รายการความเห็น
13318 ความเห็น
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
คำกล่าวข้างต้น มีพื้นฐานมาจากงานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองที่พบว่า โบรมีเลน (bromelain) ในสับปะรด สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ที่ยืนยันว่า การดื่มน้ำสับปะรด มีผลต่อการรักษาหรือป้องกันมะเร็งได้จริง ดังนั้นการระบุว่า “น้ำสับปะรดเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็ง” จึงอาจเป็นการสรุปที่เกินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
โบรมีเลน (bromelain) เป็นเอนไซม์โปรตีเอสซึ่งพบในสับปะรด มีคุณสมบัติในการย่อยโปรตีนบางชนิด จากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการและการศึกษาในสัตว์ทดลองบางรายงาน พบว่า โบรมีเลนอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ เต้านม และปอด ผ่านกลไกการกระตุ้นการตายของเซลล์ (apoptosis) ลดกระบวนการอักเสบ อย่างไรก็ตาม ปริมาณโบรมีเลนที่ใช้ในการทดลองเหล่านี้มักสูงกว่าปริมาณที่ได้รับจากการบริโภคสับปะรดตามปกติอย่างมาก ขณะที่การดื่มน้ำสับปะรดยังต้องผ่านกระบวนการย่อยและการดูดซึม ซึ่งอาจทำให้ปริมาณสารออกฤทธิ์ลดลง จึงไม่อาจสรุปได้ว่า การบริโภคในชีวิตจริงจะให้ผลเช่นเดียวกับที่พบในการทดลอง
อีกทั้ง ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุขนาดหรือปริมาณการบริโภคน้ำสับปะรดที่เหมาะสมในการออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในมนุษย์อย่างชัดเจน ดังนั้น ผลการศึกษาที่ได้จากสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุม เช่น หลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง ควรถูกตีความอย่างระมัดระวัง เนื่องจากไม่สามารถสะท้อนสภาวะที่ซับซ้อนในร่างกายมนุษย์ได้โดยตรง และที่สำคัญยังไม่มีงานวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ที่ยืนยันว่า โบรมีเลนจากน้ำสับปะรดมีผลต่อการยับยั้งมะเร็งในร่างกายมนุษย์ จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่า น้ำสับปะรดเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในมนุษย์
ในเชิงโภชนาการสับปะรดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวม แต่ไม่ได้มีหลักฐานว่า การบริโภคสับปะรดสามารถป้องกันหรือรักษามะเร็งได้โดยตรง ดังนั้นน้ำสับปะรดควรถูกมองว่า เป็นอาหารเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่งมากกว่าจะเป็นวิธีการรักษาหรือแนวทางหลักในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง
อย่าหลงเชื่อข้อมูลสุขภาพผิด ๆ
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
“ปี๊บสังกะสี” มักจะหมายถึงภาชนะที่ทำจากโลหะที่เรียกว่า “เหล็กชุบสังกะสี” (Galvanized Steel หรือ Galvanized Iron) หรือในบางกรณีอาจหมายถึง “เหล็กเคลือบดีบุก” (Tinplate) ซึ่งใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหารหรือสารเคมี
สารเคลือบสังกะสีนี้จะถูกกัดกร่อนและละลาย (Leach) ออกมาปนเปื้อนในอาหารได้ง่ายขึ้น เมื่อภาชนะสัมผัสกับอาหารที่เป็นกรดสูง เช่น ส้มตำ, น้ำส้มสายชู, น้ำมะนาว, แกงส้ม, หรือเครื่องดื่มที่เป็นกรด และการปรุงอาหารด้วยความร้อนสูง (โดยเฉพาะถ้าเกิน 200 องศาเซลเซียส) อาจทำให้เกิดการปล่อยไอระเหยของสังกะสีออกไซด์ได้
การรับประทานอาหารปนเปื้อนสังกะสีออกไซด์ (ZnO) จะเปลี่ยนไอออนของสังกะสี เมื่อละลายกับกรดของกระเพาะอาหาร และหากร่างกายได้รับสังกะสีในปริมาณที่สูงเกินไปในระยะเวลาอันสั้น จะเกิดภาวะสังกะสีเป็นพิษเฉียบพลัน ถ้าได้รับปริมาณมากกว่า 200 มิลลิกรัม อาจทำให้เกิดอาการอาเจียน และยังพบรายงานอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหารเมื่อได้รับเพียง 50 มิลลิกรัม ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ปวดท้อง และปวดศีรษะ
หากรับประทานอาหารที่มีสังกะสีปริมาณสูงมากเป็นเวลานาน อาจทำให้ลดการดูดซึมทองแดง เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง รบกวนการทำงานของเอนไซม์บางชนิด โดยปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (RDA) ของธาตุสังกะสีในผู้ใหญ่ประมาณ 10-11 มิลลิกรัมต่อวัน และปริมาณสูงสุด (UL) ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อวัน
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
เฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. โพสต์ข้อความโดยระบุว่า "ระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงน้ำท่วม หลอกลงทะเบียนรับเงินเยียวยา ในยามที่พี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อนจากอุทกภัย กลับมีกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติมความทุกข์ ใช้ความเดือดร้อนเป็นเครื่องมือหากิน
