รายการความเห็น
13805 ความเห็น
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ว้นนี้ (28 ก.พ. 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยประเทศไทยได้เข้าสู่ “ฤดูร้อน 2569” อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่า ปีนี้อุณหภูมิจะสูงกว่าปีก่อน และอาจแตะ 42–43 องศาเซลเซียสในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนถึงร้อนจัด โดยหลีกเลี่ยงการทำงานหรือกิจกรรมในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อลดความเสี่ยงอาจป่วยด้วยโรคลมร้อน (Heat stroke) ที่อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า โรคฮีทสโตรก เกิดจากภาวะร่างกายร้อนจัดจนส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตต่อกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็กวัยทารกถึงอนุบาล เนื่องจากระบบระบายอากาศในร่างกายยังไม่สมบูรณ์ กลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน รวมถึงอาชีพเสี่ยงทั้งในกลุ่มคนทำงานกลางแจ้ง อาทิ ทหาร ตำรวจ และ รปภ. เป็นต้น ขอแนะนำให้ลดกิจกรรมช่วงเวลา 11.00 น. ไปจนถึง 15.00 น. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ถ้าต้องออกไปข้างนอก ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ ทุกชั่วโมง เสียเหงื่อมากดื่มน้ำเกลือแร่เพิ่มขึ้น ให้หลีกเลี่ยงช่วงอากาศร้อนจัด สวมเสื้อผ้าระบายความร้อน ระบายอากาศได้ดี มีสีอ่อน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสังเกตอาการได้ หากหน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว ใจสั่น หน้าแดง เหงื่อไม่ค่อยออก เป็นอาการเตือนความเสี่ยงฮีทสโตรก ต้องรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น รีบพาเข้าพักในที่อุณหภูมิเย็น อากาศถ่ายเท ใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกพับ หน้าผาก คลายเสื้อผ้า ดื่มน้ำถ้ายังมีสติ ถ้าไม่มีน้ำเย็นให้ดื่มน้ำธรรมดาเพื่อระบายความร้อน ถ้าหมดสติให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
“รัฐบาลห่วงใยสุขภาพประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่ทุกภาคของประเทศไทยยังคงมีสภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสาร ทำตามคำแนะนำของทางราชการ และป้องกันโรคฮีทสโตรกได้ง่ายๆ ดังนี้ 1.ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ หากสูญเสียเหงื่อมากควรดื่มเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ 2.สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี ควรเลือกเสื้อผ้าสีอ่อน และไม่รัดแน่นจนเกินไป หลีกเลี่ยงใส่เสื้อ ผ้าสีทึบดํา เพราะจะสะสมความร้อนได้ 3.ไม่ควรอยู่กลางแจ้งคนเดียว ควรอยู่เป็นกลุ่ม เพราะหากมีอาการผิดปกติ จะได้มีคนช่วยเหลือได้ทัน 4.หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดจัดต่อเนื่องนานเกินไป หรือในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก 5.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 6.ห้ามทิ้งใครไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแดด โดยเฉพาะเด็กเล็ก” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
นาวาอากาศเอก นายแพทย์ พงศธร คชเสนี ประธานคณะอนุกรรมการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน สมาคมโรคไตฯ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "น้ำต้มก้านพริกไม่ได้ช่วยล้างไต ที่สำคัญการรับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย อาจทําให้ไตทํางานหนักมากกว่าเดิม"
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
จากที่มีผู้ใช้ X (Twitter) เผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยว่า “ในปลาน้ำจืดเกล็ดขาว จะมีพยาธิใบไม้ตับแทรกอยู่ตามเนื้อปลา ครีบ ใต้เกล็ด แต่พยาธิจะตายได้ด้วยความร้อน (กินได้แต่ต้องทำให้สุก) แล้ว พยาธิใบไม้ตับอยู่ในร่างกายของคนได้ 20-30 ปี ไปอุดตันท่อน้ำดีในตับ จนกลายเป็นมะเร็งตับมะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด” นั้น กรณีที่ว่า พยาธิใบไม้ในตับสามารถฝังตัวอยู่ในร่างกายได้นานถึง 20 – 30 ปี นั้น จากการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ คือ เว็บไซต์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส. www.thaihealth.or.th) พบว่า เป็นข้อมูลจริง
จากการตรวจสอบมีข้อมูลที่สอดคล้องกันดังนี้
1. พยาธิใบไม้ตับ สามารถมีชีวิตอยู่ในท่อน้ำดีของมนุษย์ได้นานถึง 20-25 ปี (หรืออาจถึง 30 ปีได้) หากไม่ได้รับการรักษาเพื่อถ่ายพยาธิออก
2. สำหรับประเด็นที่เสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดีนั้น พบว่า ในรายที่มีพยาธิมากกว่า 200 ตัว ขึ้นไป อาการที่จะพบได้มีตั้งแต่ท้องขึ้น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เจ็บ ๆ ร้อน ๆ ที่ตับ ถ่ายอุจจาระบ่อย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน แน่นบริเวณลิ้นปี่ ท้องเดิน ตับโต ระคายเคืองท่อน้ำดี มีอาการอุดตันของทางเดินท่อน้ำดีจนเกิดการอักเสบ อาจจะเป็น ๆหาย ๆ หรือเป็นติดต่อกันเรื่อย ๆ และในที่สุดก่อให้เกิดมะเร็งในท่อน้ำดี มะเร็งในตับ และเสียชีวิตในที่สุด
3. แหล่งที่พบ พยาธิชนิดนี้พบมากในปลาน้ำจืดเกล็ดขาว เช่น ปลาสูด ปลาซิว ปลาไส้ตันตาแดง ปลาสร้อย ปลาตะเพียน ปลาตอง และปลาขาวนา เป็นต้น
คำแนะนำเพิ่มเติม : ควรยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” หลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดแบบดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ (เช่น ก้อยปลา) สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในอดีต ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับด้วยการตรวจปัสสาวะ ซึ่งสามารถรู้ผลภายใน 10 นาที (สปสช.)
