ตรวจสอบข่าว

1 คนสงสัย
ดื่มน้ำโซดาช่วยย่อยอาหารได้จริงหรือไม่
ไม่ระบุชื่อ
 •  2 ปีที่แล้ว
meter: false
1 ความเห็น

สุขภาพ

Thanathun. เลือกให้ข้อความนี้❌ มีเนื้อหาที่หลอกลวง

เหตุผล

กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ พร้อมชี้แจงว่า โซดา คือ น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่มีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร และย

ที่มา

https://www.hfocus.org/content/2023/01/26910

เพิ่มความเห็นใหม่

กรุณา  เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก ก่อน

คุณอาจจะสนใจข้อความเหล่านี้ที่คล้ายคลึงกัน

  • 4 คนสงสัย
    ดื่มน้ำโซดาช่วยในการย่อยอาหารได้
    ไม่ระบุชื่อ
     •  3 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 2 คนสงสัย
    ดื่มน้ำโซดาแล้วมะเร็งหายจริงไหม
    ไม่ระบุชื่อ
     •  3 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    น้ำโซดามะนาวช่วยแก้มะเร็งได้ป่าว
    ไม่ระบุชื่อ
     •  3 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    Bonnie Henry เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำจังหวัดบริติชโคลัมเบียซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกในตำแหน่งนี้ เธอยังเป็นรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย เธอมีพื้นฐานด้านระบาดวิทยาและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและเวชศาสตร์ป้องกัน เธอยังมาจาก PEI (เกาะปรินซ์เอ็ดเวิร์ด) ภูมิปัญญาของดร. บอนนี่เฮนรี่ 1. เราอาจต้องอยู่กับ COVID-19 เป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี อย่าปฏิเสธหรือตื่นตระหนก อย่าทำให้ชีวิตของเราไร้ประโยชน์ มาเรียนรู้ที่จะอยู่กับข้อเท็จจริงนี้กันเถอะ 2. คุณไม่สามารถทำลายไวรัส COVID-19 ที่เจาะผนังเซลล์ได้โดยการดื่มน้ำร้อนมากๆ อีกทั้งจะทำให้คุณเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นด้วย 3. การล้างมือและรักษาระยะห่างทางกายภาพสองเมตรเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันของคุณ 4. หากคุณไม่มีผู้ป่วย COVID-19 ที่บ้านก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าเชื้อพื้นผิวที่บ้านของคุณ 5. ตู้สินค้า ปั๊มน้ำมัน รถเข็น และตู้เอทีเอ็ม ไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ หากมีการล้างมือบ่อย จากใช้ชีวิตตามปกติ 6. โควิด -19 ไม่มีความเสี่ยง ที่แสดงให้เห็นว่า COVID-19 ติดต่อทางอาหารได้ 7. คุณสามารถสูญเสียความรู้สึกในการดมกลิ่น ด้วยอาการแพ้ และการติดเชื้อไวรัสจำนวนมาก นี่เป็นเพียงอาการไม่เฉพาะเจาะจงของ COVID-19 8. เมื่ออยู่บ้าน คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเร่งด่วนแล้วไปอาบน้ำ ไม่ควรถึงกับหวาดระแวง 9. ไวรัส COVID-19 ไม่ค้างอยู่ในอากาศเป็นเวลานาน นี่คือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่ต้องสัมผัสใกล้ชิด 10. อากาศสะอาด คุณสามารถเดินผ่านสวนและผ่านสวนสาธารณะ (เพียงแค่รักษาระยะป้องกันทางกายภาพของคุณ) 11. ควรใช้สบู่ธรรมดาเพื่อป้องกันไวรัสโควิด -19 ไม่ใช่สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย เพราะนี่คือไวรัสไม่ใช่แบคทีเรีย 12. คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการสั่งอาหารของคุณ แต่คุณสามารถอุ่นทั้งหมดในไมโครเวฟได้หากต้องการ 13. โอกาสที่จะนำ COVID-19 กลับบ้านพร้อมกับรองเท้าก็เหมือนกับการถูกฟ้าผ่า 2 ครั้งในหนึ่งวัน ฉันทำงานกับไวรัสมา 20 ปี การติดเชื้อไม่แพร่กระจายแบบนั้น 14. คุณไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ด้วยน้ำส้มสายชูน้ำอ้อยและขิง! สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อภูมิคุ้มกันไม่ใช่การรักษา 