รู้ทันกลโกง SMS เยียวยาทิพย์
1. ส่งข้อความล่อใจ : มิจฉาชีพส่ง SMS แจ้งว่า 'ท่านได้รับสิทธิ์เงินเยียวยาน้ำท่วม' พร้อมแนบลิงก์ปลอม
2. หลอกให้กรอกข้อมูล : เมื่อกดลิงก์ จะเข้าไปสู่เว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบหน่วยงานรัฐ เพื่อหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว เลขบัญชี หรือรหัสผ่าน
3. ดูดเงินเกลี้ยง : เมื่อได้ข้อมูลไป คนร้ายจะรีบโอนเงินออกจากบัญชีจนหมดตัวทันที
แนวทางป้องกัน
ไม่กดลิงก์ที่แนบมากับ SMS โดยเด็ดขาด
ไม่กรอกข้อมูลส่วนตัว หรือรหัสผ่านในเว็บที่ไม่น่าเชื่อถือ
จำให้ขึ้นใจ หน่วยงานราชการ ไม่มีนโยบาย ส่งลิงก์ผ่าน SMS เพื่อให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อรับเงิน
ข้อแนะนำ หากต้องการตรวจสอบสิทธิ์ หรือติดตามข่าวสารการเยียวยา ให้ติดตามข้อมูลจาก เว็บไซต์หรือเพจทางการของหน่วยงานราชการ เท่านั้น หรือสอบถามสายด่วนของหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
จากการตรวจสอบพบว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามการยืนยันของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แม้ว่าชื่อย่อของโรคที่ปรากฏในข่าวลือจะมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยก็ตาม
ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องคือ :
- ชื่อโรคที่ถูกต้องคือ SFTS : ชื่อโรคคือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome (SFTS) ไม่ใช่ SFTVS
- สถานการณ์ในไทย (ปี 2568) : กรมควบคุมโรคได้ออกมายืนยันว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรค SFTS จำนวน 3 ราย และผู้ป่วยทั้ง 3 รายเสียชีวิตทั้งหมด โดยผู้ป่วยมีประวัติสัมผัสเห็บจากสุนัขที่เลี้ยงไว้
- พาหะ และการแพร่เชื้อ : โรคนี้เกิดจากไวรัส (SFTSV) ที่มี เห็บ เป็นพาหะ การติดเชื้อหลักเกิดจากการถูกเห็บกัด
เหตุผลที่ "ห้ามบี้เห็บ" เป็นคำแนะนำที่ถูกต้อง การบี้เห็บด้วยมือเปล่าทำให้เลือด หรือสารคัดหลั่งของเห็บที่อาจมีเชื้อไวรัสอยู่ สัมผัสกับผิวหนัง หรือบาดแผล ของมนุษย์โดยตรง ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย การกำจัดเห็บที่ถูกต้อง คือ ควรใช้แหนบคีบดึงออก หรือใช้ยาฆ่าเห็บ
การเผยแพร่โพสต์ดังกล่าวมีรายละเอียดของโรค และตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และคำเตือนอย่างเป็นทางการของกรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสาธารณสุขหลักของประเทศ ถึงแม้จะมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยในการสะกดชื่อย่อของโรค (SFTVS แทน SFTS) แต่เจตนาหลักคือการเตือนภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นจริง
จุดสังเกตที่สำคัญ ข้อมูลนี้ถูกเผยแพร่หลังจากที่มีรายงานผู้เสียชีวิตจริงในประเทศไทย ซึ่งเน้นย้ำถึงความรุนแรงของโรคที่ อัตราการเสียชีวิตสูง (ประมาณ 20% โดยรวม) และปัจจุบัน ยังไม่มียาจำเพาะหรือวัคซีน ในการรักษา การป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงการถูกเห็บกัดและการไม่สัมผัสเห็บโดยตรงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ข้อแนะนำเพิ่มเติม : หากในช่วง 14 วันที่ผ่านมาเคยสัมผัสเห็บหรือสัตว์เลี้ยงที่มีเห็บ และมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือเริ่มมีจุดเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการสัมผัสเห็บให้แพทย์ทราบ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็ว
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
มารู้จักโรค SFTS โรคร้ายที่มากับเห็บ !🕷️
โรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome (SFTS) เกิดจากเชื้อไวรัส SFTSV ซึ่งมีเห็บเป็นพาหะหลัก
สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุนัข แมว แพะ แกะ หมู วัว และสัตว์ป่า และอาจแพร่จากสัตว์สู่คนผ่านการถูกเห็บกัด 🕷️
>> SFTS เป็นหนึ่งในโรคอุบัติใหม่ที่องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในรายชื่อ "กลุ่มโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่อาจก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขในอนาคต”<<
🧠 อาการของโรค
ผู้ป่วยมักมี ไข้สูง มีจ้ำเลือดหรือจุดเลือดออกตามตัว อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย
**ในบางรายที่รุนแรงอาจเกิด ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ (multi-organ dysfunction) เช่น ไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือ ภาวะเลือดออกผิดปกติได้ ⚠️
🚨 หากมีอาการดังกล่าว และเคยถูกเห็บกัด หรือสัมผัสสัตว์เลี้ยงในช่วง 14 วันก่อนป่วย ควรรีบพบแพทย์ และแจ้งประวัติการสัมผัสเห็บหรือสัตว์เลี้ยงให้แพทย์ทราบ
🛡️ คำแนะนำในการป้องกันโรค SFTS
✔️ ห้ามจับและบี้เห็บด้วยมือเปล่า เด็ดขาด!