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
การส่งต่อข้อมูลเท็จอาจมีความผิดตามกฎหมายได้
ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือ เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน อาจมีโทษทั้งจำคุกและปรับ
นอกจากนี้ มาตรา 14 (5) ยังระบุว่า ผู้ที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน ก็มีความผิดได้เช่นกัน
แต่…
⚠️ หากแชร์โดยไม่รู้ว่าเป็นข่าวปลอม อาจต้องพิจารณาตามเจตนา
การพิจารณาความผิดมักดูที่ เจตนาและผลกระทบของการเผยแพร่ หากเป็นการส่งต่อข้อมูลที่สร้างความเสียหายร้ายแรง เช่น ข่าวปลอมเกี่ยวกับความปลอดภัย สุขภาพ หรือเศรษฐกิจ ผู้เผยแพร่ก็อาจถูกดำเนินคดีได้
⚠️ คำว่า “ส่งต่อมาอีกที” ไม่ได้ทำให้พ้นความผิด
หน่วยงานรัฐและตำรวจไซเบอร์เตือนว่า การอ้างว่า “ได้รับมาจากที่อื่น” ไม่ใช่ข้อยกเว้นตามกฎหมาย หากข้อมูลนั้นเป็นเท็จและสร้างความเสียหาย
📌 สรุป
“การแชร์ข่าวปลอมโดยอ้างว่าส่งต่อมา จะไม่ผิดกฎหมาย”
➡️ ไม่จริง
➡️ ผู้ที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลเท็จอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
➡️ ควรตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ทุกครั้ง
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อย. เตือน! อย่าเชื่อ อย่าแชร์ ข่าวปลอมโพรไบโอติกและสมุนไพรจีนรักษามะเร็งที่มีการแชร์ในโลกออนไลน์ ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ผู้ป่วยที่หลงเชื่ออาจละเลยการรักษาที่ถูกต้องและมีความเสี่ยงต่อชีวิต
โดย อย. ระบุว่า ตามที่มีการอ้างว่าค้นพบวิธีรักษามะเร็งทุกระยะด้วยโพรไบโอติกหรือจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ที่สามารถทำลายเชื้อโรคในร่างกายได้ โดยไม่ต้องใช้เคมีบำบัดหรือยาปฏิชีวนะ อ้างถึงผู้ป่วยเนื้องอกในสมองหรือมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ หายจากโรคด้วยโพรไบโอติก “ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง” ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ โพรไบโอติกเป็นเพียงจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร ไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ การแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวอาจทำให้ผู้ป่วยละเลยการรักษาที่ถูกต้องและมีความเสี่ยงต่อชีวิตได้
นอกจากนี้ ยังมีข่าวปลอมว่าสามารถรักษามะเร็งด้วยน้ำต้มสมุนไพรจีน หายภายใน 6 วัน ข้อความดังกล่าวก็ไม่เป็นความจริง ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้วิธีการรักษาอื่นเพิ่มเติม
แนะพี่น้องประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข่าวสาร เช่น แพทย์ เภสัชกร รวมถึงสามารถสอบถามข้อมูลหรือร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line: @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ปณ.1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
จากที่มีการแชร์ข้อมูลเตือนภัยในโซเชียลมีเดียว่า “แม้จะไม่ได้ทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ประเภทเนื้อสัตว์ แต่ก็ยังตรวจพบพยาธิใบไม้ในตับได้ เพราะกินผักสด” นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการ งานวิจัย และคำชี้แจงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักระบาดวิทยา โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. สาเหตุ และชนิดของพยาธิ (ข้อมูลยืนยันจาก ผศ.ดร.ณัธคพัชฬ รัตนพิทูลย์ ศูนย์วิจัยโรคปรสิต สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. รายการเรื่องเล่าเช้านี้ // https://youtu.be/tH-Meuhm_8I?si=_fGrX3bQhPVzhwxi )
- พยาธิใบไม้ตับชนิดฟาสซิโอลา (Fasciola) : พยาธิชนิดนี้ปกติพบในสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย แพะ และแกะ แต่สามารถติดต่อสู่คนได้ ตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิชนิดนี้จะออกมาจากหอยน้ำจืด และไป “เกาะอยู่ตามพืชน้ำ หรือ ผักสด” เมื่อคนนำผักน้ำเหล่านั้นมากินดิบโดยล้างไม่สะอาด ตัวอ่อนจะเข้าสู่ร่างกาย และเข้าไปอาศัยอยู่ในท่อทางเดินน้ำดีในตับจนเกิดโรคได้
2. สถานการณ์การปนเปื้อนในผักสด
งานวิจัยล่าสุดพบการปนเปื้อนพยาธิในผักสดจากตลาดในกรุงเทพฯ สูงถึง 77% โดยเฉพาะในเขตห้วยขวาง และจตุจักรพบสูงถึง 90% พยาธิที่พบ นอกจากพยาธิใบไม้ในตับแล้ว ยังพบพยาธิชนิดอื่นที่อันตราย เช่น พยาธิไส้เดือนสุนัข (Toxocara spp.) ซึ่งหากตัวอ่อนหลงทางเข้าตาอาจทำให้ ตาบอด ได้ รวมถึงพยาธิปากขอและพยาธิแส้ม้าที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และท้องเสียเรื้อรัง ( ‘หมอเจด’ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา https://www.facebook.com/share/1B4uPvk3Xd/ )
3. ผักกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง
- พืชน้ำ: ผักบุ้งน้ำ, ผักกระเฉด, ผักพาย, สายบัว และผักกูด (เสี่ยงต่อพยาธิใบไม้ตับฟาสซิโอลา)
- ผักใบที่มีร่องซอกซอน : ผักกาดขาวจีน, ผักชี, ขึ้นฉ่าย (เสี่ยงต่อการสะสมของไข่พยาธิจากดิน และปุ๋ยคอก)
คำแนะนำสำหรับเรื่องนี่
1. ควรล้างผ่านน้ำไหลแรงๆ พร้อมขยี้ใบ และแช่ด้วยน้ำส้มสายชู หรือเกลือ (1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 4 ลิตร) นาน 10-15 นาที
2. วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการลวกหรือต้มสุก เพราะความร้อนสามารถฆ่าตัวอ่อนและไข่พยาธิได้ทุกชนิด
3. การสังเกตอาการ : หากมีอาการท้องอืด แน่นท้อง ท้องเสียเรื้อรัง หรือตัวเหลืองตาเหลือง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจอุจจาระหรืออัลตราซาวด์ตับ
(คู่มือป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ : กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค)
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
กาแฟดำไม่ได้ “ล้างไขมัน” ในเลือดโดยตรง
การดื่มกาแฟดำไม่สามารถกำจัดหรือชะล้างไขมันออกจากหลอดเลือดได้ ไขมันในเลือดต้องลดลงจากการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และการรักษาทางการแพทย์
⚠️ กาแฟอาจมีผลต่อระดับไขมันบางชนิด
สารบางชนิดในกาแฟ เช่น คาเฟอีนและสารในเมล็ดกาแฟ อาจมีผลต่อการเผาผลาญของร่างกาย แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ล้างไขมันในเลือด และการดื่มมากเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพได้
ความจริง
การลดไขมันในเลือดต้องอาศัยการปรับพฤติกรรม เช่น ลดอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของ ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจได้
