รายการความเห็น
13812 ความเห็น
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
เป็นคลิปจริงวันที่ 18 มีนาคม 2569 ภาพเหตุการณ์ชาวบ้านวิ่งกรูเข้าปั๊ม หิ้วแกลลอนเพื่อเติมน้ำมัน สถานที่คือปั๊ม ปตท. พรานกระต่าย 1
ที่ตั้ง 21/1 หมู่ที่ 1 ถนน พิทักษ์บุญยงค์ ตำบล ถ้ำกระต่ายทอง อำเภอพรานกระต่าย กำแพงเพชร
ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาความกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลนและราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในต่างประเทศ (เช่น กรณีอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช) ส่งผลให้ประชาชนในหลายจังหวัดรวมถึง จังหวัดกำแพงเพชรเกิดความตื่นตระหนกและนำแกลลอนมาต่อคิวรอเติมน้ำมันเพื่อกักตุนไว้ใช้ในการเกษตรและเดินทาง
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
เมื่อตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว พบว่า คลิปดังกล่าว ได้มีการใช้เทคโนโลยี AI Deepfake และสร้างเสียงพากย์ใหม่ ดัดแปลงจากภาพต้นฉบับ โดยบุคคลที่ปรากฏในวิดีโอมีตัวตนอยู่จริง และแหล่งที่มาของ TradingView มีความผิดปกติหลายจุด
บุคคลในคลิปคือใคร ?
เราใช้เครื่องมือ Google Lens เพื่อค้นหาบุคคลในภาพ พบว่า ตัวตนจริงของบุคคลที่ปรากฏ คือ คุณอรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) แพลตฟอร์มเทรดเหรียญดิจิทัลชั้นนำในไทย ซึ่งได้ถูกนำคลิป และเสียงไปดัดแปลงในบริบทอื่น และอ้างชื่อว่าเป็น ‘สมชาย แซ่ตั้ง’ ผู้จัดการ TradingView เพื่อใช้ความน่าเชื่อถือของผู้บริหารระดับประเทศในการหลอกลวง
TradingView คืออะไร ?
ตัวตนจริงของ TradingView คือแพลตฟอร์มที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนเทรดเดอร์และนักลงทุนด้วยเครื่องมือมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกราฟราคาแบบเรียลไทม์ ตัวชี้วัด (Indicator) และพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Social features) ที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์สามารถมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์ได้อย่างเปิดกว้าง
ต้นทางโฆษณาถูกระบุว่ามาจากต่างประเทศ
มีผู้พบโฆษณาดังกล่าว เข้าไปดูข้อมูลของช่องที่อัปโหลด พบว่า ผู้ลงโฆษณานี้มีที่มาจาก ประเทศคีร์กีซสถาน ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กในภูมิภาคเอเชียกลาง มีพรมแดนติดกับจีนและอุซเบกิสถาน ซึ่งสวนทางกับรูปแบบคลิปที่พากย์เสียงด้วย ภาษาไทย และบุคคลในภาพก็เป็นคนไทย
มีหลายเวอร์ชัน
จากการตรวจสอบล่าสุด เมื่อ 15 มีนาคม 2569 พบว่ามี โฆษณาตัวใหม่ในลักษณะคล้ายกันนี้ปรากฏขึ้นใน Youtube โดยใช้ชื่อแอคเคาท์ TradingView 15th Years Anniversary ซึ่งตัวตนจริงของบุคคลในภาพ คือ ‘อาจารย์อริน อริญชย์ เมธีกุล’ ผู้ก่อตั้ง Top 1% และถูกนำมาดัดแปลงด้วย AI ในลักษณะเดียวกัน
แต่เมื่อเราเข้าไปดูข้อมูลของบัญชีดังกล่าวนี้ จึงพบว่า ได้มีการสร้างบัญชีใหม่ ขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ซึ่งอาจมาจากสาเหตุที่มีผู้เข้าไปกด ‘รายงาน (Report)’ เยอะ จนทำให้ช่องเดิมถูกแบน ไม่สามารถลงคลิปได้ จึงสร้างตัวตนใหม่ เพื่อลงโฆษณาใหม่
หลอกให้หลงเชื่อ และคลิกลิงก์
โฆษณาดังกล่าวนี้ จะมีการเชิญชวนให้คลิกลิงก์ที่ขึ้นในโฆษณา แต่ทว่า ลิงก์ดังกล่าวนั้นอาจมี "มัลแวร์" (ไวรัสดูดเงิน) ที่สามารถเข้ามาในระบบ เพื่อดูข้อมูลในมือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ที่คลิกลิงก์ และแอบโอนเงินออกจากแอปธนาคารหรือบัญชีอื่น ๆ ได้ ซึ่งหากผู้ใช้งานหลงเชื่อและคลิกเข้าไปตามลิงก์ในโฆษณา ระบบจะพาไปยังเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งมีลักษณะคล้ายแพลตฟอร์มลงทุนหรือเทรดต่างประเทศ และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกหลอกให้โอนเงิน
มีผู้ใช้งานบางราย หลงเชื่อ และกดเข้าไปแล้ว ไม่ใช่แอปฯ ลงทุนตามที่โฆษณากล่าวอ้าง แต่กลับเป็นไฟล์ zip ของโปรแกรมบางอย่างที่ให้มาติดตั้ง
ดังนั้น หากใครพบโฆษณาที่ใช้ชื่อหรือภาพ สมชาย แซ่ตั้ง” เพื่อชักชวนลงทุน ควรหลีกเลี่ยงการกดลิงก์ทันที เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นกลลวงของมิจฉาชีพ ผู้ใช้งานควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนเชื่อโฆษณาใด ๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะโฆษณาที่ชักชวนให้ลงทุนหรือให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ เพราะอาจเป็นหนึ่งในรูปแบบการหลอกลวงที่กำลังแพร่ระบาดบนโลกดิจิทัลในปัจจุบัน
สรุปผลการตรวจสอบ โฆษณาชวนลงทุน โดยอ้างว่าชื่อ “สมชาย แซ่ตั้ง” แท้จริงแล้วเป็นการใช้ AI Deepfake ดัดแปลงภาพและเสียงขึ้นมาใหม่ (บุคคลในภาพมีตัวตนจริง แต่ไม่ได้ชื่อ ‘สมชาย แซ่ตั้ง’) มีการหลอกลวงให้คลิกลิงก์ เพื่อให้ติดตั้งโปรแกรมบางอย่าง ซึ่งเป็นกลลวงของมิจฉาชีพ