15. การสวมหน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน อาจจะรบกวนการหายใจและระดับออกซิเจนของคุณลดลง จงสวมใส่ในฝูงชนเท่านั้น 16. การสวมถุงมือก็เป็นความคิดที่ไม่ดีเช่นกัน ไวรัสสามารถสะสมเข้าไปในถุงมือและแพร่เชื้อได้ง่ายหากคุณสัมผัสใบหน้า ดังนั้นจึงควรล้างมือเป็นประจำ จะดีกว่า ภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลงเมื่อ ร่ายกายอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อ แม้ว่าคุณจะกินอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน แต่ควรจะออกจากบ้าน ไป สวนสาธารณะ / ชายหาดเป็นประจำ ภูมิคุ้มกันจะเพิ่มขึ้นตามการสัมผัส ไม่ใช่โดยการนั่งอยู่บ้านและบริโภคอาหารทอด / เผ็ด / หวานและเครื่องดื่มเติมอากาศ จงฉลาด ใช้ชีวิต รับทราบข้อมูล อย่างมีเหตุผล อย่าวิตก จนเกินไป ชีวิตจะปลอดภัย
    ไม่ระบุชื่อ
     •  6 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    น้ำโซดามีประโยชน์อย่างไร
    น้ำโซดามีประโยชน์อย่างไร หลานคนกังวลถึงอันตรายของน้ำอัดก๊าซ หรือน้ำอัดลมต่างๆ ในแง่ของสุขภาพ แต่สำหรับบทความนี้จะขอกล่าวถึงน้ำอัดลมที่ไม่ใส่น้ำตาล เช่นน้ำโซดา ว่าดื่มแล้วจะมีประโยชน์ต่อร่างกายยังไงบ้าง โซดาแก้ท้องผูก: ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ดื่มน้ำโซดามีอาการท้องผูกน้อยลง ระบบขับถ่ายดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ดื่มน้ำเปล่า โซดาแก้ท้องอืด: สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืดจากอาหารไม่ย่อยได้ การดื่มน้ำโซดาจะช่วยให้อาหารย่อยได้ง่ายขึ้น โซดาเพิ่มความชุ่มชื่น: การดื่มน้ำโซดาเป็นการเติมความชุ่มชื่นให้แก่ร่างกาย สำหรับคนที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า อาจดื่มน้ำโซดาสลับเพื่อเปลี่ยนบรรยกาศและสนับสนุนการดื่มน้ำให้มากขึ้น โซเดียมที่อยู่ในน้ำโซดาจะช่วยลดปัญหาความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอีกทั้งยังรักษาค่าความเป็นกรดและด่างของร่างกายให้อยู่ในสภาพที่สมดุลอีกด้วย
    Nataphon Ditthabanjong
     •  5 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    มีการแชร์วิธีทำให้พัดลมหมุนเองได้โดยไม่ต้องมีไฟฟ้า ช่วยประหยัดค่าไฟ แค่นำน้ำแข็งผสมน้ำ โซดา เกลือ และถ่านไฟฉาย แล้วเอาปลั๊กพัดลมไปจุ่มเท่านั้น จริงหรือ
    บนสังคมออนไลน์แชร์คลิปแนะนำวิธีทำให้พัดลมหมุนเองได้โดยไม่ต้องมีไฟฟ้า ช่วยประหยัดค่าไฟ แค่นำน้ำแข็งผสมน้ำ โซดา เกลือ และถ่านไฟฉาย แล้วเอาปลั๊กพัดลมไปจุ่ม จะทำให้พัดลมหมุนได้เองโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
    naydoitall
     •  6 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    จริงหรือไม่? "ดื่มน้ำอัดลมมาก เสี่ยงฟันผุ"
    จริงหรือไม่? "ดื่มน้ำอัดลมมาก เสี่ยงฟันผุ" กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เตือนคนไทยดื่มน้ำอัดลมมาก จะส่งผลต่อสุขภาพช่องปาก เป็นต้นเหตุของการเกิดฟันสึกกร่อนมากที่สุด และเสี่ยงเกิดโรคฟันผุและโรคอ้วนตามมาได้ แนะนำควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ดีที่สุด พร้อมแปรงฟันด้วยสูตร 2-2-2 เพื่อสร้างสุขภาพช่องปากที่ดี นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ได้แก่ ฟันสึกกร่อน ฟันผุ อ้วน กระดูกพรุน และกระดูกเปราะ เนื่องจากน้ำหวานชนิดอัดลมมีกรดคาร์บอนิกค่อนข้างมาก ซึ่งสารดังกล่าวจะกีดขวางการดูดซึมแคลเซียมของกระดูก และยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เพราะร่างกายจะหลั่งสารอินซูลินออกมามากเกินจำเป็น ซึ่งในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินได้น้อยลง จนทำให้ร่างกายเกิดโรคเบาหวานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งน้ำอัดลม 