1 คนสงสัย
วันนี้ตำรวจจะเปลี่ยนยุทธวิธีการตั้งแถว จากเมื่อวานที่เน้นสลายให้ถอยร่น วันนี้จะเปลี่ยนให้แถวพลโล่ด้านหน้าบางลง และให้เพิ่มชุดจับกุมมาซ้อนอยู่แถวด้านหลังพลโล่

หากผู้ชุมนุมโผเข้ามาประชิดตัวหรือว่านั่งลงขวางทาง เขาจะใช้ยุทธวิธีแบบ “พลิกโล่” แล้วให้ชุดจับกุมที่อยู่แถวหลังลากตัวไปด้านหลังเลย

แบบนี้นักข่าวที่อยู่ด้านหน้าก็จะถ่ายภาพไม่ทันหรือไม่เห็นเลยว่าโดนลากไปข้างหลังแล้วไปทำอะไร

ช่วยกันกระจายข่าวด้วย หลีกเลี่ยงการเข้าไปใกล้แนวของตำรวจ พยายามเว้นระยะห่าง อย่าให้ถูกจับกุมตัวได้

รักษาชีวิตและอิสรภาพไว้สู้ต่อยาวๆ
ไม่ระบุชื่อ
 •  8 วันที่แล้ว
1 คนว่า ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ
0 ความเห็น
ช่วยระบุหมวดหมู่ของข้อความนี้ให้หน่อย
เลือกให้น้อยที่สุด (ถ้าเป็นไปได้)
Ad.tar เลือกให้ข้อความนี้⚠️️ ไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ

เหตุผล

เนื้อหานี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

เพิ่มความเห็นใหม่

กรุณา  เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก ก่อน

คุณอาจจะสนใจข้อความเหล่านี้ที่คล้ายคลึงกัน

  • 1 คนสงสัย
    จ่อเลิกขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 95 และE85 ดัน E20 ขึ้นแท่นน้ำมันหลัก พร้อมอัพราคาพืชเอทานอล . รถยนต์ส่วนใหญ่บนท้องถนนในประเทศไทยนิยมใช้น้ำมัน แก๊สโซฮอล์ 91 กับ 95 ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของปริมาณการใช้น้ำมันทุกประเภทในยานพาหนะ แต่อีกไม่นานเราอาจไม่ได้เติมน้ำมันประเภทนี้อีกต่อไป รวมถึงน้ำมัน E85 ด้วย เพราะมีข่าวว่ากระทรวงพลังงาน โดยเจ้ากระทรวงที่ควบต่ำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอย่างนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เดินหน้าแผนพลังงานระยะยาวแน่! . สำหรับการยกเลิกน้ำมันทั้ง 3 ประเภทนั้น หากมองเหตุผลเบื้องต้นอย่างแรกคือ รถที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงปริมาณลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา รถใหม่ๆ จะใช้น้ำมัน E85 E20 หรือเติมน้ำมันได้หลากหลายประเภทอยู่แล้ว แต่เมื่อเจาะลึกลงไปดูต้นทางที่จะทำให้เกิดการยกเลิกนี้ ก็มาจากแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว หรือ TIEB ฉบับใหม่ระหว่าง พ.ศ. 2561 - 2580 โดยมีองค์ประกอบหลักๆ 5 แผนด้วยกัน ได้แก่ - แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan) - แผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan) - แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan) - แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) - แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ถือว่าเป็นพลังงานชนิดที่มีสัดส่วนการใช้สูงมากๆ ในภาคการขนส่ง . เบื้องต้นรองนายกผู้เป็นเจ้ากระทรวงก็ได้เห็นชอบให้คงเป้าหมายของแผนบูรณาการข้างต้นต่อไป เนื่องจากจัดทำกันมาตั้งแต่ยุคของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตเจ้ากระทรวง พร้อมสั่งให้มีการวัดผลสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ปี ตลอดระยะเวลาแผนช่วง 5 ปีที่ต้องชัดเจน โดยเฉพาะแผนบริหารจัดการน้ำมัน ด้วยกำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ B10 และ E20 กลายมาเป็นน้ำมันมาตรฐานของประเทศ และยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และ E85 แทน . เมื่อหาเหตุผลอื่นๆ ประกอบเพิ่มเติมในการยกเลิกการใช้น้ำมันเหล่านี้ มันมีปัจจัยหนึ่งมาจาการที่ภาครัฐต้องการเข้าไปช่วยเพิ่มราคาของวัตถุดิบที่เป็นผลิตผลทางการเกษตรก็คือ มันสำปะหลัง และอ้อย เนื่องจากปัจจุบันถูกนำมาใช้ผลิตเป็นเอทานอล ในสัดส่วนประมาณ 27% ของการผลิตเอทานอลทั้งหมด . โดยก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานก็เคยมีการประกาศให้น้ำมันดีเซล B10 หรือน้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 10% ในทุกลิตรกลายเป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศเมื่อ 1 มกราคม 2563 เพื่อสนับสนุนราคาผลผลิตปาล์ม โดยปั๊มน้ำมันทุกแห่งก็จะมีเวลาปรับตัวมา 4 - 5 เดือน ในการเปลี่ยนป้ายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ตู้จ่ายน้ำมัน จาก “ดีเซลB10” เป็น “ดีเซล” ซึ่งน้ำมันดีเซลที่ขายกันทุกวันนี้ จะถูกเปลี่ยนชื่อเรียกว่า ดีเซล B7 ให้กลายเป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถเก่าและรถยุโรป น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ก็ให้เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคมนี้ . หากมีการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ น้ำมันไบโอดีเซล B10 จะช่วยดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบหรือ CPO ได้ปีละ 2.2 ล้านตัน และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือ B100 ได้วันละ 6.5 ล้านลิตร . กลับมาที่การยกเลิกน้ำมันโซฮอล์ 91 กันต่อ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า มันสร้างความสันสนงุนงงพอควรให้หมู่ประชาชนที่ต้องเจอกกับการเปลี่ยนแปลในช่วงแรกๆ แต่ไม่ใช่ประชาชนที่สับสนอย่างเดียว ทางผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันก็สับสนพอควร และปั๊มน้ำมันในบ้านเราส่วนใหญ่มีหัวจ่ายไม่มากนัก การจะเก็บสำรองน้ำมันหลายๆ ชนิดไว้ก็ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งนั้น หากรวมน้ำมันเบนซิน กับดีเซลในบ้านเรารวมๆ กันมีถึง 11 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นสูตรพรีเมียม หรือสูตรธรรมดา ให้เป็นประเภทเดียวกันในหมวดหมู่เดียวกัน ก็จะเป็นการประหยัดต้นทุนของปั๊มน้ำมัน ฉะนั้นปั๊มน้ำมันขนาดกลาง และขนาดเล็กก็จะได้ให้บริการได้ลงตัวมากขึ้น . ถัดมาคือเรื่องของแก๊สโซฮอล์ E20 ที่ถูกมองเป็นพระรองมาตลอด แม้ว่าจะเป็นน้ำมันราคาถูกกว่า ประหยัดกว่า คุณภาพตามมาตรฐาน แต่คนเลือกเติมน้อยกว่าเนื่องจากมองว่าเวลาขับขี่แล้วรู้สึกเครื่องยนต์ไม่แรง การเผาไหม้สู้น้ำมันสูตรอื่นไม่ได้ จังหวะนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเดินหน้าครั้งสำคัญของวงการพลังงานไทยอีกครั้ง เพื่อส่งเสริมให้ลดประเภทน้ำมันลง และใช้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน ด้วยการตั้งเป้าปริมาณการใช้ E20 ไม่ต่ำกว่า 50% ของความความต้องการใช้น้ำมันเบนซินภายในปี 2564 และยกมาตรฐานน้ำมันของไทยเป็นมาตรฐานยุโรป ระดับ 5 ในปี 2567 . ส่วนมาตรฐานน้ำมันยูโร คืออะไร เป็นมาตรฐานการรับมือมลพิษทางอากาศ หรือ Euro Emissions Standards เพื่อควบคุมอัตราการปล่อยมลพิษของรถยนต์ หากย้อนไปดูการกำหนดใช้ครั้งแรกที่เริ่มกันมาตั้งแต่ปี 1992 โดยรายละเอียดทางเทคนิคเบื้องต้นนั้น ข้อกำหนดของมาตรฐานยูโร 1 จะมีการระบุว่ารถยนต์ต้องเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบไร้สารตะกั่ว และให้มีอุปกรณ์เครื่องฟอกไอเสียเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) จนพัฒนามาต่อเนื่องมาเป็น ยูโร 2 ในปี 1996, ยูโร 3 ในปี 2000 ยูโร 4 ที่บ้านเราใช้กันอยู่คือการกำหนดให้รถยนต์ที่ผ่านการทดสอบจะต้องมีปริมาณการปล่อยสารมลพิษไอเสียต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ประกอบไปด้วย คาร์บอนมอนออกไซด์ต้องไม่เกิน 0.5 g/km. ไนโตรออกไซด์ต้องไม่เกิน 0.25 g/km ขณะที่ยูโร 5 จะเพิ่มความเข้มงวดขึ้นไปอีกขั้น โดยต้องลดลง 28% จากยูโร 4 . ขณะที่คุณนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานบอกไว้ว่า หากรัฐมนตรีเห็นชอบน่าจะใช้เวลาประมาณ 9 เดือนหลังจากแผนอนุมัติ โดยแบ่งเป็นช่วง 3 เดือนแรก จะทำการสนับสนุนให้ประชาชนมาเติมน้ำมัน E20 เพิ่มขึ้น ทั้งการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาสนับสนุนด้านราคา ต่อจากนั้นช่วง 3 - 6 เดือน ก็ทำการกำหนดให้โรงกลั่นน้ำมันหยุดทำการผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 พร้อมใช้กลไกราคาให้โซฮอล์ 91 กับโซฮอล์ 95 มีราคาเท่ากัน ลดส่วนต่าง E20 ให้ถูกกว่า 95 และเมื่อครบแผนการ 9 เดือน ก็เชื่อว่าจะสามารถดันให้ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานได้เต็มรูปแบบ . แล้วรถยนต์รุ่นเก่าจะทำอย่างไร?...ทางแรกอาจจะเปลี่ยนไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ก่อน เพราะยังไม่ยกเลิก ซึ่งมีราคาสูงกว่า 91 ไม่มากนัก หากรวมๆ กับประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่ดีขึ้นก็ถือว่ารับได้อยู่ อีกทางที่สายประหยัดสามารถเลือกได้นั่นคือ การนำรูปไปติดกล่องจูนเครื่องยนต์ให้รองรับน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ E20 หรือ E85 แต่ต้องยอมรับว่าการจะไปติดกล่องอะไรก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นกับเครื่องยนต์ ส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของท่อน้ำมันเร็วขึ้น ยิ่งหากถึงคราวซวยเจอช่างหรืออู่รถติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็ย่อมมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่งอกมาอีกด้วย . หากทางเลือกแรกไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งการจูนกล่องเครื่องยนต์ให้รองรับ หรือเปลี่ยนน้ำมัน ยังไม่โดนใจคุณ ทางเลือกอื่นก็ยังมีให้ แต่ทางนี้ต้องเป็นคนที่ทำใจได้ตอนขายรถ เนื่องจากให้นำรถไปติดแก๊ส เพราะแก๊ส LPG NGV ใดๆ ก็ตามจะทำให้รถยนต์สุดรักของคุณราคาตกลงไปด้วย ประกอบกับความเสี่ยงจากความร้อนในการเผาไหม้ระบบแก๊ส สูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วขึ้นกว่าเดิม รถยนต์เสื่อมสภาพไวกว่าปกติ และเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ออกแบบมาให้ทนความร้อนสูงมากนัก รวมถึงโอกาสเวลาเกิดอุบัติเหตุมักจะรุนแรงกว่า แม้อุบัติเหตุบนถนนไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ยิ่งเกิดขึ้นกับรถติดแก๊สนั้นจะยิ่งอันตราย เพราะแก๊สรั่วแล้วติดไฟได้ง่าย ด้วยคุณสมบัติการเป็นเชื้อเพลงชั้นดี ฉะนั้นต้องมองให้หลายมิติ . ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะทางเลือกอื่นๆ ก็ยังมี ไม่ว่าจะเป็นการยกเครื่องยนต์ใหม่ ใส่เครื่องยนต์ตัวใหม่เลย ไปจนถึงหาเครื่องยนต์เก่าตามเซียงกงมาให้อู่รถจัดการให้ แต่ต้องมีความเชี่ยวชาญเสียหน่อย และทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ที่มีกำลังทรัพย์อาจเลือกการเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ ที่ตอบโจทย์มากกว่า อย่างไรก็ตามต้องคำนวนค่าใช้จ่ายที่ตามมาด้วย ดีไม่ดีอาจจะเข้าสุภาษิตที่ว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายเอาได้ . ทั้งนี้ การจะเคาะเริ่มการยกเลิกเมื่อไหร่นั้น ยังต้องดูความชัดเจนจากเจ้ากระทรวงพลังงานอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะประกาศชัดๆเมื่อใด . #น้ำมัน #แก๊สโซฮอล์ #91 #E20 #พลังงาน
    ไม่ระบุชื่อ
     •  2 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    เตือนผู้เลี้ยงสุนัข หน้าฝนนี้เห็บสุนัขอาจเข้าหูคนได้ จริงหรือคะ
    โรงพยาบาลสิชล นครศรีธรรมราช โพสต์เตือนภัยในช่วงหน้าฝน สำหรับใครที่เลี้ยงสุนัข ระวังเห็บจะเกาะตามอวัยวะ โดยระบุข้อความว่า หน้าฝนนี้ ใครเลี้ยงหมาไว้ต้องดูดี ๆ ระวังเห็บหมาเข้าหู หลังจากมีผู้ป่วยรายหนึ่งเดินทางมารักษาด้วยอาการเจ็บหู เมื่อส่องกล้องดู คุณหมอถึงกับตกใจเมื่อเจอเห็บหมาตัวใหญ่ที่ดูดเลือดคนไข้อิ่มแล้ว และพบว่าเห็บมาตัวดังกล่าวยังไม่ตายแล้วพร้อมวางไข่ในรูหูอีกด้ว ทั้งนีส่วนวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากมีแมลง เห็บ หรือ สิ่งแปลกปลอมเข้าหู ควรรีบเอียงศีรษะข้างที่แมลงเข้าไปในหูขึ้น แล้วใช้เบบี้ออยล์ น้ำมันมะกอก น้ำมันพืช หรือยาหยอดหู ค่อย ๆ หยอดลงไป โดยดึงใบหูไปด้านหลังเพื่อให้รูหูอยู่ในแนวตรง ให้แมลงสามารถหนีขึ้นหรือลอยขึ้นมาได้ หากแมลงเข้าไปในหูแล้วมีอาการเจ็บภายใน ไม่ควรหยอดน้ำมันใด ๆ ลงไป เพราะอาจจะทำให้อาการยิ่งรุนแรงขึ้น และไม่ควรใช้นิ้วมือหรือสิ่งของลงไปแคะหรือเขี่ย เพราะอาจจะทำให้แมลงยิ่งลงไปลึกกว่าเดิม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อช่วยนำออกให้ทันที
    anonymous
     •  4 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    เผยค่าความดันใหม่จากสหรัฐ และ เรื่องการกินข้าวร้อนๆเป็นอันตราย จริงหรือ