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญ แจ้งเตือนภัย! มิจฉาชีพปลอม เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญ สังเกตที่คำว่า "สัมนักงาน" ของแท้ต้อง "สำนักงาน"
พฤติกรรมมีการแอบอ้างการบริจาคเงิน ระวังกันด้วยนะครับ
ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพสร้างเพจ Facebook ปลอม โดยลอกเลียนแบบตราสัญลักษณ์และชื่อหน่วยงานราชการ เช่น "สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญ" เพื่อใช้หลอกลวงประชาชนให้โอนเงินบริจาค โดยอาศัยความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยมาเป็นเครื่องมือหากิน
🔍 จุดสังเกตจับผิด "เพจปลอม" (ตามภาพหลักฐาน):
1. ชื่อเพจสะกดผิด (จุดตายสำคัญ):
เพจปลอมใช้ชื่อว่า "สัมนักงานประชาสัมพันธ์ จังหวัดอำนาจเจริญ"
สังเกตคำแรกเขียนว่า "สัม" (ส.เสือ - ไม้หันอากาศ - ม.ม้า) ซึ่งผิดหลักภาษาไทย
เพจของจริง ต้องสะกดว่า "สำนักงาน" (ส.เสือ - สระอำ) เท่านั้น
2. พฤติกรรมการหลอกลวง:
สร้างสถานการณ์น่าสงสาร: มิจฉาชีพนำภาพข่าวเหตุการณ์ไฟไหม้ (อ้างเหตุเกิดวันที่ 13 มกราคม 2569 ที่ อ.ลืออำนาจ) มาโพสต์เพื่อเรียกคะแนนความสงสาร โดยระบุว่าผู้เสียหาย "เหลือเพียงเสื้อผ้าที่ใส่ติดตัว"
เปิดรับบริจาคเข้า "บัญชีบุคคลธรรมดา": หน่วยงานราชการ ไม่มีนโยบาย เปิดรับบริจาคเข้าบัญชีส่วนตัวของบุคคลใด
สร้างหลักฐานเท็จ (Social Proof): มีการโพสต์ภาพสมุดจดรายชื่อผู้บริจาคที่เขียนด้วยลายมือ (เช่น 100, 200, 500 บาท) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้เหยื่อตายใจว่ามีคนอื่นบริจาคแล้ว
🛡️ ข้อควรระวังและวิธีป้องกัน:
สังเกตชื่อเพจให้ดี: หากพบคำว่า "สัมนักงาน" (หรือชื่ออื่นๆ ที่สะกดไม่ถูกต้อง) ให้สันนิษฐานทันทีว่าเป็นเพจปลอม
ห้ามโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล: หากเป็นการช่วยเหลือผ่านหน่วยงานรัฐ จะต้องเป็นชื่อบัญชีของหน่วยงาน หรือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องเท่านั้น
ตรวจสอบข้อมูล: เช็คกับที่ว่าการอำเภอ หรือผู้นำชุมชนในพื้นที่เกิดเหตุตามข่าว ก่อนตัดสินใจช่วยเหลือ
ช่วยกันกดรายงาน (Report): หากพบเพจดังกล่าว ให้กดรายงานไปที่ Facebook ว่าเป็น "เพจปลอม" หรือ "หลอกลวง"
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
จากสถิติข้อมูลและข่าวการฆ่าตัวตายของประชากรในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 ในกลุ่มจังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ที่หลายคนอาจจะคิดว่าจังหวัดที่มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงสุดอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นนั้น คำตอบคือ ไม่เป็นความจริง
โดยจากการตรวจสอบของศูนย์ต่อต้านข่าวลวงจังหวัดขอนแก่นพบว่า จากข้อมูลจากรายงานสถิติการฆ่าตัวตายในเขตสุขภาพที่ 7 ปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – มีนาคม 2568) พบว่า เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสำเร็จ จำนวน 239 คน คิดเป็นอัตรา 4.83 ต่อประชากรแสนคน เฉลี่ยวันละ 1-2 คน โดยจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด คือ จังหวัดกาฬสินธุ์ อัตรา 7.05 ต่อประชากรแสนคน (68 คน) รองลงมา คือ จังหวัดมหาสารคาม อัตรา 5.04 ต่อประชากรแสนคน (47 คน) จังหวัดขอนแก่น อัตรา 4.29 ต่อ ประชากรแสนคน (76 คน) และจังหวัดร้อยเอ็ด อัตรา 3.75 ต่อประชากรแสนคน (48 คน) ตามลำดับ
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
จากข้อมูล ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ แสตมป์เมา กำลังระบาดในหมู่เยาวชน
ทีมเครือข่ายอีสานโคแฟคได้สืบค้นข้อมูลเรื่องแสตมป์เมา จึงพบคำเตือนว่าเป็นอันตราย จากกรมการแพทย์ และสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.)
.
วันที่ 9 ก.ย. 2568 นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า “กระดาษเมา” หรือที่รู้จักในชื่อ สติกเกอร์เมา กระดาษมหัศจรรย์ หรือแสตมป์มรณะ คือการนำสาร แอลเอสดี (LSD) ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ออกฤทธิ์หลอนประสาท มาหยดลงบนกระดาษดูดซับ (blotter paper) ที่มักพิมพ์ลวดลายและสีสันต่าง ๆ จากนั้นนำมาแบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลักษณะคล้ายแสตมป์ แล้วใช้อมไว้ใต้ลิ้น เมื่อเข้าสู่ร่างกาย สารแอลเอสดีจะออกฤทธิ์ภายใน 30 – 90 นาที นาน 8 – 12 ชั่วโมง ส่งผลให้ผู้เสพมีอาการรูม่านตาขยาย อุณหภูมิร่างกายและความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก นอนไม่หลับ ปากแห้ง ตัวสั่น และเบื่ออาหาร ในระยะแรกผู้เสพอาจรู้สึกมึนศีรษะ เห็นแสงวูบวาบ หรือเกิดอาการเคลิ้มสุข แต่ต่อมาจะเข้าสู่ ภาวะประสาทหลอนรุนแรง เช่น เห็นภาพหลอน หูแว่ว การรับรู้ภาพและสีผิดเพี้ยน เห็นภาพความทรงจำในอดีตซ้ำขึ้นมา และอาจเกิดความหวาดกลัวรุนแรงได้ บางรายอาจควบคุมตนเองไม่ได้ จนถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น หรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย
.
นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การเสพสารแอลเอสดี (LSD) ส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้ ความคิด และการตัดสินใจของผู้เสพ อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงและเป็นอันตรายต่อทั้งตนเองและผู้อื่น เช่น การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน การทำร้ายร่างกายผู้อื่น หรือการทำร้ายตนเอง นอกจากนี้หากเสพในปริมาณมากเกินไปเป็นเวลานาน ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเรื้อรัง เช่น โรคจิตเภท หรือโรคซึมเศร้า ซึ่งมักมาพร้อมอาการหวาดระแวง หูแว่ว เห็นภาพหลอน และแม้จะหยุดใช้ยาแล้ว แต่อาการทางจิตยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ อีกทั้งยังรักษาได้ยากและต้องใช้เวลานานกว่าจะทุเลา ขอเน้นย้ำเตือนกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว อย่าหลงเชื่อคำชักชวนให้ทดลองใช้ “กระดาษเมา” หรือสารเสพติดทุกชนิด เพราะไม่เพียงแต่เกิดผลเสียต่อร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมและการเสียชีวิตได้
และยังมีอข้อมูลวันที่ 29 ส.ค.68 นพ.โฆษิต เอี้ยวฉาย หรือ หมอเบ็นซ์ มาสเตอร์พีซ โพสต์คลิปเตือนภัยลงใน TikTok @dr.benz_masterpiece ภัยใกล้ตัวของลูกหลาน ระวังแสตมป์เมา กำลังระบาดหนัก คุณหมอระบุว่า แสตมป์เมา หลอนอันตรายตัวใหม่ วัยรุ่นเยาวชนกำลังฮิตมาก แล้วคุณครู ผู้ปกครอง ถ้าไม่รู้จักวิธีดู รับรองจับไม่ติดแน่นอน ซึ่งในแสตมป์นั้นเขาจะเอาสารที่ชื่อว่า Acid หยดลงไปในกระดาษ ส่วน Acid คือชื่อเล่นของ LSD : Lysergic acid diethyl-amide ตัวเนี้ยทำให้คลั่งหรือฆ่าตัวตายได้ แล้วถ้าใช้ระยะยาวกลายเป็นโรคจิตได้
นอกจากนั้น วันที่ 9 ก.ย. 2568 ศูนย์ข้อมูลบริการภาครัฐเพื่อประชาชน รายงานโดยอ้างคำเตือนจาก นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ ว่า
สรุปได้ว่า “แสตมป์เมา กำลังระบาดในหมู่เยาวชน” หลอนอันตราย ใช้แล้วคลั่ง ถึงขั้นลาโลก
เนื้อหาดังกล่าวเป็นจริง มีเจตนาเพื่อป้องกันภัยอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ มีการยืนยันจากหน่วยงานของรัฐและมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ศูนย์ต่อต้านข่าวลวงจังหวัดขอนแก่นได้ตรวจสอบเรื่องนี้พบว่า จากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า สาเหตุที่มีพยาธิใบไม้ตับ เกิดจากการกินอาหารแบบสุก ๆ ดิบๆ โดยเฉพาะอาหารประเภทปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดขาว เช่น ปลาร้า ปลาส้ม ก้อยปลา ลาบปลา ฯลฯ คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่า การราดเหล้า สามารถฆ่าพยาธิใบไม้ตับได้ ในความเป็นจริงเหล้าขาวไม่สามารถฆ่าพยาธิได้ มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องทำอาหารให้สุกเสียก่อน
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ศูนย์ต่อต้านข่าวลวงจังหวัดขอนแก่นได้ตรวจสอบเรื่องนี้พบว่า จากข้อมูลของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า หากตรวจพบว่าติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการกินปลาดิบที่เป็นปลาน้ำจืดเกล็ดขาวแล้ว และกินย่าฆ่าพยาธิคือ ยาพราซิควอนเทล (Praziquantel) เป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษา ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีมาก โดยอัตราการรักษาหายประมาณร้อยละ 91-95 แต่หากหายแล้วยังกินปลาดิบที่มีตัวอ่อนพยาธิอยู่ ก็กลับมาเป็นโรคได้อีก การรักษาให้หายขาดต้องไม่กินปลาดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ ด้วย
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ศูนย์ต่อต้านข่าวลวงจังหวัดขอนแก่นได้ตรวจสอบเรื่องนี้ พบว่า จากข้อมูลของ ศูนย์วิจัยโรคปรสิต สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ระบุ วิธีกำจัดพยาธิใบไม้ตับอย่างง่ายๆ ในปลาเกล็ดขาวกลุ่มวงศ์ปลาตะเพียน อาทิ ปลาขาวนา ปลาขาวสร้อย ปลาตะเพียน ปลากระสูบ (Panupan Sripan et al., 2017) โดยใช้ความร้อนด้วย microwaving (400 หรือ 800 W) หรือต้มที่ 90 องศาเซลเซียส ที่ 5 นาที สามารถฆ่าระยะติดต่อพยาธิได้ นอกจากนั้นยังใช้วิธีแช่แข็งที่ -20 องศาเซลเซียส 48 ชั่วโมง สามารถฆ่าระยะติดต่อพยาธิได้ รวมถึงหากต้องการรับประทานปลาส้มที่ปลอดพยาธิสามารถแช่แข็งที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส 24 ชั่วโมง สามารถฆ่าระยะติดต่อพยาธิได้
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
เนื่องจากประเทศไทยเริ่มการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้เด็กแรกเกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ดังนั้นผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 นั้นจึงมีโอกาสที่จะไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
ดังนั้นผลจากการสำรวจพบว่ากลุ่มประชากรที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 จึงพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงถึง 5-8% ซึ่งน้อยว่าผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2535 ซึ่งพบพียงประมาณ 1.5% ทำไมคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ต้องฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
เนื่องจากประเทศไทยเริ่มการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้เด็กแรกเกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ดังนั้นผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 นั้นจึงมีโอกาสที่จะไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
ดังนั้นผลจากการสำรวจพบว่ากลุ่มประชากรที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 จึงพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงถึง 5-8% ซึ่งน้อยว่าผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2535 ซึ่งพบพียงประมาณ 1.5%
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
แม้จะมีความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก แต่ยัง ไม่มีการออกกฎหมายหรือมาตรการจำกัดการเติมน้ำมัน ของประชาชนในประเทศไทย
สถานะน้ำมันสำรองของไทย: กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับใช้งานได้ประมาณ 60-61 วัน แม้ในกรณีที่เกิดเหตุรุนแรงจนต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลัก
