปื้อนจะสูงถึง 48-70% ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแอสตัน ในประเทศอังกฤษ ที่ได้ผลลัพธ์คล้ายคลึงกัน
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ประกาศแจ้งเตือนด่วน! เกษตรกรโปรดระวัง "แก๊งตกเบ็ด" แอบอ้างกรมการข้าว หลอกขายเมล็ดพันธุ์ถึงบ้าน! 🌾❌ พี่น้องเกษตรกรชาวนาโปรดทราบ! ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพออกอาละวาด ตระเวนตามหมู่บ้าน แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จาก "กรมการข้าว" หรือหน่วยงานรัฐ มาเสนอขายหรือเปิดจองเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับฤดูกาลหน้า ⚠️ พฤติกรรมต้องสงสัย (อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด): 🚗 มีคนขับรถตระเวนเข้ามาในชุมชน หรือโทรศัพท์มาหา 📣 อ้างว่ามาอำนวยความสะดวก "เปิดจองเมล็ดพันธุ์ข้าว" ล่วงหน้า 💰 เร่งรัดให้จ่ายเงินจอง หรือซื้อทันที ✅ ข้อเท็จจริงจากกรมการข้าว: ไม่มีนโยบายเดินเร่ขาย: กรมการข้าว "ไม่มีนโยบาย" ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปเร่ขาย หรือโทรศัพท์ไปหาเกษตรกรเพื่อให้สั่งจองเมล็ดพันธุ์ข้าวแต่อย่างใด ซื้อที่ศูนย์ฯ เท่านั้น: การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีของทางราชการ จะจำหน่ายผ่าน "ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว" ใกล้บ้านท่าน หรือร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น ❌ หากหลงเชื่อซื้อไป จะเจอหายนะอะไรบ้าง? 🌾 ได้เมล็ดพันธุ์ไม่มีคุณภาพ: เปอร์เซ็นต์การงอกต่ำ ปลูกไม่ขึ้น 🌾 ได้ของปลอมปน: มีเมล็ดวัชพืช (ข้าวดีด ข้าวเด้ง) หรือข้าวพันธุ์อื่นปนมา ทำให้ผลผลิตเสียหาย ราคาตก 📢 คำแนะนำ: หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ห้ามซื้อ! ห้ามจอง! ห้ามจ่ายเงิน! และรีบแจ้งผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที 📍 ต้องการเมล็ดพันธุ์ดี ติดต่อด้วยตัวเองที่: ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวประจำจังหวัด หรือร้านค้าที่มีป้ายรับรองจากราชการ
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
จากการตรวจสอบข้อมูลกรณีที่มีการแชร์โพสต์ ระบุว่า "ซาอุฯ ประกาศยกเลิกการส่งน้ำมันให้ไทยในเดือนเมษายน 69 แบบไม่มีกำหนด" โดยอ้างเหตุผลเรื่องสภาวะสงครามนั้น จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่าน ไทยรัฐออนไลน์ พบรายละเอียดดังนี้ ซาอุดีอาระเบีย โดยบริษัท Saudi Aramco ได้ประกาศ "ลดปริมาณ" การส่งออกน้ำมันดิบไปยังกลุ่มประเทศในเอเชีย (รวมถึงไทย) ในเดือนเมษายน 2569 จริง ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เกิดจากสภาวะสงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนทำให้เส้นทางเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิดหรือเป็นอันตรายอย่างหนัก ซาอุฯ ปรับแผนการส่งออกโดยใช้ท่าเรือ Yanbu ในทะเลแดงแทน เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่สงคราม แต่ท่าเรือนี้มีขีดความสามารถจำกัด จึงส่งมอบน้ำมันได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่การ "ยกเลิกแบบไม่มีกำหนด" โดยสิ่งที่เพจชื่อดังรายหนึ่งออกมาโพสต์นั้น มีการ "พาดหัวเกินจริง" เพื่อสร้างความตระหนก แม้ซาอุฯ จะลดการส่งน้ำมันให้เอเชียจริงเนื่องจากปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังไม่ได้มีการประกาศตัดความสัมพันธ์หรือยกเลิกการขายน้ำมันให้ไทยแบบถาวรแต่อย่างใด