📌 ดังนั้น
ข้อความที่ว่า “กาแฟดำช่วยล้างไขมันในเลือดได้” ไม่ถูกต้อง กาแฟดำอาจดื่มได้ในปริมาณพอเหมาะ แต่ไม่ใช่วิธีรักษาหรือกำจัดไขมันในเลือดโดยตรง
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ปลายมี.ค.–เม.ย.ส่อร้อนจัด อุณหภูมิจ่อทะลุ 42–43 องศาฯ ดัชนีความร้อนอาจเกิน 50 องศาฯ
ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนและร้อนจัดกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน ที่อุณหภูมิอาจพุ่งแตะ 42–43 องศาเซลเซียส ขณะที่ดัชนีความร้อนในหลายพื้นที่อาจสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
นายสุรพงษ์ สารปะ ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ สภาพอากาศของประเทศไทยจะมีความแปรปรวนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งอุณหภูมิจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสายถึงช่วงบ่าย
ข้อมูลล่าสุดพบว่า อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี สูงถึง 39.8 องศาเซลเซียส สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มอากาศร้อนที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่ต้นฤดูร้อน
ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน ถือเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการคาดการณ์ระบุว่า อุณหภูมิสูงสุดในหลายพื้นที่อาจพุ่งขึ้นถึง 42–43 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส และสูงกว่าปี 2568 ราว 1 องศาเซลเซียส แม้จะยังไม่ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของประเทศไทยที่เคยวัดได้ 44.6 องศาเซลเซียส แต่ก็ถือว่าเป็นระดับความร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างมาก
สาเหตุสำคัญมาจากปรากฏการณ์ “ลานีญา” ที่กำลังสิ้นสุดลง และมีแนวโน้มพัฒนาเข้าสู่ภาวะ “เอลนีโญ” ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนี้ ส่งผลให้ปริมาณฝนโดยรวมของประเทศไทยในปีนี้มีแนวโน้มลดลงจากค่าปกติราวร้อยละ 30–40 โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่ภาคใต้ ที่อาจเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งสะสม ขณะเดียวกันอัตราการระเหยของน้ำในธรรมชาติก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น
นักวิชาการยังประเมินแนวโน้มระยะยาวว่า ภายในปี 2570 ประเทศไทยอาจเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดรุนแรงกว่าปีนี้อีก หากสภาพภูมิอากาศยังคงเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยังได้แจ้งเตือนว่า ระดับรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย มีแนวโน้มพุ่งสูงถึงระดับ 11–12 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ “อันตรายอย่างยิ่ง” ประกอบกับความชื้นสัมพัทธ์จากลมทะเล จะยิ่งทำให้ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรับรู้จริง เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าอุณหภูมิอากาศจริง โดยในบางพื้นที่อาจสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว
ด้านนายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า สถานการณ์ความร้อนที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลจากภาวะ “โลกรวน” ที่ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์ “เกาะความร้อนเมือง” (Urban Heat Island) ซึ่งทำให้พื้นที่เมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ
ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 10.00–16.00 น. ดื่มน้ำให้เพียงพอ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจากความร้อนและการได้รับรังสี UV ในระยะยาว
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
คร. เตือน ควันบุหรี่ไฟฟ้ามีสารหนู เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด
กรมควบคุมโรคเตือน ระวังควันจากบุหรี่ไฟฟ้า มีสารหนูก่อโรคมะเร็ง ส่งผลกระทบระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบหัวใจ และหลอดเลือด
วันที่ 7 มี.ค. 2569 นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู (Arsenic)” ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก โดยโลหะหนักดังกล่าวอาจหลุดลอกจากขดลวดในอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อได้รับความร้อนจากแบตเตอรี่ทำให้น้ำยาระเหยกลายเป็นละอองไอ และผู้สูบหรือผู้ใกล้ชิดอาจสูดดมเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ บางส่วนยังอาจมาจากสารแต่งกลิ่นรสในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า
ด้าน ศ.นพ.วินัย วนานุกูล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารหนูเป็นโลหะหนักที่มีพิษรุนแรง เมื่อเข้าสู่ร่างกายทางการสูดดม จะกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดกล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ และอาจส่งผลต่อระบบประสาท รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด หากได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด
กรมควบคุมโรค ย้ำเตือนประชาชน ลด ละ เลิก การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพตนเองและคนรอบข้าง หากพบเห็นการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถแจ้งเบาะแสเพื่อดำเนินคดีได้ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ฟรีตลอดวัน
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธาน ศูนย์ความเป็นเลิศการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข ที่ปรึกษา วิทยาลัยการแพทย์ แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ให้วมรู้ทางการแพทย์ผ่านเพจ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha โดยระบุว่า การร้องเพลงไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง แต่เป็น "เครื่องมือดูแลสุขภาพแบบองค์รวม" ที่เรามักมองข้ามไป
หมอธีระวัฒน์ เผย ร้องเพลงถึงแม้ไม่เพราะ ก็ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 240%
การร้องเพลงถึงส่งผลต่อร่างกายได้
1. พลังของ sIgA: ปราการด่านหน้า
Secretory Immunoglobulin A (sIgA) คือแอนติบอดีที่พบมากในน้ำลายและเยื่อบุต่าง ๆ หน้าที่ของมันคือดักจับเชื้อโรคก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือด การที่การร้องเพลงไปเพิ่มค่านี้ได้สูงถึง 150-240% (อ้างอิงจากงานวิจัยของ University of Frankfurt) หมายความว่าเรากำลังสร้าง "เกราะป้องกัน" ชั้นดีให้กับระบบทางเดินหายใจนั่นเอง
2. วิทยาศาสตร์เบื้องหลังเสียงเพลง
ทำไมแค่ร้องเพลงถึงเปลี่ยนเคมีในร่างกายได้?
