รายการความเห็น
13812 ความเห็น
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อีสานโคแฟค ตรวจสอบแล้วว่า... "ไม่จริง และอันตรายมาก!"
นี่คือกลอุบายของมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสใช้สถานการณ์โลก (เช่น สงคราม หรือวิกฤตเศรษฐกิจ) มาหลอกล่อให้ประชาชนหลงเชื่อ มีวิธีการหลอกลวงที่แนบเนียน โดยแอบอ้างชื่อกูรู/บริษัทดัง ดึงเข้ากลุ่มลับโชว์กำไรปลอมจากแอปฯ เทรดเก๊ที่คุมกราฟได้เอง พร้อมอ้างข้อมูลวงในเร่งรัดให้โอนเงินลงทุนทอง-น้ำมันตามกระแสโลก
🕵️ เปิดหน้ากาก! วิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพ
สร้างโปรไฟล์ปลอม (Impression): มักใช้รูปภาพบุคคลที่ดูภูมิฐาน น่าเชื่อถือ หรือแอบอ้างเป็น "กูรูด้านการลงทุน" หรือ "นักวิเคราะห์ชื่อดัง" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่แรกเห็น
ใช้กลุ่มโซเชียลลับ (Closed Groups): ดึงเหยื่อเข้ากลุ่ม Line หรือ Facebook ที่มีหน้าม้าคอยโพสต์สลิปการโอนเงินหรือกำไรปลอมๆ เพื่อกระตุ้นความโลภและทำให้รู้สึกว่า "ใครๆ ก็ทำได้"
แอปพลิเคชันปลอม (Fake Trading Platform): หลอกให้ดาวน์โหลดแอปฯ ที่ดูเหมือนกราฟหุ้นหรือราคาทองจริง แต่เป็นแอปฯ ที่มิจฉาชีพควบคุมตัวเลขได้เอง ช่วงแรกอาจถอนเงินออกมาได้จริงเพื่อหลอกให้ตายใจและลงเงินเพิ่ม
อ้างข้อมูลวงใน (Inside Info): อ้างว่ามีข้อมูลลับจากแหล่งพลังงานหรือเหมืองทองคำที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้น เพื่อบีบให้เรา "ต้องรีบลงทุนเดี๋ยวนี้" ก่อนจะพลาดโอกาส
⚠️ 4 สัญญาณอันตราย... อย่าหลงเชื่อ!
อ้างกำไรดีเกินจริง: การันตีผลตอบแทนสูงผิดปกติในระยะเวลาอันสั้น (เช่น วันละ 10-20%)
อ้างสถานการณ์โลก: ใช้ข่าวเด่นเรื่อง ทองคำ น้ำมัน หรือพลังงาน มาสร้างความน่าเชื่อถือ
อ้างผู้เชี่ยวชาญ/วงใน: ปลอมโปรไฟล์หรืออ้างข้อมูลลับที่คนอื่นไม่รู้
เร่งรัดให้ตัดสินใจ: บีบบังคับด้วยเวลาเพื่อให้เราขาดสติและรีบโอนเงิน
🛡️ วิธีป้องกัน: "ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน"
ก่อนจะควักเงินในกระเป๋า ให้ใช้สูตรเช็กชัวร์จาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.):
เช็กก่อน: ค้นหาชื่อบริษัทหรือผู้แนะนำการลงทุนผ่านแอป SEC Check First
ถามก่อน: ตรวจสอบว่าได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. อย่างถูกต้องหรือไม่
ตัดวงจร: หากพบลิงก์แปลกปลอม หรือการชักชวนผ่านกลุ่มไลน์/เฟสบุ๊คที่ไม่ชัดเจน ให้กดรายงาน (Report) และบล็อกทันที
"จำไว้ว่า... การลงทุนมีความเสี่ยง แต่มิจฉาชีพเสี่ยงกว่า เพราะเงินคุณจะเหลือศูนย์!"
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อีสานโคแฟค ตรวจสอบแล้วพบว่า... "ไม่จริง! และเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้สวมรอย"
จากการตรวจสอบประกาศเตือนภัยล่าสุดจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า บัญชี LINE เป็นสิ่งที่ปลอมแปลงได้ง่ายที่สุด เพียงแค่มิจฉาชีพนำรูปภาพจากอินเทอร์เน็ตมาตั้งเป็นโปรไฟล์และใช้ชื่อแอบอ้าง ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือปลอมๆ ขึ้นมาได้ทันที
🎭 มิจฉาชีพมักปลอมเป็นใครได้บ้าง?
นักธุรกิจ/คนดัง: เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการชวนลงทุนหรือขอยืมเงิน
ตำรวจ/เจ้าหน้าที่รัฐ: เพื่อข่มขู่ให้ตกใจเกี่ยวกับคดีความ หรืออ้างว่าตรวจสอบทรัพย์สิน
หน่วยงานรัฐและเอกชน: แอบอ้างเป็นธนาคาร, กรมสรรพากร หรือบริษัทขนส่ง เพื่อหลอกขอข้อมูลส่วนตัว
🚨 2 สัญญาณอันตราย... ที่ต้องระวัง!