    มีการแชร์ข้อมูลในโลกออนไลน์ โปรดแบ่งปันข้อมูลใหม่นี้กับเพื่อนและครอบครัวของคุณ A.S.A.P. ประกาศโดย Dr.Mingxiong Guo (Jing Qi) 🇺🇸สหรัฐอเมริกาได้กำหนดอย่างเป็นทางการว่าความดันโลหิตมาตรฐานคือ 150/90 สำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปและสำหรับผู้สูงอายุปกติที่อายุมากกว่า 80, 160 หรือ 170 ก็เป็นที่ยอมรับเช่นกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราทุกคนได้รับผลกระทบจาก "มาตรฐานเดิม" (ไม่เกิน 120) ที่มุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ทางธุรกิจทางการแพทย์ในอดีตซึ่งก่อให้เกิดภาระทางจิตใจของความดันโลหิตสูงที่ไม่จำเป็นต่อผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 หรือ 70 ปี! จากนี้เราต้องแก้ไขความคิดผิด ๆ ที่สอนโดยแพทย์ โปรดดูรายงานต่อไปนี้ 〖โปรดดูที่การแบ่งปันความดันโลหิต〗: ล้มล้างความเข้าใจเรื่องความดันโลหิตปกติ! ความดันโลหิตปกติสำหรับวัยต่างๆควรเป็นอย่างไร? ความดันโลหิตซิสโตลิกปกติ = ความดันโลหิตซิสโตลิกที่คำนวณได้ของ Wu = (อายุ 82 ปีขึ้นไป) ตัวอย่าง: อายุ 75 ปี = 82 + 75 = 157 【สรุปแล้ว】 ความดันโลหิตซิสโตลิกปกติ: ชาย = 82 + อายุ, หญิง = 80 + อายุ, ตัวบ่งชี้สุขภาพ (ปกติ): วัดความดันโลหิตซิสโตลิก = ความดันโลหิตซิสโตลิกปกติ Guo Mingxiong (Zong Qi) 102 คณบดีโรงพยาบาลที่สามของวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งบอกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปีไม่สามารถมีความดันโลหิตสูงต่ำกว่า 130 ได้มิฉะนั้นจะมีแนวโน้มที่จะเกิดความดันเลือดต่ำและเป็นลมได้ ความดันโลหิตสูงระหว่าง 150 ถึง 130 ปลอดภัยกว่า จะดีกว่าที่จะสูงกว่า , อย่าต่ำ. น้ำตาลในเลือดก็เช่นเดียวกัน มาตรฐานควรจะผ่อนคลายเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารของผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุมากกว่า 60 ปีควรควบคุมให้อยู่ที่ประมาณ 6.5 ผู้ที่อายุมากกว่า 70 ปีควรควบคุมให้อยู่ที่ประมาณ 7.5 และส่วนใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 80 ปีไม่ควรเกิน 8.0 เป็นครั้งคราวประมาณ 8.5 อันตรายของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำยิ่งน่ากลัว 😱ขอให้ทุกครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรง! มีสาร "ต้านมะเร็งลำไส้" ในข้าว! กินข้าวมั้ย? กินตอนร้อนๆ? ปล่อยให้เย็นดีกว่าไหม ฉันเคยทำข้าวและฉันมักจะกลัวความหนาวเย็นดังนั้นฉันจึงขอให้ครอบครัวของฉันกินในขณะที่อากาศร้อน ไม่ถูกต้อง! มีสารชนิดหนึ่งในข้าวที่สามารถต้านมะเร็งลำไส้ได้เรียกว่าแป้งดื้อยา ข้าวสุกจะผลิตแป้งที่ต้านทานได้มากขึ้นเมื่อถูกทำให้เย็นลง ดังนั้นหลังจากข้าวสุกแล้วให้เปิดฝาและใช้ช้อนคนข้าวเพื่อให้ข้าวกระจายความร้อน เมื่อข้าวถึงอุณหภูมิปานกลางให้กินอีกครั้งและแป้งที่ทนต่อจะถูกผลิตขึ้น ข้าวชนิดนี้เนื่องจากมีแป้งที่ดื้อยามากกว่าจึงไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนแป้งดื้อยาเป็นน้ำตาลซึ่งดีต่อการลดน้ำหนักและควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ง่ายขึ้น ยังป้องกันมะเร็งลำไส้ได้ดีมาก * รีบเปลี่ยนแนวคิดการกินแบบเดิม ๆ ! เริ่มตั้งแต่วันนี้เรามาเปลี่ยนนิสัยการกินแบบเดิม ๆ ในขณะที่ร้อนกันเถอะ! นี่นึกว่ากินซูชิก็ดีเหมือนกัน ไม่น่าแปลกใจที่ชาวญี่ปุ่นมีอายุยืนยาว พวกเขาไม่เพียง แต่กินปลาทะเลจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังกินข้าวทางวิทยาศาสตร์ด้วย เป็นข้าวปั้นซูชิและเค้กเย็น ปล. หลังจากอ่านแล้วโปรดอย่าขี้เหนียวและส่งต่อให้เพื่อนโดยเร็วที่สุด
    anonymous
     •  2 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    อย่าเชื่อผมนะ ทำไมประเทศไทยจึงมีระบบสาธารณะสุขอันดับ 6ของโลก ส่วนตัวผมแล้ว เชื่อมั่นว่าสถาบันกษัตริย์ มีส่วนสำคัญในการผลักดันระบบสาธารณะสุขไทยอย่างมหาศาล นี่คือคุณูปการอันใหญ่หลวง เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เข้าใจว่า สถาบันกษัตริย์ทำอะไรให้ประเทศนี้บ้าง วันนี้สิ่งที่เราเผชิญอยู่คือโรคระบาดไวรัสร้ายแรง ถ้าเราไม่มีระบบสาธารณะสุขที่ดีเราคงแย่กว่านี้ เราควรเรียนรู้ที่มาที่ไปว่า การสาธารณะสุขไทยเป็นอันดับ 6ของโลกได้อย่างไร ไม่ใช่คำตอบสั้นๆว่า คนไทยเก่ง คนไทยฉลาด ถ้าคนไทยเก่งคนไทยฉลาด แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ก็คงไม่ได้พัฒนาความเก่งของตน สถาบันกษัตริย์เห็นการไกลในอนาคตว่าเราจะพบกับปัญหาอะไร ต้องการสร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพให้กับคนในชาติ จึงให้ทุนไปเรียนแพทย์และด้านอื่นๆ คนรุ่นใหม่ อยากให้ไปหาคำตอบว่าแต่ละปีทุนที่ให้ไปเรียนต่อเกี่ยวกับด้านสาธารณะสุขมีเท่าไร จากอดีตถึงปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์ ให้ทุนไปแล้วเท่าไร แล้วไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศว่าเขามีอย่างเราไหม แล้วโรงพยาบาลหลายแห่งที่คุณและพ่อแม่ของคุณใช้บริการอยู่ ก่อตั้งมาตั้งแต่เมื่อไร แล้วใครก่อตั้ง แล้วทุนก่อตั้งมาจากไหน ถ้าคุณรู้แล้ว คุณจะเห็นวิสัยทัศน์และคุณูปการของสถาบันกษัตริย์และความเอาใจใส่ดูแลประชาชนของท่าน ที่ปกครองด้วยระบบพ่อปกครองลูก สถาบันบำราศนราดูร(โรงพยาบาลโรคติดต่อ)ได้ตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2448 ในสมัยรัชการที่5 สมัยนั้นยังเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราช(พ่อปกครองลูก) นี่แหละที่เรียกว่า บำบัดทุกข์บำรุงสุข โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลกลาง และอื่นๆ ระบบสุขาภิบาลแห่งแรกที่ท่าฉลอม ก็ก่อตั้งมาเป็นร้อยปีช่วงนั้นเช่นกัน นี่คือรากฐานระบบสาธารณะสุขของไทย มาถึงยุคประชาธิปไตย สถาบันกษัตริย์ก็ยังมีบทบาทสำคัญมากต่อการสาธารณะสุขไทย ลองพิมพ์ คำว่า "ประวัติ รพ.รามาธิบดี" จะได้คำตอบว่า รัชการที่9 ได้ให้ที่ดิน120ไร่ เป็นพื้นที่โรงพยาบาล พื้นที่วิทยาลัยการแพทย์และอื่นๆ ยกตัวอย่างเพียงแห่งเดียว เห็นรึยังว่าสถาบันกษัตริย์ มีส่วนส่งเสริม สนับสนุนขนาดไหน มาถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชที่ร10ทรงดำหริให้สร้างและเป็นองค์อุปถัมภ์มีอยู่ถึง 21 แห่งทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งขณะนี้ก็ได้รองรับคนป่วยโรคโควิดและรักษาโรคทั่วไปได้อย่างทั่วถึง รวมถึงมองเห็นการณ์ไกลถึงศาสนาได้จัดสร้างโรงพยาบาล50พรรษามหาวชิราลงกรณ ให้พระภิษุสงฆ์ ที่อุบลราชธานี สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ใครเป็นผู้ก่อตั้ง ใครเป็นผู้ดำเนินงาน แล้วท่านทำเพื่อใคร และปัจจุบันเขามีโรคระบาดทั่วโลกใครละที่มุ่งมั่นหาเครื่องมือแพทย์มาให้หมอและพยาบาลรักษาชีวิตประชาชน ประชาชนของใคร อยากให้คนรุ่นใหม่ ศึกษาประวัติศาสตร์ และปรากฏการณ์ให้ลึกซึ้ง ชัดเจน ก่อนเชื่อคำพูดใดๆจากใคร ให้ใช้หลัก "กาลามสูตร"ของพระพุทธเจ้า ว่าอย่าเชื่อง่าย ต้องศึกษาและพิสูจน์ด้วยตนเอง เมื่อเด็กรุ่นใหม่ได้รู้ถึงที่มาที่ไปการสาธารณะสุขไทย คงเข้าใจแล้วว่าที่เรา "อยู่เย็นเป็นสุข" มาจนถึงทุกวันนี้เพราะใคร ถึงเวลาที่คนไทยโดยเฉพาะคนไทยรุ่นใหม่มีความซื่อสัตย์​ มีความกตัญญู​ มีความยุติธรรม​ต่อสถาบันกษัตริย์​ไทยราชจักรีวงศ์... และบรรพบุรุษ​ของคนไทยทุกคน.... สาธุ​