• การลด Cortisol: การร้องเพลงช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการหลักที่คอยกดภูมิคุ้มกันของเรา
• Vagus Nerve Stimulation: การสั่นสะเทือนของเส้นเสียงไปกระตุ้น เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งเชื่อมต่อกับอวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมด "พักผ่อนและย่อยอาหาร" (Parasympathetic Mode)
• Endorphins & Oxytocin: ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขและสารแห่งความผูกพันออกมา ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีความมั่นใจมากขึ้น
ไม่จำเป็นต้องร้องให้เพราะระดับนักร้องอาชีพ งานวิจัยยืนยันว่า "การมีส่วนร่วมและความตั้งใจ" (Active Participation) สำคัญกว่าคุณภาพของเสียง
ดังนั้น การร้องเพลงในห้องน้ำ หรือร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ก็ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเหมือนกัน
งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาด้าน Music Psychology และ Psychoneuroimmunology
โดยชิ้นที่โดดเด่นและตรงกับตัวเลขมากที่สุดคืองานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนี
1. งานวิจัยหลัก: University of Frankfurt (Germany)
งานวิจัยนี้ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดเกี่ยวกับเรื่อง sIgAโดยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Behavioral Medicine
• หัวข้อวิจัย: Receptive and Active Therapeutic Interventions with Music to Enhance the Salivary Immunoglobulin A
• วิธีการศึกษา: ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างน้ำลายจากสมาชิกคณะนักร้องประสานเสียงก่อนและหลังการซ้อมร้องเพลง (Rehearsal) นาน 60 นาที
• ผลการทดลอง: พบว่าระดับของ sIgA (Secretory Immunoglobulin A) และ Cortisol มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ sIgA ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มที่ร้องเพลง (Active singing) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่นั่งฟังเฉย ๆ
• ลิงก์อ้างอิง: PubMed - PMID: 15132155
2. งานวิจัยจาก Tenovus Cancer Care และ Royal College of Music (UK)
งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาผลของการร้องเพลงต่อระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแล ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในเรื่องของสารเคมีในร่างกาย
• หัวข้อวิจัย: Singing promotes resilience and immune self-repair: Determinants of salivary cytokines and cortisol
• ตีพิมพ์ใน: วารสาร eCancerMedicalScience(2016)
• ผลการทดลอง: การร้องเพลงเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และเพิ่มระดับของ Cytokines (สารสื่อประสาทในระบบภูมิคุ้มกัน) ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยได้ดีขึ้น
3. งานวิจัยเกี่ยวกับระดับ Oxygen และการหายใจ
นอกเหนือจากสารเคมี ยังมีการศึกษาถึงกลไกทางกายภาพ (Physiological) โดยเฉพาะจากสถาบันทางเดินหายใจ
• หัวข้อวิจัย: Effects of singing on lung function and quality of life
• สาระสำคัญ: การร้องเพลงต้องใช้การหายใจแบบ Diaphragmatic Breathing (การหายใจด้วยกระบังลม) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอด และส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ที่ควบคุมภูมิคุ้มกัน
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องขับรถหรือทำงานกลางแดด ต้องใช้แว่นกันแดด UV 400 เท่านั้น.. เพราะอะไร?
การขับรถหรือทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานทำให้ดวงตาต้องเผชิญกับแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลตโดยตรง ซึ่งรังสีเหล่านี้สามารถสร้างความเสียหายต่อดวงตาได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หลายคนอาจคิดว่าเพียงแค่ใส่แว่นกันแดดที่เลนส์มีสีเข้มก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง การปกป้องดวงตาอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้แว่นกันแดดที่มีมาตรฐาน UV 400 ซึ่งเป็นระดับการป้องกันรังสีที่ครอบคลุมที่สุด
การใส่แว่นกันแดดที่มีมาตรฐาน UV 400 มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้เกือบทั้งหมด แว่นกันแดดประเภทนี้สามารถบล็อกรังสีที่มีความยาวคลื่นสูงสุดถึง 400 นาโนเมตร ซึ่งครอบคลุมทั้งรังสี UVA ที่มีความยาวคลื่นประมาณ 320–400 นาโนเมตร ซึ่งสามารถทำร้ายผิวรอบดวงตาและจอประสาทตาได้ และรังสี UVB ที่มีความยาวคลื่นประมาณ 290–320 นาโนเมตร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการตาอักเสบและโรคต้อกระจก ดังนั้นการใช้แว่นกันแดดที่มีคุณสมบัติ UV 400 จึงช่วยลดการสัมผัสรังสีอันตรายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การได้รับรังสี UV ต่อเนื่องเป็นเวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก ซึ่งทำให้เลนส์ตาขุ่นมัวจนการมองเห็นไม่ชัดเจน ต้อเนื้อหรือต้อลม ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อผิดปกติบนตาขาว รวมถึง จอประสาทตาเสื่อม ที่เกิดจากการทำลายเซลล์รับแสงในดวงตา อีกทั้งยังอาจเกิดภาวะ กระจกตาอักเสบจากแสงแดด หรือที่เรียกว่าอาการ “ตาไหม้” ซึ่งเกิดจากการได้รับแสงแดดจ้าในระดับที่รุนแรง
สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ การใส่แว่นกันแดดที่มีเลนส์สีเข้มแต่ไม่มีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV อาจเป็นอันตรายมากกว่าการไม่ใส่แว่นเลย เนื่องจากเมื่อเลนส์มีสีเข้ม รูม่านตาจะขยายกว้างขึ้นเพื่อรับแสงมากขึ้น หากเลนส์นั้นไม่สามารถกรองรังสี UV ได้ รังสีอันตรายก็จะทะลุเข้าสู่ดวงตาได้มากขึ้น ส่งผลให้ดวงตาได้รับความเสียหายได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม
ดังนั้น ผู้ที่ต้องขับรถหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งควรเลือกแว่นกันแดดที่ระบุชัดเจนว่า UV 400 หรือ 100% UV Protection เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากต้องทำงานหรือขับรถในสภาพแสงจ้าเป็นเวลานาน ควรเลือกเลนส์แบบ Polarized ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนจากพื้นถนน น้ำ หรือพื้นผิวต่าง ๆ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นและช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตา
แว่นกันแดดที่มีมาตรฐาน UV 400 ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมเพื่อความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสุขภาพดวงตา โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน การเลือกแว่นกันแดดที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคตา และช่วยให้ดวงตาปลอดภัยในระยะยาว
เช่นเดียวกับ ศ.พญ. สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต จักษุแพทย์ รพ. ตา หู คอ จมูก ที่แนะนำว่า การเลือกแว่นกันแดด ไม่จำเป็นต้องเลือกที่แพงหรือมี brand name ราคาอาจจะไม่สัมพันธ์กับคุณภาพในการป้องกันเสมอไป แต่ควรเลือกซื้อจากร้านที่มีมาตรฐาน มีสลากกำกับบ่งไว้ถึงความสามารถกันแสง UV มากกว่า โดยคำนึงถึงความสามารถป้องกันรังสี UV เพราะรังสี UV ก่อให้เกิดความผิดปกติทางตามากกว่า และอย่างน้อยต้องกันได้ 99-100% หรือมีกำกับว่าถึง 400 nm ซึ่งหมายถึงกันได้ทั้ง UVA, B, C ได้หมด ถ้ามีเครื่องวัดด้วยจะมั่นใจยิ่งขึ้น
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กรมควบคุมโรคพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นช่วงที่โรคมักระบาดตามฤดูกาล กลุ่มเด็กอายุ 5–14 ปีเป็นกลุ่มที่มีอัตราป่วยสูง จึงมีมาตรการคัดกรองเด็กหน้าโรงเรียน หากพบไข้หรือผื่นตุ่มน้ำใสจะให้แยกกักตัวและแจ้งผู้ปกครองทันที โรคสุกใสพบการระบาดได้ตลอดทั้งปี แต่แนวโน้มมักเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน (โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียน)
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กรดยูริก กับ โรคเกาต์
“กรดยูริก” สะสมในเลือดสูงกระตุ้นโรคเกาต์ พบได้ที่ไหนบ้าง?
