1 คนสงสัย
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัคซีนเชื้อตาย เช่น Sinovac
ไม่ระบุชื่อ
 •  12 วันที่แล้ว
meter: true
1 ความเห็น
ช่วยระบุหมวดหมู่ของข้อความนี้ให้หน่อย
เลือกให้น้อยที่สุด (ถ้าเป็นไปได้)
Thanathun เลือกให้ข้อความนี้✅ มีเนื้อหาที่เป็นจริงทั้งหมด

เหตุผล

เทคโนโลยีเซลล์เชื้อตาย ปัจจุบันเราจะเห็นว่าตามสื่อสังคมออนไลน์ และเว็บไซต์ต่างๆ มีผลการศึกษาหลายชิ้น และการนำเสนอข่าวสารที่ระบุถึงประสิทธิภา

ที่มา

https://blog.cofact.org/specialreport1/

เพิ่มความเห็นใหม่

กรุณา  เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก ก่อน

คุณอาจจะสนใจข้อความเหล่านี้ที่คล้ายคลึงกัน

  • 1 คนสงสัย
    ท่านที่คิดจะฉีดวัคซีน mRNA โปรดสละเวลาฟังคลิปนี้หน่อย หมอคนนี้รักษาคนไข้ในอเมริกา บอกว่าเริ่มพบคนไข้มีปัญหาโรคภูมิแพ้ตนเอง (Auto-immune Disease), มะเร็งผิวหนัง (Melanoma) เพิ่มขึ้น 20 เท่าเมื่อเทียบกับก่อนการฉีดวัคซีน และยังกล่าวอีกว่า โรคโควิด19 สามารถรักษาให้หายได้หากคนไข้ได้รับยา Ivermectin ในระยะเริ่มต้น นั่นหมายถึงไม่ปล่อยให้ โรคล่วงเลยไปสู่เฟสที่ 2 คือการลงไปทำลายปอด ซึ่งการอักเสบที่ปอดนี้เองเป็นสาเหตุให้เนื้อปอดที่สามารถแลกเปลี่ยนอ๊อกซิเจนให้เม็ดเลือดลดลง ทำให้อวัยวะเริ่มล้มเหลวเริ่มจากไตวาย และตามด้วยตับวาย คนไข้จึงมีอัตราการเสียชีวิตได้รวดเร็ว อันเนื่องมาจากการอักเสบและการเกิดลิ่มเลือดที่ปอด คนไข้ในเฟสที่ 2 นี้จะไม่พบการแบ่งตัวของไวรัสแล้ว แต่สามารถพบเศษทรากไวรัสและเศษหนามไวรัส (Spike Proteins) ได้เป็นจำนวนมาก จากการศึกษาทาง Microbiology พบว่าแค่เพียงหนามไวรัส หรือ Spike Protein ก็ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในเสันเลือดได้ดังนั้น Spike Protein จึงเป็นอาวุธสำคัญของโคโรนาไวรัสนี้ แต่เขากลับนำอาวุธของ SARs-CoV2 มาทำวัคซีน นั่นเท่ากับฉีดอาวุธของไวรัสให้คนโดยตรง ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อย่อมเป็นสิทธิ์ของท่าน แต่อย่าบอกว่า เราไม่เตือนท่าน หากท่านจำเป็นต้องฉีดวัคซีน ขอให้เป็นวัคซีนเชื้อตายปลอดภัยที่สุด รองลงไปคือ ไวรัสเวคเตอร์และที่อันตรายที่สุด คือ mRNA. ด้วยความปรารถนาดีจาก ทพญ.อุบลรัตน์ วรรณวิสูตร DDS, MPH, MS, Diplomate American Board of Periodontology https://youtu.be/tUE5EBPt-lU
    ไม่ระบุชื่อ
     •  1 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    อย. ยังไม่เคยอนุญาตผลิตภัณฑ์เนื้อวัวฉีดไขมัน
    ในอินเทอร์เน็ตมีการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อวัวฉีดไขมัน จะปลอดภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่ มาติดตามกันใน อย. เช็ก ชัวร์ แชร์ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับนิยามของเนื้อฉีดไขมัน ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กันก่อนนะ เนื้อฉีดไขมัน เป็นการฉีดของเหลวที่มีส่วนประกอบหลักของไขมัน น้ำ และอิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier)โดยใช้เครื่องจักร หรือเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นเข็ม แทงเข้าไปในเนื้อวัว ทำให้เนื้อวัวมีไขมันแทรก โดยวิธีการผลิต เครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่าย (Primary GMP) และการใช้วัตถุเจือปนอาหารในการผลิตเนื้อฉีดไขมัน จะต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 389 พ.