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ไม่ใช่ไอน้ำ (Vapor) แต่เป็นละอองฝอยเคมี (Aerosol): สิ่งที่พ่นออกมาคือสารเคมีเข้มข้นที่ถูกทำให้เป็นละอองขนาดเล็ก ประกอบด้วยกลีเซอรีน สารแต่งกลิ่น และนิโคติน ซึ่งเมื่อสะสมในปอดจะกลายเป็นคราบเหนียวขัดขวางการทำงานของถุงลม นิโคตินสกัดเข้มข้น ติดง่ายกว่าเดิม: น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าใช้นิโคตินชนิดสกัด (Nicotine Salt) ทำให้ร่างกายดูดซึมสารเสพติดได้เร็วและในปริมาณที่สูงกว่าบุหรี่มวน ส่งผลกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างรุนแรง สารพิษใหม่ที่เกิดจากความร้อน: แม้ไม่มีน้ำมันดิน (Tar) เหมือนบุหรี่มวน แต่ความร้อนจากขดลวดจะเปลี่ยนสารเคมีในน้ำยาให้กลายเป็น ฟอร์มาลดีไฮด์ (น้ำยาดองศพ) และสารก่อมะเร็งชนิดอื่นๆ รวมถึงมีโลหะหนักปนเปื้อน อันตรายมือสอง (Second-hand Vaping): ละอองฝอยที่พ่นออกมามีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงมาก คนรอบข้างที่สูดดมเข้าไปจะได้รับสารพิษและนิโคตินเข้าสู่กระแสเลือดได้เช่นกัน
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
กรมศุลกากรได้ออกมาชี้แจงเพื่อสยบข่าวลือ โดยยืนยันว่าการนำเข้านั้น "ทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย" ภายใต้เงื่อนไขดังนี้: สิทธิพิเศษอาเซียน (ATIGA): การนำเข้ามะม่วงสดจากกัมพูชาดำเนินการภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างถูกต้อง กรมศุลกากร ได้ออกเอกสารชี้แจงว่า ตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 จนถึงปัจจุบันประเทศไทย มีการนำเข้ามะม่วงสด (Fresh Mango) จากกัมพูชาผ่านท่าเรือใน จ.ชลบุรี จำนวน 36 ใบขนสินค้า โดยสินค้าดังกล่าวใช้สิทธิพิเศษภายใต้ "ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน" (ATIGA) ซึ่งการนำเข้ามะม่วงเข้ามาในประเทศไทย สามารถทำได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดนั้น
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ประเด็นเรื่อง "จังหวัดบุรีรัมย์เติมน้ำมันได้ไม่อั้น" ในขณะที่จังหวัดอื่นถูกจำกัด เป็นข่าวที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ แต่จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 พบว่าข้อมูลนี้ "ไม่เป็นความจริง" และถูกระบุว่าเป็น ข่าวปลอม (Fake News) โดย นายประสพโชค วรรณขาว รักษาการพลังงานจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ว่าข่าวที่ว่าบุรีรัมย์เติมน้ำมันได้ไม่อั้น ไม่เป็นความจริง ปั๊มน้ำมันในพื้นที่ยังคงต้องบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอต่อทุกคนตามมาตรการเดียวกับจังหวัดอื่น ๆ ในขณะเดียวกันนั้นศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ก็ได้ตรวจสอบข้อมูลร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี และยืนยันเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็น "ข่าวปลอม" ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อและงดส่งต่อข้อมูลนี้ แม้จะมีกระแสข่าวลือหรือภาพปรากฏในโซเชียลมีเดียว่าบางปั๊มให้เติมได้มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีการ "จำกัดวงเงิน" เพื่อป้องกันการกักตุนและกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง ดังนี้ - รถยนต์ 4 