    ไม่ระบุชื่อ
     •  6 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ขอความข้างต้น...ในฐานะที่ผมทำงานด้านวิศวโยธา....ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงกล่าวคือ ความชื้นที่หยุดการเคลื่อนตัวในท่อดัทท์จะสะสมเมื่อเทียบอายุการหยุดการทำงานกระทันหันเป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือน เชื้อราอันประกอร์บด้วยความแห้งของอากาศที่ไม่มีการหมุนเวียน(ปิดเครื่องการทำงานมานาน)จะสะสมในแนวท่อดัทท์เป็นแผ่นยางๆตลอดความยาวของท่อในทุกๆชั้นของห้าง....(อันตรายอยู่ตรงจุดนี้)....เมื่อห้างเปิดใช้งาน(ให้สังเกตุผนังภายในร้านทุกร้านเลือกดูจุดที่สูงๆจะเห็นคราบของเชื้อราเกาะติดในผนังและพื้นทั่วไป(สอนค้าทุกชนิดจะขึ้นราย้ำทุกชนิด...แต่ทางห้างจะทำความสะอาดไม่ให้เรามองเห็นเพื่อเปิดห้าง....ในจุดที่อันตรายที่สุดเมื่อห้างเปิด ทางห้สงจะเปิดแอร์ในห้างทุกชั้น เมื่อเครื่องเดินระบบการถ่ายเทหมุนเวียนภายในห้าง คอยร้อนและคอยเย็นของระบบทำงานหมุนเวียนถ่ายเทความเย็นลงสู่พื้น อากาศภายในห้างจะมีการหมุนเวียนผ่านท่อดัทท์(ท่อส่งความเย็น)....จังหวะนี้แหละที่เชื้อราที่จับภายในผิวท่อดัทท์จะถูกแรงลมภายในท่อดันให้เชื้อราลอยออกมาพร้อมๆกับความเย็นและส่งผ่านช่องแอร์ลงสู่พื้นอย่างต่อเนื่องการหมุนเวียนของความเย็นจะปะปนกับเชื้อราลอยอยู่ในห้าง เราจะหายใจเอาเชื้อราเข้าสู่ปอดโดยไม่รู้ตัวครับ อธิบายง่ายๆคงเข้าใจในระดับหนึ่งนะครับ....ถ้าเป็นผม....ผมแนะนำให้ห้างเปิดสัก 7 วีน แล้วค่อยเข้าไปภายในห้าง...เพื่อปล่อยให้เชื้อราที่ปลิวอยู่ในอากาศภายในห้างให้เหลือน้อยที่สุดและเจือจางน้อยที่สุด...หวังว่าคงเป็นประโยชน์แก่ทุกท่าน...ขอบคุณบทความข้างต้นที่นำเสนอให้เห็นถึงภัยของเชื้อราหลังจากที่มีการสั่งปิดห้างฯกระทันหัน(บทเรียนที่รัฐฯไม่ควรมองข้ามก่อนการสั่งการให้ยุติ....แบบกระทันหัน)
    ไม่ระบุชื่อ
     •  5 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ช่วยแบ่งปันโพสต์นี้ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ " การกินผลไม้ในตอนท้องว่าง " สิ่งนี้จะเปิดดวงตาของคุณ! อ่านให้จบ และส่งมันให้กับรายชื่อ e-list ของคุณทั้งหมด ฉันเพียงทำมัน ! ดร. สตีเฟ่น หมาก ทำการรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายโดยวิธีการ “Un-Orthodox”และผู้ป่วยจำนวนมากฟื้นตัว ก่อนที่เขาได้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อกำจัดการเจ็บป่วยของผู้ป่วยของเขา เขาเชื่อในการรักษาโดยทางธรรมชาติในร่างกายต่อความเจ็บป่วย ช่วยดูบทความของเขาด้านล่าง มันเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการรักษาโรคมะเร็ง เมื่อเร็วๆนี้ อัตราความสำเร็จของฉันในการรักษาโรคมะเร็งคือประมาณ 80% ผู้ป่วยโรคมะเร็งไม่ควรตาย การรักษาโรคมะเร็งถูกค้นพบแล้ว – มันอยู่ในวิธีที่เรากินผลไม้ ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ ฉันขอโทษสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายร้อยคน ที่ตายภายใต้การรักษาธรรมดาทั่วไป " การกินผลไม้ " เราทุกคนคิดว่าการกินผลไม้ หมายถึงเพียงแค่ การซื้อผลไม้ ตัดมัน และก็ใส่มันเข้าไปในปากของเรา มันไม่ง่ายอย่างที่คุณคิด มันสำคัญที่จะทราบวิธีการและ * เมื่อไหร่ * ที่จะกินผลไม้ วิธีที่ถูกต้องของการกินผลไม้อย่างไร? มันหมายถึง " ไม่กินผลไม้ " หลังมื้ออาหารของคุณ ! ผลไม้ควรกินในตอนท้องว่าง ถ้าคุณกินผลไม้ในตอนท้องว่าง มันจะมีบทบาทสำคัญ ในการล้างพิษในระบบของคุณ, ให้การจัดการที่ดีของพลังงาน เพื่อลดน้ำหนัก และกิจกรรมในชีวิตอื่น ๆ แก่คุณ " ผลไม้เป็นอาหารที่สำคัญที่สุด " สมมติว่า .. คุณกินสองชิ้นของขนมปัง แล้วชิ้นหนึ่งของผลไม้ ชิ้นของผลไม้ > พร้อมที่จะผ่านตรงไปสู่กระเพาะลงไปในลำไส้ > แต่มันถูกขัดขวางจากการทำเช่นนั้น เนื่องจากขนมปังถูกกินก่อนผลไม้ ในระหว่างนั้น อาหารทั้งมื้อของขนมปังและผลไม้นั้น จะเน่าเปื่อย และบูด และเปลี่ยนเป็นกรด ในนาทีที่ผลไม้เข้ามาสัมผัสกับอาหาร ในกระเพาะอาหาร และน้ำย่อย, มวลอาหารทั้งหมดเริ่มที่จะเปื่อยเน่า ดังนั้นโปรดกินผลไม้ของคุณในตอน * ท้องว่าง * หรือก่อนมื้ออาหารของคุณ! คุณเคยได้ยินคนบ่น : ทุกครั้งที่ ฉันกินแตงโม-ฉันเรอ เมื่อฉันกินทุเรียน-ท้องของฉันพองขึ้น เมื่อฉันกินกล้วย-ฉันรู้สึกเหมือนวิ่งเข้าห้องน้ำ ฯลฯ .. ฯลฯ .. จริง .. ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าคุณกินผลไม้ตอนท้องว่าง ผลไม้ผสมกับการเน่าเปื่อยของอาหารอื่น ๆ และผลิตก๊าซ และด้วยเหตุนี้ ตัวคุณจะขยาย! ผมสีเทา, หัวล้าน, การระเบิดทางประสาท และรอยคล้ำใต้ดวงตา ทั้งหมดเหล่านี้จะ * ไม่เกิดขึ้น * ถ้าคุณกินผลไม้ตอนท้องว่าง ไม่มีสิ่งเช่นนั้นหรอก ที่ผลไม้บางอย่าง เช่นส้มและมะนาวเป็นกรด เพราะผลไม้ทั้งหมด > กลายเป็นด่างในร่างกายของเรา ตามที่ ดร.