ศ. 2561 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 5) ซึ่งจะต้องมีการแสดงฉลากให้ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยเรื่องการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ เช่น ชื่ออาหาร ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต น้ำหนักสุทธิ วันเดือนปีที่ควรบริโภคก่อน ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร และข้อมูลการใช้วัตถุเจือปนอาหาร เป็นต้น และต้องมีข้อความแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์บนฉลากอาหารว่าเป็นเนื้อโคฉีดไขมัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดได้ว่าเนื้อวัวเหล่านั้นเป็นเนื้อโคที่มีไขมันแทรกธรรมชาติ นอกจากนี้การฉีดไขมันในเนื้อโค จะต้องได้รับการเห็นชอบจาก อย. ก่อน โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือ ผู้จำหน่าย จะต้องแสดงรายละเอียดของกรรมวิธีการผลิตในการฉีดไขมัน เงื่อนไขการใช้วัตถุเจือปนอาหารพร้อมเหตุผลการใช้และมาตรฐานอ้างอิง ซึ่งหากไม่สอดคล้องตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงสาธารณสุขจะต้องยื่นขอประเมินความปลอดภัยของวัตถุเจือปนอาหารก่อน รวมทั้งแสดงฉลากอาหาร แนวทางการควบคุมการผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย เช่น จำหน่ายเฉพาะร้านสะดวกซื้อ หรือมาตรการป้องกันความเข้าใจผิดของผู้บริโภคว่าเป็นเนื้อโคที่มีไขมันแทรกธรรมชาติประกอบการพิจารณา แต่ในขณะนี้ อ.ย.ยังไม่เคยอนุญาตผลิตภัณฑ์เนื้อโคฉีดไขมันแต่อย่างใด หากผู้ใดประสงค์จะผลิตหรือนำเข้า จะต้องขอความเห็นชอบจาก อย. ก่อน หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ดังนั้นก่อนจะ แชร์ หรือเชื่ออะไรควรเช็กให้มั่นใจก่อนว่าข้อมูลเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ โดยสามารถมา เช็กให้ชัวร์กับ อย. กันก่อนนะ
    supinya
     •  1 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ช็อก! Bill Gates เรียกร้องให้ถอนวัคซีน Covid-19 ทั้งหมด "วัคซีนอันตรายกว่าที่คิด" โดย W. Gelles วอชิงตัน- (MaraviPost) - ในการประกาศที่น่าตกใจ Bill Gates มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft และกำลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังวัคซีน COVID-19 เรียกร้องให้มีการนำวัคซีนจากพันธุกรรม COVID-19 ทั้งหมดออกจากตลาดทันที ในการกล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ที่เจ็บปวดรวดร้าวบ่อยครั้ง 19 นาที เกตส์กล่าวว่า “เราทำผิดพลาดอย่างมหันต์ เราต้องการปกป้องผู้คนจากไวรัสอันตราย