1 กระป๋อง (ขนาด 325 ซีซี) มีปริมาณน้ำตาล 8-12 ช้อนชา จะเท่ากับน้ำตาลในลูกอม จำนวน 17 เม็ด หากกินรวมกันหลายอย่างอาจทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดว่าร่างกายควรได้รับน้ำตาลไม่เกิน 24 กรัมต่อวัน หรือปริมาณ 6 ช้อนชา นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า น้ำอัดลมยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดฟันสึกกร่อนได้มากที่สุด เพราะนอกจากน้ำอัดลมจะมีกรดคาร์บอนิกแล้ว ยังมีส่วนประกอบคือน้ำตาลกับน้ำ หากไม่มีการทำความสะอาดช่องปากและฟันจะก่อให้เกิดฟันผุได้ จากผลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพประเทศไทยครั้งที่ 8 พ.ศ. 2560 พบว่า เด็กเล็กอายุ 5 ปี มีฟันน้ำนมผุร้อยละ 75.6 เด็กวัยเรียนอายุ 12 ปี มีฟันแท้ผุ ร้อยละ 52.0 และกลุ่มอายุ 15 ปี มีฟันแท้ผุ ร้อยละ 62.7 สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการดูแลอนามัยช่องปาก และพฤติกรรมการบริโภคของเด็กที่นิยมกินอาหารหรือขนมที่หาซื้อได้ง่าย เช่น น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาฟันผุแล้ว ยังก่อให้เกิดความเจ็บปวด การติดเชื้อและสร้างปัญหาการบดเคี้ยวอาหาร มีผลต่อน้ำหนัก การเจริญเติบโตและบุคลิกภาพ รวมถึงมีผลกระทบต่อการเรียนด้วย ที่สำคัญ ปัญหาฟันผุยังนำไปสู่การสูญเสียฟันที่เริ่มต้นในวัยเด็กและสะสมจนกลายเป็นการสูญเสียฟันทั้งปากจนไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ในวัยสูงอายุ ทั้งนี้ เครื่องดื่มที่ดีที่สุดและเหมาะสมกับร่างกายก็คือน้ำเปล่า เพราะในน้ำเปล่ามีส่วนช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ปรับสมดุลของร่างกาย ช่วยชะลอความแก่ เพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิว ช่วยให้ระบบย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ไตแข็งแรง โดยใน 1 วัน ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อสุขภาพที่ดีและควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดอื่น ๆ ที่มีการเติมน้ำตาลอีกด้วย เช่น ขนมหวาน ลูกกวาด เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลในแต่ละวันเกินจำเป็นจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ นอกจากนี้ ควรแปรงฟันให้สะอาดทั่วถึงทั้งในตอนเช้า หลังอาหารกลางวัน และก่อนนอน ด้วยสูตร 2 2 2 คือ แปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ให้ทั่วทุกซี่ทุกด้านนานอย่างน้อย 2 นาที แปรงอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน และไม่ควรกินอาหารหลังแปรงฟันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาช่องปากสะอาดนานที่สุด และยังเป็นการป้องกันโรคฟันผุในระยะยาวอีกด้วย ข้อมูล : ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2564 ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เครือข่าย : มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
    อีสานโคแฟค
     •  5 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    จริงหรือ ดื่มน้ำโซดาหลังอาหารช่วยย่อยได้
    น้ำโซดามีความซ่าทำให้ช่วยย่อยอาหารได้
    naydoitall
     •  6 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ดื่มน้ำโซดาช่วยในการย่อย
    ไม่ระบุชื่อ