มาตรการรับมือ: รัฐบาลใช้วิธี ปรับแผนนำเข้าน้ำมัน จากแหล่งอื่น เช่น แอฟริกาตะวันตกและสหรัฐอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเดิมในตะวันออกกลาง
การควบคุมราคา: คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ใช้กลไก กองทุนน้ำมัน เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพและตรึงราคาหน้าปั๊ม เพื่อไม่ให้ราคาพุ่งสูงตามตลาดโลกจนกระทบค่าครองชีพ ไม่ใช่วิธีการจำกัดปริมาณการเติม
อย่างไรก็ตาม กรมธุรกิจพลังงาน และผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ได้ประกาศขอความร่วมมือประชาชน งดนำภาชนะบรรจุ เช่น แกลลอน ถัง มาซื้อน้ำมันในลักษณะกักตุน
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
เคยมีข้อความในโซเชียลออนไลน์อ้างว่าวัคซีน “ไม่ปลอดภัย มีสารอันตราย” หรือ “ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย” ซึ่งสร้างความหวาดกลัวต่อการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคไทยยืนยันว่าวัคซีนที่ใช้มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสารที่ใช้ไม่มีพิษภัยอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง
กรมควบคุมโรคย้ำ วัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยปลอดภัย มีประสิทธิภาพสารกันเสีย “ไธเมอโรซอล” และสารกระตุ้นภูมิ “อะลูมิเนียม” ปลอดภัย ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม
ตามที่มีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับวัคซีน โดยอ้างว่าวัคซีนไม่มีความจำเป็นและอาจก่ออันตรายต่อผู้รับนั้น ล่าสุด 28 กันยายน 2568 นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง วัคซีนทุกชนิดที่นำมาใช้ในประเทศไทย ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
ในวัคซีนบางชนิดอาจมีการใช้ ไธเมอโรซอล (Thimerosal) ซึ่งเป็นสารกันเสียในปริมาณน้อยมาก เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ยืนยันตรงกันว่า ปริมาณไธเมอโรซอลที่ใช้ในวัคซีนปลอดภัย ไม่สะสมในร่างกาย ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดออทิสติกหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามที่มีข่าวลือ และวัคซีนบางชนิดมีการใช้ อะลูมิเนียม (Aluminium) เป็นสารช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (adjuvant) ซึ่งมีการใช้มาอย่างปลอดภัยทั่วโลกมากว่า 70 ปีแล้ว
ผลการศึกษาและข้อมูลวิชาการยืนยันว่า ปริมาณอะลูมิเนียมที่อยู่ในวัคซีนมีน้อยมาก ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงเช่นเดียวกับสารกันเสียไธเมอโรซอล ที่ใช้ในบางวัคซีนซึ่งปลอดภัยเช่นกัน
ผลข้างเคียงที่พบจากวัคซีนส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อย เช่น เจ็บ บวม แดงบริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ต่ำ ซึ่งหายได้เอง ส่วนเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงพบได้น้อยมาก และมีระบบเฝ้าระวังติดตามอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ข้อมูลทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่าประโยชน์ของวัคซีนมีมากกว่าความเสี่ยงอย่างชัดเจน วัคซีนสามารถลดการเจ็บป่วยรุนแรง ลดการเสียชีวิต และช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรมควบคุมโรคขอแนะนำประชาชน อย่าหลงเชื่อและอย่าแชร์ข้อมูลที่เป็นเท็จ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์ หรือสอบถามข้อมูลที่ถูกต้องได้จากกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
เชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) สามารถปนเปื้อนและมีชีวิตอยู่บนผลไม้ที่ถูกสัตว์พาหะ เช่น ค้างคาวแม่ไก่ กัดแทะได้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำหวาน เช่น อินทผลัม หรือมะม่วง ซึ่งอาจคงอยู่ได้นาน 3 วัน ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ ควรล้างทำความสะอาด ปอกเปลือก หรือนำผลไม้ไปผ่านความร้อนก่อนทานทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย
การทำลายเชื้อ : ต้มด้วยอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นานมากกว่า 15 นาที นอกจากนั้น เชื้อยังถูกทำลายได้ง่ายด้วยสบู่ ผงซักฟอก และน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรด์
ข้อควรระวังเพิ่มเติม:
การติดต่อ: มักเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะ หรือการกินผลไม้ที่ปนเปื้อนน้ำลาย/ปัสสาวะค้างคาว
การป้องกัน: ล้างผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือก และไม่ควรทานผลไม้ที่หล่นอยู่ใต้ต้น
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ย้ำเตือน #โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนเกิดจากเชื้อไวรัสRabiesติดต่อจากน้ำลายสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมที่ติดเชื้อเช่น สุนัข แมวที่ผ่านการกัด ข่วนหรือเลียบริเวณที่มีแผล
ทั้งนี้เมื่อผู้ป่วยแสดงอาการทางระบบประสาทแล้ว มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 100%
สถานการณ์ในประเทศไทย (1 ม.ค. - 25 ก.พ. 2569)
- พบผู้ป่วย 2 ราย และเสียชีวิตทั้ง 2 ราย
- โดยทั้ง 2 จังหวัดที่พบผู้ป่วย เคยมีการรายงานผู้ป่วยยืนยันในปี 2568 มาก่อน
. ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เสียชีวิต:
- ไม่ได้รับวัคซีนหลังถูกสัตว์กัด/ข่วน
- ไม่ได้ล้างแผล หรือทำความสะอาดแผลไม่ถูกวิธี
- สัมผัสสัตว์ที่ไม่ได้รับวัคซีน หรือไม่ทราบประวัติการได้รับวัคซีน
อาการเริ่มต้น มักมีอาการไม่จำเพาะได้แก่ มีไข้ ชา / เสียว/ปวดแสบร้อนหรือรู้สึกคันผิกปรกติบริเวณแผลที่ถูกกัดหรือข่วน
อาการทางระบบประสาท แบบคลุ้มคลั่ง : กระวนกระวาย กลัวน้ำ กลัวลม กลืนลำบาก น้ำลายไหลมาก
แบบอัมพาต : กล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มจากบริเวณที่ถูกกัด
การป้องกัน
ฉีดวัคซีนสัตว์เลี้ยง นำสุนัขและแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี
ควบคุมสัตว์เลี้ยง ใส่สายจูงเมื่อนำสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้าน
หลีกเลี่งการสัมผัส อย่าเข้าใกล้หรือเล่นกับสัตว์ที่ไม่รู้จักหรือสัตว์ที่มีอาการผิดปรกติ
แจ้งเจ้าหน้าที่ หากพบสัตว์ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือสัตว์ที่มีอาการผิดปรกติในพื้นที่ชุมชน ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์/สาธารณสุข/เทศบาลในพื้นที่ทันที
.