แต่กลับกลายเป็นว่าไวรัสมีอันตรายน้อยกว่าที่เราคิดไว้มาก และวัคซีนก็อันตรายเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้” โดย W. Gelles “วัคซีนเหล่านี้—ไฟเซอร์, โมเดอร์นา, จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน, แอสตร้าเซเนก้า—พวกมันกำลังฆ่าคนทั้งซ้ายและขวา—และพวกเขากำลังทำร้ายคนบางคนอย่างเลวร้ายมาก” เกตส์กล่าวต่อ โดยโบกมือขึ้นไปในอากาศเป็นครั้งคราวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง “ข้อมูลของรัฐบาลเองแสดงให้เราเห็นว่านี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ระบบการรายงานของ CDC กำลังแสดงอะไร…ประมาณ 13,000 ผู้เสียชีวิตในสหรัฐอเมริกาและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์กว่าครึ่งล้าน เราทุกคนรู้ดีว่าระบบการรายงานเป็นเรื่องหลอกลวง “เราทราบดีว่า VAERS [ระบบการรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากวัคซีนของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค] รวบรวมได้เพียงร้อยละหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้น เรากำลังพูดถึงผู้เสียชีวิตจากวัคซีนโควิดมากกว่าล้านราย และผู้คนกว่า 60 ล้านคนที่มีผลข้างเคียงที่ไม่ดี” นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ สิ่งนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ” นายเกทส์ยืนยัน หุ้นในวอลล์สตรีทของบริษัทวัคซีนโควิดรายใหญ่ทั้งหมดร่วงลง 20% ถึง 30% เนื่องจากนายเกตส์ประกาศว่าเขาเข้าร่วมในคำร้องเร่งด่วนของพลเมืองที่ยื่นโดยองค์กรป้องกันสุขภาพเด็กของโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ที่เรียกร้องให้มีอาหารสหรัฐฯ และ สธ. ถอนวัคซีนโควิดทั้งหมดออกจากตลาดทันที Gates กล่าวต่อว่า “ผู้คนจำนวนมากที่รับวัคซีนเหล่านี้เสียชีวิต… หนึ่งวัน สองวัน ห้าวันหลังจากได้รับการฉีดวัคซีน คนอื่นๆ มีอาการอัมพาต ตาบอด ชัก หัวใจวาย ระบบภูมิคุ้มกันล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดตัน สมองอักเสบ ปอดหรือไตถูกทำลาย การแท้งบุตร โรคภูมิต้านตนเอง ความล้มเหลวของระบบอวัยวะหลายส่วน ความเหนื่อยล้าถาวรอย่างถาวร และปัญหาร้ายแรงอื่นๆ อีกมากมาย “แน่นอน Media Mouthpieces ของเรา—ฉันหมายถึงสื่อกระแสหลัก ละเลยโศกนาฏกรรมเหล่านี้ทั้งหมดว่าเป็น 'แค่เรื่องบังเอิญ'” “เหตุผลที่พวกเขาพูดอย่างนั้น” เกทส์อธิบาย “เป็นเพราะสิ่งที่ฉันทำที่งาน 201 ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าที่นิวยอร์กในเดือนตุลาคม 2019 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เราจะประกาศการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นจริง ฉันได้รับหนังสือพิมพ์ ช่องทีวี และสถานีวิทยุรายใหญ่ทั้งหมดเพื่อตกลงที่จะปฏิบัติตามคำบรรยายอย่างเป็นทางการ—'วัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ' และเพื่อเซ็นเซอร์ใครก็ตามที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับ BS นี้ “ดังนั้น