✔️ รักษาความสะอาดบริเวณบ้าน และที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยง
✔️ อาบน้ำสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ และใช้ยากำจัดเห็บตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องคือ : พายุแม่เหล็กโลกเกิดขึ้นจริง โดยปัจจุบันดวงอาทิตย์กำลังเข้าสู่ช่วงที่มีการปลดปล่อยพลังงานสูงสุดในวัฏจักรสุริยะ ทำให้เกิดการปะทุของพายุสุริยะ (Solar Flare) และการปลดปล่อยมวลโคโรนา (CME) ที่พุ่งเข้าสู่สนามแม่เหล็กโลก ซึ่งนำไปสู่การเกิดพายุแม่เหล็กโลกในระดับความรุนแรงสูง (เช่น ระดับ G4-G5) ความรุนแรงของพายุส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีใน เขตละติจูดสูง (ใกล้ขั้วโลก) ได้แก่ ระบบนำทาง (GPS), ระบบดาวเทียมสื่อสาร, และระบบสายส่งไฟฟ้าในบางพื้นที่ แต่ไม่กระทบต่อมนุษย์ที่อยู่บนพื้นผิวโลกโดยตรง
ประเทศไทยตั้งอยู่ใน ละติจูดต่ำ ซึ่งได้รับการปกป้องจากสนามแม่เหล็กโลกและชั้นบรรยากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าหรือสุขภาพของประชาชนโดยตรง ผลกระทบจะมีเพียงเล็กน้อยต่อความแม่นยำของระบบ GPS
มนุษย์ที่อยู่บนพื้นผิวโลกในประเทศไทย (ซึ่งตั้งอยู่ในละติจูดต่ำ) ได้รับการปกป้องจากสนามแม่เหล็กโลก และชั้นบรรยากาศอย่างสมบูรณ์ ทำให้รังสี และอนุภาคพลังงานสูงไม่สามารถทะลุทะลวงมาถึงในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ จึงไม่มีกลไกทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ ที่ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลกจะส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมอง อัตราการเต้นของหัวใจ หรือการเกิดไมเกรน ผลกระทบที่แท้จริงจะเกิดกับระบบดาวเทียม ระบบไฟฟ้า และสัญญาณวิทยุในเขตใกล้ขั้วโลกเท่านั้น
การเผยแพร่โพสต์ดังกล่าวเป็นการนำเสนอความเชื่อที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งอาจนำไปสู่ ปัญหาที่ ประชาชนเกิดความวิตกกังวลและรู้สึกมีอาการเจ็บป่วยตามที่ถูกเตือน ทั้งที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์
จุดสังเกตที่สำคัญ : ข้อมูลนี้มักถูกเผยแพร่โดย ไม่ได้อ้างอิงแหล่งที่มาทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน (เช่น GISTDA, NOAA, หรือ NARIT) แต่ใช้การกล่าวอ้างถึงความรู้สึกทางกายภาพที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สร้างความตื่นตระหนกทางสุขภาพได้ง่าย
อย่าหลงเชื่อข้อมูลที่กล่าวอ้างผลกระทบต่อสุขภาพที่รุนแรงและไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติทางอวกาศกับหน่วยงานที่เป็นทางการ เช่น GISTDA หรือ NARIT โดยตรงเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือวิตกกังวลในสังคม
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
การตรวจสอบพบว่า ข้อมูลนี้เป็น "ข่าวปลอม" และมีเจตนาหลอกลวงหรือชักชวนให้เข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยข้อมูลโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ 8 ประเทศตามรายชื่อที่ระบุมา ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือกรมการท่องเที่ยว
การชักชวนให้คลิกปุ่มหรือลิงก์แปลก ๆ เพื่อลุ้นรับรางวัลหรือลงทะเบียน เป็นกลวิธีมาตรฐานของมิจฉาชีพเพื่อหลอกขอข้อมูลส่วนตัว (Phishing) หรือนำไปสู่การติดตั้งมัลแวร์
ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center) ได้ออกมาชี้แจงข้อมูลลักษณะนี้หลายครั้งว่า เป็นข่าวปลอม ที่แอบอ้างชื่อกรมการท่องเที่ยวเพื่อชักชวนให้ประชาชนร่วมกิจกรรมและกดลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ อีกทั้ง กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism): ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจหรือกิจกรรมดังกล่าว และแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อกดลิงก์หรือลงทะเบียนใด ๆ กับเพจเฟซบุ๊กที่น่าสงสัย
หากได้รับแจ้งการแจกรางวัลหรือการลุ้นโชคในลักษณะนี้ ให้สันนิษฐานว่าเป็นกลโกง ห้ามคลิก ที่ลิงก์ใด ๆ เด็ดขาด หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัว อย่ากรอกข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือข้อมูลทางการเงินลงในเว็บไซต์ที่มีลักษณะน่าสงสัย
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการของรัฐบาลหรือหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ให้ตรวจสอบข้อมูลโดยตรงจากเว็บไซต์หรือบัญชีโซเชียลมีเดียที่เป็นทางการของหน่วยงานนั้น ๆ เท่านั้น เช่น กรมการท่องเที่ยว หรือ ททท.