ล้อ : จำกัดการเติมไม่เกิน 1,000 บาท (ปรับขึ้นจากเดิม 500 บาท เพื่อความคล่องตัว) - รถ 6 ล้อขึ้นไป : จำกัดการเติมไม่เกิน 1,500 บาท - นโยบายภาพรวม : เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 4/2569) ที่มุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรพลังงานในช่วงวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ อาจเกิดจากการที่บางสถานีบริการในบุรีรัมย์มีการปรับเพิ่มโควตาการเติมต่อคัน (จาก 500 เป็น 1,000 บาท) เพื่อลดคิวที่ยาวเหยียด ทำให้คนเข้าใจผิดว่า "เติมได้ไม่จำกัด" การนำภาพการเติมน้ำมันในพื้นที่ไปตัดต่อหรือใส่แคปชันที่สร้างความเข้าใจผิดว่าบุรีรัมย์ได้รับสิทธิพิเศษ เหนือจังหวัดอื่น ซึ่งไม่เป็นความจริงตามหลักการบริหารจัดการพลังงานของภาครัฐ
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อีสานโคแฟค ตรวจสอบแล้วว่า ...เป็นข่าวลวง...มิจฉาชีพ สร้างเรื่องราว โอกาสทองของเด็กนักเรียนที่จะจบการศึกษา และต้องการศึกษาต่อปริญญาตรีแบบมีทุนเรียนต่อ โดยใช้ กลโกง "ค่าธรรมเนียมแฝง" เช่น ค่าประกันสิทธิ หรือ ค่าดำเนินการเปิดบัญชีรับทุน จำนวน 2,500 - 5,000 บาท โดยการเร่งรัดโอนจนขาดสติ 🚩 รายละเอียดเรื่องราว 1. การสร้างเรื่องราว "โอกาสทองของเด็กนักเรียนต่างจังหวัด" ข่าวลวง: มักปรากฏในรูปแบบโพสต์โซเชียลมีเดียหรือการโทรศัพท์แอบอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่วนกลาง หรือ "มูลนิธิเพื่อการศึกษาต่างประเทศ" บอกว่ามีโควตาพิเศษสำหรับเด็กนักเรียนในจังหวัดอำนาจเจริญที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยจะให้ทุนเรียนฟรี 100% จนจบปริญญาตรี พร้อมค่าครองชีพรายเดือน 2. กลโกง "ค่าธรรมเนียมแฝง" (The Fee Trap) ข่าวลวง: หลังจากเหยื่อหลงเชื่อและกรอกข้อมูลสมัคร มิจฉาชีพจะแจ้งว่า "ยินดีด้วย! คุณได้รับทุน" แต่ต้องทำการโอนเงินเพื่อเป็น "ค่าประกันสิทธิ" หรือ "ค่าดำเนินการเปิดบัญชีรับทุน" จำนวน 2,500 - 5,000 บาท โดยอ้างว่าเงินก้อนนี้จะได้คืนพร้อมกับทุนงวดแรก ความจริง: ทุนการศึกษาของหน่วยงานรัฐหรือมูลนิธิที่ได้มาตรฐาน จะไม่มีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าจากนักเรียนเด็ดขาด เงินก้อนนี้คือรายได้หลักที่มิจฉาชีพต้องการ 3. การเร่งรัดเพื่อให้ขาดสติ (The Urgency) ข่าวลวง: มักบอกว่าเหลือโควตาสุดท้ายของจังหวัดแล้ว ถ้าไม่โอนภายใน 1 ชั่วโมงจะมอบสิทธิ์ให้ลำดับสำรองจากจังหวัดอื่นทันที ความจริง: นี่คือจิตวิทยาเพื่อให้เหยื่อไม่มีเวลาปรึกษาครูหรือผู้ปกครอง และเร่งให้เกิดการโอนเงินโดยเร็วที่สุด ⚠️ สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง (Red Flags): ติดต่อผ่านช่องทางไม่เป็นทางการ: เช่น ใช้ LINE ส่วนตัวโทรหา หรือทักข้อความ Facebook มาหาโดยตรง ขอข้อมูลรหัสผ่าน: มีการขอรหัส OTP หรือเลขหลังบัตรประชาชนเพื่อ "ลงทะเบียนในระบบ" บัญชีธนาคารเป็นชื่อบุคคล: หากมีการให้โอนเงินเข้าบัญชีชื่อนาย... หรือนางสาว... (บัญชีม้า) แทนที่จะเป็นชื่อหน่วยงานหรือมหาวิทยาลัย ให้มั่นใจได้ว่าเป็นมิจฉาชีพ 100%
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน
Nataphon Ditthabanjong