สาธารณชนจึงไม่เคยได้ยินหลักฐานจากแพทย์และนักวิจัยทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงหลายร้อยคนที่เตือนว่าวัคซีนมีอันตรายและมักเป็นอันตรายถึงชีวิต” “นั่นเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของฉัน” เกทส์กล่าว ดูเหนื่อยและบางครั้งก็มีน้ำตา “เราไม่ควรทำอย่างนั้น ประชาชนมีสิทธิทุกอย่างที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ดี เพื่อรับข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อที่พวกเขาจะได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล” เปลี่ยนหัวข้อราวกับว่าต้องการแสดงความเห็นอกเห็นใจ มิสเตอร์เกทส์วางใจว่า: “ฉันผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและค้นหาจิตวิญญาณมากมายตั้งแต่เมลินดาทิ้งฉัน การหย่าร้างครั้งนี้ทำให้ฉันต้องมองตัวเองให้ดี ฉันไม่ต้องการที่จะถูกจดจำในฐานะสัตว์ประหลาดที่ฆ่าคนนับล้านด้วยวัคซีนที่อันตรายถึงตาย ฉันไม่ใช่สัตว์ประหลาด ฉันไม่ใช่ฆาตกร ฉันไม่ต้องการให้ครอบครัว เพื่อน และบริษัทจำได้ว่าฉันเป็นนักฆ่าหมู่ "บางคนเรียกฉันว่าเป็นนักสังคมสงเคราะห์หรือแม้แต่โรคจิตเภทเพราะแผนการณ์ของฉันในการช่วยเหลือมนุษยชาติ - เช่นการลดภาวะโลกร้อนด้วยการพ่นฝุ่นสู่บรรยากาศชั้นบนหรือปล่อยยุงดัดแปลงพันธุกรรมหลายล้านตัวเพื่อต่อสู้กับไข้เลือดออกและไวรัสซิกา"
    ไม่ระบุชื่อ
     •  4 วันที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    สหรัฐฯยอรับแล้ว วัคซีนที่ดีที่สุดคือของจีน.. นิวยอร์คไทม์ ของอเมริการายงาน การจัดอันดับวัคซีนดีที่สุด อันดับ 1-4 เป็นของจีน ส่วนไฟเซอร์ที่หลายคนชื่นชมอยู่อันดับที่ 6 . -อันดับความปลอดภัยของวัคซีนที่ฉีดในไทยตอนนี้ Sinovac กับ AZ อยู่อันดับ 2 และ 5 ในขณะที่ Pfizer ที่เรียกร้องอยากฉีดอยู่อันดับ 6 . Report by The New York Times on Feb 5, 2021. In the safety ranking, the top four are all Chinese vaccines: 1. Sinopharm (China) 2. Sinovac (China) 3. Kexing (China) 4. Can Sino (China) 5. AstraZeneca (UK) 6. Pfizer (United States and Germany) 7. Modena (United States) 8. Johnson & Johnson (United States) 9. Novavax (United States) 10. Satellite 5 (Russia) Sinopharm has two vaccines, ranking first and second respectively. China has exported more than 500 million doses of vaccines to more than 50 countries around the world, and it is estimated that hundreds of millions of people have been vaccinated. And China's vaccine accident rate is lower and safer. As reported by Western media, many wealthy people in Britain fly to the UAE to vaccinate Chinese national medicine. https://www.nytimes.com/2021/02/05/opinion/covid-vaccines-china-russia.html เลือกเอาครับระหว่าง โพลล์ไทย กับ โพลล์อเมริกัน...คนไทยเชื่อในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้อ่านแล้วศึกษา...มักเชื่อตามกระแส... . ที่สำคัญวัคซีนจีนเป็นวัคซีนเชื้อตาย เป็นกรรมวิธีโบราณแบบเดียวกับวัคซีนไข้หวัดที่ใช้กันอยู่ ไม่มีผลข้างเคียงระยะยาว ต่างจากวัคซีนอเมริกัน ที่ต้องรอดูผลข้างเคียง 10 ถึง 20 ปี ... ที่มา📌 https://www.facebook.com/1337643342/posts/10219575334117433/
