(3248 ข้อความ)
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! ช่วงประจำเดือนมีอาการปวดศีรษะ ตึงผิว ตัวร้อน เนื่องจากสารเคมีสะสมที่ตับ ตกค้างที่เอ็นตามที่มีข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพเรื่องช่วงประจำเดือนมีอาการปวดศีรษะ ตึงผิว ตัวร้อน เนื่องจากสารเคมีสะสมที่ตับ ตกค้างที่เอ็น ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบ โดยโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีผู้โพสต์ส่งต่อข่าวสารในสื่อโซเชียลว่า ช่วงมีประจำเดือนมีอาการปวดศีรษะ ตึงผิว และตัวร้อน เนื่องจากมีสารเคมีสะสมที่ตับ ตกค้างที่เอ็น ทางโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า อาการที่ข้อความกล่าวเป็นข้อมูลสั้น ๆ และไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง กล่าวคืออาการดังข้อความกล่าวไม่มีความจำเพาะต่อโรค หรือมีความสัมพันธ์ไปตับ หรือเอ็นใด ๆ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากโรงพยาบาลราชวิถี สามารถติดตามได้ที่ www.rajavithi.go.th หรือโทร 02 206 2900std48931• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยครีมเถื่อเพจดอกจิก v.6 เผยภาพขณะตำรวจ ปคบ. บุกทลายและตรวจสอบแหล่งผลิต ครีมหมีปริญญา เผย เป็นครีมเถื่อน ใส่สารปรอท และไม่ระบุเลขจดแจ้ง เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแฟนเพจเฟซบุ๊ก ดอกจิก v.6 โพสต์ภาพขณะที่เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) บุกแหล่งครีมกวนเองในพื้นที่ จ.หนองคาย หรือผู้ผลิต “ครีมหมีปริญญา” ที่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งหลงเชื่อซื้อมาใช้แล้วได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ทางเพจระบุด้วยว่า ครีมหมีปริญญา เป็นครีมไม่ระบุเลขจดแจ้ง ครีมเถื่อน และใส่สารปรอท โดยช่วงที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพบอุปกรณ์กวนครีมกับถังพลาสติก และตลับบรรจุเตรียมส่งขายจำนวนมาก “ฝากถึงผู้บริโภคทุกท่านงดการซื้อขายครีมหมีปริญญาเด็ดขาดถือว่าเป็นครีมอันตราย ปรอทมีผลต่อไตอาจทำให้ไตพิการได้ นอกจากนั้นผู้ใช้ยังต้องเสี่ยงหน้าแหก”std47663• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยอย.เปิด 3 ยี่ห้อยาสีฟัน ขายผ่านเพจเฟซบุ๊ก "โฆษณาเกินจริง"สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อ เพจเฟซบุ๊กโฆษณาหลอกขายยาสีฟัน อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เสี่ยงได้รับอันตรายในช่องปาก โดยรูปแบบของผลิตภัณฑ์คล้าย ๆ กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง แต่เป็นมีการโฆษณาเกินจริง ทำให้อาจเกิดอันตรายกับผู้บริโภค อย.ได้ตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอมของผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดีย พบผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน 3 ยี่ห้อ โฆษณาโอ้อวดเกินจริง ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์ทรีดี พรีเมี่ยม พลัส ทูธเพสท์ (3D PREMIUM PLUS TOOTHPASTE) ชื่อการค้า เอทีเค (ATK) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 10-1-6400019767 อวดอ้างจัดการหินปูน... ฟันเหลือง กลิ่นปาก ร้อนใน และคราบบุหรี่ ชากาแฟ 2. ผลิตภัณฑ์ลิควิด ทูธเพสท์ (LIQUID TOOTHPASTE) ชื่อการค้า โอเค เคลียร์(OK CLEAR) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 40-1-6300038347 อวดอ้างรักษาฟันผุ... ฟันโยก คลอน เห็นผลใน 2 นาที 3. ผลิตภัณฑ์ ฟันทน ยาสีฟันสมุนไพรสูตรเข้มข้น (รสดั้งเดิม) (FUNTON CONCENTRATED HERBAL TOOTHPASTE (ORIGINAL)) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 76-1-6400037025 อวดอ้างรักษาเหงือกอักเสบ...ปวดฟัน ฟันโยก และฟันผุ ดังนั้น การอวดอ้างว่าสามารถแก้ปัญหาร้อนใน รักษาฟันผุ เหงือกอักเสบ ปวดฟัน ฟันโยก จึงเป็นข้อความที่เป็นเท็จโอ้อวดเกินจริงและทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอางstd47688• 3 ปีที่แล้ว