ทักมาก่อน: อยู่ดีๆ ก็ทักมาหาโดยอ้างว่าเป็นหน่วยงานต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ
พยายามให้โอนเงิน: ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพื่อ "ตรวจสอบ", "ค่าธรรมเนียม" หรือ "ช่วยปิดคดี" หากมีการพูดเรื่องเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ
🛡️ วิธีป้องกันและรับมือ
ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้ง: อย่าติดต่อผ่าน LINE ที่ทักมาเอง ให้หาเบอร์โทรศัพท์หรือเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อยืนยันตัวตนเจ้าหน้าที่
ไม่กดลิงก์แปลกปลอม: ที่ส่งมาทางแชท LINE เพราะอาจเป็นลิงก์ดูดเงินหรือขโมยข้อมูล
แจ้งเหตุทันที: หากพบเบาะแสหรือตกเป็นเหยื่อ แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง
"แค่มีรูป + ตั้งชื่อ ก็หลอกได้ อย่าหลงเชื่อเพียงแค่ภาพโปรไฟล์ที่เห็น"
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
อีสานโคแฟค ตรวจสอบแล้วพบว่า...ไม่จริง (เป็นกลโกงมิจฉาชีพ) โดยมีการแจ้งเตือนภัยจากตำรวจไซเบอร์ว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพแฝงตัวบนแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อหลอกลวงประชาชน โดยใช้ความโลภและความต้องการสร้างรายได้มาเป็นเครื่องมือ หากคุณเจอข้อเสนอที่ "ดีเกินจริง" ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ โดยมี 2 รูปแบบหลักที่พบบ่อย ดังนี้:
1. กลโกง "นายหน้าเก๊" (Affiliate Scam)
คำอ้าง: รับสมัครคนทำภารกิจ/นายหน้า รายได้วันละ 1,000 - 5,000 บาท งานง่าย ได้เงินไว
พฤติกรรม: หลอกให้ "โอนเงินค่าสมัคร" หรือ "สำรองเงินจ่ายล่วงหน้า" เพื่อปลดล็อกภารกิจ
ข้อเท็จจริง: งานนายหน้า (Affiliate) ของแท้ ต้องไม่เสียค่าสมัคร และไม่มีการบังคับให้โอนเงินสำรองจ่ายก่อนเด็ดขาด
2. กลโกง "สินค้าราคาถูกผิดปกติ"
คำอ้าง: ขายมือถือ แท็บเล็ต หรือสินค้าแบรนด์เนมในราคาถูกกว่าท้องตลาด 70-80%
พฤติกรรม: พยายามจูงใจให้ "โอนเงินนอกระบบ" (เข้าบัญชีส่วนตัวโดยตรงไม่ผ่านตะกร้า) หรือส่งของปลอม/ของไม่ตรงปกมาเก็บเงินปลายทาง
ข้อเท็จจริง: สินค้าที่มีราคาถูกเกินจริงมักเป็นกับดักเพื่อหลอกให้โอนเงินแล้วบล็อกหนี
วิธีป้องกัน "สายช้อป-สายครีเอเตอร์" ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
ช้อปผ่านตะกร้าเท่านั้น: ซื้อสินค้าผ่านระบบชำระเงินของ TikTok โดยตรง ห้ามโอนเข้าบัญชีส่วนตัว ของผู้ขายเด็ดขาด เพื่อให้มีระบบคุ้มครองผู้ซื้อ
เช็กประวัติก่อนควักเงิน: ตรวจสอบรีวิวร้านค้า คะแนนความน่าเชื่อถือ และยอดขายจริง
กฎเหล็กงานออนไลน์: หากงานไหนบอกว่า "ต้องโอนเงินก่อน" หรือ "เติมเงินทำภารกิจ" ให้ฟันธงทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ 100%
จำไว้เสมอ: ไม่มีงานไหนที่ให้เราโอนเงินไปก่อนเพื่อที่จะได้เงินกลับมา และไม่มีของดีราคาถูกจนเหลือเชื่อในโลกออนไลน์โดยไม่มีเงื่อนงำ
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
สถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ในช่วงที่ผ่านมา พบรายงานผู้เสียหายในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ข้าราชการเกษียณ และผู้รับเงินบำนาญ (รวมถึงเครือข่ายทหารผ่านศึกและครอบครัว) ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐ เช่น กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานต้นสังกัด ทำให้สูญเสียทรัพย์สินในบัญชีเงินฝากไปเป็นจำนวนมาก
พฤติการณ์ของมิจฉาชีพ (กลโกงที่ใช้ในพื้นที่)
การเข้าถึงตัว: มิจฉาชีพจะโทรศัพท์ติดต่อเข้ามือถือส่วนตัวของผู้เสียหาย โดยมักจะมีข้อมูลเบื้องต้น เช่น ชื่อ-นามสกุล หรือหน่วยงานที่เคยสังกัด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
สร้างเรื่องหลอกลวง (เหยื่อล่อ): อ้างว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินตกค้างจากทางราชการ เช่น เงินบำเหน็จบำนาญตกเบิก เงินสวัสดิการชุมชน เงินฌาปนกิจ หรือสิทธิประโยชน์ของผู้เกษียณอายุที่ยังรับไม่ครบ
ขั้นตอนการหลอกเอาเงิน (ดูดเงิน): * มิจฉาชีพจะออกอุบายให้ผู้เสียหายรีบ "อัปเดตข้อมูลส่วนตัว" เพื่อรับเงินดังกล่าว
หลอกให้เพิ่มเพื่อนทาง LINE (แอดไลน์) ซึ่งมักตั้งโปรไฟล์เป็นโลโก้หน่วยงานรัฐ
ส่งลิงก์ให้กดเพื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอม หรือให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล
หลอกให้ทำตามขั้นตอน เช่น การกดรหัส หรือเปลี่ยนภาษาในหน้าจอ ซึ่งแท้จริงแล้วคือการเปิดสิทธิให้มิจฉาชีพเข้าควบคุมโทรศัพท์มือถือจากระยะไกล (Remote Access)
สุดท้าย มิจฉาชีพจะทำการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายจนหมด และล็อกหน้าจอโทรศัพท์ไว้
ข้อเท็จจริงเพื่อการเฝ้าระวัง
หน่วยงานราชการทุกแห่ง (รวมถึงกรมบัญชีกลาง) "ไม่มีนโยบาย" ในการโทรศัพท์แจ้งสิทธิประโยชน์ หรือให้แอดไลน์เพื่อโอนเงินสวัสดิการใดๆ ทั้งสิ้น
การรับเงินสวัสดิการของรัฐ จะโอนเข้าบัญชีที่ลงทะเบียนไว้ตามรอบปกติเท่านั้น ไม่มีการเร่งรัดให้ทำธุรกรรมผ่านลิงก์ด่วน
แนวทางการป้องกันสำหรับพี่น้องชาวอำนาจเจริญ
"ไม่เชื่อ ไม่คุย" หากมีสายเรียกเข้าแอบอ้างเรื่องเงินสวัสดิการรัฐ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ ให้รีบวางสายทันที ห้ามสนทนาต่อ
"ไม่กด ไม่แอด" ห้ามกดลิงก์แปลกปลอมที่ส่งมาทาง SMS หรือ LINE และห้ามดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ไม่ได้มาจาก App Store หรือ Google Play อย่างเด็ดขาด
"ปิดเครื่องทันที" หากเผลอกดลิงก์ หรือรู้สึกว่าหน้าจอมือถือค้าง/ถูกควบคุม ให้รีบกดปุ่ม Power ค้างไว้เพื่อปิดเครื่องตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้เร็วที่สุด