คาร์โบไฮเดรตไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้คนอ้วนโดยตรง สาเหตุของความอ้วนเกิดจาก "การได้รับแคลอรี่รวมต่อวันมากกว่าที่ร่างกายเผาผลาญ" เช่น การกินคาร์โบไฮเดรตแปรรูป (แป้งขาว, ขนมปัง, น้ำตาล) มากเกินไป สามารถเกิดขึ้นในหลายกรณี เช่น ทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตรวมต่อวันมากเกินกว่าการนำไปใช้และการเก็บในแต่ละวันจนร่างกายเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินไปเป็นไขมันสะสม หรือการทานเยอะเกินไปในคราวเดียวจนทำให้ร่างกายไม่สามารถกักเก็บพลังงานได้ทัน ทำให้ร่างกายเลือกที่ลดปริมาณน้ำตาลโดยการจัดเก็บในรูปแบบของไขมันที่ง่ายและเร็วกว่า ในทางตรงกันข้าม การตัดคาร์โบไฮเดรตไปเลยก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะการที่ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้ต่ำมากๆ จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารกลุ่ม วิตามินบี และด้วยที่คาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงานหลักในการดำรงค์ชีวิต การทดแทนพลังงานโดยการเพิ่มปริมาณการทานไขมันและเนื้อสัตว์ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับไขมันอิ่มตัวและคอเรสเตอรอล ที่ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตได้ ดังนั้น การเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ใยอาหารสูง) คุมปริมาณให้สมดุล และออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยป้องกันความอ้วนได้ และเป็นการควบคุมน้ำหนักที่ดีกว่าการงดคาร์โบไฮเดรตไปเลย
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
นี่คือ "เหยื่อล่อ" ของมิจฉาชีพ นี่คือกลโกงรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนจากการโทรขู่ มาเป็นการใช้ "ของฟรี" เพื่อหลอกดูดเงินจนเกลี้ยงบัญชีของฟรีเป็นเพียงเหยื่อล่อเพื่อดึงดูดคนให้ยอมแอดไลน์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้มิจฉาชีพเข้าถึงตัวเหยื่อได้โดยตรง เมื่อแอดไปแล้วจะใช้จิตวิทยาหลอกให้ตายใจ ด้วยการยอมจ่ายเงินหรือผลตอบแทนก้อนเล็กให้ก่อนในครั้งแรก พอเหยื่อเกิดความโลภและทุ่มโอนเงินก้อนใหญ่ มิจฉาชีพจะอ้างว่าระบบผิดพลาด ถอนเงินไม่ได้ และบล็อกหนีทันที 🚩 4 ของฟรี ที่มิจฉาชีพชอบใช้เป็นเหยื่อล่อ: มักจะยิงแอดโฆษณาใน Facebook หรือ TikTok แจกสิ่งของเหล่านี้เพื่อดึงดูดความสนใจ: ต้นไม้ (โดยเฉพาะพันธุ์ที่กำลังฮิต) หนังสือ (เช่น หนังสือธรรมะ สวดมนต์) อาหารเสริม / วิตามินบำรุงสุขภาพ ชุดออกกำลังกาย / เสื้อผ้าแฟชั่น ⚠️ เจาะลึก 5 สเต็ปสูบเงิน (รู้ทันก่อนหมดตัว): สเต็ป 1: ใช้ของฟรีบังหน้า - โพสต์แจกของฟรี ใครสนใจต้องทักแชท สเต็ป 2: บังคับแอด LINE - อ้างว่าต้องแอดไลน์ส่วนตัวหรือเข้ากลุ่ม เพื่อ "ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ" รับของ สเต็ป 3: ชวนทำงาน/ลงทุน - แอดมินจะไม่พูดถึงของฟรีแล้ว แต่จะเริ่มชวนทำ "ภารกิจพิเศษ" เช่น กดไลก์สินค้า หรือลงทุนออนไลน์ อ้างว่าได้ผลตอบแทนดี สเต็ป 4: ปล่อยให้ได้เงินจริง (หลอกให้ตายใจ) - ลงทุนครั้งแรกหลักร้อย มิจฉาชีพจะโอนเงินต้นพร้อมกำไรคืนให้จริงๆ เพื่อกระตุ้นความโลภให้เราอยากลงทุนเพิ่มเป็นหลักหมื่นหลักแสน สเต็ป 5: บล็อกหนี ถอนไม่ได้ - เมื่อเราทุ่มเงินก้อนใหญ่ลงไป ระบบจะอ้างว่า "ทำผิดขั้นตอน" หรือ "ต้องโอนค่าภาษีเพิ่ม" พอเราไม่มีเงินโอนต่อ ก็จะถอนเงินไม่ได้ และถูกบล็อกช่องทางติดต่อทันที 💡 คาถาป้องกันตัว: "ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน" ของฟรีไม่มีในโลก หากเจอแอดไลน์แจกของ ให้ท่องไว้เลยว่าจุดจบคือการชวนลงทุนหลอกลวงแน่นอน!