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
เตือนภัย มิจฉาชีพมาแล้ว! โปรดระวัง ธนาคารกรุงไทย ยืนยัน โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่มีการส่ง SMS แนบลิงก์ให้ประชาชนกรอกข้อมูลลงทะเบียนแต่อย่างใด ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ กดลงทะเบียนผ่านลิงก์ดังกล่าว
โครงการคนละครึ่งพลัส สามารถลงทะเบียนได้ทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
วันที่ 29 ส.ค. 68 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เตรียมออกใช้ธนบัตรชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ที่พิมพ์ด้วยวัสดุพอลิเมอร์ที่เป็นพลาสติกแบบพิเศษ ไม่ดูดซับความชื้นและสิ่งสกปรก มีความทนทานต่อการใช้งานมากกว่าธนบัตรกระดาษ จึงช่วยให้ธนบัตรหมุนเวียนมีสภาพใหม่ สะอาด และมีอายุการใช้งานนานขึ้น จากการออกใช้ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 20 บาทที่ผ่านมา พบว่าธนบัตรมีอายุการใช้งานเฉลี่ยนานถึง 8 ปี หรือนานกว่าธนบัตรกระดาษถึง 4 เท่า ซึ่งจะช่วยลดการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อทดแทนที่ชำรุดได้อย่างน้อยปีละ 350 ล้านฉบับ เป็นการลดต้นทุนของระบบ ลดการใช้ทรัพยากร และเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ยังคงมีลักษณะโดยรวมเหมือนกับธนบัตรกระดาษที่หมุนเวียนในปัจจุบัน และมีการต่อต้านการปลอมแปลงด้วยมาตรฐานที่สูงด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีจุดสังเกตที่เด่นชัดกว่าธนบัตรกระดาษ คือ มีช่องใสที่สามารถมองทะลุได้ทั้งสองด้าน และมีลายดุนนูนบอกชนิดราคาในช่องใส รวมถึงพิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์พิเศษที่เมื่อพลิกเอียงจะเปลี่ยนสีหรือเหลือบสีได้ นอกจากนี้ ธนบัตรทั้งสองชนิดราคานี้ยังเพิ่มจุดสังเกตสำหรับผู้มีข้อจำกัดในการมองเห็นด้วยการพิมพ์ดุนนูนสัญลักษณ์ในลักษณะอักษรเบรลล์ที่สื่อถึงชนิดราคา และมีเส้นเฉียงนูนใสบริเวณขอบธนบัตรทั้งสองด้าน ซึ่งช่วยให้มีจุดสัมผัสที่เด่นชัดมากขึ้น
ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท มีกำหนดออกใช้หมุนเวียนในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นี้ ประชาชนสามารถเบิกถอนผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจทุกแห่ง โดยธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 100 บาท สามารถเบิกถอนผ่านเครื่องฝากถอนเงินสดอัตโนมัติ (ATM/CDM) ได้ และธนบัตรทั้งสองชนิดราคาสามารถใช้กับเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติได้ ทั้งนี้ ประชาชนยังสามารถใช้ธนบัตรกระดาษชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาทที่หมุนเวียนในระบบได้ตามปกติ
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
วันที่ 29 ส.ค. 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่อง "พายุดีเปรสชัน และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย" ฉบับที่ 1 โดยระบุว่า เมื่อเวลา 07.00 น. ของวันนี้ (29 ส.ค. 68) หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว โดยเมื่อเวลา 10.00 น. มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 16.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.5 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนและคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงบ่ายวันที่ 30 ส.ค. 68
หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน เคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศลาวตอนบน และจะอ่อนกำลังลงอีกเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนตามแนวร่องมรสุม เข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในคืนวันที่ 30 ส.ค. 68 และเข้าปกคลุมภาคเหนือในวันที่ 31 ส.ค. 68
จากอิทธิพลดังกล่าว ทำให้ในช่วงวันที่ 30 ส.ค. – 1 ก.ย. 68 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมแรงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และชัยภูมิ