"แจ้งเบาะแส" หากพบเหตุสงสัย สามารถสอบถามผู้นำชุมชน เครือข่ายต้านทุจริตในพื้นที่ หรือโทรปรึกษาสายด่วนกรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 หรือแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.com
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
อีสานโคแฟค ตรวจสอบแล้วพบว่า... จริง และควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ตามประกาศแจ้งเตือนจาก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญ ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพออกอาละวาดหนัก โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุและข้าราชการบำนาญเป็นหลัก เพื่อหลอกลวงให้โอนเงินผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐต่าง ๆ
พฤติกรรมของมิจฉาชีพกลุ่มนี้จะทำงานเป็นระบบและใช้จิตวิทยาในการข่มขู่ โดยมีขั้นตอนที่พบบ่อยดังนี้:
การติดต่อครั้งแรก: โทรศัพท์แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ปปง., ไปรษณีย์ หรือเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานส่วนท้องถิ่น
การสร้างเรื่องราว: อ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน, มีพัสดุผิดกฎหมายถูกอายัด หรือมีการค้างชำระภาษี/หนี้สินที่ต้องตรวจสอบด่วน
การโน้มน้าว: มักจะบังคับให้เพิ่มเพื่อนทางไลน์เพื่อส่งเอกสารปลอม (เช่น หมายเรียก หรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ปลอม) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
การปิดดีล: ใช้วิธีพูดจาเร่งรัด ข่มขู่ให้เกิดความกลัว และหลอกให้ "โอนเงินเพื่อไปตรวจสอบบัญชี" หรือขอ รหัส OTP เพื่อเข้าถึงแอปพลิเคชันธนาคารของผู้เสียหาย
3 จุดสังเกต: วิธีป้องกันตัวเองและครอบครัว
เพื่อให้เท่าทันกลโกง ขอให้ยึดหลักปฏิบัติ "ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน" ดังนี้:
หน่วยงานรัฐไม่มีนโยบายโทรหาประชาชนเพื่อขอเงิน: ไม่มีการโอนเงินไปตรวจสอบ และไม่มีการขอรหัส OTP หรือข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์เด็ดขาด
ตั้งสติและตัดบท: หากปลายทางพูดจาข่มขู่หรือเร่งรัดให้โอนเงิน ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ และควรวางสายทันที
ตรวจสอบกลับเสมอ: หากไม่แน่ใจ ห้ามทำธุรกรรมตามคำบอก แต่ให้ติดต่อหน่วยงานต้นสังกัดด้วยตนเองผ่านเบอร์โทรศัพท์กลางที่สืบค้นเอง (ไม่ใช่เบอร์ที่มิจฉาชีพให้มา)
ช่องทางการแจ้งเหตุ
หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัย หรือตกเป็นเหยื่อแล้ว ให้รีบดำเนินการดังนี้:
สายด่วน 1441: ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์คดีทางเทคโนโลยี
สายด่วน 191: แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายในกรณีฉุกเฉิน
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
จากการตรวจสอบข้อมูลข้างต้นนั้น พบว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ไม่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงเรื่องไม่อนุญาตให้แรงงานกัมพูชาทำงานในประเทศไทย และจะผลักดันออกนอกประเทศดังกล่าวแต่อย่างใด
ประกอบกับข้อความในสื่อโซเชียล เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสต์ ซึ่งไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน ขอประชาชนไตร่ตรองข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนกดแชร์ข้อมูลใด ๆ ออกไป และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
Thai PBS Verify พบโพสต์อ้างว่าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมเสนอให้ยกเลิกสิทธิรักษาพยาบาลบัตรทอง 30 บาทนั้น ไม่เป็นความจริง อีกทั้งภาพที่ใช้ประกอบโพสต์ยังถูกตรวจสอบพบว่ามีแนวโน้มสร้างจาก AI ขณะที่โครงการบัตรทอง “30 บาทรักษาทุกโรค” ยังคงดำเนินต่อไป และในปี 2569 ยังได้รับงบประมาณเพิ่มพร้อมขยายสิทธิประโยชน์ใหม่
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ฟันผุเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อของลิ้นหัวใจของคนไข้ และลิ้นหัวใจเทียมที่เปลี่ยนให้คนไข้ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุมักเป็นเชื้อโรคในช่องปากได้แก่แบคทีเรียกรัมบวกพวก streptococcus การติดเชื้อนี้เป็นปัญหาที่พบได้หลังการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ
การติดเชื้อของลิ้นหัวใจเทียมจากแบคทีเรียในช่องปากอาจเกิดได้ตลอดชีวิตคนไข้ คนไข้สูงวัยที่ไม่มีฟันเหลือก็จะไม่มีความเสี่ยงนี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องระวังไปตลอด การติดเชื้อมักเป็นตรงไหมเย็บเนื้อเยื่อของหัวใจกับลิ้นเทียม เชื้อโรคจะทำลายเนื้อเยื่อหัวใจ ทำให้เกิดการรั่วข้าง ๆ ลิ้นหัวใจเทียม อาจรุนแรงจนเกิดหัวใจวายและต้องการรักษาโดยการผ่าตัดเร่งด่วน
คนไข้ที่ฟันผุมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสโลหิตซึ่งเชื้อโรคอาจกระจายไปทั่วร่างกายและเกิดการติดเชื้อของลิ้นหัวใจได้ โดยเฉพาะลิ้นหัวใจที่ไม่ปกติมาก่อนเช่นเป็นโรคลิ้นหัวใจไข้รูมาติคทำให้มีการอักเสบของลิ้นหัวใจ แม้ไม่มีอาการจากการตีบหรือรั่วของลิ้น การติดเชื้อมักทำลายเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจเกิดโรคลิ้นหัวใจรั่ว
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน
Nataphon Ditthabanjong
หลายคนเข้าใจว่าการทำพินัยกรรมต้องไปทำที่สำนักงานเขตหรืออำเภอเท่านั้นถึงจะมีผลทางกฎหมาย แต่ความจริงแล้ว กฎหมายไทยเปิดให้ทำพินัยกรรมได้หลายรูปแบบ ไม่จำกัดแค่ที่หน่วยงานรัฐ (อ้างอิงตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