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ในความเป็นจริงงานวิจัยได้เปิดเผยว่า ผลไม้และผักแช่แข็งมีวิตามินมากพอๆ กับผลไม้และผักสด และบางครั้งอาจมีมากกว่าด้วยซ้ำ “ในแง่ของวิธีการที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อถนอมอาหาร การแช่แข็งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสารอาหาร” อาลี บูซารี นักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารและผู้เขียนหนังสือ “ ส่วนผสม: การเปิดเผยองค์ประกอบสำคัญของอาหาร ” กล่าว “หากคุณไม่สามารถซื้อของสดได้ หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่หาซื้อผักผลไม้ได้เพียงร้านขายของชำใกล้บ้านเท่านั้น การที่ผู้คนรู้ว่าอาหารแช่แข็งเป็นทางเลือกที่ใช้ได้ผลจึงเป็นสิ่งสำคัญ” นอกจากจะช่วยรักษาวิตามินแล้ว การแช่แข็งยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสารประกอบจากพืชที่มีประโยชน์ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ ดังที่แมรี แอนน์ ลิลา ผู้อำนวยการสถาบันพืชเพื่อสุขภาพของมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยรัฐนอร์ทแคโรไลนาได้กล่าวไว้ จีน เลสเตอร์ นักสรีรวิทยาพืชและหัวหน้าโครงการระดับชาติของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ซึ่งดูแลงานวิจัยด้านอาหารจากสัตว์และพืชหลังการเก็บเกี่ยวทั้งหมด กล่าวว่า ผลผลิตแช่แข็งเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าเป็นพิเศษหากคุณไม่ได้วางแผนที่จะรับประทานผลไม้และผักภายในหนึ่งหรือสองวัน เลสเตอร์กล่าวว่า “ผลไม้แช่แข็งถูกเก็บเกี่ยวในเชิงพาณิชย์เมื่อสุกเต็มที่ จากนั้นจึงนำไปแช่แข็งอย่างรวดเร็วทีละชิ้นและบรรจุในบรรยากาศไนโตรเจน” การนำผลไม้และผักไปสัมผัสกับไนโตรเจนจะช่วยรักษาสารอาหารที่ออกซิเจนทำลายลง และยังเกิดขึ้นกับผักสดบางชนิด เช่น ผักใบเขียวที่บรรจุถุงด้วย ผักที่ตั้งใจจะนำไปแช่แข็งเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์นั้นก็ถูกเก็บเกี่ยวเมื่อสุกเต็มที่เช่นกัน แต่ต่างจากผลไม้ตรงที่ผักจะถูกลวกก่อนแช่แข็ง โดยการแช่ในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิระหว่าง 90 ถึง 95 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งจะทำลายเอนไซม์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสี การไหม้เกรียม และการสูญเสียรสชาติ เลสเตอร์กล่าวว่า “การลวกช่วยรักษาสีเขียวสดใสของผักเอาไว้ได้ แม้หลังจากแช่แข็งและเก็บรักษาแล้ว มิเช่นนั้นผักอาจเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลได้” การลวกยังช่วยเปลี่ยนโครงสร้างของเส้นใย ทำให้ผักนุ่มขึ้น ไม่กรอบ และเคี้ยวง่ายขึ้นด้วย ข่าวดีก็คือ เช่นเดียวกับผลไม้ ผักที่ตั้งใจจะนำไปแช่แข็งมักจะถูกเก็บเกี่ยวเมื่อสุกเต็มที่ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด เมื่อเทียบกับผลผลิตที่ตั้งใจจะขายสด ซึ่งจะถูกเก็บเกี่ยวเมื่อยังไม่สุกเต็มที่และมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่า เพื่อให้เก็บรักษาได้นานขึ้นระหว่างการขนส่งและการจัดเก็บ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผักที่จะนำไปแช่แข็งนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าตั้งแต่แรก ซึ่งช่วยชดเชยการสูญเสียสารอาหารระหว่างการลวก และยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าเมื่อเทียบกับผลผลิตสดที่วางขายทั่วไป
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อีสานโคแฟค ตรวจสอบแล้วว่า ...