ส่วนภาคเหนือและภาคกลางตอนบนจะได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 31 ส.ค. 68 โดยเฉพาะจังหวัดน่านตอนล่าง แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน และนครสวรรค์ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม
สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร
ทั้งนี้ ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกตอนบน ระมัดระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ในช่วงวันที่ 30 ส.ค. – 2 ก.ย. 68
อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อออนไลน์ว่า กองกำลังฝ่ายกัมพูชาได้ยิงปืนใหญ่ใส่ฐานทหารไทยใกล้ปราสาทตาควาย จังหวัดศรีสะเกษ นั้น กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยในพื้นที่แล้ว ยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยเสียงระเบิดที่ประชาชนได้ยิน สันนิษฐานว่าเกิดจากทหารกัมพูชาเหยียบกับระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาเองเคยลักลอบวางไว้ ไม่ใช่การโจมตีด้วยอาวุธหนักตามที่มีข่าวแพร่กระจาย
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
โพสต์ข้อความเตือนการมาของพายุโซนร้อนที่อาจกระทบต่อประเทศไทยตอนบนตามภาพข่าวนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ได้มีที่มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากแบบจำลองฯ เพียงแบบจำลองเดียว ซึ่งอาจให้ผลการพยากรณ์ที่แตกต่างจากแบบจำลองฯ อื่น ๆ และข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามระยะเวลาและข้อมูลที่มีการประมวลผลใหม่ รวมทั้งต้องวิเคราะห์จากผลการตรวจวัดร่วมด้วย คำเตือนดังกล่าวอาจใช้เป็นแนวทางในการติดตามเท่านั้น แต่ไม่ควรตื่นตระหนก และงดเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา
กระทรวงการคลัง
- มอบหมายสถาบันการเงินของรัฐ ดำเนินมาตรการทางการเงิน เช่น พักชำระหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ย และปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของประชาชน
กระทรวงพาณิชย์
- ออกมาตรการเชิงรุกระยะเร่งด่วนและต่อเนื่อง เพื่อช่วยผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เกษตรกร/ผู้ประกอบการผลไม้และผัก ผู้ค้ารายย่อยและชาวบ้าน และผู้ส่งออก-นำเข้า/ผู้ประกอบการในกัมพูชา)
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
พันเอกริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ตามที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เรื่องห้ามมิให้ผู้ใดบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน หรือ “โดรน” ที่ควบคุมการบินจากภายนอก, ทุกวัตถุประสงค์การใช้งาน, และทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาในปัจจุบัน
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ได้รับมอบหมาย มีอำนาจในการใช้ระบบต่อต้านโดรน (Anti-Drone System) รวมถึงสามารถดำเนินการทำลายโดรนจากภาคพื้นดินได้ทันที
ในการนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ถึง 4 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 1 ถึง 4 ดำเนินมาตรการตามแนวทางดังต่อไปนี้
• ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด โดยมีรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (ฝ่ายทหาร) เป็นผู้รับผิดชอบในการหารือและประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการ หน่วยงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยให้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคเป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมและวางแผนภาพรวมในการป้องกันและต่อต้านการใช้โดรนไม่ทราบฝ่าย
• ให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ได้แก่ จังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด หน่วยงานความมั่นคง ภาคเอกชน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งจัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็ว ประกอบด้วยกำลังจากฝ่ายพลเรือน ตลอดจนตำรวจจากสถานีตำรวจภูธร และสารวัตรทหาร เพื่อดำเนินการสกัดกั้นและติดตามจับกุมผู้บังคับหรือใช้โดรนไม่ทราบฝ่าย
.