    ไม่ระบุชื่อ
     •  24 วันที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ยึดเมืองหลวงคืนจากโควิดด้วยวัคซีนได้จริงหรือ วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ 17 กรกฎาคม 2564 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมบอกว่าการระบาดในประเทศใช้เวลาสามสัปดาห์ก็จะเพิ่มจำนวนรายงานผู้ป่วยเท่าตัว และคาดว่าจะถึงอย่างน้อยหมื่นรายต่อวันในตอนปลายเดือน วันนี้เพิ่งพ้นกลางเดือนวันหวยออกได้วันเดียว ยอดติดเชื้อก็ทะลุไปเป็นตัวเลขห้าหลักอย่างว่าแล้ว ผมคาดคะเนว่าเวลาเพิ่มจำนวนของจำนวนตายจากโควิดจะเพิ่มเท่าตัวโดยใช้เวลาเพียงสัปดาห์เศษ ๆ วันนั้นดูเหมือนตัวเลขอยู่แถวห้าสิบตอนนี้ตัวเลขก็ทะลุเป็นเลขสามหลักเป็น 141 แล้ว สรุปแล้วผมคาดผิด ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะวันนี้ตัวเลขสวิงขึ้นสูงโดยบังเอิญ ถ้าเป็นเช่นนั้นพรุ่งนี้มะรืนนี้ตัวเลขจะลดกลับลงไป อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าเวลาที่ใช้ในการเพิ่มเท่าตัวสั้นกว่าเมื่อเดือนที่แล้วจริง ๆ เราเพิ่งจะล็อคดาวน์กันมาไม่กี่วัน ผลของการตรวจพบเชื้อในวันนี้มาจากการแพร่เชื้อติดเชื้อก่อนหน้านี้ 4-5 วัน ส่วนจำนวนตายน่าจะเป็นผลจากการติดเชื้อแพร่เชื้อเมื่อสองสามสัปดาห์ที่แล้ว ถ้ากระบวนการล็อคดาวน์ได้ผล เราจะเห็นตัวเลขการติดเชื้อหยุดเพิ่มก่อน คงอีกราว 1 สัปดาห์ และกว่าตัวเลขคนตายจะหยุดเพิ่มอาจจะต้องใช้เวลาราว 3 สัปดาห์ขึ้นไป กล่าวกันว่า กทม. เป็นศูนย์กลางของการระบาด ความเร็วในการเพิ่มเท่าตัวก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ผมมีข้อสังเกตสองสามประการสำหรับผู้รับผิดชอบและประชาชน ฝากพวกเราตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย นอกจากจังหวัดภูเก็ตซึ่งประชาชนได้รับวัคซีนสองเข็มไปกว่า 70% แล้ว สถิติต่าง ๆ บ่งบอกว่าอันดับสองของความครอบคลุมการรับวัคซีน คือ กทม. ถ้าเอาจำนวนคนฉีดวัคซีนใน กทม. หารด้วยประชากรในทะเบียนบ้าน จะได้ค่าระหว่าง 40-60% ซึ่งระดับนี้ถือว่าน่าพอใจ และวันนี้ได้ข่าวว่าตั้งเป้าจะฉีดให้ได้วันละหนึ่งแสนโดส ถ้าได้อย่างนี้จริงจะช่วยเสริมแรงการล็อคดาวน์ได้มาก เพราะถ้าไม่ฉีดวัคซีนให้มากพอ ตอนคลายล็อคก็จะเกิดการระบาดอีก ปรกติถ้าฉีดวัคซีนได้ถึง 50% ขึ้นไป เราจะเห็นการระบาดชะลอลง แต่ทำไมใน กทม. ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ทำไมเราไม่เห็นแบบนั้น ผมมีคำอธิบายอื่น ๆ ซึ่งอาจจะถูกบ้างผิดบ้าง โปรดช่วยกันตรวจสอบครับ ผมคิดว่าที่ผ่านมาไม่มีใครรู้ว่าประชากร กทม. ที่แท้จริงอยู่ที่กี่ล้านคนเพราะปริมณฑลและเมืองบริวารกว้างขวางมาก ผู้คนเดินทางเข้า ๆ ออก ๆ การฉีดวัคซีนในกทม. อาจจะไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่มีทะเบียนบ้านอยู่ กทม. ทำให้คนรอบนอกเดินทางเข้ามาฉีดได้โดยไม่ยาก ถ้าคนที่ได้วัคซีนไปเป็นคนรอบนอกเสียเยอะ วัคซีนที่ฉีดไปก็คงจะไม่มีค่อยมีผลป้องกันกลุ่มเป้าหมายใน กทม. กลุ่มเป้าหมายหลักของระบบสาธารณสุข มีชื่อย่อ ๆ ว่า 607 หมายถึงคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ฯลฯ 7 โรค ปรากฏว่ากลุ่มนี้ฉีดวัคซีนได้ต่ำกว่าเป้าทั่วประเทศ แม้แต่จังหวัดภูเก็ตที่ได้ชื่อว่าฉีดวัคซีนได้มาก ก็ครอบคลุมผู้สูงอายุได้เพียง 10% เท่านั้น (เพราะช่วงนั้นฉีดวัคซีนไซโนแวค ต้องอายุต่ำกว่า 60 ปี) จังหวัดที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมผู้สูงอายุได้ดีที่สุด คือ สมุทรสาคร ก็ได้เพียง 15% ส่วน กทม. ฉีดผู้สูงอายุได้เพียง 3.14% และ กลุ่ม 7 โรคเรื้อรังได้เพียง 3.8% ของเป้าหมายเท่านั้น ตัวเลขที่ฉีดวัคซีนประชากรได้ดูเหมือนมาก แต่ ฉีดกลุ่มเป้าหมายหลักได้เพียงนิดเดียว น่าจะอธิบายสาเหตุของไอซียูและเครื่องช่วยหายใจไม่พอได้ระดับหนึ่ง ถ้ายังคงใช้ยุทธวิธีที่สะดวกแบบเดิมอยู่แบบนี้เพียงอย่างเดียว วัคซีนคงไม่ช่วยทำให้คลายล็อควัคซีนได้เท่าไรนัก การเปิดให้จองโดยระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สะดวก รวดเร็วทั้งผู้รับและผู้ให้บริการ แต่ต้องเป็นผู้รับบริการที่รอบรู้ หูไวตาไว ใช้แอปเก่ง ๆ หรือที่เรียกว่า The Have Net ส่วนพวกที่ช้าหน่อยเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารและเท็คโนโลยี หรือที่เรียกว่า The Have Not ก็จะไม่ค่อยได้รับวัคซีน The Have Net จากรอบนอกเข้าถึงวัคซีน The Have Not ในกทม.เอง เข้าไม่ถึง เราก็แก้ปัญหา กทม. ไม่ได้ เวลาพวกเราคนต่างจังหวัดพูดถึง กทม. เรานึกถึง พื้นที่เศรษฐกิจที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ภาพพวกนั้นปิดบังกลุ่มคนยากจนที่อยู่ตามหลืบ ซอกซอย ชุมชนคนกลุ่มน้อย คนขายแรงงาน แคมป์คนงานก่อสร้าง ฯลฯ คนพวกนี้ คือ The Have Not ซึ่งเป็น Social Pathology หรือสภาพสังคมที่เจ็บป่วยอมโรคของเมืองหลวง ผมเชื่อว่าคนพวกนี้เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร บริการสาธารณสุขโดยเฉพาะการฉีดวัคซีนซึ่งต้องการการแข่งขันอย่างสูง เมื่อป่วยก็จะไม่สามารถร้องเรียนกับผู้ใดได้ การแยกตัวของสมาชิกออกจากครัวเรือนไม่ให้แพร่โรคน่าจะลำบากมาก เป็นที่น่ายินดีที่ทางราชการจะได้จัดหน่วยเคลื่อนที่ออกไปยังชุมชน ไปเยี่ยม The Have Not เหล่านี้ และคงเอาวัคซีนไปฉีดให้เป้าหมาย 607 ด้วย แต่ก็คงไม่ง่ายนักที่จะฉีดให้ได้จำนวนมาก ๆ เพราะอาจจะหาสถานที่ที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนได้ลำบาก การจัดพยาบาลเข้าฉีดวัคซีนตามบ้านจะมีต้นทุนด้านเวลาสูงมาก เป้าหมายที่ตั้งว่าจะได้วันละแสนคนไม่น่าจะทำได้จริง หน่วยสาธารณสุขเคลื่อนทีเก่ง ๆ เหมือนหน่วยซีลทางทหาร คือ รบได้ทุกภูมิประเทศ ทั้งอากาศ ทะเล และ บนบก แต่ไม่สามารถยึดพื้นที่ได้ หน่วยแบบนี้จึงมีข้อจำกัด เมื่อ ห้าสิบปีที่แล้ว ในชนบทเราก็มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เอาไว้ปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว) แสดงว่าทางการไม่ทอดทิ้งประชาชน มีความเมตตากรุณาสงสาร แต่ปัจจุบันนี้ เราสาธารณสุขปฐมภูมิครอบคลุมทุกพื้นที่ มีเครือข่าย อสม. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (สถานีอนามัยเดิม) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำถึง 4-5 คน นี่คือ กองร้อยทหารราบที่ประจำการ ปกป้องโรคภัย เขาดูแลตัวเองกันได้ ไม่ต้องรอความเมตตาจากคนนอก ผมไม่แน่ใจว่าเครือข่ายแบบนี้ในเมืองหลวงทำได้ดีเพียงไร การทำงานของหน่วยราชการโดยเฉพาะการควบคุมการระบาดของโควิดและการระดมฉีดวัคซีนโดยไม่มีประชาชนช่วยจัดตั้งน่าจะทำไม่ได้ผล ในช่วงล็อคดาวน์ เราต้องใช้ทหารราบ พลเดินเท้า และหน่วยประจำการทางสาธารณสุขจำนวนมหาศาล ทำงานสร้างพลัง (empower) ให้ประชาชนในชุมชนยากไร้ในเมืองหลวง ลุกขึ้นยืนหาทางช่วยตัวเองร่วมมือกับทางราชการแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด เพื่อยึดเมืองหลวงคืนจากโควิดให้ได้
    ไม่ระบุชื่อ
     •  2 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    อย่าลืมกินยานะครับ (Don't forget to take your M.E.D.S) วันก่อนนั่งดูรายการของ Tom Ferry ชอบตอนนี้มาก เค้าบอกว่า "คุณไม่จำเป็นต้องมีวันร้าย ๆ ใช่มั้ย?" "ถ้าคุณต้องการเริ่มต้นวันดี ๆ ถึงเวลาที่คุณต้องกระตุ้นตัวเองด้วยการกินยา (MEDS) แล้ว, เชื่อผม!" ยา 5 เม็ดที่เค้าพูดถึง คือ 1. Meditation นั่งสมาธิ นี่ขนาดฝรั่งเค้ายังนั่งสมาธิเลย เราคนไทยเมืองพุทธแท้ ๆ ผมว่าเราน่าจะเริ่มปฏิบัติกันนะครับ นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที ตอนตื่นเช้าหรือก่อนนอนก็ได้ อันนี้ยาเม็ดแรกครับ 2. Exercise ออกกำลังกายให้เหนื่อย แต่ไม่เหนื่อยมากเกินไป อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ใน fat burn zone อย่างน้อย 150 นาที ต่อสัปดาห์ นี่คือยาเม็ดที่สองของวันครับ 3. Diet อาหารก็สำคัญ ลดการกินของมัน แป้ง น้ำตาลลง กินผักผลไม้ให้มากขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้นแน่นอนครับ นี่ไง ยาเม็ดที่สามของวันนี้ 4. Sleep การนอน ให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนขึ้นไปนะครับ ถ้าหลับไม่พอ ไปหลับซ่อมช่วงกลางวันซัก 15-20 นาที ก็มีประโยชน์ อย่าเครียดมากครับ เวลานอนแก้อะไรไม่ได้แล้ว นอน ๆ ไปเถอะ คิดไปก็เท่านั้น 5. Social คบเพื่อนดี สังคมดี เราก็จะมีความสุขครับ เลือกคบคนดี ๆ หากหลีกเลี่ยงคนไม่ดีไม่ได้ ก็ทำใจ "เมตตา" กันไปครับ เค้าก็เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นเดียวกันกับเรา เค้าต้องลำบากลำบนหาเงินหาทอง ต้องรักษาญาติพี่น้องที่เจ็บป่วย และสุดท้ายตัวเองก็เจ็บป่วยและตายจากไป เช่นเดียวกันกับเรา เหมือนกันทุกคนนั่นแหละครับ อภัย และ เมตตา กันครับ เราจะสบายใจเอง สรุป ยา 5 เม็ด ที่เล่ามา อย่าลืมกินทุกวันเลยนะครับ
    ไม่ระบุชื่อ
     •  8 เดือนที่แล้ว
    meter: false