เป็นข่าวลวง มิจฉาชีพไม่ได้ต้องการแจกของจริงๆ แต่ "ต้องการข้อมูลส่วนตัว" ของคุณ เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำไปขยายผลหลอกลวงต่อในรูปแบบต่างๆ 🔎 เจาะลึกรายละเอียดรูปแบบการหลอกลวง (ขบวนการดูดข้อมูล) มิจฉาชีพทำงานกันเป็นขบวนการ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้: 1. สร้าง "เหยื่อล่อ" ด้วยความโลภและของถูก วิธีการ: มิจฉาชีพจะสร้างเพจปลอม หรือยิงแอดโฆษณา โดยใช้รูปภาพสินค้ายอดนิยม (เช่น โทรศัพท์มือถือ, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ทองคำ) มาโพสต์แจกฟรี หรือขายในราคาที่ถูกจนเหลือเชื่อ (เช่น ลด 90%) จุดประสงค์: เพื่อดึงดูดความสนใจของเหยื่อจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น และกระตุ้นให้รีบตัดสินใจ 2. บังคับให้พิมพ์ข้อมูลส่วนตัวใน "ที่สาธารณะ" วิธีการ: กำหนดกติกาว่า หากต้องการรับสิทธิ์ ต้องพิมพ์ "ชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่จัดส่ง, และเบอร์โทรศัพท์" ลงในช่องคอมเมนต์ใต้โพสต์ทันที จุดประสงค์: เพื่อรวบรวมข้อมูลดิบ (Database) จำนวนมากได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องทักแชททีละคน และสร้างภาพลักษณ์ว่ามีคนสนใจเยอะ (สร้างความน่าเชื่อถือปลอมๆ) 3. นำข้อมูลไปขยายผลสร้างความเสียหาย (4 ภัยร้ายที่ตามมา) ข้อมูลที่คุณพิมพ์ทิ้งไว้ จะถูกนำไปใช้ทำเรื่องไม่ดี ดังนี้: ภัยที่ 1: สวมรอยทำธุรกรรม: นำชื่อและเบอร์โทรไปเปิดบัญชีออนไลน์, สมัครบริการต่างๆ หรือใช้แอบอ้างในการหลอกลวงผู้อื่นต่อ ภัยที่ 2: แฮกบัญชีโซเชียล: นำเบอร์โทรและชื่อไปเดารหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ระบบ Facebook, LINE หรือแอปธนาคารของคุณ ภัยที่ 3: พัสดุเก็บเงินปลายทางปลอม (COD Scam): ส่งกล่องพัสดุเปล่า หรือของไร้ค่ามาที่บ้าน โดยเรียกเก็บเงินปลายทาง (เช่น 200-500 บาท) พ่อแม่พี่น้องที่บ้านไม่รู้ก็อาจจะจ่ายเงินไปเพราะคิดว่าเป็นของที่คุณสั่ง ภัยที่ 4: ขายข้อมูลต่อ: ขายรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของคุณให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือเว็บพนันออนไลน์ ทำให้คุณโดนโทรศัพท์กวนใจไม่หยุด 4. ทักแชทส่วนตัวเพื่อหลอกฟันเงินซ้ำ วิธีการ: มิจฉาชีพจะทักแชท (Inbox) หาคนที่คอมเมนต์ อ้างว่า "ยินดีด้วย! คุณได้รับสิทธิ์" แต่ต้องโอนเงินค่าจัดส่ง, ค่าประกันสินค้า, หรือค่าตีทะเบียนล่วงหน้า (ประมาณ 100-300 บาท) ผลลัพธ์: เมื่อเหยื่อโอนเงินไปแล้ว มิจฉาชีพจะบล็อกหนีทันที ไม่ได้รับสินค้า และเสียเงินฟรี 🔰 ข้อแนะนำในการป้องกันตนเอง (คาถาป้องกันมิจฉาชีพ) "อย่าพิมพ์ข้อมูลส่วนตัวในคอมเมนต์เด็ดขาด": หากต้องการสั่งซื้อสินค้าจริงๆ ให้ทักแชทส่วนตัว (Inbox) เท่านั้น "ของฟรี/ถูกเกินจริง ไม่มีอยู่จริง": ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนเลยว่าเป็นมิจฉาชีพ "ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเพจ": ดูยอดไลก์, วันที่สร้างเพจ, และรีวิวจากลูกค้าจริง (ระวังรีวิวปลอมที่หน้าม้าเขียนชมกันเอง) "แจ้งคนในบ้านเรื่องพัสดุ COD": หากไม่ได้สั่งของ อย่ารับและอย่าจ่ายเงินเด็ดขาด
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน
Nataphon Ditthabanjong
วันที่ 26 มี.ค. 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า ครม. ให้ความเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วน และต้องได้รับการดำเนินการโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน การดูแลกลุ่มเปราะบาง ผ่าน "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" โดย ครม. เห็นชอบในการเติมเงิน 100 บาท เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค จากเดือนละ 300 บาท/คน เป็น 400 บาท/คน. อย่างไรก็ตาม แม้ครม.จะเห็นชอบงบกลางและวงเงินแล้ว แต่ต้องขอความเห็นชอบจาก กกต.ด้วย
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
อีสานโคแฟค ตรวจสอบแล้วว่า ...เป็นข่าวจริง โดย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้มีหนังสือและประกาศ แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนทุกท่าน โปรดทราบว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ยกเลิกการส่งข้อความพร้อมลิงก์ทุกรูปแบบแล้ว กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประกาศแจ้งเตือน แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนทุกท่าน เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัว โปรดทราบว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ยกเลิกการส่งข้อความพร้อมลิงก์ทุกรูปแบบแล้ว จำให้ขึ้นใจ : ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน เจอลิงก์อ้างชื่อรัฐ: ปลอม 