สำหรับแนวทางการใช้อาวุธในการต่อต้านอากาศยานไร้นักบิน แบ่งเป็นกรณี ดังนี้
1.กรณีมีการใช้อาวุธก่อน หรือพบพฤติการณ์เป็นภัยคุกคามร้ายแรง ที่อาจกระทบต่อชีวิตของกำลังพลและประชาชน รวมถึงอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ให้หน่วยที่วางกำลังตามแนวชายแดนสามารถใช้อาวุธประจำกายหรืออาวุธประจำหน่วยเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามได้ทันที
2.กรณีตรวจพบในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และ 2
• พื้นที่แนวหน้า: สามารถใช้ทั้งมาตรการ Soft Kill และ Hard Kill ได้
• พื้นที่ส่วนหลัง: ให้ใช้ Soft Kill เป็นลำดับแรก หากไม่สามารถดำเนินการได้ จึงให้ใช้ Hard Kill โดยต้องใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูง และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชน
3.กรณีตรวจพบในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 และ 4
• ให้เน้นการใช้มาตรการ Soft Kill ก่อนเป็นลำดับแรก หากสถานการณ์จำเป็น ให้ใช้มาตรการ Hard Kill ตามความเหมาะสม
• การใช้อาวุธให้ถือเป็นความรับผิดชอบหลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยหน่วยทหารสามารถใช้อาวุธได้เฉพาะในขอบเขตที่ตั้งและพื้นที่รับผิดชอบของหน่วย โดยใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูง และต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์
ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นหรือทราบเบาะแสเกี่ยวกับการบังคับหรือปล่อยอากาศยานไร้นักบิน ที่อาจฝ่าฝืนประกาศดังกล่าว สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วนความมั่นคง 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
กองทัพอากาศ ยืนยันว่า
1. ปฏิบัติการทางอากาศของไทยดำเนินการอย่างแม่นยำ มุ่งเป้าหมายทางทหารที่ได้รับการยืนยันแล้ว ไม่มีการโจมตีพื้นที่พลเรือน และเป็นไปตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
2. ระเบิดที่พบในฝั่งกัมพูชามีสภาพเก่า สนิมขึ้นชัดเจน ลักษณะคล้ายถูกขุดขึ้นจากใต้ดินมากกว่าการตกจากอากาศ ทั้งความลึกของหลุมและทิศทางไม่สอดคล้องกับแรงปะทะจากอากาศยาน
3. การทิ้งระเบิดของฝูงบิน F-16 และ Gripen เกิดขึ้นก่อนข้อตกลงหยุดยิง โดยลูกระเบิดทำงานสมบูรณ์ ตรวจสอบซากได้ครบถ้วน
กองทัพอากาศไทยดำเนินภารกิจด้วยความรับผิดชอบสูงสุด ปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด และยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมโดยไม่มุ่งสร้างความเสียหายต่อพลเรือนโดยเด็ดขาด
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน. 6) ดอนเมือง พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบก พล.อ.ท.ณรัฐ บุญประเสริฐ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ(จก.กร.ทอ.)
นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ พล.ต.นฤดล สุขมา เจ้ากรมจเรทหารทบ ในฐานะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พล.ต.ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์ นำเอกอัคราชทูต อุปทูต 11 ประเทศ คณะทูตทหาร และผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศ สื่อมวลชนไทย ประมาณ 110 คน จาก 18 หน่วยงาน/สำนักข่าวและสื่อต่างประเทศประมาณ 40 คนจาก 26 สำนักข่าว ลงพื้นที่เพื่อสื่อสารให้ประชาคมโลกทราบถึงข้อมูลหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริง
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เปิดให้คณะผู้แทนทางการทูตและสื่อมวลชนร่วมตรวจสอบสถานการณ์ในพื้นที่จริง เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก โดยจะได้เห็นภาพจริงของความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน และสถานที่สาธารณะ ซึ่งเป็นผลจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาที่พุ่งเป้าไปยังเป้าหมายทางพลเรือนที่ไม่ใช่ทางทหาร ซึ่งเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎการปะทะและ กฎหมายมนุษยธรรม ระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
ฝ่ายไทยยืนยันจะไม่สร้างภาพลวง ไม่โกหกรายวัน ไม่ให้ข่าวบิดเบือน และไม่กล่าวหาด้วยข้อมูลที่ไม่มีมูล ไม่มีพยานหลักฐาน แต่รัฐบาลไทยจะสะท้อนข้อเท็จจริงจากพื้นที่ให้ประชาคมโลกเห็นด้วยตาตนเอง และตัดสินด้วยข้อมูลจากพื้นที่จริง
สำหรับกำหนดการในพรุ่งนี้ จะรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ ที่ มทบ.22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี จากนั้นจะลงพื้นที่สังเกตการณ์พื้นที่เสียหายต่าง ๆ และพบปะประชาชนที่อพยพจากแนวชายแดนด้วย
นายจิรายุ กล่าวว่า การลงพื้นที่จะเป็นไปภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด ฝ่ายไทยจะยึดถือความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลัก เนื่องจากที่ผ่านมาไทยไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน และไม่เคยโจมตีพื้นที่โรงพยาบาลโรงเรียนของพลเรือน อีกทั้งจะเป็นการสะท้อนภาพความจริงใจในการหยุดยิงและนำพาสันติภาพกลับคืนสู่ภูมิภาคนี้ต่อไป