ล้างแผล ใส่ยา กักหมา หาหมอ ฉีดวัคซีนให้ครบ" เมื่อถูกกัด/ข่วน อย่าชะล่าใจ! หากถูกกัดหรือข่วน ให้รีบปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เพราะโรคพิษสุนัขบ้าป้องกันได้
ล้างแผลทันที ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อย15นาทีให้เข้าถึงรอยลึกของแผล
ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่นโพวิโดน-ไอโอดีน(เบตาดีน)
กักสัตว์ กักสัตว์ที่กัด/ข่วนไว้สังเกตุอาการ10วัน หากสัตว์ตายให้นำซากไปตรวจ
พบแพทย์ทันที เพื่อประเมินความเสี่ยงและรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า(และอาจต้องรับเซรุ่ม)แม้แผลจะเล็กน้อยก็ตามและต้องฉีดให้ครบตามกำหนด
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ว้นนี้ (28 ก.พ. 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยประเทศไทยได้เข้าสู่ “ฤดูร้อน 2569” อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่า ปีนี้อุณหภูมิจะสูงกว่าปีก่อน และอาจแตะ 42–43 องศาเซลเซียสในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนถึงร้อนจัด โดยหลีกเลี่ยงการทำงานหรือกิจกรรมในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อลดความเสี่ยงอาจป่วยด้วยโรคลมร้อน (Heat stroke) ที่อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า โรคฮีทสโตรก เกิดจากภาวะร่างกายร้อนจัดจนส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตต่อกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็กวัยทารกถึงอนุบาล เนื่องจากระบบระบายอากาศในร่างกายยังไม่สมบูรณ์ กลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน รวมถึงอาชีพเสี่ยงทั้งในกลุ่มคนทำงานกลางแจ้ง อาทิ ทหาร ตำรวจ และ รปภ. เป็นต้น ขอแนะนำให้ลดกิจกรรมช่วงเวลา 11.00 น. ไปจนถึง 15.00 น. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ถ้าต้องออกไปข้างนอก ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ ทุกชั่วโมง เสียเหงื่อมากดื่มน้ำเกลือแร่เพิ่มขึ้น ให้หลีกเลี่ยงช่วงอากาศร้อนจัด สวมเสื้อผ้าระบายความร้อน ระบายอากาศได้ดี มีสีอ่อน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสังเกตอาการได้ หากหน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว ใจสั่น หน้าแดง เหงื่อไม่ค่อยออก เป็นอาการเตือนความเสี่ยงฮีทสโตรก ต้องรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น รีบพาเข้าพักในที่อุณหภูมิเย็น อากาศถ่ายเท ใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกพับ หน้าผาก คลายเสื้อผ้า ดื่มน้ำถ้ายังมีสติ ถ้าไม่มีน้ำเย็นให้ดื่มน้ำธรรมดาเพื่อระบายความร้อน ถ้าหมดสติให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
“รัฐบาลห่วงใยสุขภาพประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่ทุกภาคของประเทศไทยยังคงมีสภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสาร ทำตามคำแนะนำของทางราชการ และป้องกันโรคฮีทสโตรกได้ง่ายๆ ดังนี้ 1.ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ หากสูญเสียเหงื่อมากควรดื่มเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ 2.สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี ควรเลือกเสื้อผ้าสีอ่อน และไม่รัดแน่นจนเกินไป หลีกเลี่ยงใส่เสื้อ ผ้าสีทึบดํา เพราะจะสะสมความร้อนได้ 3.ไม่ควรอยู่กลางแจ้งคนเดียว ควรอยู่เป็นกลุ่ม เพราะหากมีอาการผิดปกติ จะได้มีคนช่วยเหลือได้ทัน 4.หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดจัดต่อเนื่องนานเกินไป หรือในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก 5.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 6.ห้ามทิ้งใครไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแดด โดยเฉพาะเด็กเล็ก” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
นาวาอากาศเอก นายแพทย์ พงศธร คชเสนี ประธานคณะอนุกรรมการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน สมาคมโรคไตฯ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "น้ำต้มก้านพริกไม่ได้ช่วยล้างไต ที่สำคัญการรับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย อาจทําให้ไตทํางานหนักมากกว่าเดิม"
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
จากที่มีผู้ใช้ X (Twitter) เผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยว่า “ในปลาน้ำจืดเกล็ดขาว จะมีพยาธิใบไม้ตับแทรกอยู่ตามเนื้อปลา ครีบ ใต้เกล็ด แต่พยาธิจะตายได้ด้วยความร้อน (กินได้แต่ต้องทำให้สุก) แล้ว พยาธิใบไม้ตับอยู่ในร่างกายของคนได้ 20-30 ปี ไปอุดตันท่อน้ำดีในตับ จนกลายเป็นมะเร็งตับมะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด” นั้น กรณีที่ว่า พยาธิใบไม้ในตับสามารถฝังตัวอยู่ในร่างกายได้นานถึง 20 – 30 ปี นั้น จากการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ คือ เว็บไซต์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส. www.thaihealth.or.th) พบว่า เป็นข้อมูลจริง
จากการตรวจสอบมีข้อมูลที่สอดคล้องกันดังนี้
1. พยาธิใบไม้ตับ สามารถมีชีวิตอยู่ในท่อน้ำดีของมนุษย์ได้นานถึง 20-25 ปี (หรืออาจถึง 30 ปีได้) หากไม่ได้รับการรักษาเพื่อถ่ายพยาธิออก
2. สำหรับประเด็นที่เสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดีนั้น พบว่า ในรายที่มีพยาธิมากกว่า 200 ตัว ขึ้นไป อาการที่จะพบได้มีตั้งแต่ท้องขึ้น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เจ็บ ๆ ร้อน ๆ ที่ตับ ถ่ายอุจจาระบ่อย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน แน่นบริเวณลิ้นปี่ ท้องเดิน ตับโต ระคายเคืองท่อน้ำดี มีอาการอุดตันของทางเดินท่อน้ำดีจนเกิดการอักเสบ อาจจะเป็น ๆหาย ๆ หรือเป็นติดต่อกันเรื่อย ๆ และในที่สุดก่อให้เกิดมะเร็งในท่อน้ำดี มะเร็งในตับ และเสียชีวิตในที่สุด
3. แหล่งที่พบ พยาธิชนิดนี้พบมากในปลาน้ำจืดเกล็ดขาว เช่น ปลาสูด ปลาซิว ปลาไส้ตันตาแดง ปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลาตอง และปลาขาวนา เป็นต้น
คำแนะนำเพิ่มเติม : ควรยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” หลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดแบบดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ (เช่น ก้อยปลา) สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในอดีต ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับด้วยการตรวจปัสสาวะ ซึ่งสามารถรู้ผลภายใน 10 นาที (สปสช.)