100% ห้ามกดเด็ดขาด! พบเบาะแส: รีบแจ้งหน่วยงานที่ถูกแอบอ้างหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ด้วยความปรารถนาดีจาก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อีสานโคแฟค ตรวจสอบแล้วว่า ... ไม่จริง! เป็นข่าวลวง (กลอุบายมิจฉาชีพ) พฤติกรรมการโฆษณาชักชวนไปทำงานต่างประเทศผ่านโซเชียลมีเดียที่เน้นให้ "ทักแชทไลน์" และ "เรียกเก็บเงินล่วงหน้า" เป็นรูปแบบการหลอกลวงของมิจฉาชีพ โดยใช้เพจปลอมหรือบัญชีติ๊กต็อกอ้างชื่อหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เร่งรัดให้โอนเงิน อ้างว่าเป็นค่าดำเนินการ ค่าวีซ่า หรือค่าจองตำแหน่งงาน มักปิดคอมเมนต์หรือจำกัดการเข้าถึง กรมการจัดหางาน แนะ 5 วิธีสังเกตเพจปลอม ป้องกันถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ .นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบขบวนการหลอกลวงคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ เพจเฟซบุ๊ก ติ๊กต๊อก เป็นเครื่องมือหลักในการโฆษณาชักชวนรับสมัคร เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อย คือ สร้างเพจปลอม และบัญชีผู้ใช้ปลอม เพื่อประกาศรับสมัครงานในต่างประเทศ โดยอ้างผลตอบแทนสูงและขั้นตอนดำเนินการที่ง่ายและอ้างว่าเคยส่งคนไปทำงานมาแล้ว เพื่อเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือจากนั้นจะชักชวนผู้สนใจให้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ พร้อมจัดตั้งกลุ่มสนทนาเพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการสมัครงาน และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิ ค่าดำเนินการ ค่าวีซ่า หรือค่าจองตำแหน่งงาน .นายสมชาย กล่าวว่า เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ กรมการจัดหางานขอแนะนำแนวทางการสังเกตเพจปลอม ดังนี้ 1. ตรวจสอบประวัติและความโปร่งใสของเพจ โดยดูการเปลี่ยนชื่อเพจและตำแหน่งแอดมินว่าอยู่ในต่างประเทศเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบหรือไม่ 2. สังเกตการตั้งค่าการกล่าวถึง โดยเฉพาะเพจที่ปิดการแท็ก หรือจำกัดการแสดงความคิดเห็น ปิดกั้นการแจ้งเตือน หรือการร้องเรียนจากผู้เสียหาย เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ 3. ตรวจสอบความคิดเห็น (คอมเมนต์) ระวังเพจที่มีการปั๊มคอมเมนต์ ซ่อนความคิดเห็นจริง หรือมีแต่ข้อความลักษณะชักชวน เช่น “สนใจครับ” หรือ “ทักแชท” 4. ตรวจสอบข้อมูลการติดต่อ โดยต้องมีที่ตั้งสำนักงานชัดเจน และสามารถติดต่อได้จริง ไม่ใช่เพียงการเชิญเข้ากลุ่มไลน์ส่วนตัว และ 5. หากพบข้อสงสัยว่าเป็นเพจปลอม ให้กดปุ่ม “รายงาน (Report)” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อ “กรมการจัดหางานได้เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และสกัดกั้นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ลักลอบจัดส่งแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ รวมถึงบริษัทจัดหางานเถื่อน หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอฝากเตือนคนหางานที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศ ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd เสียก่อน เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง” นายสมชาย กล่าว . ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะไปทำงานต่างประเทศสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศปลายทางได้จากเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน วิธีป้องกันเบื้องต้น จำไว้ว่า: การไปทำงานต่างประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องผ่านบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาต หรือกรมการจัดหางานเท่านั้น และจะไม่มีการเรียกเก็บเงินผ่านแอปฯ ไลน์ในลักษณะส่วนตัว สรุป: หากพบประกาศรับสมัครงานที่โฆษณาว่า "รายได้สูง ขั้นตอนง่าย โอนจองทางไลน์" ให้ถือว่าเป็น ข่าวลวง และห้ามโอนเงินเด็ดขาด