❌ พินัยกรรมไม่จำเป็นต้องทำที่เขตเท่านั้น
พินัยกรรมสามารถทำเองที่บ้านได้ เช่น การเขียนด้วยลายมือของผู้ทำพินัยกรรมเองทั้งฉบับ โดยต้องมีวันที่และลายเซ็นครบถ้วน ก็มีผลทางกฎหมายเช่นกัน
✅ รูปแบบพินัยกรรมที่ทำได้ตามกฎหมาย
แบบเขียนเองทั้งฉบับ (ไม่ต้องมีพยาน แต่ต้องเขียนเองทั้งหมด)
แบบมีพยาน (ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน)
แบบทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่ (ที่เขต/อำเภอ)
แบบพิเศษ (เช่น กรณีฉุกเฉิน)
✅ ทำที่เขตมีข้อดี
แม้ไม่จำเป็น แต่การทำพินัยกรรมที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารถูกโต้แย้ง หรือถูกมองว่าไม่ถูกต้องในภายหลัง
⚠️ ข้อควรระวังสำคัญ
พินัยกรรมแบบเขียนเอง ต้องเขียนด้วยลายมือทั้งหมด ห้ามพิมพ์
พยานต้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในมรดก
ต้องระบุทรัพย์สินและผู้รับให้ชัดเจน
ความรู้เพิ่มเติม
📌 รูปแบบที่คนมักเข้าใจผิด
“ต้องไปเขตเท่านั้นถึงจะถูกกฎหมาย” ❌
“เขียนเองจะใช้ไม่ได้” ❌ (จริง ๆ ใช้ได้ถ้าถูกต้องตามเงื่อนไข)
สรุป
ดังนั้น ข้อความที่ว่า “พินัยกรรมต้องทำที่เขตเท่านั้น” ไม่ถูกต้อง เพราะสามารถทำเองที่บ้านได้ตามกฎหมาย เพียงแต่การทำผ่านเจ้าหน้าที่จะช่วยให้เอกสารมีความน่าเชื่อถือและลดปัญหาในอนาคต
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
เมื่อได้รับบาดเจ็บ ในเบื้องต้นควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า หรือหากบาดแผลสกปรกมาก อาจใช้สบู่อ่อนชะล้างสิ่งสกปรกออกไปก่อน จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่ามาก ๆ หากทำได้ให้ใช้น้ำอุณหภูมิห้องไหลผ่านแผลหรือแช่แผลในน้ำอุณหภูมิห้องอย่างน้อย 5 นาที แต่ไม่ควรเกิน 20 นาที ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด เพราะอาจทำให้บาดแผลลึกมากขึ้นได้ จากนั้นใช้ผ้าสะอาดปิดแผลและไปพบแพทย์ ไม่ควรใช้ยาสีฟันหรือครีมอื่นใดชะโลมบนแผล เพราะอาจทำให้แผลมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ในเดือนเมษายน 2569 ความร้อนอาจพุ่งสูงถึง 60 องศาฯ
วันที่ 30 มีนาคม 2569 ทางทีมงานอีสานโคแฟคได้ตรวจสอบข่าว จากที่กระแสข่าวใขช่วงนี้เรื่องอุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มมากขึ้น และสถานการณ์ความกังวลด้านพลังงาน จากข่าว “ในเดือนเมษายน 2569 ความร้อนอาจพุ่งสูงถึง 60 องศาฯ” เป็นข่าวที่มีเนื้อหาที่เป็นจริง ที่เป็นค่าค่าดัชนีความร้อน (Heat Index)
การตรวสอบ จากแหล่งข่าว กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) ยืนยันประเด็นสภาพอากาศที่ระบุว่า ดัชนีความร้อน 60 องศา ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เป็น "ข่าวจริง" ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) เป็นอุณหภูมิที่ร่างกายของคนเรารู้สึกได้จริง ไม่ใช่อุณหภูมิของอากาศที่วัดได้จากเครื่องมือทั่วไป โดยดัชนีความร้อนนี้คำนวณจากอุณหภูมิอากาศร่วมกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ร่างกายอาจได้รับผลกระทบจากความร้อนได้ดีกว่าอุณหภูมิปกติ ยิ่งความชื้นสูง ร่างกายจะยิ่งรู้สึกร้อนและอึดอัดมากขึ้น
ความรู้เรื่อง “ดัชนีความร้อน (Heat Index) จากกรมอุตุนิยมวิทยา
ระดับความเสี่ยงของดัชนีความร้อน
เฝ้าระวัง (สีเขียว): 27-32.9°C (อ่อนเพลีย)
เตือนภัย (สีเหลือง): 33-41.9°C (ตะคริว, อ่อนเพลีย)
อันตราย (สีส้ม): 42-51.9°C (ฮีทสโตรก)
อันตรายมาก (สีแดง): > 52 °C (ฮีทสโตรกสูงมาก)
ดัชนีความร้อนที่สูง จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง (ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง คนทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึง ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง) จึงควรดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายจากความร้อนอย่างสม่ำเสมอ
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบและสั่งซื้อเครื่องสำอางจากร้านค้าออนไลน์ บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Mookrin Shop ป ล่ อ ย” โดยได้เก็บตัวอย่างเครื่องสำอาง Chermook Bright Face Cream Melasma Perfect White Cream เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ส่งตรวจวิเคราะห์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบสารปรอทและสารประกอบของปรอท และสารสเตียรอยด์ ที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งเข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ จึงขอประกาศผลการตรวจสอบหรือผลวิเคราะห์เครื่องสำอางให้ประชาชนทราบ ดังนี้
ผลตรวจวิเคราะห์เครื่องสำอางดังกล่าว ตรวจพบปรอทและสารประกอบของปรอท (Mercury and its compounds – Mercury) อาจทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดพิษสะสมของสารปรอท ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบและพบสารสเตียรอยด์ คือ Betamethasone 17-valerate (Glucocorticoids) อาจทำให้ผิวบาง เกิดรอยแตก เส้นเลือดใต้ผิวหนังผิดปกติ หน้าแดงตลอดเวลา เกิดผื่นแพ้ เกิดสิวผด ผิวหนังมีสีจางลง หากใช้เป็นเวลานานจะเกิดด่างขาว
ข้อแนะนำ