เฮอร์เบิร์ด เชลตัน ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าคุณได้เข้าใจถ่องแท้ วิธีที่ถูกต้องของการกินผลไม้ คุณมี * ความลับ * ของความงาม อายุยืน สุขภาพ พลังงาน ความสุข และน้ำหนักที่ปกติ เมื่อคุณต้องการดื่มน้ำผลไม้ - ดื่มเพียงแค่ * น้ำผลไม้สดเท่านั้น * ไม่ใช่จากกระป๋อง แพ็ค หรือฃวด อย่าแม้แต่ .. จะดื่มน้ำผลไม้ที่ผ่านการทำให้ร้อนขึ้น อย่ากินผลไม้ปรุงสุก เพราะคุณไม่ได้รับสารอาหารทั้งหมด คุณจะได้รับรสชาติของมัน การปรุงสุก ทำลายวิตามินทั้งหมด แต่กินผลไม้ทั้งผล จะดีกว่า การดื่มน้ำผลไม้ หากคุณควรดื่มน้ำผลไม้สด ดื่มมันคำหนึ่ง โดยคำหนึ่งช้าๆ เพราะคุณต้องปล่อยให้มัน > ผสมกับน้ำลายของคุณ ก่อนที่จะกลืนกินมันลงไป คุณสามารถดำเนินต่อไป ในการกินมังสวิรัติผลไม้ 3 วัน เพื่อทำความสะอาด หรือล้างพิษในร่างกายของคุณ เพียงแต่ กินผลไม้ และดื่มน้ำผลไม้สด ตลอดทั้ง 3 วัน แล้วคุณจะต้องแปลกใจ เมื่อเพื่อนของคุณ บอกคุณว่า คุณดูเปล่งประกายอย่างไร! กีวี : เล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่ นี้เป็นแหล่งที่ดีของ โพแทสเซียม, แมกนีเซียม, วิตามินอี และไฟเบอร์ ปริมาณวิตามินซีของมันคือ สองเท่าของส้ม แอปเปิ้ล : แอปเปิ้ล 1 ผล ต่อวัน ช่วยให้ห่างไกลจากแพทย์? แม้ว่าแอปเปิ้ลมีปริมาณวิตามินซีต่ำ แต่ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระ และ flavonoids ซึ่งจะช่วยเพิ่มการทำงานของวิตามินซี จึงช่วยในการลดความเสี่ยงของ มะเร็งลำไส้ใหญ่ หัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมอง สตรอเบอร์รี่ : ผลไม้ป้องกัน สตรอเบอร์รี่มีความสามารถ ในการต้านอนุมูลอิสระสูงสุดในบรรดาผลไม้ที่สำคัญ และป้องกันร่างกายจากโรคมะเร็ง หลอดเลือดอุดตัน และอนุมูลอิสระ ส้ม : ยาที่หวานที่สุด กินส้ม 2-4 ผลต่อวัน อาจช่วยขจัดโรคหวัดออกไป, ลดคอเลสเตอรอล, ป้องกันและละลายนิ่วในไต, และลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ แตงโม : ดับกระหายที่ยอดที่สุด ประกอบด้วยน้ำ 92% มันถูกบรรจุด้วยปริมาณ " กลูตาไธออน " จำนวนมากมาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเรา พวกเขายังเป็นแหล่งสำคัญของ " ไลโคปีน " อนุมูลอิสระที่ต่อสู้กับโรคมะเร็ง สารอาหารอื่นๆ ที่พบในแตงโม คือ วิตามินซี และโพแทสเซียม ฝรั่ง และมะละกอ : รางวัลสูงสุดสำหรับวิตามินซี พวกเขาเป็นผู้ชนะที่ชัดเจน สำหรับปริมาณวิตามินซีสูงของพวกเขา ฝรั่ง-ยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งจะช่วยป้องกันอาการท้องผูก มะละกอ-อุดมไปด้วยแคโรทีนๆนี้ เป็นสิ่งที่ดี สำหรับดวงตาของคุณ ################## การดื่มน้ำเย็น หรือเครื่องดื่มเย็นหลังอาหาร = มะเร็ง คุณสามารถเชื่อสิ่งนี้หรือไม่? สำหรับผู้ที่ชอบดื่มน้ำเย็น หรือเครื่องดื่มเย็น, บทความนี้เหมาะสมกับคุณ อย่างไรก็ตาม น้ำเย็น หรือเครื่องดื่มเย็น จะทำให้ของมันๆที่คุณเพิ่งจะได้กินเข้าไป-แข็งตัว จะทำให้การย่อยอาหารช้าลง ครั้งหนึ่ง “ ตะกอนนี้ ” จะทำปฏิกิริยากับกรด จะแยกตัว และถูกดูดซึมโดยลำไส้ เร็วกว่าอาหารที่เป็นของแข็งจะเรียงตัวที่ลำไส้ ในไม่ช้า จะกลายเป็นไขมัน และนำไปสู่โรค​​มะเร็ง! มันดีที่สุด ที่จะดื่ม น้ำซุปร้อนหรือน้ำอุ่น หลังอาหาร หมายเหตุที่สำคัญ เกี่ยวกับหัวใจวาย กระบวนการหัวใจวาย : ( สิ่งนี้ไม่ตลก! ) ผู้หญิงควรจะทราบว่า > ไม่ใช่ทุกอาการหัวใจวาย จะเป็นการเจ็บปวดที่แขนซ้าย โปรดระวังความเจ็บปวดที่รุนแรง ในแนวกราม ขากรรไกร คุณอาจจะไม่เคยเจ็บหน้าอก เป็นอันดับแรก ระหว่างในช่วงของหัวใจวาย อาการคลื่นไส้ และเหงื่อออกมาก คือ อาการทั่วไปด้วย หกสิบเปอร์เซ็นต์ ของคนที่มีอาการ " หัวใจวายขณะที่พวกเขานอนหลับ " จะไม่ตื่นขึ้นมา อาการปวดกราม สามารถให้คุณตื่นขึ้นมา จากการหลับสนิท โปรดระมัดระวังและเฝ้าระวัง ยิ่งเรารู้ เรายิ่งมีโอกาสที่ดีกว่า ที่เราสามารถอยู่รอดได้ แพทย์โรคหัวใจพูดว่า : ถ้าทุกคนที่ได้รับอีเมล์นี้ โปรดส่งมันให้กับ 10 คน คุณสามารถแน่ใจได้ว่า เราจะรักษาอย่างน้อยที่สุด หนึ่งชีวิตไว้ ดังนั้นช่วยทำ อย่างน้อยที่สุด 1 งานที่ดี ในวันนี้
    ไม่ระบุชื่อ
     •  2 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ในงานศพของคุณฉลบชลัยย์ พลางกูร ภรรยาของอดีตเสรีไทย คุณจารึก พลางกูร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีพวกเสื้อแดงและนิยมเสื้อแดง แห่กันไป นัยว่าอาลัยท่านหนักหนา แต่พออ่านหนังสือที่แจกในงานศพท่าน ก็อึ้งกันไปตามๆ เพราะท่านฝาก"ด่า" อย่างงี้ "Everything Happens For A Reason" "ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระคถาคตทรงแสดงเหตุเกิดขึ้น และดับไปของธรรมเหล่านั้น" > ในจักรวาลนี้ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นด้วยเหตุและผลทั้งสิ้น,... . @@@: หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) แกนนำคนสำคัญของคณะราษฏร์ แต่งงานกับนางสาว พูนศุข ณ ป้อมเพชร,... ท่านเป็นผู้นำคนแรกของไทย ที่มีความปรารถนาจะเป็นประธานาธิบดี ครั้งที่ทำการปฏิวัติฯ ท่านเคยใช้ถ้อยคำรุนแรง กล่าวจาบจ้วงโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์,... ครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ พระองค์ทรงตรัสถามว่า -"ใครในคณะราษฏร์ เป็นผู้เขียนข้อความปราศรัยโจมตีเรา"?,... > นายปรีดี มีความเป็นลูกผู้ชายพอ,... ถวายบังคมทูลว่า -"ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ ข้าพระพุทธเจ้าเป็น ผู้เขียนบทความเองพระพุทธเจ้าข้า",... รัชกาลที่ ๗ ตรัสถามว่า -"ท่านเขียนสิ่งที่ไม่เป็นความจริงเช่นนั้น กล่าวหาเราได้อย่างไร"?,... > พระอาญามิพ้นเกล้าฯ -"เมื่อทำการใหญ่ถึงขั้นปฏิวัติแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าต้องการจะเอาชนะ จึงเขียนข้อความเช่นนั้นเพื่อปลุกปั่นประชาชนให้เชื่อถือ....เพราะหากว่าแพ้แล้ว หมายถึงเป็นกบฏ และต้องตายสถานเดียว จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อจะให้ได้ชัยชนะ พระพุทธเจ้าข้า" WOW !!!,... และนั่นคือครั้งแรก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ทรงแย้มสรวลพระโอษฐ์ได้,... ตรัสชมนายปรีดีว่า:- "ดีมากลูกผู้ชายกล้าทำ (ชั่ว) ก็กล้ารับ" ---------------- @@@: คุณทักษิณ ชินวัตร / มีหลายอย่างที่เหมือนนายปรีดี พนมยงค์ คือนอกจากจะเป็นคนเรียนเก่ง ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และอยากจะเป็นประธานาธิบดีแล้ว,... สิ่งที่เหมือนอย่างไม่น่าเชื่อคือ คุณทักษิณ แต่งงาน กับนางสาว พจมาน ณป้อมเพชร,... วันนี้คุณทักษิณ ไม่มีแผ่นดินอยู่เหมือน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม,... มีความเป็นไปได้สูงว่า คุณทักษิณอาจจะไม่ได้กลับมาตายบนผืนแผ่นดินไทยเช่นเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่คุณทักษิณ ไม่เหมือนกับนายปรีดีคือ -"คุณทักษิณไม่เคยยอมรับความจริง"!!!,... ----------------- @@@ : คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,... เป็นบุตรชายของ พญ.สดใส เวชชาชีวะ,... ซึ่งท่านพญ.สดใส เป็นหลานตาของ - "หลวงพิพิธพจการ"- (แจ่ม สูตะบุตร) หรืออีกนัยหนึ่งคือ (หลวงพิพิธพจการ) คือทวดของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั่นเอง,... เชื่อหรือไม่ ?,... ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีอั้งยี่กลุ่มหนึ่งชื่อ-"คณะยี่เฮ็ง"- อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี สร้างความเดือดร้อน ให้คนไทยเป็นอย่างมาก,... หัวหน้าแก๊งอั้งยี่ชื่อ-"นายง่วนเส็ง แซ่คู"- เคยถูกพิพากษาจำคุกที่จังหวัดตราด โดยหลวงพิพิธพจการ. (แจ่มสูตบุตร)เมื่อครั้งที่ท่านเป็นผู้พิพากษา,... > หลายปีต่อมาพอนายง่วนเส็ง พ้นโทษจึงย้ายมาอยู่จันทบุรี / พอรู้ข่าวว่าหลวงพิพิธพจการ มาประจำอยู่จังหวัดจันทบุรี > นายง่วนเส็งจึงส่งคนไปทำร้ายหลวงพิพิธฯ > เมื่อถูกจับอีกครั้งจึงถูกส่งตัวมาติดคุกยาวที่กรุงเทพฯ,... *** มีปรากฏหลักฐานทางจดหมายเหตุว่า,... นายง่วนเส็ง เป็นพ่อของนาย-"ซุนเซียง"- ซึ่งอพยพย้ายครอบครัวจากจันทบุรีขึ้นไปอยู่เชียงใหม่ ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่นแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น-"นายเลิศ ชินวัตร"- YOOOO!!!,... นายเลิศ ชินวัตร, ท่านคือเตี่ยของคุณทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง !!!,... *** ใช่ครับ, ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ,... ใครทำกรรมใดย่อมได้รับผลกรรมนั้นๆ,... และใครทำบุญใด ผลบุญนั้นย่อมตอบสนองเช่นเดียวกัน !!!,... วาทะเติ้งเสี่ยวผิง "อย่าตอบแทนบุญคุณส่วนตัว ด้วยผลประโยชน์ประเทศชาติ" รัฐบุรุษผู้พลิกเปลี่ยนประเทศจีน จากยากจนมาเป็นมหาอำนาจของโลกในปัจจุบันนี้ ได้เปิดเผยเรื่องของตนเอง ต่อไปนี้ว่า :- ขณะที่ตนถูกแก๊งอ้อฟโฟร์ ซึ่งนำโดยภรรยาเหมา นางเจียงจิง กล่าวโทษและตามล่าเป็นครั้งที่สองนั้น เขาได้หลบซ่อนตัวอยู่ในกรมทหารทางใต้ของจีน ซึ่งเจ้ากรมทหารนั้นเป็นเพื่อนกัน ให้การปกป้องเขาอยู่ ครั้นเขากลับมามีอำนาจอีกครั้ง เจ้ากรมทหารเพื่อนกันคนนั้น ก็เอ่ยปากขอตำแหน่งให้ตนเอง ในฐานะมีบุญคุณส่วนตัว เติ้งได้กล่าวต่อเพื่อนว่า "อันบุญคุณของท่าน ที่ช่วยข้าพเจัาส่วนตัวนั้น ข้าฯก็เห็นแจ้งอยู่ หากท่านตัองการอะไรจากข้าฯเป็นส่วนตัวแล้วไซร้ ข้าฯก็ยินดี ตอบสนองคุณท่าน มิได้ลืม แต่ประเทศชาติ หาได้เป็นหนี้บุญคุณต่อท่านไม่ ข้าฯ มิอาจตอบแทนบุญคุณส่วนตัว ดัวยผลประโยชน์ของชาติได้" อุธาหรณ์จากเรื่องดังกล่าว ถ้าพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปัจจุบันนี้ คงเห็นได้ว่า ความล้าหลัง ไร้ประสิทธิภาพ และการโกงกินของนักการเมือง อย่างโจ๋งครึ่มในปัจจุบันนี้ เป็นผลจากการ "ตอบแทนบุญคุณส่วนตัว ด้วยผลประโยชน์ประเทศชาติ" มากมาย นับจากการเอานักเลงหัวไม้มาเป็นรัฐมนตรี จนถึงการซื้อเสียงของประชากรรากหญ้า การที่นักการเมืองขี้โกง ของบฯ ทำความเจริญให้แก่หมู่บ้าน แล้วชาวบ้านแห่กันลงคะแนนเสียงให้ ก็เข้าข่ายเรื่องนี้เช่นกัน หากเห็นด้วยกับผมในบทความนี้ กรุณาส่งต่อให้มากที่สุด เผื่อไม่แน่ เราอาจทำดีเล็กๆน้อยๆ ตอบแทนบุญคุณประเทศชาติได้บ้าง ..ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์..
    ไม่ระบุชื่อ
     •  6 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    อดีตสาวมุสลิม เปลี่ยนมานับถีอพุทธอย่างเข้าถึง จากเฟสsunthorn utaithum พุทธศาสนาไม่ใช่เทวนิยม แต่เป็นอะไรที่มีคุณค่ากว่านั้น" - เอลยานี ยูซุฟ, พุทธศาสนิกชนชาวเลบานอน (Buddhism is Not a Religion—It’s Something Much Better.) Elyane Youssef , a Lebanese Buddhist. ฉันถูกวิจารณ์เยอะเลย พอบอกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธ มาฟังเหตุผลว่าทำไมพุทธศาสนาไม่ใช่เทวนิยมกันค่ะ คนทั่วไปมักเข้าใจว่าพุทธศาสนาก็เหมือนเทวนิยมอื่นๆ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ ฉันเองก็เคยเข้าใจแบบนั้น ก่อนที่จะได้รู้จักจนได้ศึกษา อย่างแรกเลย คำว่า "Religion" ด้วยรากศัพท์แล้วหมายถึง "ระบบความเชื่อที่เน้นศรัทธาและการบูชาต่อพระผู้เป็นเจ้า" หลังจากที่ฉันได้มีโอกาสเดินทางไปที่อินเดียและเนปาล และได้มีโอกาศเที่ยวชมพุทธสถานต่างๆ ฉันได้สังเกตเห็น ว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ระบบความเชื่อดังกล่าว ที่เน้นศรัทธาและการบูชาต่อพระผู้เป็นเจ้า ชาวพุทธไม่ได้เชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ช่วยให้รอดที่มีอำนาจบันดาลดีร้ายได้ เป็นเพียงมนุษย์เหมือนอย่างเราท่าน คือเป็นครูผู้ชี้เหตุและทางแห่งการพ้นทุกข์ก็เท่านั้น แม้พระองค์จะเป็นผู้ทรงคุณด้วยเหตุเป็นผู้ชี้ทางให้สรรพสัตว์พ้นจากการเวียนว่ายในสังสารวัฏ แต่ก็ไม่ทรงปรารถนาให้ใครมาบูชาหรืออ้อนวอนต่อพระองค์ สิ่งเดียวที่ทรงเน้นย้ำก็คือ การได้พิจารณาคำสอนของพระองค์ก่อน ซึ่งถ้าเห็นด้วยปัญญาของตนแล้วว่าเป็นกุศล คือปฏิบัติตามแล้วเกิดเป็นความสุขความเจริญ ก็ให้น้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ แต่ถ้าเห็นว่าไม่ใช่ ก็ไม่มีการบังคับขู่เข็ญใดๆให้ต้องมาเชื่อ ฉันได้เห็นพิธีกรรมต่างๆมากมายตามวัดและสำนักสงฆ์ต่างๆ แต่พิธีกรรมเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อการสวดอ้อนวอนร้องขออำนาจดลบันดาลใดๆ แต่เป็นการแสดงการบูชา คือแสดงความเคารพและสำนึกคุณต่อผู้ที่ได้ชี้ให้เห็นสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิตก็เท่านั้น ซึ่งในบทบูชาเอง ก็ล้วนเป็นการกล่าวถึงความรัก ความเมตตา ที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์โดยไม่มีที่สุดไม่มีประมาณทั้งสิ้น และเมื่อยิ่งมองลึกลงไป พุทธศาสนาไม่มีผู้นำสูงสุด ไม่มีศาสนจักรที่จะมามีอำนาจชี้นำ หรือชี้เป็นชี้ตายในชะตากรรมของใครได้ งั้นถ้าพุทธศาสนาไม่ใช่เทวนิยม แล้วพุทธศาสนาคืออะไร? สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ก็คือ พุทธศาสนาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตรูปแบบหนึ่งเพียงเท่านั้น เป็นปรัชญาที่บอกความจริงของชีวิตตามที่มันเป็นจริง ฉันยอมรับ และก็ไม่อายที่จะบอกด้วยว่า พุทธศาสนาสอนให้ฉันเข้าใจรากเหง้าตัวเอง คือระบบความเชื่อซึ่งฉันได้เติบโตมา รวมถึงระบบความเชื่อต่างๆที่มีอยู่บนโลกใบนี้ ก่อนฉันจะได้รู้จักพุทธศาสนา คัมภีร์ของศาสนาเดิมของฉันเป็นอะไรที่ไม่ต่างกับตำราเรียนภาษาจีนเล่มใหญ่เลย ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมฉันต้องสวดอ้อนวอน ต้องทำนั่นทำนี่ แบบนั้นแบบนี้ หรือต้องเชื่อในสิ่งที่ผู้นำศาสนาบอก โดยไม่อาจสงสัยหรือตั้งคำถามได้ ก่อนหันมานับถือพุทธ ฉันจึงเหมือนถือศาสนาตามบรรพบุรุษไป เขาบอกให้สวดอ้อนวอนพระเจ้าก็สวดไป