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
การส่งต่อข้อมูลเท็จอาจมีความผิดตามกฎหมายได้
ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือ เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน อาจมีโทษทั้งจำคุกและปรับ
นอกจากนี้ มาตรา 14 (5) ยังระบุว่า ผู้ที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน ก็มีความผิดได้เช่นกัน
แต่…
⚠️ หากแชร์โดยไม่รู้ว่าเป็นข่าวปลอม อาจต้องพิจารณาตามเจตนา
การพิจารณาความผิดมักดูที่ เจตนาและผลกระทบของการเผยแพร่ หากเป็นการส่งต่อข้อมูลที่สร้างความเสียหายร้ายแรง เช่น ข่าวปลอมเกี่ยวกับความปลอดภัย สุขภาพ หรือเศรษฐกิจ ผู้เผยแพร่ก็อาจถูกดำเนินคดีได้
⚠️ คำว่า “ส่งต่อมาอีกที” ไม่ได้ทำให้พ้นความผิด
หน่วยงานรัฐและตำรวจไซเบอร์เตือนว่า การอ้างว่า “ได้รับมาจากที่อื่น” ไม่ใช่ข้อยกเว้นตามกฎหมาย หากข้อมูลนั้นเป็นเท็จและสร้างความเสียหาย
📌 สรุป
“การแชร์ข่าวปลอมโดยอ้างว่าส่งต่อมา จะไม่ผิดกฎหมาย”
➡️ ไม่จริง
➡️ ผู้ที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลเท็จอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
➡️ ควรตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ทุกครั้ง
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อย. เตือน! อย่าเชื่อ อย่าแชร์ ข่าวปลอมโพรไบโอติกและสมุนไพรจีนรักษามะเร็งที่มีการแชร์ในโลกออนไลน์ ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ผู้ป่วยที่หลงเชื่ออาจละเลยการรักษาที่ถูกต้องและมีความเสี่ยงต่อชีวิต
โดย อย. ระบุว่า ตามที่มีการอ้างว่าค้นพบวิธีรักษามะเร็งทุกระยะด้วยโพรไบโอติกหรือจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ที่สามารถทำลายเชื้อโรคในร่างกายได้ โดยไม่ต้องใช้เคมีบำบัดหรือยาปฏิชีวนะ อ้างถึงผู้ป่วยเนื้องอกในสมองหรือมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ หายจากโรคด้วยโพรไบโอติก “ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง” ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ โพรไบโอติกเป็นเพียงจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร ไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ การแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวอาจทำให้ผู้ป่วยละเลยการรักษาที่ถูกต้องและมีความเสี่ยงต่อชีวิตได้
นอกจากนี้ ยังมีข่าวปลอมว่าสามารถรักษามะเร็งด้วยน้ำต้มสมุนไพรจีน หายภายใน 6 วัน ข้อความดังกล่าวก็ไม่เป็นความจริง ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้วิธีการรักษาอื่นเพิ่มเติม
แนะพี่น้องประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข่าวสาร เช่น แพทย์ เภสัชกร รวมถึงสามารถสอบถามข้อมูลหรือร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line: @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ปณ.1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
จากที่มีการแชร์ข้อมูลเตือนภัยในโซเชียลมีเดียว่า “แม้จะไม่ได้ทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ประเภทเนื้อสัตว์ แต่ก็ยังตรวจพบพยาธิใบไม้ในตับได้ เพราะกินผักสด” นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการ งานวิจัย และคำชี้แจงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักระบาดวิทยา โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. สาเหตุ และชนิดของพยาธิ (ข้อมูลยืนยันจาก ผศ.ดร.ณัธคพัชฬ รัตนพิทูลย์ ศูนย์วิจัยโรคปรสิต สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. รายการเรื่องเล่าเช้านี้ // https://youtu.be/tH-Meuhm_8I?si=_fGrX3bQhPVzhwxi )
- พยาธิใบไม้ตับชนิดฟาสซิโอลา (Fasciola) : พยาธิชนิดนี้ปกติพบในสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย แพะ และแกะ แต่สามารถติดต่อสู่คนได้ ตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิชนิดนี้จะออกมาจากหอยน้ำจืด และไป “เกาะอยู่ตามพืชน้ำ หรือ ผักสด” เมื่อคนนำผักน้ำเหล่านั้นมากินดิบโดยล้างไม่สะอาด ตัวอ่อนจะเข้าสู่ร่างกาย และเข้าไปอาศัยอยู่ในท่อทางเดินน้ำดีในตับจนเกิดโรคได้
2. สถานการณ์การปนเปื้อนในผักสด
งานวิจัยล่าสุดพบการปนเปื้อนพยาธิในผักสดจากตลาดในกรุงเทพฯ สูงถึง 77% โดยเฉพาะในเขตห้วยขวาง และจตุจักรพบสูงถึง 90% พยาธิที่พบ นอกจากพยาธิใบไม้ในตับแล้ว ยังพบพยาธิชนิดอื่นที่อันตราย เช่น พยาธิไส้เดือนสุนัข (Toxocara spp.) ซึ่งหากตัวอ่อนหลงทางเข้าตาอาจทำให้ ตาบอด ได้ รวมถึงพยาธิปากขอและพยาธิแส้ม้าที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และท้องเสียเรื้อรัง ( ‘หมอเจด’ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา https://www.facebook.com/share/1B4uPvk3Xd/ )
3. ผักกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง
- พืชน้ำ: ผักบุ้งน้ำ, ผักกระเฉด, ผักพาย, สายบัว และผักกูด (เสี่ยงต่อพยาธิใบไม้ตับฟาสซิโอลา)
- ผักใบที่มีร่องซอกซอน : ผักกาดขาวจีน, ผักชี, ขึ้นฉ่าย (เสี่ยงต่อการสะสมของไข่พยาธิจากดิน และปุ๋ยคอก)
คำแนะนำสำหรับเรื่องนี่
1. ควรล้างผ่านน้ำไหลแรงๆ พร้อมขยี้ใบ และแช่ด้วยน้ำส้มสายชู หรือเกลือ (1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 4 ลิตร) นาน 10-15 นาที
2. วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการลวกหรือต้มสุก เพราะความร้อนสามารถฆ่าตัวอ่อนและไข่พยาธิได้ทุกชนิด
3. การสังเกตอาการ : หากมีอาการท้องอืด แน่นท้อง ท้องเสียเรื้อรัง หรือตัวเหลืองตาเหลือง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจอุจจาระหรืออัลตราซาวด์ตับ
(คู่มือป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ : กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค)
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
กาแฟดำไม่ได้ “ล้างไขมัน” ในเลือดโดยตรง
การดื่มกาแฟดำไม่สามารถกำจัดหรือชะล้างไขมันออกจากหลอดเลือดได้ ไขมันในเลือดต้องลดลงจากการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และการรักษาทางการแพทย์
⚠️ กาแฟอาจมีผลต่อระดับไขมันบางชนิด
สารบางชนิดในกาแฟ เช่น คาเฟอีนและสารในเมล็ดกาแฟ อาจมีผลต่อการเผาผลาญของร่างกาย แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ล้างไขมันในเลือด และการดื่มมากเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพได้
ความจริง
การลดไขมันในเลือดต้องอาศัยการปรับพฤติกรรม เช่น ลดอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของ ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจได้