ขอให้เลือกซื้อเครื่องสำอางด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้ ประชาชนควรเลือกซื้อเครื่องสำอางจากร้านค้าที่มีหลักแหล่งแน่นอน ฉลากภาษาไทยมีข้อความตามที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วน ได้แก่ ชื่อเครื่องสำอาง ชื่อทางการค้า ประเภทเครื่องสำอาง ชื่อของสารที่ใช้เป็นส่วนผสม วิธีใช้ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ผู้นำเข้า ปริมาณสุทธิ ครั้งที่ผลิต เดือนปีที่ผลิตหรือปีเดือนที่ผลิต คำเตือน (ถ้ามี) และเลขที่ใบรับจดแจ้ง สำหรับร้านค้าที่ซื้อเครื่องสำอางเพื่อจำหน่าย ควรซื้อจากผู้มีหลักแหล่งน่าเชื่อถือ และมีหลักฐานการซื้อขายที่ระบุชื่อและที่ตั้งของผู้ขายอย่างชัดเจน
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน
Nataphon Ditthabanjong
ปัจจุบันยาสีฟันสูตร Whitening ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะหลายคนต้องการมีฟันขาวสะอาด แต่ความเข้าใจที่ว่าใช้แล้วจะทำให้ฟันขาวขึ้นทันทีหรือขาวถาวรนั้น อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด
✅ ยาสีฟัน Whitening ช่วยให้ฟันดูขาวขึ้นได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากมีสารช่วยขจัดคราบบนผิวฟัน เช่น คราบชา กาแฟ หรือบุหรี่ เมื่อคราบลดลง ฟันจึงดูสะอาดและสว่างขึ้น
❌ อย่างไรก็ตาม ยาสีฟันไม่สามารถเปลี่ยนสีฟันตามธรรมชาติหรือทำให้ฟันขาวลึกถึงเนื้อฟันได้ เพราะไม่ได้ซึมลึกเหมือนการฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์
⚠️ บางสูตรมีสารขัดฟันสูง หากใช้มากเกินไปหรือแปรงแรง อาจทำให้เคลือบฟันสึกและเกิดอาการเสียวฟันได้
ความรู้เพิ่มเติม
📌 ความต่างที่ควรรู้
Whitening Toothpaste = ลดคราบ ทำให้ “ดูขาวขึ้น”
Teeth Whitening = เปลี่ยนสีฟันจริง (โดยทันตแพทย์)
📌 สาเหตุที่ฟันเหลือง
คราบอาหาร/เครื่องดื่ม (ชา กาแฟ)
การสูบบุหรี่
อายุและพันธุกรรม
📌 วิธีดูแลให้ฟันขาวอย่างปลอดภัย
แปรงฟันอย่างถูกวิธีวันละ 2 ครั้ง
ใช้ไหมขัดฟันและพบทันตแพทย์สม่ำเสมอ
หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดคราบ
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน
Nataphon Ditthabanjong
การกินไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงในการเกิดตะคริว แต่ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากการทานอาหารในปริมาณมากจะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดถูกแบ่งการทำงานไปที่การย่อยอาหารมากขึ้น เป็นผลให้กล้ามเนื้อที่ออกกำลังกายอาจมีเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อยลง ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการอ่อนแรง หรือขาดเลือด และเป็นตะคริวได้ ดังนั้นก่อนว่ายน้ำควรหลีกเลี่ยงการทานอาหาร ถือเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดตะคริวที่เราสามารถทำได้
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ผลการตวจสอบข้อมูลเป็นข่าวจริง สืบเนื่องจาก การประชุมของสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยภายหลังประชุมภายใต้สถานการณ์ต้นทุนค่าขนส่งสูงจากค่าพลังงานที่ปรับราคาสูงขึ้น
จากสถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่ปรับราคาสูงขึ้น ทำให้ในวันที่ 27 มี.ค.2569 นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการขนส่ง รวม 13 สมาคม หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคค่าขนส่งและค่าไฟฟ้า โดยจะปรับค่าการขนส่งเป็นข่าวจริง โดยจะมีการพิจารณาประเมินตามสถานการณ์แบบขั้นบันได
กำหนดมาตรการบันไดขั้นที่ 1 จะเริ่มปรับอัตราค่าขนส่งขึ้น 10% เริ่ม 1 เม.ย.69 บันไดขั้นที่ 2 จะปรับอัตราค่าขนส่งขึ้นไปอยู่ที่ 15% (รอประเมินราคาน้ำมัน) บันไดขั้นที่ 3 จะปรับอัตราค่าขนส่งขึ้นขึ้น 20-30% (รอประเมินราคาน้ำมัน) ผลทำให้บริษัทผู้ประกอบการ 3 ค่ายขนส่ง ประกาศขึ้น ‘ค่าขนส่ง’ ชิ้นละ 3 บาท มีผล 1 เม.ย.69
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน
Nataphon Ditthabanjong
ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า “No Sugar Added” ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่หลายคนยังเข้าใจว่าฉลากนี้หมายถึง “ไม่มีน้ำตาลเลย” ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด
❌ “No Sugar Added” ไม่ได้แปลว่าไม่มีน้ำตาล
หมายถึง ไม่เติมน้ำตาลเพิ่มในกระบวนการผลิต แต่ไม่ได้แปลว่าอาหารหรือเครื่องดื่มนั้นจะไม่มีน้ำตาล เพราะวัตถุดิบบางชนิด หรือตัวผลิตภัณฑ์อาจยังมี น้ำตาลตามธรรมชาติ อยู่ เช่น น้ำตาลในผลไม้ (ฟรุกโตส) หรือในนม (แลคโตส)
✅ ตัวอย่างที่ยังมีน้ำตาลจากวัตถุดิบได้
เช่น น้ำผลไม้ 100% หรือโยเกิร์ต แม้ไม่เติมน้ำตาล แต่ก็ยังมีน้ำตาลธรรมชาติอยู่ ซึ่งยังส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้
⚠️ บางผลิตภัณฑ์ใช้สารให้ความหวานแทน
เพื่อคงรสหวาน อาจมีการใช้สารให้ความหวาน เช่น แอสปาร์แตม หรือซูคราโลส แทนน้ำตาล
ความรู้เพิ่มเติม
📌 คำที่ควรแยกให้ออกบนฉลาก
No Sugar Added = ไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม
Sugar Free = น้ำตาลน้อยมาก (ตามเกณฑ์กำหนด เช่น ≤0.5 กรัม/หน่วยบริโภค)
Reduced Sugar = ลดน้ำตาลลงจากสูตรปกติ
✅ สิ่งที่ควรดูจริง ๆ คือ “น้ำตาลรวม (Total Sugar)”
เพราะเป็นตัวบอกปริมาณน้ำตาลทั้งหมดที่ร่างกายจะได้รับ ไม่ว่าจะมาจากธรรมชาติหรือเติมเพิ่ม
สรุป
ดังนั้น ข้อความที่ว่า “No Sugar Added = ไม่มีน้ำตาล” ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเพียงการ ไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม แต่ผลิตภัณฑ์ยังอาจมีน้ำตาลธรรมชาติหรือสารให้ความหวานอยู่
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
มีความเชื่อที่ว่าในวันที่มีอากาศหนาว การเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น แต่ความจริงก็คือ แอลกอฮอล์ไม่ได้ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นจริงๆแล้วมันกลับทำให้ร่างกายอุณหภูมิลดลงด้วยซ้ำ