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ข้อมูลดังกล่าว เป็นจริง ประกาศของ กพท. มีเจตนาเพื่อความมั่นคง และมีผลบังคับใช้จริงในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเป็นการดำเนินการที่อิงตามกฎหมายอย่างชัดเจน
เจตนาของผู้เผยแพร่
เนื้อหานี้มุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในสถานการณ์พิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ข่าวเรื่องการควบคุมตัวทหารกัมพูชา 18 นาย โดยฝ่ายไทยพร้อมให้การดูแลตามหลักมนุษยธรรม เป็นข่าวจริง มีหลักฐานจากคำแถลงของโฆษกกองทัพบก และข้อมูลจากกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งยืนยันตรงกันทุกประการ
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ข้อมูลที่ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และฝ่ายไทยตอบโต้กลับนั้น เป็นความจริง อ้างอิงจากแถลงการณ์ทางราชการและรายงานสถานการณ์จากพื้นที่โดยตรง ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือสูง และได้รับการยืนยันจากโฆษกกองทัพบก
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ภาพต้นฉบับที่ใช้ในโพสต์ ไม่ได้มาจากเหตุการณ์ในประเทศไทย แต่เป็นภาพของเครื่องบินดับเพลิงในสหรัฐอเมริกา ที่กำลังโปรย “สารดับไฟป่า” สีแดง เพื่อควบคุมไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568
เพจ SMART SOLDIERS STRONG ARMY ได้ยืนยันว่า “กองทัพไทยไม่ได้ใช้แก๊สพิษหรืออาวุธเคมีใด ๆ” และได้ชี้แจงว่าภาพดังกล่าวถูกนำมาตัดต่อเพื่อสร้างความเกลียดชังและบิดเบือนข้อเท็จจริง
ไม่มีแหล่งข่าวใดทั้งในและต่างประเทศที่ยืนยันว่าประเทศไทยใช้อาวุธต้องห้าม หรืออาวุธเคมีตามที่กล่าวอ้างในโพสต์
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
เนื้อหาที่ว่า “สุรินทร์ประกาศเขตภัยสงครามเป็นจังหวัดแรก” เป็น ข่าวจริงในหลักการ คือ จังหวัดสุรินทร์ได้ยกระดับการรับมือเหตุการณ์ชายแดนเทียบเท่า “ภัยพิบัติ” เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน แต่ ไม่ได้มีการประกาศ "สงคราม" อย่างเป็นทางการ ตามความหมายในทางทหารหรือกฎหมายระหว่างประเทศ
เอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือทางราชการจริง มีตราครุฑ ลายเซ็น และออกโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์
เนื้อหาในหนังสือสอดคล้องกับข้อกฎหมายที่ระบุว่าสามารถพิจารณาเหตุการณ์รุนแรงที่กระทบประชาชนว่าเป็น “สาธารณภัย” ได้
ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่า “ประกาศสงคราม” อย่างเป็นทางการ แต่เป็นการซักซ้อมแนวทางให้ความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินตามกฎหมาย
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
การตรวจสอบพบว่า ข้อมูลนี้เป็น "ข่าวจริง" และมีความสอดคล้องกับแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและหลักการของมหาเถรสมาคม เป็นการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าสำคัญในการปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้อ้างอิงข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเอกสารการลงนามของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รวมถึงคำชี้แจงจากศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม
อุบลฯ สื่อดี ภายใต้อีสานโคแฟค ได้มีการตรวจสอบโดยการสืบค้นจากเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมถึงสำนักข่าวหลักที่เชื่อถือได้ ซึ่งมีรายงานมติสำคัญของมหาเถรสมาคม และการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทและอำนาจของมหาเถรสมาคมตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
สรุปข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบ พบว่า ข้อมูลที่ว่ามหาเถรสมาคมมีมติเห็นชอบแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหาเถรสมาคม 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม และ ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง สอดคล้องกับการรายงานข่าวของสื่อหลักหลายสำนักและแถลงการณ์อย่างไม่เป็นทางการของบุคคลที่เกี่ยวข้อง สาระสำคัญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมคือ หากมีหลักฐานชัดเจนว่าพระภิกษุกระทำความผิดถึงขั้นปาราชิก (เช่น เสพเมถุนธรรม) หรือความผิดร้ายแรงอื่น ๆ ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อคณะสงฆ์ ผู้มีหน้าที่และอำนาจต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 10 วัน ข้อมูลนี้ตรงกับเนื้อหาในข่าว การยอมรับพยานหลักฐานจากยุคสมัยใหม่ เช่น คลิปวิดีโอ หรือข้อมูลการสนทนาทางโทรศัพท์ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อกลั่นแกล้ง เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกเพิ่มเติม เพื่อให้กระบวนการพิจารณารวดเร็วขึ้น ในส่วนข้อมูลที่ระบุว่าหากพระภิกษุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้สละสมณเพศ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสามารถประสานขอกำลังและอารักขาจากฝ่ายบ้านเมืองเพื่อดำเนินการได้ เป็นความจริง และเป็นการให้อำนาจแก่สำนักพุทธฯ ในการบังคับใช้มติสงฆ์ให้มีผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ข่าวยังคงย้ำหลักการสำคัญว่าการวินิจฉัยอธิกรณ์และการลงนิคหกรรมยังคงเป็นเรื่องที่คณะสงฆ์ดำเนินการ แต่เจ้าหน้าที่รัฐต้องเอื้อเฟื้อสนับสนุน ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ แหล่งอ้างอิง ที่สอดคล้องกับข้อมูลสำนักข่าวหลัก เช่น ไทยรัฐ, มติชน, ผู้จัดการออนไลน์, ประชาชาติธุรกิจ และเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)