หวังพึ่งพาแต่กับอำนาจภายนอก โดยไม่เคยหันมาพิจารณาจิตใจของตัวเองซึ่งอยู่ข้างใน และนั่นเองที่เป็นสาเหตุให้ฉันไม่เคยเข้าใจตัวเองเลย พุทธศาสนาสอนให้ฉันพิจารณาตนเองจากภายใน สอนอิสรภาพของจิตและการรู้ตัวอยู่เสมอ พุทธศาสนาทำให้ฉันเข้าใจโลกรอบตัวเอง ฉันเริ่มตระหนักว่าอะไรที่ฉันเองเป็นผู้กระทำ ย่อมส่งผลย้อนกลับมาหาตัวเองเสมอ ไม่ทางกาย ก็ทางความคิด หรือทางอารมณ์ ไม่ได้เกิดจากอำนาจการดลบันดาลจากพระเจ้าที่ไร้ตัวตนเลย พุทธศาสนาสอนฉันให้เข้าใจว่า พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ตัดสินที่จ้องมองฉันมาจากที่ไหนสักแห่ง ความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างฉันกับพระเจ้ามันได้จบสิ้นลงไปแล้ว ทุกอย่างไม่ได้มาจากภายนอก ทุกอย่างล้วนเกิดจากข้างใน คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ แล้วการได้ศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมในทางพุทธศาสนาดีอย่างไร? ทุกคนไม่อาจเชื่อเหมือนกันฉันรู้ มันจึงไม่ผิดถ้าฉันจะเปิดใจ สงสัย หรือขบคิดในสิ่งต่างๆรอบตัว อันเป็นการเปิดโลกทัศน์ของคนเราให้กว้างไกลออกไป พุทธศาสนาไม่เคยสอนให้ฉันต้องศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนว่าฉันเป็นใครมาจากไหน หรือเคยนับถืออะไรมา พุทธศาสนาสนแค่ว่า อะไรคือสัจธรรมความจริง และหนึ่งในสัจธรรมนั้นก็คือ "สรรพสิ่งล้วนมีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา" พุทธศาสนามิได้เล็งเห็นประโยชน์จากการที่มีคนหันมานับถือมากขึ้น แต่ประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นกับตัวผู้ที่น้อมนำหลักธรรมในทางพุทธศาสนาไปยึดถือและปฏิบัติเองนั่นต่างหากที่คือเป้าหมายของพุทธศาสนา คือการเข้าใจชีวิต เข้าใจโลก และเข้าใจตนเอง I get plenty of comments when I say that I am a practicing Buddhist. Here’s why Buddhism is not a religion. Although Buddhism is known worldwide as a religion, for me it is not. Frankly, I used to perceive it as one, before knowing anything about it and delving into its culture. To start off, the word religion means “a system of faith and worship” and “the belief in a superhuman, or god with power.” After visiting India and Nepal, and observing the Buddhist complex, I came to notice that Buddhism is neither a system of faith, nor a god-based institution. Buddhists do not consider the Buddha as a supreme god. For them, he is a man like any other man who’s walked on the earth. Nevertheless, Buddha untangled the reasons of suffering and offered us a concrete way of getting out of them. And although he did offer the world teachings about how to get unstuck from samsara, he insisted that he wanted no worship nor praying. All he asked for is that we must examine his teachings first, and if they do resonate with us, then we practice them. If not, however, we have the utter freedom to leave them. Although I have watched rituals and ceremonies being held at monasteries, I’ve been told that they’re not in any way worship-based. The so-called “worship” that we might see is one that is offered as a way of showing respect and thankfulness to the man who exhibited the truth. Even the prayers that we hear are ones that read compassion, kindness and love to all sentient beings, without any exception. If we look more closely at Buddhism, we can even ascertain that there is no leader in the culture. It insists that there is no authority in Buddhism with the power to decide who is a true Buddhist and who is not, or who is punishable and who is not. If Buddhism isn’t a religion, what is it then? The way I see it, Buddhism is a way of life—it’s a philosophy and a truth that simply represents how things are in life. I must admit (and I’m not ashamed to claim it) that Buddhism has helped me understand the religion I was brought up with, as well as all the other religions in the world. Before being introduced to Buddhism, “holy books” were on par with the Chinese language to me. I couldn’t understand why I was supposed to pray, to attend religious ceremonies or to follow a spiritual leader, without true conviction or belief for what they’re saying. Before Buddhism, I was co-dependent on “God.” I constantly searched outside of myself, and I believe this is why I never found myself. Buddhism helped me look inward. It taught me independence and self-awareness. Through it, I began to understand how the world ticks. It helped me look at myself and take responsibility for my actions, thoughts and emotions, rather than taking refuge in a supreme god. With Buddhism, I came to finally understand that God isn’t a judgmental man who lives in the clouds. I stopped this duality between God and myself. It is not something that is outside of us or something we cannot reach—it is in us. So you might ponder the question—why is it worth looking into Buddhism or practicing it? I utterly believe to each their own—however, I also believe that it is never wrong to live with an open heart and an open mind which expands our knowledge and raises questions in our heads. Unlike other religions, Buddhism doesn’t tell its followers to stick only to its teachings. Buddhists don’t care where you’re from, what you believe in or who you worship. All they care about is that you know the truth—and the truth is: “All compounded things are impermanent.” It’s worth understanding Buddhism, because the final outcome of its purpose is not something that is beneficial to itself—the benefits are for our own sake. The benefit is that we will actually understand the truth of life, our existence and ourselves.