แต่ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวอุ่นขึ้นเมื่อดื่มแอลกอฮอล์? แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดใกล้ผิวหนังขยายตัว ทำให้เลือดไหลเวียนเข้าไปมากขึ้น ส่งผลให้รู้สึกอบอุ่นที่ผิวหนัง แต่นั่นเป็นแค่ความอบอุ่มแบบชั่วคราว เพราะการที่เลือดถูกดึงไปจากอวัยวะสำคัญส่วนกลางอาจทำให้อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายลดลง ซึ่งหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ (hypothermia) ส่งผลให้ร่างกายมีอาการชา อ่อนแรง หัวใจเต้นช้าลง หายใจช้าลง อุณหภูมิร่างกายต่ำลง จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
นอกจากนั้นแอลกอฮอล์ลดการรับรู้ถึงอุณหภูมิอากาศเย็นและยังลดการตอบสนองตามธรรมชาติที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เช่น การสั่น ซึ่งการตอบสนองแบบนี้อาจทำให้คุณเสี่ยงต่อความหนาวเย็นมากขึ้น การดื่มเหล้ายังทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงได้อีกด้วย
ดังนั้น ในวันที่อากาศหนาวมากๆแทนที่จะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงเพื่ออยากทำให้ร่างกายอบอุ่น ควรป้องกันร่างกายจากอากาศหนาวด้วยวิธีอื่นๆ เช่น สวมเสื้อผ้าหนาๆ ออกกำลังกายให้ร่างกายอบอุ่น ดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ อย่างอื่นแทน เช่น น้ำชา น้ำขิง น้ำอุ่น เป็นต้น
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
จากการตรวจสอบของศูนย์ต่อต้านข่าวลวงจังหวัดขอนแก่น พบว่าภาคอีสานเป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมบนบกที่สำคัญของไทยโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลวแหล่งสำคัญคือแหล่งสินภูฮ่อม (อุดรธานี-ขอนแก่น) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซบนบกที่ใหญ่ที่สุด ผลิตก๊าซได้ประมาณ 3% ของประเทศ และกำลังมีการสำรวจแหล่งใหม่ ๆ เพิ่มเติม
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
การเผาสิ่งต่าง ๆ ในที่สาธารณะเป็นประเด็นที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ในทางกฎหมายถือว่า “มีความผิดเป็นหลัก” เนื่องจากพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน การกระทำใด ๆ ที่ก่อให้เกิดควัน กลิ่น ฝุ่น หรืออันตราย ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้อื่นและส่วนรวมโดยตรง
✅ นอกจากผลกระทบต่อสังคมแล้ว การเผายังสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และสารพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ รวมถึงสร้างเหตุรำคาญจากควันและกลิ่นที่อาจรบกวนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟลุกลาม โดยเฉพาะในพื้นที่แห้งหรือใกล้ชุมชน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
➡️ ในด้านกฎหมาย ประเทศไทยมีการควบคุมเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 กำหนดห้ามเผาขยะหรือสิ่งใด ๆ ในที่สาธารณะ ขณะที่พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 25 ห้ามการกระทำที่ก่อให้เกิดเหตุรำคาญ เช่น ควัน กลิ่น หรือฝุ่น นอกจากนี้ ในหลายพื้นที่ยังมีประกาศของท้องถิ่นหรือจังหวัดที่ “ห้ามเผาโดยเด็ดขาด” โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันที
📌 ดังนั้น แม้การเผาจะดูเป็นเรื่องทั่วไปในบางพื้นที่ แต่เมื่อเกิดขึ้นในที่สาธารณะแล้ว ส่วนใหญ่เข้าข่ายผิดกฎหมาย และอาจนำไปสู่โทษปรับหรือโทษทางอาญาได้ โดยเฉพาะหากก่อให้เกิดความเดือดร้อน มลพิษ หรืออันตรายต่อผู้อื่นและสังคมโดยรวม
✅ มีกฎหมายควบคุมชัดเจน
พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ พ.ศ. 2535
👉 ห้ามเผาขยะหรือสิ่งใด ๆ ในที่สาธารณะ
พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (มาตรา 25)
👉 ห้ามก่อเหตุรำคาญ เช่น ควัน กลิ่น ฝุ่น
กฎหมายท้องถิ่น / ประกาศจังหวัด
👉 หลายพื้นที่ประกาศ “ห้ามเผาเด็ดขาด” โดยเฉพาะช่วงฝุ่น PM2.5
❌ กรณีที่ “ผิดกฎหมายชัดเจน”
เผาขยะหรือสิ่งของในพื้นที่สาธารณะ เช่น ถนน ทางเท้า ที่รกร้างของรัฐ
เผาแล้วเกิดควันหรือกลิ่นรบกวนผู้อื่น
เผาจนเกิดมลพิษทางอากาศหรือฝุ่น PM2.5
เผาในช่วงที่มีประกาศ “ห้ามเผา”
เผาแล้วเสี่ยงไฟลุกลาม หรือก่อให้เกิดอันตราย
⚠️ กรณีรุนแรง มีโทษเพิ่ม
หากการเผาทำให้เกิดเพลิงไหม้ หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
👉 อาจเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา (มีโทษทั้งจำและปรับ)
📌 สรุป
“การเผาสิ่งต่าง ๆ ในที่สาธารณะผิดกฎหมาย”
➡️ ถือว่าเป็นจริง
➡️ เพราะกฎหมายห้ามโดยตรง และมีความผิดในเกือบทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อก่อมลพิษหรือความเดือดร้อนต่อผู้อื่น
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
ยังไม่ได้มีการตกลง หรือเจรจากับดิสนีย์แลนด์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยแผนผลักดันโครงการพัฒนาสวนสนุกระดับโลกในพื้นที่ EEC โดยดึงการลงทุนมาในพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ ในโครงการเมืองอัจฉริยะ EECiti ทั้งนี้ ตนขอย้ำว่ารัฐบาลหรืออีอีซียังไม่ได้มีการเจรจากับดิสนีย์แลนด์ ความคืบหน้าล่าสุดในตอนนี้คือได้ประสานงานเพื่อชักชวนให้มาพัฒนาสวนสนุกในประเทศไทย โดยล่าสุดได้ส่งหนังสือแสดงความยินดีถึง จอช ดามารอ ซีอีโอคนใหม่ของบริษัท วอลต์ ดิสนีย์ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง มีผลเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา และพร้อมยินดีต้อนรับหากต้องการเดินทางมาไทย