ข่าวนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของคณะสงฆ์ในการจัดการปัญหาให้สอดรับกับยุคสมัยและความคาดหวังของสังคม ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าของกฎมหาเถรสมาคมฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้อย่างใกล้ชิด เมื่อมีการประกาศลงในหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้จริงในวันถัดจากวันประกาศ
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
"กรมอุตุนิยมวิทยา" เตือนฉบับที่ 6 "ฝนตกหนักถึงหนักมาก" บริเวณประเทศไทย เช็กจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก
วันที่ 19 ก.ค. 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่อง "ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย คลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน มีผลกระทบในช่วงวันที่ 19-24 กรกฎาคม 2568" ฉบับที่ 6 โดยระบุว่า ประเทศไทยจะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน ประเทศลาวตอนบน และประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังค่อนข้างแรง
ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันและเวลาดังกล่าวไว้ด้วย
อนึ่ง พายุโซนร้อนวิภา มีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน คาดว่า ในช่วงวันที่ 20-21 ก.ค. จะเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวตังเกี๋ย และเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน
ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือหรืออพยพ หากสถานการณ์อยู่ในสภาวะวิกฤตและติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
วันที่ 20 ก.ค. 68 กรมอุตุนิยมวิทยา อัปเดตสถานการณ์และเส้นทางพายุโซนร้อนกำลังแรง "วิภา (WIPHA)" ค่ำวันนี้ว่า พายุโซนร้อนกำลังแรง "วิภา" มีศูนย์กลางอยู่บริเวณชายฝั่งเมืองเจียงเหมิน มณฑลกวางตุ้ง กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก (พายุนี้เคลื่อนตัวเร็ว) คาดว่าจะเคลื่อนตัวตามแนวชายฝั่งประเทศจีน เข้าสู่อ่าวตังเกี๋ยและขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ช่วงวันที่ 21-22 ก.ค. 68 และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณ สปป.ลาว ตามลำดับ
แม้พายุนี้จะกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำแล้วก็ตาม แต่จะส่งผลกระทบทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคกลางด้านตะวันตก ต้องระวังฝนตกหนัก ฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ในพื้นที่ดังกล่าวโดยเฉพาะช่วง 22-24 ก.ค. 68 ต้องเตรียมการรับมือและเตรียมความพร้อมหากจำเป็นต้องอพยพ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.น่าน พะเยา เชียงราย
อิทธิพลของพายุฯ จะทำให้มรสุมมีกำลังแรง ตั้งแต่ 20 - 24 ก.ค. 68 ทำให้ภาคใต้ฝั่งอันดามันและภาคตะวันออก มีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมมีกำลังแรง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระวัง คลื่นลมแรง เรือเล็กงดออกจากฝั่งโดยเด็ดขาด
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าใบทุเรียนเทศสามารถนำมาใช้เป็นยารักษามะเร็งในคนได้ ซึ่งแม้ว่าจะมีรายงานวิจัยส่วนหนึ่งที่ระบุว่าใบทุเรียนเทศมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีกว่ายาเคมีบำบัดนั้น แต่ข้อมูลนี้เป็นเพียงงานวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองเท่านั้น จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าใบทุเรียนเทศสามารถนำมาใช้เป็นยารักษามะเร็งในคนได้
ซึ่งใบทุเรียนเทศมีสารบางชนิดที่มีฤทธิ์เป็นยาระงับปวด สามารถต้านการอักเสบ และต้านการเกิดเนื้องอก ทั้งนี้การศึกษาวิจัยในคนมีความสำคัญและจำเป็นต้องศึกษาหลายด้าน เช่น กลไกการออกฤทธิ์ต่อเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง การส่งสัญญาณภายในเซลล์ การแยกสารที่ออกฤทธิ์ชนิดต่าง ๆ การทดสอบด้านพิษวิทยาและความปลอดภัย ตลอดจนการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จากใบทุเรียนเทศวางจำหน่ายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในรูปแปบ แคปซูลหรือชาชง ผู้บริโภคควรศึกษาส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์และหากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ สำหรับผู้ป่วยมะเร็งควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์
ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ใช้ใน 1 ข้อความ・3 วันที่แล้ว