📌 ดังนั้น
ข้อความที่ว่า “กาแฟดำช่วยล้างไขมันในเลือดได้” ไม่ถูกต้อง กาแฟดำอาจดื่มได้ในปริมาณพอเหมาะ แต่ไม่ใช่วิธีรักษาหรือกำจัดไขมันในเลือดโดยตรง
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ปลายมี.ค.–เม.ย.ส่อร้อนจัด อุณหภูมิจ่อทะลุ 42–43 องศาฯ ดัชนีความร้อนอาจเกิน 50 องศาฯ
ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนและร้อนจัดกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน ที่อุณหภูมิอาจพุ่งแตะ 42–43 องศาเซลเซียส ขณะที่ดัชนีความร้อนในหลายพื้นที่อาจสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
นายสุรพงษ์ สารปะ ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ สภาพอากาศของประเทศไทยจะมีความแปรปรวนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งอุณหภูมิจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสายถึงช่วงบ่าย
ข้อมูลล่าสุดพบว่า อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี สูงถึง 39.8 องศาเซลเซียส สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มอากาศร้อนที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูร้อน
ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน ถือเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการคาดการณ์ระบุว่า อุณหภูมิสูงสุดในหลายพื้นที่อาจพุ่งขึ้นถึง 42–43 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส และสูงกว่าปี 2568 ราว 1 องศาเซลเซียส แม้จะยังไม่ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของประเทศไทยที่เคยวัดได้ 44.6 องศาเซลเซียส แต่ก็ถือว่าเป็นระดับความร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างมาก
สาเหตุสำคัญมาจากปรากฏการณ์ “ลานีญา” ที่กำลังสิ้นสุดลง และมีแนวโน้มพัฒนาเข้าสู่ภาวะ “เอลนีโญ” ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนี้ ส่งผลให้ปริมาณฝนโดยรวมของประเทศไทยในปีนี้มีแนวโน้มลดลงจากค่าปกติราวร้อยละ 30–40 โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่ภาคใต้ ที่อาจเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งสะสม ขณะเดียวกันอัตราการระเหยของน้ำในธรรมชาติก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น
นักวิชาการยังประเมินแนวโน้มระยะยาวว่า ภายในปี 2570 ประเทศไทยอาจเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดรุนแรงกว่าปีนี้อีก หากสภาพภูมิอากาศยังคงเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยังได้แจ้งเตือนว่า ระดับรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย มีแนวโน้มพุ่งสูงถึงระดับ 11–12 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ “อันตรายอย่างยิ่ง” ประกอบกับความชื้นสัมพัทธ์จากลมทะเล จะยิ่งทำให้ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรับรู้จริง เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าอุณหภูมิอากาศจริง โดยในบางพื้นที่อาจสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว
ด้านนายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า สถานการณ์ความร้อนที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลจากภาวะ “โลกรวน” ที่ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์ “เกาะความร้อนเมือง” (Urban Heat Island) ซึ่งทำให้พื้นที่เมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ
ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 10.00–16.00 น. ดื่มน้ำให้เพียงพอ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจากความร้อนและการได้รับรังสี UV ในระยะยาว
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
คร. เตือน ควันบุหรี่ไฟฟ้ามีสารหนู เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด
กรมควบคุมโรคเตือน ระวังควันจากบุหรี่ไฟฟ้า มีสารหนูก่อโรคมะเร็ง ส่งผลกระทบระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบหัวใจ และหลอดเลือด
วันที่ 7 มี.ค. 2569 นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู (Arsenic)” ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก โดยโลหะหนักดังกล่าวอาจหลุดลอกจากขดลวดในอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อได้รับความร้อนจากแบตเตอรี่ทำให้น้ำยาระเหยกลายเป็นละอองไอ และผู้สูบหรือผู้ใกล้ชิดอาจสูดดมเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ บางส่วนยังอาจมาจากสารแต่งกลิ่นรสในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า
ด้าน ศ.นพ.วินัย วนานุกูล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารหนูเป็นโลหะหนักที่มีพิษรุนแรง เมื่อเข้าสู่ร่างกายทางการสูดดม จะกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดกล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ และอาจส่งผลต่อระบบประสาท รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด หากได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด
กรมควบคุมโรค ย้ำเตือนประชาชน ลด ละ เลิก การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพตนเองและคนรอบข้าง หากพบเห็นการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถแจ้งเบาะแสเพื่อดำเนินคดีได้ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ฟรีตลอดวัน
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธาน ศูนย์ความเป็นเลิศการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข ที่ปรึกษา วิทยาลัยการแพทย์ แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ให้วมรู้ทางการแพทย์ผ่านเพจ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha โดยระบุว่า การร้องเพลงไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง แต่เป็น "เครื่องมือดูแลสุขภาพแบบองค์รวม" ที่เรามักมองข้ามไป
หมอธีระวัฒน์ เผย ร้องเพลงถึงแม้ไม่เพราะ ก็ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 240%
การร้องเพลงถึงส่งผลต่อร่างกายได้
1. พลังของ sIgA: ปราการด่านหน้า
Secretory Immunoglobulin A (sIgA) คือแอนติบอดีที่พบมากในน้ำลายและเยื่อบุต่าง ๆ หน้าที่ของมันคือดักจับเชื้อโรคก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือด การที่การร้องเพลงไปเพิ่มค่านี้ได้สูงถึง 150-240% (อ้างอิงจากงานวิจัยของ University of Frankfurt) หมายความว่าเรากำลังสร้าง "เกราะป้องกัน" ชั้นดีให้กับระบบทางเดินหายใจนั่นเอง
2. วิทยาศาสตร์เบื้องหลังเสียงเพลง
ทำไมแค่ร้องเพลงถึงเปลี่ยนเคมีในร่างกายได้?