แม้ปัจจุบันยังไม่มีการเจรจากับดิสนีย์แลนด์โดยตรง แต่มีการส่งสัญญาณเชิญชวนไปยังบริษัท The Walt Disney Company แล้ว พร้อมมีนักลงทุนจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ UAE แสดงความสนใจร่วมลงทุน
เบื้องต้นคาดงบลงทุนสวนสนุกอาจสูงถึง 1 - 2 แสนล้านบาท และหากรวมโครงการสปอร์ตคอมเพล็กซ์และสนามกีฬาขนาด 80,000 ที่นั่ง มูลค่ารวมอาจแตะ 3 แสนล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าจะรู้ผลภายในสิ้นปี 2569 และหากเดินหน้าได้จะใช้เวลาก่อสร้างราว 4 ปี
ทั้งนี้ โครงการ EECiti อยู่ใกล้สนามบินอู่ตะเภา และต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อรองรับการเดินทางและการท่องเที่ยวในอนาคต
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
◑ มีเนื้อหาที่เป็นจริงบางส่วน
Nataphon Ditthabanjong
ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ตรวจสอบกับ กับ อ.ดร.พิมพ์อร สุขแล้ว สาขาอาหาร โภชนาการ และการกำหนดอาหาร ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
(สัมภาษณ์เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569)
มีคน 5 กลุ่มที่ไม่ควรกินข้าวเหนียวทุกวัน เช่น ผู้มีปัญหากระเพาะอาหาร ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ป่วยเบาหวาน คนเป็นสิ่วง่าย และ ผู้ป่วยหลังผ่าตัด
ข้อมูลนี้สร้างความกังวลให้กับใครหลายคน วันนี้เราจะมาเจาะลึกข้อเท็จจริงทางโภชนาการจากผู้เชี่ยวชาญ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
1. ผู้ที่มีปัญหากระเพาะอาหาร
ตอบ : จริงบางส่วน เพราะข้าวเหนียวมีโครงสร้างของแป้งที่เรียกว่า "อะไมโลเพกติน (Amylopectin)" ในปริมาณสูง ซึ่งทำให้ตัวข้าวมีความเหนียวหนึบ เมื่อตกลงสู่กระเพาะอาหารและผสมกับน้ำย่อย จะจับตัวกันเป็นก้อนและใช้เวลาย่อยนานขึ้น ส่งผลให้กระเพาะต้องทำงานหนักและเพิ่มแรงดันภายใน ซึ่งอาจไปกระตุ้นให้เกิด "ภาวะกรดไหลย้อน" ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เรามักจะกินข้าวเหนียวคู่กับอาหารที่มีไขมันสูงอย่างหมูปิ้งหรือไก่ทอด ซึ่งไขมันเหล่านี้ก็ย่อยยากอยู่แล้ว จึงยิ่งไปซ้ำเติมให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้นไปอีก
2. ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือกำลังลดน้ำหนัก
ตอบ : ไม่จริง หลายคนเชื่อว่ากินข้าวเหนียวแล้วจะทำให้อ้วน แต่ในความจริงแล้ว "สามารถกินได้ครับ" สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวข้าวเหนียว แต่อยู่ที่ "ปริมาณ" และ "กับข้าว" ที่กินคู่กันมากกว่า หลักการลดน้ำหนักที่ถูกต้องคือการควบคุมสมดุลพลังงาน (Energy Balance) ให้พลังงานที่รับเข้า น้อยกว่าพลังงานที่เผาผลาญออกไป ดังนั้นหากบริหารจัดการสัดส่วนอาหารในแต่ละวันให้ดี ก็สามารถกินข้าวเหนียวได้
3. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ตอบ : ไม่จริงเสมอไป นักกำหนดอาหารไม่ได้ห้ามผู้ป่วยเบาหวานกินข้าวเหนียวแบบเด็ดขาดครับ แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากข้าวเหนียวเป็นอาหารที่มี "ค่าดัชนีน้ำตาลสูง (High GI)" กินแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ต้องจำให้แม่นคือ ข้าวเหนียวปั้นเล็ก ๆ เพียง 1 ปั้น ให้พลังงานเท่ากับข้าวสวยถึง 1 ทัพพีเต็ม ๆ ดังนั้นหากมื้อนี้กินข้าวเหนียวไปแล้ว มื้อต่อไปก็ต้องลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลงเพื่อรักษาสมดุลน้ำตาล หรือถ้าจะให้ดี การเลือกกินข้าวที่ไม่ขัดสีอย่างข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ที่มีใยอาหารสูง จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่าในระยะยาว
4. ผู้ที่มีร่างกายร้อน หรือเป็นสิวง่าย
ตอบ : อาจจะจริง ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยใดที่ระบุว่าข้าวเหนียวทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น แต่มีงานวิจัยหลายฉบับที่ยืนยันว่า การกินอาหารที่มี "ค่าดัชนีน้ำตาลสูง" มีความสัมพันธ์กับการเกิดสิวได้ง่ายขึ้น ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่กินข้าวเหนียวแล้วสิวจะขึ้นเสมอไป เพราะต้องดูองค์ประกอบอื่น ๆ รวมถึงอาหารชนิดอื่นที่คุณกินร่วมกันในวันนั้นประกอบด้วย
5. ผู้ป่วยหลังผ่าตัด เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ
ตอบ : จริง เฉพาะผู้ป่วยบางราย
• ผู้ป่วยหลังผ่าตัดทางเดินอาหาร : ระบบย่อยอาหารยังอยู่ในช่วงพักฟื้นและทำงานได้ไม่เต็มที่ การกินข้าวเหนียวที่ย่อยยากจะไปเพิ่มภาระให้กับร่างกาย ควรเน้นกินอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัดจะปลอดภัยกว่า
• เด็กเล็ก : สามารถกินได้ แต่ผู้ปกครองต้องระวังเรื่องการสำลัก เพราะข้าวเหนียวมีความเหนียวติดคอได้ง่าย
• ผู้สูงอายุ : อาจมีปัญหาเรื่องการเคี้ยวและการกลืน เสี่ยงต่อการสำลักได้ง่าย และความเหนียวของข้าวยังอาจส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกในผู้สูงอายุบางรายได้ จึงควรหลีกเลี่ยงหรือกินในปริมาณน้อย ๆ
เป็นข้อมูลที่ "จริงบางส่วน"
สำหรับคนทั่วไปที่สุขภาพแข็งแรง สามารถกินข้าวเหนียวได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวล เพียงแค่บริหารปริมาณให้พอเหมาะ เน้นกินคู่กับผักให้มากขึ้น และระมัดระวังอาหารที่มีไขมันสูง
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
ปัจจุบันค่าไฟและการใช้พลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัว ทำให้หลายคนมองหาวิธีใช้แอร์ให้ประหยัดมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ถูกพูดถึงคือ “ตั้งแอร์ 27°C แล้วเปิดพัดลมร่วม” ซึ่งในทางหลักการถือว่าได้ผลจริง