รู้จัก กรดยูริก (Uric Acid) ตัวการร้ายที่หากสะสมในร่างกายมาก จะทำใก้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) เสี่ยงโรคเกาต์ ภาวะไตวาย โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เผยกระบวนการทางเคมี วิธีรักษา และแหล่งกรดยูริกที่ควรกินแต่พอดี
กรดยูริก (Uric Acid) สารที่เกิดจากกระบวนการทางเคมีในร่างกายในขณะที่มีการสร้างหรือซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก ถั่วต่างๆ หรือการดื่มเครื่องดื่ม เช่น เบียร์ น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลฟรุคโตส ฉะนั้นควรกินแต่พอดีหรือหลีกเลี่ยงในคนที่มีความเสี่ยงเพราะหากร่างกายมีกรดยูริกมากเกินกว่าความสามารถของไตจะขับออกได้ หรือไตมีความเสื่อมจนความสามารถในการขับกรดยูริกออกจากร่างกายลงลง เช่น ในผู้ป่วยไตเสื่อมหรือไตวาย ก็จะทำให้มีการสะสมของกรดยูริกมากขึ้นอีก
ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง
ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย โดยทางการแพทย์จะกำหนดว่าเมื่อกรดยูริกในเลือดสูงเกินขีดจำกัดของความสามารถในการละลายของกรดยูริก (Monosodium urate) คือ 6.8 มก./ดล. ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ถือว่ามีภาวะกรดยูริกสูง
ระดับกรดยูริกในเลือดที่เกิน 7 มก./ดล. จะเริ่มมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบจากผลึกเกลือยูเรตหรือโรคเกาต์ และเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วที่ไต ดังนั้นโดยทั่วๆ ไป เราจึงใช้ระดับกรดยูริก มากกว่า 7 มก./ดล. ในการบอกว่าเป็นภาวะกรดยูริกในเลือดสูงค่าการทำงานของไต (ระดับครีเอตินิน) น้ำหนัก อายุ เพศ ความดันโลหิตและการดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้
ปัจจุบันยังพบว่า การมีกรดยูริกสะสมในร่างกายปริมาณมากเป็นเวลานานจะทำให้เกิดภาวะไตเสื่อม เกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง เพิ่มความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากขึ้น โดยข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยชายที่เป็นโรคไตวายจนต้องได้รับการรักษาด้วยการฟอกไต ส่วนหนึ่งเกิดจากการเป็นโรคเก๊าท์หรือมีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงมาก่อน ในขณะที่ผู้ป่วยหญิงที่ฟอกไตส่วนมากเกิดจากการเป็นโรคเบาหวาน
การรักษาโดยการไม่ใช้ยา
ออกกำลังกายและลดน้ำหนัก สามารถทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ด้วย
จำกัดการรับประทานเนื้อแดงหรืออาหารทะเล การรับประทานเนื้อแดงปริมาณมาก จะทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ แต่การรับประทาน พืช ฝัก ถั่ว หรือผักที่มีสารพิวรีนสูง ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์
ลดหรืองดการดื่มสุรา โดยเฉพาะเบียร์หรือสุราที่ผ่านการกลั่น
จำกัดการทานน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล
รักษาภาวะหรือโรคอื่นที่พบร่วม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดสูง
การรักษาโดยการใช้ยา
จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับวินิจฉัยและการใช้ยาที่ถูกต้องและหมาะสมการตรวจสุขภาพประจำปี จะทำให้เราตรวจพบความผิดปกติ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัย พร้อมให้คำแนะนำและให้การรักษาได้ถูกต้องและทันท่วงที อย่างไรก็ดีหากพบความผิดปกติของกรดยูริก การลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยการปรับพฤติกรรม เป็นวิธีที่ดีที่สุด สามารถทำได้เลย ไม่มีอันตราย หรือผลข้างเคียง และช่วยให้สุขภาพของคุณกลับมาดีขึ้นได้
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ในสถานการณ์ที่ "น้ำมันขาดแคลน" หรือมีการจำกัดปริมาณการขาย (เช่น ปั๊มให้เติมได้ไม่เกิน 50 ลิตรต่อคัน)
วัดหรือสัปเหร่อจำเป็นต้องนำใบมรณบัตร ไปแสดงต่อปั๊มน้ำมัน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความจำเป็นเร่งด่วนในการขอซื้อน้ำมันปริมาณมาก (70-100 ลิตร) มาใช้ใน "การฌาปนกิจศพ" เพื่อไม่ให้ผิดเงื่อนไขการจำกัดปริมาณของปั๊มในขณะนั้น
นายกฤษดา มหาวิริโยทัย ผู้ใหญ่บ้านตำบลบางแก้ว และประธานกรรมการวัดสมานรัตนาราม ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่าขณะนี้ทางวัดได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดอย่างหนัก โดยเฉพาะน้ำมันที่ใช้ในการเผาร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งขณะนี้น้ำมันสำรองของวัดไม่มีเหลือแล้ว
และทางเพจวัดได้โพสต์ข้อความ "ขณะนี้การซื้อน้ำมันต้องนำใบมรณบัตรไปแสดง และสามารถซื้อได้เพียง 50 ลิตร ทำให้ไม่เพียงพอต่อการใช้ในการฌาปนกิจ” ทางวัดต้องใช้ใบมรณบัตรไปแสดงเพื่อขอซื้อน้ำมันดีเซลสำหรับเผาศพ เนื่องจากปั๊มจำกัดปริมาณการขาย
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
งาดำ พลูคาว ป้องกันเซลล์มะเร็ง ขับสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงหลอดเลือด สมองและหัวใจ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สมุนไพรพลูคาว งาดำสกัด (ตรา กินรีทอง) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตแต่โฆษณาสรรพคุณเป็นเท็จ หลอกลวงว่า “ให้แม่ห่างไกลมะเร็ง ด้วยงาดำ พลูคาวสกัดเข้มข้น” “เภสัชวิทยาแนะนำ กลุ่มเสี่ยงมะเร็ง ควรกิน” “งาดำพลูคาว ป้องกันการเกิดมะเร็ง ช่วยหยุดการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง…ช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง เสริมภูมิต้านโรค” “กินแบบสกัดเข้มข้น ได้ผลดีกว่ากินแบบสด 20 เท่า” “งาดำยับยั้งมะเร็งได้…รู้หรือไม่พลูคาวฆ่ามะเร็งได้” “งาดำ พลูคาว พลังสมุนไพร เพื่อสุขภาพ ต้านการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันเชื้อโรค ขับสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงกระดูก ข้อ สมอง และหัวใจ…ให้สุขภาพแข็งแรงจากภายใน ด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ #สมุนไพรงาดำพลูคาวสกัด”
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเตือนว่า ข้อความโฆษณาดังกล่าว เป็นการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร หากหลงเชื่อโฆษณาดังกล่าว อาจเสียโอกาสในการรักษา และอาจทำให้โรคลุกลามขึ้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง ทั้งนี้ อย. จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 กับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต่อไป
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
“โคกโพธิ์ไชย” ปูพรมตรวจพยาธิใบไม้ตับ ใช้ OV-ATK คัดกรองเชิงรุก ลดเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี
"โคกโพธิ์ไชย” ตรวจพยาธิใบไม้ตับ รุกใช้ OV-ATK คัดกรองเชิงรุกในชุมชน ตั้งเป้า 2.2 หมื่นคน ลดเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี สถานการณ์ยังน่าห่วง หลังผลคัดกรองรอบแรก 3,000 คน พบ 1 ใน 3 ติดเชื้อ พร้อมเดินหน้าป้องกันต้นทาง
วันที่ 5 มี.ค. 2569 นายบุญรอด ขาวเขาอ้อ นายอำเภอโคกโพธิ์ไชย เปิดเผยว่า สถานการณ์พยาธิใบไม้ตับในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ไชย จ.ขอนแก่น ยังคงน่าเป็นห่วง จากการตรวจคัดกรองประชาชนกลุ่มเป้าหมายไปแล้วประมาณ 3,000 คน พบผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 3 แม้โรคนี้จะรักษาได้ด้วยการกินยา แต่หากไม่ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก อาจลุกลามกลายเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ปัจจุบันในพื้นที่มีประชากรราว 22,000 คน หรือร้อยละ 70–80 ยังไม่ได้รับการตรวจคัดกรองโรคนี้ ทางอำเภอจึงตั้งเร่งขยายการตรวจคัดกรองเพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด เพื่อมุ่งสู่การเป็นพื้นที่ปลอดพยาธิใบไม้ตับในอนาคต
ในการจัดบริการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับครั้งนี้ ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ไชย ได้รับความร่วมมือจาก เอ็มดีที นอร์ทอีส สหคลินิก คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางพยาธิวิทยาและคลินิกเทคนิคการแพทย์ มาร่วมให้บริการเชิงรุก ใช้ชุดตรวจคัดกรองแบบรวดเร็ว หรือ “OV Antigen Rapid Test Kit” (OV-ATK) ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) นอกจานี้ยังมีการจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ไปในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้สะดวกมากขึ้น
นายบุญรอด กล่าวต่อว่า นอกจากการตรวจพยาธิที่เป็นปลายทางแล้ว ทางอำเภอยังมีความพยายามในการที่จะสื่อสารรณรงค์ เพื่อเพิ่มการป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทางอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมอาหารการกิน โดยเฉพาะปลาน้ำจืดสุกดิบ การขับถ่ายสิ่งปฏิกูล ไปจนถึงการจัดการกับบ่อบำบัดของเสียให้มีมาตรฐานที่ถูกต้อง บนเป้าหมายที่ต้องการให้อำเภอเป็นแหล่งปลอดพยาธิใบไม้ตับ หรือลดให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายใต้การอาศัยความร่วมมือกับภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่