    ไม่ระบุชื่อ
     •  5 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    ข่าวสารจากทีมแพทย์โรงพยาบาลแห่งชาติไต้หวัน(National Taiwan University Hospital-NTUH) ภายในปีนี้ท่านต้องรักษาระยะห่างจากคนอื่นไว้ อย่าพบปะหรือรับประทานอาหารกับบุคคลที่สัมผัสโควิด19 ท่านต้องมีความเข้าใจเรื่องการป้องกันตนเอง อย่าสะเพร่า (I) ขณะผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาล ตรวจพบว่า 1.โควิด19เป็นส่วนผสมของซารส์บวกเอดส์ (SARS บวก AIDS) แพทย์หลายคนถือว่า ผลการตรวจกรดนิวคลิอิคในผู้ป่วยที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลจะกลับไปเป็นบวก นี่ไม่ใช่การกลับไปป่วยซำ้แต่เพราะผู้ป่วยไม่ได้ฟื้นหายอย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งที่ต้องทำกับลักษณะของโควิด19 2.ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของผู้ป่วยโควิด19ถูกทำลายแทบทั้งหมด ซารส์(SARS) คุกคามเพาะปอดเท่านั้นแต่ไม่ได้คุกคามภูมิคุ้มกันของร่างกาย เอดส์(AIDS)คุกคามเฉพาะภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในขณะที่การทำลายอวัยวะของโควิด19เหมือนกับการทำลายของซารส์และเอดส์รวมกัน 3.สาเหตุนำไปสู่การตายของผู้ป่วยซารส์คือ ปอดถูกทำลายอย่างเฉียบพลัน ส่วนสาเหตุนำไปสู่การตายของผูป่วยโควิด19 คือ “การล้มเหลวของหลายอวัยวะ” (II)ภายหลังผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล ศาสตราจารย์ Peng Zhi Yong หัวหน้าแผนก Major Illness โรงพยาบาลZhong Nan มหาวิทยาลัยหวู่ฮั่น เป็นผู้นำทีมในการอภิปราย ดังต่อไปนี้ 1.ผลการตรวจเลือดทางห้องทดลองในผู้ป่วยที่ได้จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว พบว่า ดัชนีเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์(lymphocyte)ไม่ได้กลับคืนสู่ระดับปรกติ ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ 2.การตรวจกรดนิวคลิอิค(nucleic acid)ในผู้ป่วยที่ได้จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลเมื่อไม่นานมานี้มีผลเป็นลบ แต่ระบบภูมิคุ้มกันเลวร้ายมาก ไม่ได้กลับคืนสู่สภาพที่สมบูรณ์เหมือนเดิม ภายหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลแล้วจึงง่ายมากที่กรด นิวคลิอิคของผู้ป่วยจะกลับไปเป็นผลบวก 3.อาการนี้เหมือนกับอาการของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีที่ยังมีไวรัสอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลาอันยาวนาน 4.เวลานี้มีความจำเป็นที่จะต้องค้นหาว่า ผู้ป่วยที่เก็บไวรัสโควิด19ไว้ในร่างกายนั้น สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้หรือไม่ (III) กลุ่มแพทย์ผู้นำด้านการหายของโควิด19 แถลงว่า 1.ก่อนหน้านี้แพทย์มุ่งเน้นด้านการรักษาเบื้องต้นแก่ผู้ป่ายโควิด19 เมื่อผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาล จึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่ปัญหาของการวางกฏเกณฑ์แก่ผู้ป่วยที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาล ศาสตราจารย์ Peng Zhi Yong กล่าวว่า “ในปีหน้า เราจะค้นหาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลว่า ไวรัสที่ยังคงอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยเหล่านั้นสามารถติดต่อหรือมีผลต่อบุคคลรอบข้างหรือไม่” 2.ในกรณีนี้ สงครามพิชิตโควิด19ยังอีกนานกว่าจะจบ ดังนั้น คำแนะนำคือ : อย่างน้อยในปีหน้าถ้าออกนอกบ้านให้ใส่หน้ากาก พยายามหลีกเลี่ยงการพบปะรวมตัวกันหรือเข้าไปอยู่ในที่สาธารณะ ปก พนิดา ดามาพงศ์ ถอดความ 20 เมย.2563
    ไม่ระบุชื่อ
     •  6 เดือนที่แล้ว
    meter: false
  • 1 คนสงสัย
    เหลือเชื่อ! แค่เอาเท้าไปแช่ลงในเกลือ ผลที่ได้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ สำหรับคนรักสุขภาพ!!! เทรนด์ยอดฮิตที่กำลังมาแรงในตอนนี้นอกจากการออกกำลังกายแล้วนั้นคือ “แช่เท้าด้วยเกลือ” ที่ใครก็สามารถทำได้แบบไม่ต้องเสียเงินเข้าสปาเลย แถมได้ประโยชน์มากมายเกิดคาด!! “เท้า” เป็นอวัยวะที่เราใช้งานหนักมาก เพราะไหนจะต้องแบกรับน้ำหนักเราที่มีหลายสิบโลแล้ว เรายังต้องอาศัยเท้าในการเดินหรือทำกิจกรรมอีกมากมายในแต่ละวัน แน่นอนว่าต้องมความเหมื่อยล้าบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบสวมใส่รองเท้าที่มีส้นสูงๆ วันนี้เราจึงขอหยิบยกวิธีการดูแลสุขภาพเท้ามาฝาก นั้นคือ การแช่เท้าด้วยเกลือ ที่สำคัญไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แถมไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมายเพื่อไปทำสปารเท้า การแช่เท้าในน้ำเกลือกลายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่คนไทยกำลังพูดถึง และให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากในขณะนี้ ว่าแต่ทำแล้วจะช่วยอะไรบ้าง และต้องทำอย่างไรนั้นไปชมกันเลย!!! ประโยชน์ของการแช่เท้าด้วยเกลือ 1. ช่วยดึงสิ่งที่ตกค้างในร่างกายออก 2. ช่วยดึงพลังงานลบที่เกิดจากอารมณ์ออก 3. ช่วยดึงประจุพลังงานลบ ซึ่งเป็นพลังงานไม่ดี ออกจากร่างกาย 4. หลังจากที่ดึงพลังงานลบออกจากร่างกายแล้วเราก็ใช้วิธีการรักษาได้ตามปกติ ทั้งนี้วิธีการนี้จะเป็นการช่วยดึงพลังงานลบออกจากร่างกาย ก่อนการรักษา ทำให้รักษาได้ง่ายขึ้น 5. เมื่อแช่เท้าด้วยเกลือ บ่อยๆ ร่างกายจึงไม่มีพลังงานลบที่ก่อโรคหลงเหลืออยู่อีก และนี่เองจึงทำให้สุขภาพของเราดีขึ้น วิธีการแช่เท้าด้วยเกลือ 1. นำกะละมังขนาดที่สามารถวางเท้าแช่ได้-ใส่น้ำลงไปให้ท่วมตาตุ่มจะเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาก็ได้ 2. ใส่เกลือทะเล (ที่เป็นเกลือแบบเม็ด) ลงไปประมาณ 1 กำมือ 3. เอาเท้าเหยียบเกลือที่ยังไม่ละลาย 4. ทำจิตใจให้สงบ หรือเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ นั่งอยู่ประมาณ 15-20 นาที 5. หลังจากนั้นให้ล้างเท้าด้วยน้ำเปล่า การแช่เท้าด้วยเกลือนั้นคนปกติ สามารถทำได้ทำอาทิตย์ละครั้ง ส่วนคนป่วย ทำได้ทุกวันก่อนนอน หากผู้ใดที่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล มีอาการหนาว สั่น ให้ใช้น้ำอุ่นในการแช่เท้า สำหรับคนที่ร้อนก็ให้ใช้น้ำเย็นแช่ค่ะ การแช่เท้าเป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกถ่ายทอดกันมาอย่างยาวนาน ตามหลักทฤษฎีการแพทย์ทางเลือกสาขา Reflexology โดยมีความเชื่อกันว่าเท้า มีจุดสัมผัส ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย เพราะฉะนั้นวิธีกรการผ่อนคลาย ด้วยการแช่เท้าลงในน้ำร้อน จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยกระตุ้นจุดสัมผัสเหล่านี้ด้วยพลังงานความร้อน ทางด้างผลงานการวิจัยของ นายแพทย์ วิลเลียม วินเทอร์วิตซ์ จากประเทศออสเตรีย มีความคิดเห็นว่า ประสาทรับสัมผัสที่ผิวหนังจะมีวงจรประสาทเชื่อมต่อกัน กับกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายในร่างกาย และเมื่อความร้อน มาสัมผัสกับผิวหนัง มันก็จะส่งสัญญาณไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะที่อยู่ห่างไกลได้ ทั้งนี้การแช่เท้า ไม่ว่าจะเป็นน้ำเกลือหรือน้ำอุ่นหรือไม่ก็ตาม ยังมีข้อดีอีกหลายอย่างดังนี้! 1. ลดอาการปวดบวมที่เท้าแล้ว 2. ลดอาการปวดท้อง 3. กระตุ้นความต้านทานของร่างกาย 4. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น 5. ป้องกันอาการมือเท้าเย็นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว 6. ลดอาการอักเสบของจมูกและลำคอ 7. ช่วยให้อาการปวดหัวหรือปวดประจำเดือนลดลง 8. ลดอาการคั่งของเลือดที่ส่วนอื่นๆ 9. ทำให้นอนหลับง่ายตลอดคืน เป็นต้น ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : เบ็ดเตล็ดไอเดีย ชื่นชอบข่าวนี้ อยากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ
    ไม่ระบุชื่อ
     •  2 เดือนที่แล้ว
    meter: false