❌ การเปิดแอร์ 25°C ไม่ได้ประหยัดกว่าเสมอไป
เพราะการตั้งอุณหภูมิต่ำ จะทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักและนานขึ้น ส่งผลให้ใช้ไฟมากขึ้นโดยตรง
✅ การตั้งแอร์ 27°C ช่วยลดการใช้ไฟ
เนื่องจากคอมเพรสเซอร์ทำงานน้อยลง โดยหลักการ “เพิ่ม 1°C ประหยัดไฟได้ประมาณ 5–10%”
จึงทำให้ 27°C ประหยัดกว่า 25°C อย่างชัดเจน
✅ พัดลมช่วยให้ “รู้สึกเย็น” มากขึ้น
แม้อุณหภูมิจะสูงขึ้น แต่พัดลมช่วยกระจายลมและระบายความร้อนจากร่างกาย ทำให้รู้สึกเย็นใกล้เคียงกับการเปิดแอร์ที่อุณหภูมิต่ำกว่า
⚠️ พัดลมใช้ไฟน้อยมาก
เมื่อเทียบกับแอร์ พัดลมใช้ไฟเพียงเล็กน้อย (หลักสิบวัตต์) แต่ช่วยลดภาระการทำงานของแอร์ได้
ความรู้เพิ่มเติม
📌 วิธีใช้แอร์ให้ประหยัดไฟ
ตั้งอุณหภูมิ 26–27°C
ใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น
ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท
ล้างแอร์สม่ำเสมอ
📌 สิ่งที่ควรรู้
การประหยัดไฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “อุณหภูมิอย่างเดียว” แต่รวมถึงพฤติกรรมการใช้งาน เช่น ขนาดห้อง การปิดห้อง และสภาพเครื่องปรับอากาศ
สรุป
ดังนั้น การเปิดแอร์ 27°C ร่วมกับพัดลม
➡️ ประหยัดไฟมากกว่าการเปิดแอร์ 25°C จริง
➡️ เพราะช่วยลดการทำงานของแอร์ และใช้พัดลมซึ่งกินไฟน้อยเข้ามาช่วยเพิ่มความเย็น
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด
Nataphon Ditthabanjong
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม มีรายงานข่าวว่า นายกฤษฎ์ กษมพันธุ์ หรือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี แต่งตั้งนายจู จวินเฉิน (Mr.Juncheng Zhu) เป็นที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์ และการส่งเสริมการลงทุน คนเดียวกับที่ก่อนหน้านี้ นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เคยแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา ก่อนลงนามยกเลิกคำสั่งหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักในโซเชียลเรื่องความเหมาะสม
ด้านนายกอบจ. ปราจีนบุรี ชี้แจงว่า ตนเลือกคนจากวิสัยทัศน์และความสามารถในการประสานงาน เนื่องจากนายจู จวินเฉิน สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะการประมงน้ำจืดที่กำลังล้นบ่อได้ และยืนยันว่า นายจู จวินเฉิน ไม่ได้เป็นจีนเทาเนื่องจากสามารถเดินทางเข้าประเทศได้ตามกฎหมาย จึงขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจ
นอกจากนั้นนายกอบจ. ปราจีนบุรียังเตรียมจะแต่งตั้งชาวจีนอีกราย เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพิ่มเติมเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนในสังกัด อบจ.
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงระหว่างความเหมาะสม และความโปร่งใสกับโอกาสด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยังไม่เห็นความชัดเจน
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Nataphon Ditthabanjong
เตาไมโครเวฟไม่ได้ทำลายสารอาหารไปมากกว่าการทำอาหารด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การต้ม การผัด หรือการทอด ปัจจัยของการสูญเสียสารอาหารจริง ๆ เกิดจากหลายอย่าง เช่น ความร้อน ระยะเวลาที่ใช้ในการปรุงอาหาร ซึ่งเกิดขึ้นได้ในการปรุงอาหารทุกรูปแบบ ในหลายกรณี เตาไมโครเวฟมักรักษาสารอาหารได้ดีกว่าด้วยซ้ำเนื่องจากใช้เวลาน้อยกว่า
เคยงานวิจัยบางฉบับระบุว่า มีการพบว่าการไมโครเวฟบรอกโคลีทำให้สารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ช่วยเรื่องยับยั้งการอักเสบนั้นสูญเสียไปถึง 97% มากกว่าการต้มถึงหนึ่งในสาม แต่การศึกษาที่เผยแพร่ในปี 2019 มีการทดสอบโดยการไมโครเวฟบรอกโคลีเป็นเวลาหนึ่งนาที พบว่าเวลาการปรุงอาหารที่สั้นลงไม่ได้ทำลายสารอาหาร อีกทั้งการนึ่งและไมโครเวฟยังสามารถเพิ่มปริมาณของฟลาโวนอยด์ซึ่งเป็นสารอาหารที่เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ด้วยซ้ำ ในอีกการทดสอบหนึ่ง พวกเขาพบว่าการไมโครเวฟโดยใส่น้ำมากเกินไปซึ่งเทียบเท่ากับการต้ม ทำให้สารฟลาโวนอยด์ลดลง
ดังนั้น เตาไมโครเวฟไม่ได้ทำลายสารอาหารไปมากกว่าการทำอาหารด้วยวิธีอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ควรใช้ภาชนะที่ระบุว่า "Microwave Safe" และห้ามใช้ภาชนะโลหะหรือพลาสติกที่ไม่ทนความร้อน เพราะสารเคมีอาจละลายปนเปื้อนกับอาหารได้
ใช้ใน 1 ข้อความ・6 วันที่แล้ว
❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง
Thanathun.
มีการแชร์ข้อความเตือนภัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ "อะฟีเลียน" (Aphelion) ที่อ้างว่าโลกจะเคลื่อนห่างจากดวงอาทิตย์จนทำให้อากาศหนาวเย็นฉับพลันและส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ระบุว่า อะฟีเลียนคือจุดที่โลกอยู่ห่างดวงอาทิตย์ที่สุดจริง แต่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมของทุกปี ไม่ใช่ช่วงเดือนมีนาคมตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งระยะห่างที่เพิ่มขึ้นนั้นแตกต่างจากปกติเพียงประมาณ 3% ซึ่งน้อยเกินกว่าจะส่งผลต่ออุณหภูมิโลกอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฤดูกาลคือการเอียงของแกนโลก ไม่ใช่ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ ข้อมูลเรื่องระยะทาง 90 ล้านกิโลเมตรในข้อความแชร์นั้นเป็นตัวเลขที่ผิด คาดว่าเกิดจากการแปลหน่วย "ไมล์" เป็น "กิโลเมตร" แบบผิดพลาด ดังนั้นปรากฏการณ์นี้จึงไม่ได้ทำให้คนเป็นหวัดหรือเจ็บป่วยตามที่ข่าวลือระบุ
ใช้ใน 1 ข้อความ・7 วันที่แล้ว