ศ. ดร.ไพบูลย์ สิทธิถาวร ภาควิชาปรสิตวิทยา นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ชุดตรวจ OV-ATK เป็นผลจากงานวิจัยที่ทางสถาบันฯ ได้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2558 ใช้เทคนิคตรวจหาแอนติเจนของพยาธิใบไม้ตับผ่านตัวอย่างปัสสาวะที่ให้ผลแม่นยำกว่าการตรวจผ่านอุจจาระหลายเท่า โดยทีมวิจัยได้พัฒนาจนเป็น OV-ATK ชุดตรวจสำเร็จรูปแบบรวดเร็วที่สามารถใช้ในชุมชนได้ง่าย และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว
“ชุดตรวจ OV-ATK สามารถรู้ผลได้ใน 5–10 นาที และอ่านผลได้ง่ายเหมือนชุดตรวจโควิด-19 คือ แสดงผลเป็นบวกหรือลบด้วยขีดบนแถบตรวจ ปัจจุบันมีการอบรม อสม. ในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมากให้สามารถใช้ชุดตรวจและอ่านผลได้อย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจและรักษาได้เร็วขึ้น” นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดีฯ กล่าว
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กรมควบคุมโรค-กทม.ประสานเสียงเตือน พบยอดผู้ป่วยอีสุกอีใสพุ่งสูงกว่าหมื่นรายตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเรียน-สถานศึกษาขนาดใหญ่ ย้ำ ปชช.ตรวจสอบประวัติวัคซีน หลังพบคลัสเตอร์ระบาดในมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีน 2 เข็มสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้
วันนี้ (12 มี.ค.2569) สถานการณ์การระบาดล่าสุดในประเทศไทยปี 2569 ช่วงระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 4 มี.ค.2569 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานสถิติผู้ป่วยโรคสุกใส (Chickenpox) สะสมทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 10,560 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวน 208 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.97 ของผู้ป่วยทั้งหมด และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยสูงสุดคือเด็กวัยเรียนช่วงอายุ 5-9 ปี (อัตราป่วย 76.40 /แสนประชากร) รองลงมาคือกลุ่ม 10-14 ปี (อัตราป่วย 55.90 /แสนประชากร) และกลุ่มเด็กเล็ก 0-4 ปี (อัตราป่วย 49.10 /แสนประชากร)
ล่าสุดมีการรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนที่สำคัญในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งมีผู้ติดเชื้อรวม 23 คน แบ่งเป็นนักศึกษา 13 คน และนักเรียนจากค่ายวิชาการอีก 10 คน ส่งผลให้ต้องมีการประกาศงดการเรียนการสอนในชั้นเรียนและปรับไปสู่ระบบออนไลน์ชั่วคราวในช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมโรค
ทำความรู้จักกับโรคอีสุกอีใส-ไวรัสวาริเซลลา
โรคอีสุกอีใส หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Chickenpox หรือ Varicella เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus - VZV) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Human Herpes Virus Type 3 (HHV-3) เชื้อชนิดนี้จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคงูสวัด (Shingles) ตามข้อมูลจากวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย
หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อเป็นครั้งแรกจะทำให้เกิดเป็นโรคอีสุกอีใส และเมื่อหายจากโรคแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ได้หายไปจากร่างกายทั้งหมด แต่จะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในปมประสาท ซึ่งหากในอนาคตร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง หรือมีอายุมากขึ้น เชื้อที่แฝงอยู่นี้อาจกลับมาสำแดงอาการอีกครั้งในรูปแบบของโรคงูสวัด
กลไกการแพร่กระจายและความรุนแรงของโรค
ไวรัส VZV มีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อที่สูงมาก โดยติดต่อง่ายผ่านทางอากาศ (Airborne) จากละอองเสมหะ การไอ หรือการจามของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำใส ๆ จากตุ่มพองของผู้ป่วย หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ และ ที่นอน ระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ในช่วง 10 - 21 วันหลังจากได้รับเชื้อ
สิ่งสำคัญที่ประชาชนควรรู้คือ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ 1 - 2 วันก่อนที่ผื่นแดงจะเริ่มปรากฏ และจะยังคงแพร่เชื้อได้ต่อเนื่องจนกว่าตุ่มน้ำใสทั้งหมดจะตกสะเก็ดแห้งสนิท
อาการ-ระยะของโรค
อาการของโรคอีสุกอีใสในเด็กมักไม่รุนแรง โดยเริ่มจากอาการไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และปวดศีรษะ แต่ในผู้ใหญ่อาจมีอาการนำที่รุนแรงกว่า เช่น ไข้สูงและปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างหนัก หลังจากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้น ซึ่งมักเริ่มที่ใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลัง ก่อนจะกระจายไปตามลำตัวและแขนขา ผื่นจะพัฒนาอย่างรวดเร็วจากรอยแดงกลายเป็นตุ่มนูน และกลายเป็นตุ่มน้ำใสที่มีอาการคันอย่างมาก ภายใน 2-3 วัน ตุ่มน้ำจะเริ่มขุ่นขึ้นและแตกออกจนเป็นสะเก็ดแห้ง
ในบางกรณีอาจพบตุ่มน้ำในช่องปากทำให้เกิดอาการเจ็บคอหรือปากเปื่อยร่วมด้วย โดยปกติโรคจะหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการแกะเกา อาจส่งผลให้เกิดแผลเป็นแบบหลุมถาวรหรือภาวะโลหิตเป็นพิษได้
อีสุกอีใส ไม่ใช่ ฝีดาษลิง
เนื่องจากในปัจจุบันมีการระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างฝีดาษวานร (Monkeypox) ประชาชนมักมีความสับสนระหว่าง 2 โรคนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือโรคฝีดาษลิงจะทำให้มีอาการ "ต่อมน้ำเหลืองโต" ซึ่งไม่พบในโรคอีสุกอีใส
นอกจากนี้ ผื่นของฝีดาษวานรจะมีการดำเนินโรคเป็นระยะที่ชัดเจนและพร้อมกันทั่วร่างกายมากกว่า โดยเริ่มจากจุดแบนแดง (Macules) เป็นตุ่มนูน (Papules) ตุ่มน้ำ (Vesicles) ตุ่มหนอง (Pustules) และสะเก็ด (Scabs) ขณะที่อีสุกอีใสจะมีตุ่มหลายระยะปรากฏพร้อมกันในบริเวณเดียว (ตุ่มสุก ตุ่มใส ในที่เดียวกัน)
ในแง่ของความรุนแรง ฝีดาษวานรมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่า (ร้อยละ 1-10) ขณะที่อีสุกอีใสในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงมักมีอาการไม่รุนแรง
เอกสารทางการแพทย์ New Variant of Varicella-Zoster Virus ระบุว่าเชื้อไวรัสอีสุกอีใสแม้โดยทั่วไปจะค่อนข้างคงตัว แต่ทางการแพทย์มีการค้นพบสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่สำคัญคือ VZV-MSP ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของรหัสพันธุกรรมบริเวณโปรตีนบนผิวไวรัส การกลายพันธุ์นี้ส่งผลให้ไวรัสมีลักษณะเป็น "เชื้อหลบหลีกภูมิคุ้มกัน" เนื่องจากร่างกายจะจดจำและเข้าจับกับไวรัสส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์นี้มีความสามารถในการแพร่กระจายจากเซลล์สู่เซลล์ได้รวดเร็วกว่าปกติ แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามันทำให้โรคมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในคนทั่วไป แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อการตรวจวินิจฉัยหรือประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงได้
กลุ่มเสี่ยง-ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าอีสุกอีใสเป็นโรคเด็กทั่วไป แต่ในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มโรคนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ได้แก่
หญิงตั้งครรภ์ หากติดเชื้อในช่วงอายุครรภ์น้อย อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เกิดความพิการและตัวมารดาเองเสี่ยงต่อภาวะปอดบวมรุนแรง
ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักจะมีอาการรุนแรงกว่าเด็ก และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทได้มากกว่าผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด หรือผู้ป่วยเอชไอวี ซึ่งไวรัสอาจกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น สมอง ปอด และตับ
ทารกแรกเกิด ที่มารดาเริ่มมีอาการอีสุกอีใสในช่วงก่อนหรือหลังคลอดไม่กี่วัน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อรุนแรง
วัคซีน-หลักปฏิบัติ 5 ป.
อาวุธสำคัญในการต่อสู้กับโรคอีสุกอีใสคือ "วัคซีน" ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ฉีดวัคซีนทั้งหมด 2 โดส โดยเข็มแรกควรฉีดที่อายุ 1 ปี และเข็มที่ 2 ที่อายุ 4-6 ปี วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 70-90 และหากติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว อาการของโรคจะลดความรุนแรงลงอย่างมาก
ในประเทศไทย วัคซีนอีสุกอีใสยังคงเป็นวัคซีนทางเลือกที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง โดยมีราคาเฉลี่ย 800-1,200 บาท/โดส อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้พิจารณาจัดลำดับความสำคัญของวัคซีนนี้ในการเตรียมบรรจุเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติในอนาคต
นอกจากวัคซีนแล้ว กรุงเทพมหานครได้รณรงค์ให้ประชาชนยึดหลัก "5 ป." เพื่อป้องกันโรค
ปิด ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอหรือจาม และสวมหน้ากากอนามัย
เปลี่ยน เปลี่ยนพฤติกรรม ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล
ปล่อยวาง ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
ปรับปรุง ปรับปรุงสภาพแวดล้อม ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมและที่พักอาศัย
ป้องกัน ป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน
การดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อป่วย
หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ "แยกกักตัว" เป็นเวลาอย่างน้อย 7-10 วัน หรือจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้ง ตกสะเก็ดทุกเม็ด การรักษาส่วนใหญ่เน้นตามอาการ ได้แก่ การใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ ทาคาลาไมน์หรือยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกา ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งควรได้รับภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีผื่นเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้สั่งการให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง ลงพื้นที่สอบสวนโรคทันทีเมื่อพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน และใช้มาตรการ School Surveillance เพื่อคัดกรองเด็กก่อนเข้าโรงเรียน หากประชาชนสงสัยว่ามีอาการ สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine หรือแอปพลิเคชัน "หมอ กทม." และสายด่วนสุขภาพ 1646 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับการวินิจฉัยที่รวดเร็วและถูกต้อง
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ทบ.แจงข้อเท็จจริงไม่พบการลักลอบส่งน้ำมันไทยไปกัมพูชาผ่านลาวชี้กองกำลังสุรนารีคงมาตรฐานการควบคุมการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเข้มงวด
ตามที่มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อสาธารณะระบุว่า กัมพูชานำเข้าน้ำมันจากไทยโดยใช้เส้นทางอ้อมผ่าน สปป.ลาว โดยอ้างอิงจากคลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์บางส่วนของ นายซอ โซะปุดตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตึงเตรง ประเทศกัมพูชานั้น
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ประการแรก กองทัพบกขอยืนยันว่า มาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันไปยังสปป.ลาวผ่านจุดผ่านแดนถาวรตามแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารียังคงมาตรฐานการตรวจสอบและควบคุมการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับทุกภาคส่วนรวมถึงทางการ สปป.ลาว อย่างเข้มงวด ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบการลักลอบจำหน่ายน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด
ประการที่สองจากการตรวจสอบคลิปการให้สัมภาษณ์บางส่วนของนายซอโซะปุดตราผู้ว่าราชการจังหวัดสตึงเตรงและข้อมูลที่เผยแพร่โดยสื่อกัมพูชาในประเด็นดังกล่าวพบว่าคลิปที่เผยแพร่ในสื่อสาธารณะนั้นมีการแปลภาษาไทยที่คลาดเคลื่อนโดยเฉพาะการระบุถึงเรื่องการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากไทยจนนำไปสู่การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในเวลาต่อมา
คำชี้แจงจากโฆษกกองทัพบก ยังสอดคล้องกับรายงานของสื่อต่างประเทศ เช่น Channel News Asia (CNA) ของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 ที่ระบุว่า ในปี 2567 ไทยกับเวียดนามครองสัดส่วนร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่กัมพูชานำเข้า ขณะที่สิงคโปร์กับมาเลเซียมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 และจีนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 7
อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อเดือนก.ค.2568ไทยได้ตัดสินใจยุติการส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และล่าสุดกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ได้ทำให้เวียดนามและจีนตัดสินใจจำกัดการส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชาเช่นกัน ซึ่ง Keo Rottanak รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของกัมพูชาเปิดเผยว่า กัมพูชากำลังพยายามจัดหาน้ำมันจากสิงคโปร์และมาเลเซียเพิ่มขึ้น
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ: กรมการข้าว และ สวทช. ยืนยันชัดเจนว่า "ข้าวหอมสยาม" ไม่ใช่ "ข้าวหอมมะลิ"
ข้าวหอมมะลิไทยแท้ มีแค่ 2 พันธุ์คือ ขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 เท่านั้น
ข้าวหอมสยาม เป็นพันธุ์ข้าวใหม่ที่พัฒนาขึ้น (โดยภาคเอกชนร่วมกับ สวทช.) ซึ่งเป็นข้าวที่ดี มีคุณภาพ นุ่มหอมจริง แต่ "พันธุกรรมคนละตัว" กับหอมมะลิ
เสี่ยงถูกโรงสีปฏิเสธหรือกดราคา:
หากเกษตรกรปลูก "หอมสยาม" แล้วนำไปขายโดยแจ้งว่าเป็น "หอมมะลิ" โรงสีจะตรวจสอบ DNA หรือตรวจทางกายภาพแล้ว "ไม่ผ่าน" ทำให้ถูกปฏิเสธการรับซื้อ หรือถูกตัดราคาลงมาต่ำกว่าราคาข้าวหอมมะลิมาก
โดยเฉพาะในปีการผลิต 2568 นี้ กรมการข้าวได้ออกประกาศเตือนชาวนาในภาคอีสาน (รวมถึงอำนาจเจริญ) ว่าโรงสีข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออก ปฏิเสธการรับซื้อข้าวพันธุ์หอมสยาม ในฐานะข้าวหอมมะลิ
สถานะพันธุ์ข้าว: ข้าวหอมสยาม ได้รับหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน (ร.พ.2) จากกรมวิชาการเกษตรแล้วว่าปลอดภัยและไม่ใช่ GMO แต่ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว (เช่น ข้าวกลุ่ม “กข”)
⚠️ เตือนภัยเกษตรกรอำนาจเจริญ (เพิ่มเติม)
นอกจากเรื่องความสับสนของชื่อพันธุ์ข้าวแล้ว ยังมีคำเตือนจาก ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอำนาจเจริญ เกี่ยวกับมิจฉาชีพในพื้นที่ ดังนี้:
ระวังเมล็ดพันธุ์ปลอม: มีมิจฉาชีพฉวยโอกาสนำเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมาหลอกขาย โดยอาจมีการปลอมแปลงกระสอบหรือแอบอ้างว่าเป็นพันธุ์รับรอง
จุดสังเกต: หากมีรถเร่มาขายพันธุ์ข้าวตามหมู่บ้าน หรือโพสต์ขายออนไลน์ในราคาถูกผิดปกติ และไม่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ (Q) ให้สันนิษฐานว่าเป็นของปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน
สรุปคำแนะนำ: หากท่านต้องการปลูกข้าวเพื่อขายเข้าโรงสีในเกรด "ข้าวหอมมะลิ" ต้องใช้พันธุ์ ขาวดอกมะลิ 105 หรือ กข15 เท่านั้น อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาว่ามีพันธุ์อื่นที่เป็นหอมมะลิ "ตัวใหม่" หรือ "ตัวเทียบเท่า" เพราะท่านอาจขาดทุนจากการโดนโรงสีกดราคาครับ
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ขณะนี้มีมิจฉาชีพกำลังระบาดหนักในพื้นที่ โดยใช้กลอุบายใหม่ที่อันตรายมาก คือการ "บังคับเหยื่อเปลี่ยนภาษาโทรศัพท์" เพื่อหวังผลในการขโมยเงิน หากท่านได้รับข้อความลักษณะนี้ทางไลน์ ขอให้รู้ทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ
🕵️♂️ แฉละเอียด! ขั้นตอนการหลอกลวง (จากหลักฐานที่พบ)
1. ทักไลน์ด้วยชื่อบุคคลทั่วไป: มิจฉาชีพใช้บัญชีไลน์ชื่อบุคคลธรรมดา (ไม่ใช่บัญชีทางการ PEA Thailand) ทักเข้ามาหาเหยื่อพร้อมรูปภาพ QR Code ที่อ้างว่าเป็นระบบคืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า
2. ล่อใจด้วยยอดเงินและขอข้อมูลส่วนตัว: ส่งภาพระบุยอดเงินคืนที่ดูสมจริง เช่น 14,849.52 บาท เพื่อให้เหยื่อเกิดความโลภ จากนั้นจะขอ "ชื่อ-นามสกุล, เบอร์โทร" และที่แปลกคือมีการขอให้ "ถ่ายบิลค่าไฟย้อนหลัง 1 เดือน" ส่งให้ทางแชท ซึ่งเจ้าหน้าที่จริงจะไม่ทำแบบนี้
3. 🚨 จุดตายสำคัญ: หลอกให้เปลี่ยนภาษาเครื่อง (English): มิจฉาชีพจะพิมพ์ข้อความกำชับว่า:
"ในการสแกนรับเงินจะต้องตั้งค่าเป็นภาษาสากล Eng. ก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นจะสแกนไม่ได้"
⚠️ ทำไมต้องให้เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ? นี่คือกลโกงทางจิตวิทยาและเทคนิคครับ!
เพื่อให้เหยื่อ "อ่านคำเตือนความปลอดภัยไม่ออก" (เช่น คำเตือนจากแอปธนาคาร หรือคำขออนุญาตติดตั้งแอปดูดเงิน)
เพื่อให้เหยื่อเกิดความสับสนในเมนูและกดยอมรับ (Allow/Confirm) ไปโดยไม่รู้ตัว ตามคำบอกของมิจฉาชีพ
🛡️ ข้อควรปฏิบัติ
ห้ามเชื่อ: การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไม่มีนโยบาย ให้ประชาชนเปลี่ยนการตั้งค่าภาษาในโทรศัพท์เพื่อทำธุรกรรมใดๆ ทั้งสิ้น
ห้ามสแกน: ห้ามสแกน QR Code หรือกดลิงก์ที่ส่งมาจากไลน์ส่วนตัวเด็ดขาด
ติดต่อของจริง: หากสงสัยเรื่องเงินคืน ให้โทร 1129 PEA Contact Center หรือไปที่สำนักงานการไฟฟ้าฯ ใกล้บ้านโดยตรง
📢 ฝากแชร์ข่าวนี้ให้ญาติผู้ใหญ่ในบ้านทราบด่วนที่สุด ก่อนจะตกเป็นเหยื่อของการ "เปลี่ยนภาษา" เพื่อดูดเงินครับ!