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อีสานโคแฟค ตรวจสอบแล้วว่า ...ไม่จริง เป็นข่าวปลอม เนื่องจากตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบแล้วพบว่า รูปแบบการชักชวนลักษณะนี้เป็นอุบายของกลุ่มมิจฉาชีพ เพื่อหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อและสมัครงาน ซึ่งนำไปสู่การเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และการถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัย! อย่าหลงเชื่อ "งานแอดมิน เงินดี ทำที่บ้าน" อาจกลายเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ข้ามแดน รายละเอียด: รูปแบบการหลอกลวง: มิจฉาชีพจะโพสต์รับสมัครงานผ่านช่องทางออนไลน์ โดยระบุคุณสมบัติง่ายๆ รายได้สูง ทำงานที่บ้านได้ หรือมีอุปกรณ์ให้ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้สมัครงาน อุบาย: มิจฉาชีพจะนัดพบผู้สมัครงานโดยอ้างว่าเพื่อไปอบรมหรือรับอุปกรณ์ทำงาน แต่จะพาไปยังพื้นที่ชายแดนและลักลอบพาออกนอกประเทศ เมื่อถึงจุดหมาย: เหยื่อจะถูกกักขัง ยึดเครื่องมือสื่อสาร และบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย เช่น เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หากหมดประโยชน์: เหยื่ออาจถูกทิ้งในพื้นที่เสี่ยงหรือส่งตัวดำเนินคดี ข้อควรปฏิบัติ: ตรวจสอบข้อมูลการรับสมัครงานอย่างรอบคอบ: จากแหล่งที่เชื่อถือได้ อย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง: หากงานดูง่ายเกินไปและรายได้สูงเกินจริง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ ไม่ควรนัดพบหรือเดินทางไปกับบุคคลแปลกหน้า: โดยเฉพาะการเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดน หากพบเห็นโพสต์รับสมัครงานที่น่าสงสัย: ให้แจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าตกเป็นเหยื่อ! ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจสมัครงานใดๆ! . ตรวจสอบข้อมูลการรับสมัครงานอย่างรอบคอบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ อย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อีสานโคแฟค ตรวจสอบแล้วว่า ... ไม่จริง! นี่คืออุบายใหม่ของมิจฉาชีพที่เกาะกระแสความเดือดร้อนของประชาชน โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกประกาศเตือนภัยเร่งด่วน เนื่องจากตรวจพบกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกองทุน สมาคม หรือชมรมที่เกี่ยวกับ "ฌาปนกิจสงเคราะห์" เพื่อหลอกดูดเงินและขโมยข้อมูลส่วนตัวของประชาชน โดยมีรายละเอียดกลโกงดังนี้: 🔎 รูปแบบการหลอกลวง (กลโกงเกาะกระแส) มิจฉาชีพจะเลือกใช้วิธีการติดต่อที่ดูน่าเชื่อถือเพื่อสร้างความตกใจหรือความหวัง: ช่องทางติดต่อ: ส่ง SMS, โทรศัพท์สายตรง หรือทักข้อความผ่านแอปพลิเคชัน LINE แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือตัวแทนสมาคมฯ สร้างเรื่องราว: อ้างว่าท่านมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล เงินสงเคราะห์ หรือต้องอัปเดตข้อมูลสมาชิกเพื่อให้กองทุนคงอยู่ เหยื่อล่อ: ส่งลิงก์ปลอมให้กด เพื่อนำไปสู่หน้าเว็บที่ให้ กรอกข้อมูลส่วนตัว (ชื่อ, เลขบัตรประชาชน, เลขบัญชีธนาคาร) ขั้นตอนเผด็จศึก: หลอกเอา รหัส OTP หรือให้ สแกนใบหน้า เพื่อเข้าควบคุมแอปธนาคารและโอนเงินออกจากบัญชีจนหมด 🛡️ คาถาป้องกันภัย (แนวทางรับมือ) เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการนี้ โปรดจำหลักการสำคัญดังนี้: ไม่กด ไม่กรอก: ห้ามกดลิงก์ที่แนบมากับ SMS หรือ LINE จากบุคคลที่ไม่รู้จักเด็ดขาด ไม่มีนโยบายออนไลน์: หน่วยงานราชการหรือสมาคมฌาปนกิจที่ถูกต้อง ไม่มีนโยบาย ติดต่อให้ทำธุรกรรมทางการเงินหรือขอรหัสผ่านผ่านทางโทรศัพท์ เช็กให้ชัวร์: หากสงสัย ให้ติดต่อสอบถามที่สำนักงานสมาคมฯ หรือหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรงด้วยตนเอง 📢 ช่องทางแจ้งเหตุและสอบถาม หากท่านหลงเชื่อหรือพบเห็นเบาะแส สามารถดำเนินการได้ทันทีที่: สายด่วนตำรวจไซเบอร์: โทร. 1441 (ปรึกษาและระงับอายัดบัญชี) แจ้งความออนไลน์: ต้องที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th เท่านั้น (โปรดระวังเว็บไซต์ปลอมที่ขึ้นโฆษณาบน Google) "อย่าให้ความกังวลเรื่องเงินฌาปนกิจ กลายเป็นโอกาสให้มิจฉาชีพมาซ้ำเติม"
ใช้ใน 1 ข้อความ6 วันที่แล้ว