     •  2 ปีที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ข่าวจริงหรือปลอม ! แต่ระมัดระวังไว้ก็ดี (สวมหน้ากากอนามัย!) (fire) โควิด-19 กลับมาแล้ว! คราวนี้อาจไม่ทำให้ มีไข้ แต่ระวัง อาการ 5 ข้อต่อไปนี้ จำอาการไข้และไอที่ระบาดเมื่อสามปีก่อนตอนที่โควิด-19 ปรากฏตัวครั้งแรกได้ไหม? คราวนี้ไวรัสมีรูปแบบใหม่ คุณสามารถติดเชื้อได้โดยไม่มีไข้ ข้อมูลผู้ป่วยนอกล่าสุดแสดงให้เห็นว่าหลายคนมีอุณหภูมิร่างกายปกติหลังจากติดเชื้อ แต่สภาพของพวกเขากลับแย่ลงอย่างกะทันหัน อาการ 5 ข้อต่อไปนี้ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าไวรัสกำลังจะมาถึง: (fire)สิ่งแรก ที่ต้องระวังคืออาการเวียนศีรษะอย่างต่อเนื่อง ตื่นนอนตอนเช้าแล้วรู้สึกเวียนศีรษะ หรือรู้สึกหน้ามืดขณะทำงาน—อาการเวียนศีรษะนี้แตกต่างจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ มันเป็นสัญญาณว่าไวรัสกำลังโจมตีระบบประสาท เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบเชื้อเนื่องจากอาการเวียนศีรษะ ทำให้การรักษาที่เหมาะสมล่าช้า (fire)อาการที่สอง คืออาการที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร ท้องเสียฉับพลัน เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอาเจียน— อย่ารีบด่วนโทษว่าเป็นเพราะอาหารไม่สะอาด ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังโจมตี เยื่อบุลำไส้ และอาจเริ่มต้นในระบบย่อยอาหารได้เร็วที่สุด หากมีคนรอบข้างติดเชื้อและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ให้ระมัดระวังทันที (fire)สัญญาณที่สาม คืออาการที่คอ เสียงแหบฉับพลัน รู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในลำคอ แม้จะดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ไม่ดีขึ้น อาการคอแห้ง คันคอแบบนี้แตกต่างจากหวัด มันไม่ทำให้เกิดอาการแดง บวม หรือเจ็บ แต่เป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของไวรัสที่เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ (fire)อาการที่สี่ คืออาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แม้ไม่ได้ออกกำลังกาย คุณก็อาจรู้สึกปวดหลัง ปวดแขนและขา ราวกับถูกทำร้าย อาการปวดเมื่อยเหล่านี้คือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังต่อสู้กับไวรัส อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นความเหนื่อยล้าธรรมดา (fire)ลักษณะที่ห้า เป็นสิ่งที่มองข้าม ได้ง่ายที่สุด คุณอาจไม่รับรสอาหาร ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย แม้แต่กาแฟก็ไม่มีรสขม ถึงแม้ว่าการสูญเสียรสชาติอย่างสมบูรณ์จะพบได้น้อยลงในตอนนี้ แต่ถ้าอาหารมีรสชาติจืดชืด โปรดระวัง ทำไมฤดูกาลนี้ จึงอันตรายเป็นพิเศษ? เพราะไวรัสได้เรียนรู้ที่จะซ่อนตัว การไม่มีไข้ทำให้ผู้คนลดความระมัดระวังลง ทำให้พวกเขายังคงไปทำงานและรับประทานอาหารนอกบ้านทั้งๆ ที่มีไวรัสอยู่ และแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นมากขึ้น ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ แม้แต่เพียงอาการเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบในระยะยาวได้ บางคนรู้สึกเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียแม้กระทั่งสามเดือนหลังจากหายป่วยแล้ว คุณควรทำอย่างไรในสถานการณ์เหล่านี้? อย่าตื่นตระหนก แต่ก็อย่ารอช้า บันทึกการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณ ทุกวัน และทำสามสิ่งต่อไปนี้พร้อมกัน: 1. ลดการออกไปข้างนอกและการติดต่อกับผู้อื่น 2. ระบายอากาศในบ้านของคุณวันละสามครั้ง 3. กินไข่มากขึ้นและดื่มนมมากขึ้นเพื่อเสริมโปรตีน หากมีอาการทั้งสามอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ให้ไปตรวจหาแอนติเจนทันที การระบาดใหญ่ครั้งนี้สอนเราว่าการต่อสู้กับไวรัสไม่สามารถพึ่งพาเพียงแค่เทอร์โมมิเตอร์ได้ สัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ที่ร่างกายเราส่งออกมานั้น มักเป็นสัญญาณเตือนภัยด้านสุขภาพ แชร์สิ่งนี้กับครอบครัวและเพื่อนๆ เพื่อเตือนพวกเขาว่า การตรวจพบและตอบสนองตั้งแต่เนิ่นๆ นั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องสุขภาพของเรา
    ไม่ระบุชื่อ
     •  22 วันที่แล้ว
    meter: false