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
กกพ. เปิดเผยแนวโน้มปรับขึ้นค่าไฟงวดใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) เพื่อสะท้อนต้นทุนจริง โดยเสนอ 3 ทางเลือก ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.95–4.59 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้เป็นการปรับขึ้นจากงวดปัจจุบัน 3.88 บาท เนื่องจากภาระหนี้ กฟผ. และต้นทุนพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้น โดยจะประกาศอัตราอย่างเป็นทางการวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้
สรุป 3 ทางเลือกปรับขึ้นค่าไฟ (พ.ค. - ส.ค. 69)
ทางเลือกที่ 1: ปรับขึ้นสูงสุดที่ 4.59 บาท/หน่วย (จ่ายคืนหนี้ กฟผ. ทั้งหมดในงวดเดียว)
ทางเลือกที่ 2: ปรับขึ้นเหลือ 4.08 บาท/หน่วย (เลื่อนการชำระหนี้ กฟผ. ออกไป)
ทางเลือกที่ 3: ปรับขึ้นต่ำสุดที่ 3.95 บาท/หน่วย (ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 7 สตางค์ หรือ 2%)
แม้ว่าจะมีความจำเป็นในการปรับขึ้นค่าไฟ แต่ กกพ. ก็เปิดช่องให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อทั้ง 3 แนวทางนี้ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจสุดท้าย ผ่านเว็บไซต์ www.erc.or.th ตั้งแต่วันที่ 25-31 มีนาคม 2026 และจะประกาศอัตราค่าไฟใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม) ในวันที่ 1 เมษายน 2026
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ในปี 2003 มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งโดย จิลเลียน คลาก (Jillian Clarke) นักเรียนมัธยมปลายที่ฝึกงานด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ทีมของเธอได้ทดลองปล่อยเชื้อแบคทีเรียไว้บนกระเบื้องขนาดสี่เหลี่ยม จากนั้นได้วางของกินลงบนกระเบื้องแผ่นนั้นภายใต้ระยะเวลาที่แตกต่างกัน จากการทดลองครั้งนั้นทำให้เธอได้คำตอบว่าเชื้อแบคทีเรียสามารถปนเปื้อนจากพื้นมายังเยลลี่หมีและคุกกี้ได้ภายในระยะเวลา ‘ไม่ถึง 5 วินาที’ แต่ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าเชื้อโรคปนเปื้อนมากน้อยเพียงใด และจากศึกษาชิ้นเดียวกันนี้ยังบอกเราอีกว่า 70% ของผู้หญิงและ 56% ของผู้ชายเคยใช้ข้ออ้างนี้ในการหยิบของขึ้นมากินจากพื้น ซึ่งขนมหวานและลูกอมมีแนวโน้มที่จะถูกเก็บขึ้นมากินมากกว่าบร็อกโคลีหรือกระหล่ำดอก อีกทั้งเพศหญิงยังมีแนวโน้มที่จะหยิบของตกพื้นกินมากกว่าเพศชายอีกด้วยและเพื่อให้ชี้ชัดมากขึ้น ในปี 2007 ได้มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยเคลมสัน พยายามค้นหาคำตอบว่าระยะเวลาที่อาหารสัมผัสพื้นมีผลกับปริมาณแบคทีเรียที่จะปนเปื้อนอาหารหรือไม่ พวกเขาทดลองด้วยการเตรียมพื้นประเภทต่างๆ ได้แก่ กระเบื้องสี่เหลี่ยม พรม และไม้ ที่มีเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) ปนเปื้อนอยู่ หลังผ่านไป 5 นาที พวกเขาได้วางโบโลญญาไม่ก็ขนมปังลงบนพื้นเหล่านั้นเป็นระยะเวลา 5 วินาที 30 วินาที และ 60 วินาที จากนั้นจึงวัดปริมาณของเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนไปยังอาหาร ก่อนทำซ้ำกระบวนการนี้ไปเรื่อยๆ
ข้อสรุปที่ได้คือจำนวนเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนไปยังอาหารประเภทต่างๆ นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สัมผัส แต่ขึ้นอยู่กับประเภทของพื้นต่างหาก เนื่องจากพื้นผิวที่แตกต่างกันส่งผลกับปริมาณเชื้อโรคที่ติดมา ซึ่งพื้นผิวที่ปลอดภัยที่สุดคือพรม หลังพบว่ามีแบคทีเรียต่ำว่า 1% ปนเปื้อนมายังอาหาร แต่หากเป็นพื้นไม้หรือพื้นกระเบื้อง การปนเปื้อนจะสูงถึง 48-70% ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแอสตัน ในประเทศอังกฤษ ที่ได้ผลลัพธ์คล้ายคลึงกัน
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ประกาศแจ้งเตือนด่วน! เกษตรกรโปรดระวัง "แก๊งตกเบ็ด" แอบอ้างกรมการข้าว หลอกขายเมล็ดพันธุ์ถึงบ้าน! 🌾❌
พี่น้องเกษตรกรชาวนาโปรดทราบ! ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพออกอาละวาด ตระเวนตามหมู่บ้าน แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จาก "กรมการข้าว" หรือหน่วยงานรัฐ มาเสนอขายหรือเปิดจองเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับฤดูกาลหน้า
⚠️ พฤติกรรมต้องสงสัย (อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด):
🚗 มีคนขับรถตระเวนเข้ามาในชุมชน หรือโทรศัพท์มาหา
📣 อ้างว่ามาอำนวยความสะดวก "เปิดจองเมล็ดพันธุ์ข้าว" ล่วงหน้า
💰 เร่งรัดให้จ่ายเงินจอง หรือซื้อทันที
✅ ข้อเท็จจริงจากกรมการข้าว:
ไม่มีนโยบายเดินเร่ขาย: กรมการข้าว "ไม่มีนโยบาย" ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปเร่ขาย หรือโทรศัพท์ไปหาเกษตรกรเพื่อให้สั่งจองเมล็ดพันธุ์ข้าวแต่อย่างใด
ซื้อที่ศูนย์ฯ เท่านั้น: การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีของทางราชการ จะจำหน่ายผ่าน "ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว" ใกล้บ้านท่าน หรือร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น
❌ หากหลงเชื่อซื้อไป จะเจอหายนะอะไรบ้าง?
🌾 ได้เมล็ดพันธุ์ไม่มีคุณภาพ: เปอร์เซ็นต์การงอกต่ำ ปลูกไม่ขึ้น
🌾 ได้ของปลอมปน: มีเมล็ดวัชพืช (ข้าวดีด ข้าวเด้ง) หรือข้าวพันธุ์อื่นปนมา ทำให้ผลผลิตเสียหาย ราคาตก
📢 คำแนะนำ: หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ห้ามซื้อ! ห้ามจอง! ห้ามจ่ายเงิน! และรีบแจ้งผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
📍 ต้องการเมล็ดพันธุ์ดี ติดต่อด้วยตัวเองที่: ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวประจำจังหวัด หรือร้านค้าที่มีป้ายรับรองจากราชการ
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
จากการตรวจสอบข้อมูลกรณีที่มีการแชร์โพสต์ ระบุว่า "ซาอุฯ ประกาศยกเลิกการส่งน้ำมันให้ไทยในเดือนเมษายน 69 แบบไม่มีกำหนด" โดยอ้างเหตุผลเรื่องสภาวะสงครามนั้น จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่าน ไทยรัฐออนไลน์ พบรายละเอียดดังนี้
ซาอุดีอาระเบีย โดยบริษัท Saudi Aramco ได้ประกาศ "ลดปริมาณ" การส่งออกน้ำมันดิบไปยังกลุ่มประเทศในเอเชีย (รวมถึงไทย) ในเดือนเมษายน 2569 จริง ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เกิดจากสภาวะสงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนทำให้เส้นทางเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิดหรือเป็นอันตรายอย่างหนัก ซาอุฯ ปรับแผนการส่งออกโดยใช้ท่าเรือ Yanbu ในทะเลแดงแทน เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่สงคราม แต่ท่าเรือนี้มีขีดความสามารถจำกัด จึงส่งมอบน้ำมันได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่การ "ยกเลิกแบบไม่มีกำหนด"
โดยสิ่งที่เพจชื่อดังรายหนึ่งออกมาโพสต์นั้น มีการ "พาดหัวเกินจริง" เพื่อสร้างความตระหนก แม้ซาอุฯ จะลดการส่งน้ำมันให้เอเชียจริงเนื่องจากปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังไม่ได้มีการประกาศตัดความสัมพันธ์หรือยกเลิกการขายน้ำมันให้ไทยแบบถาวรแต่อย่างใด
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ไม่ใช่ไอน้ำ (Vapor) แต่เป็นละอองฝอยเคมี (Aerosol): สิ่งที่พ่นออกมาคือสารเคมีเข้มข้นที่ถูกทำให้เป็นละอองขนาดเล็ก ประกอบด้วยกลีเซอรีน สารแต่งกลิ่น และนิโคติน ซึ่งเมื่อสะสมในปอดจะกลายเป็นคราบเหนียวขัดขวางการทำงานของถุงลม
นิโคตินสกัดเข้มข้น ติดง่ายกว่าเดิม: น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าใช้นิโคตินชนิดสกัด (Nicotine Salt) ทำให้ร่างกายดูดซึมสารเสพติดได้เร็วและในปริมาณที่สูงกว่าบุหรี่มวน ส่งผลกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างรุนแรง
สารพิษใหม่ที่เกิดจากความร้อน: แม้ไม่มีน้ำมันดิน (Tar) เหมือนบุหรี่มวน แต่ความร้อนจากขดลวดจะเปลี่ยนสารเคมีในน้ำยาให้กลายเป็น ฟอร์มาลดีไฮด์ (น้ำยาดองศพ) และสารก่อมะเร็งชนิดอื่นๆ รวมถึงมีโลหะหนักปนเปื้อน
อันตรายมือสอง (Second-hand Vaping): ละอองฝอยที่พ่นออกมามีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงมาก คนรอบข้างที่สูดดมเข้าไปจะได้รับสารพิษและนิโคตินเข้าสู่กระแสเลือดได้เช่นกัน
ใช้ใน 1 ข้อความ・5 วันที่แล้ว