• การลด Cortisol: การร้องเพลงช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการหลักที่คอยกดภูมิคุ้มกันของเรา
• Vagus Nerve Stimulation: การสั่นสะเทือนของเส้นเสียงไปกระตุ้น เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งเชื่อมต่อกับอวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมด "พักผ่อนและย่อยอาหาร" (Parasympathetic Mode)
• Endorphins & Oxytocin: ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขและสารแห่งความผูกพันออกมา ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีความมั่นใจมากขึ้น
ไม่จำเป็นต้องร้องให้เพราะระดับนักร้องอาชีพ งานวิจัยยืนยันว่า "การมีส่วนร่วมและความตั้งใจ" (Active Participation) สำคัญกว่าคุณภาพของเสียง
ดังนั้น การร้องเพลงในห้องน้ำ หรือร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ก็ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเหมือนกัน
งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาด้าน Music Psychology และ Psychoneuroimmunology
โดยชิ้นที่โดดเด่นและตรงกับตัวเลขมากที่สุดคืองานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนี
1. งานวิจัยหลัก: University of Frankfurt (Germany)
งานวิจัยนี้ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดเกี่ยวกับเรื่อง sIgAโดยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Behavioral Medicine
• หัวข้อวิจัย: Receptive and Active Therapeutic Interventions with Music to Enhance the Salivary Immunoglobulin A
• วิธีการศึกษา: ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างน้ำลายจากสมาชิกคณะนักร้องประสานเสียงก่อนและหลังการซ้อมร้องเพลง (Rehearsal) นาน 60 นาที
• ผลการทดลอง: พบว่าระดับของ sIgA (Secretory Immunoglobulin A) และ Cortisol มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ sIgA ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มที่ร้องเพลง (Active singing) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่นั่งฟังเฉย ๆ
• ลิงก์อ้างอิง: PubMed - PMID: 15132155
2. งานวิจัยจาก Tenovus Cancer Care และ Royal College of Music (UK)
งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาผลของการร้องเพลงต่อระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแล ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในเรื่องของสารเคมีในร่างกาย
• หัวข้อวิจัย: Singing promotes resilience and immune self-repair: Determinants of salivary cytokines and cortisol
• ตีพิมพ์ใน: วารสาร eCancerMedicalScience(2016)
• ผลการทดลอง: การร้องเพลงเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และเพิ่มระดับของ Cytokines (สารสื่อประสาทในระบบภูมิคุ้มกัน) ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยได้ดีขึ้น
3. งานวิจัยเกี่ยวกับระดับ Oxygen และการหายใจ
นอกเหนือจากสารเคมี ยังมีการศึกษาถึงกลไกทางกายภาพ (Physiological) โดยเฉพาะจากสถาบันทางเดินหายใจ
• หัวข้อวิจัย: Effects of singing on lung function and quality of life
• สาระสำคัญ: การร้องเพลงต้องใช้การหายใจแบบ Diaphragmatic Breathing (การหายใจด้วยกระบังลม) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอด และส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ที่ควบคุมภูมิคุ้มกัน
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องขับรถหรือทำงานกลางแดด ต้องใช้แว่นกันแดด UV 400 เท่านั้น.. เพราะอะไร?
การขับรถหรือทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานทำให้ดวงตาต้องเผชิญกับแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลตโดยตรง ซึ่งรังสีเหล่านี้สามารถสร้างความเสียหายต่อดวงตาได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หลายคนอาจคิดว่าเพียงแค่ใส่แว่นกันแดดที่เลนส์มีสีเข้มก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง การปกป้องดวงตาอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้แว่นกันแดดที่มีมาตรฐาน UV 400 ซึ่งเป็นระดับการป้องกันรังสีที่ครอบคลุมที่สุด
การใส่แว่นกันแดดที่มีมาตรฐาน UV 400 มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้เกือบทั้งหมด แว่นกันแดดประเภทนี้สามารถบล็อกรังสีที่มีความยาวคลื่นสูงสุดถึง 400 นาโนเมตร ซึ่งครอบคลุมทั้งรังสี UVA ที่มีความยาวคลื่นประมาณ 320–400 นาโนเมตร ซึ่งสามารถทำร้ายผิวรอบดวงตาและจอประสาทตาได้ และรังสี UVB ที่มีความยาวคลื่นประมาณ 290–320 นาโนเมตร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการตาอักเสบและโรคต้อกระจก ดังนั้นการใช้แว่นกันแดดที่มีคุณสมบัติ UV 400 จึงช่วยลดการสัมผัสรังสีอันตรายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การได้รับรังสี UV ต่อเนื่องเป็นเวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก ซึ่งทำให้เลนส์ตาขุ่นมัวจนการมองเห็นไม่ชัดเจน ต้อเนื้อหรือต้อลม ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อผิดปกติบนตาขาว รวมถึง จอประสาทตาเสื่อม ที่เกิดจากการทำลายเซลล์รับแสงในดวงตา อีกทั้งยังอาจเกิดภาวะ กระจกตาอักเสบจากแสงแดด หรือที่เรียกว่าอาการ “ตาไหม้” ซึ่งเกิดจากการได้รับแสงแดดจ้าในระดับที่รุนแรง
สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ การใส่แว่นกันแดดที่มีเลนส์สีเข้มแต่ไม่มีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV อาจเป็นอันตรายมากกว่าการไม่ใส่แว่นเลย เนื่องจากเมื่อเลนส์มีสีเข้ม รูม่านตาจะขยายกว้างขึ้นเพื่อรับแสงมากขึ้น หากเลนส์นั้นไม่สามารถกรองรังสี UV ได้ รังสีอันตรายก็จะทะลุเข้าสู่ดวงตาได้มากขึ้น ส่งผลให้ดวงตาได้รับความเสียหายได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม
ดังนั้น ผู้ที่ต้องขับรถหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งควรเลือกแว่นกันแดดที่ระบุชัดเจนว่า UV 400 หรือ 100% UV Protection เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากต้องทำงานหรือขับรถในสภาพแสงจ้าเป็นเวลานาน ควรเลือกเลนส์แบบ Polarized ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนจากพื้นถนน น้ำ หรือพื้นผิวต่าง ๆ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นและช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตา
แว่นกันแดดที่มีมาตรฐาน UV 400 ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมเพื่อความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสุขภาพดวงตา โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน การเลือกแว่นกันแดดที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคตา และช่วยให้ดวงตาปลอดภัยในระยะยาว
เช่นเดียวกับ ศ.พญ. สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต จักษุแพทย์ รพ. ตา หู คอ จมูก ที่แนะนำว่า การเลือกแว่นกันแดด ไม่จำเป็นต้องเลือกที่แพงหรือมี brand name ราคาอาจจะไม่สัมพันธ์กับคุณภาพในการป้องกันเสมอไป แต่ควรเลือกซื้อจากร้านที่มีมาตรฐาน มีสลากกำกับบ่งไว้ถึงความสามารถกันแสง UV มากกว่า โดยคำนึงถึงความสามารถป้องกันรังสี UV เพราะรังสี UV ก่อให้เกิดความผิดปกติทางตามากกว่า และอย่างน้อยต้องกันได้ 99-100% หรือมีกำกับว่าถึง 400 nm ซึ่งหมายถึงกันได้ทั้ง UVA, B, C ได้หมด ถ้ามีเครื่องวัดด้วยจะมั่นใจยิ่งขึ้น
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กรมควบคุมโรคพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นช่วงที่โรคมักระบาดตามฤดูกาล กลุ่มเด็กอายุ 5–14 ปีเป็นกลุ่มที่มีอัตราป่วยสูง จึงมีมาตรการคัดกรองเด็กหน้าโรงเรียน หากพบไข้หรือผื่นตุ่มน้ำใสจะให้แยกกักตัวและแจ้งผู้ปกครองทันที โรคสุกใสพบการระบาดได้ตลอดทั้งปี แต่แนวโน้มมักเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน (โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียน)
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