- 2 คนสงสัยโดนยึดใบขับขี่จะไม่ได้คืน ต้องไปสอบทำใหม่เท่านั้นตามที่มีการปรากฏในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องโดนยึดใบขับขี่จะไม่ได้คืน ต้องไปสอบทำใหม่เท่านั้น ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีผู้โพสต์ข้อความโดยระบุว่า โดนยึดใบขับขี่จะไม่ได้คืน ต้องไปสอบทำใหม่เท่านั้น ทางกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากกรณีที่ประชาชนผู้ใช้รถ ขับรถฝ่าฝืนกฎหมายจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดใบอนุญาตขับรถ และออกใบสั่งซึ่งใช้เป็นใบแทนใบอนุญาตขับรถได้เพียง 7 วันเท่านั้น ประชาชนจึงต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อรับใบอนุญาตขับรถคืนหลังชำระค่าปรับตามความผิดเรียบร้อยแล้วเท่านั้น ส่วนกรณีที่ได้รับใบสั่งจากกล้องบันทึกการทำความผิดอัตโนมัติ กรณีนี้จะไม่มีการยึดใบขับขี่ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งใบสั่งไปยังที่อยู่เจ้าของรถเพื่อให้ดำเนินการชำระค่าปรับตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากมีการแอบอ้างว่าใบอนุญาตขับรถสูญหายเพื่อเจตนาขอใบอนุญาตขับรถใบใหม่ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และกรมการขนส่งทางบกจะไม่ดำเนินการออกใบอนุญาตขับรถฉบับใหม่ให้เด็ดขาด เนื่องจากใบอนุญาตขับรถที่ถูกยึดไว้ยังคงมีผลตามกฎหมายwanphon.31• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! นำเล็บมือทั้งสองข้างมาถูกัน จะช่วยลดผมขาดหลุดร่วงตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพเรื่องนำเล็บมือทั้งสองข้างมาถูกัน จะช่วยลดผมขาดหลุดร่วง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีผู้โพสต์ให้ข้อมูลว่า นำเล็บมือทั้งสองข้างมาถูกัน จะช่วยลดผมขาดหลุดร่วง ทางสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า การเอาเล็บมือทั้งสองข้างมาถูกันไม่ได้ช่วยลดอาการผมขาดหลุดร่วง เพราะเล็บกับผมเป็นส่วนประกอบของร่างกายที่อยู่คนละตำแหน่งกัน อีกทั้งการถูหรือการขัดหรือการเสียดสีหรือการเกา ล้วนแต่ไม่ได้มีผลดีต่อผิวหนัง เส้นผมและเล็บทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังทำให้ผิวหนังเกิดริ้วรอยเช่นเดียวกันกับเส้นผม ถ้ามีการถูบ่อย ๆ และจะทำให้เส้นผมขาดง่าย ส่วนการถูเล็บก็จะทำให้เล็บเปราะบางเป็นรอย จนหากเป็นแผลที่ผิวหนังข้างเล็บก็อาจเกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้ บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การเอาเล็บมือทั้งสองข้างมาถูกันไม่ได้ช่วยลดอาการผมขาดหลุดร่วง เพราะเล็บกับผมเป็นส่วนประกอบของร่างกายที่อยู่คนละตำแหน่งกัน อีกทั้งการถูหรือการขัดหรือการเสียดสีหรือการเกา ล้วนแต่ไม่ได้มีผลดีต่อผิวหนัง เส้นผมและเล็บทั้งสิ้นความสวยความงามsantatchai2551• 3 ปีที่แล้วmeter: false2 ความเห็น
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! เตรียมร้อนอีกรอบช่วง 16 - 18 พ.ค. อุณหภูมิสูงสุดทะลุ 40 องศาฯตามที่มีข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเตรียมร้อนอีกรอบช่วง 16 – 18 พ.ค. อุณหภูมิสูงสุดทะลุ 40 องศาฯ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่มีผู้ส่งต่อข้อมูลในโลกออนไลน์ว่า เตรียมร้อนอีกรอบช่วง 16 – 18 พ.ค. อุณหภูมิสูงสุดทะลุ 40 องศาฯ ทางกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งอุณหภูมิไม่ได้สูงถึง 40 องศา โดยช่วงวันที่ 16 – 19 พ.ค. 66 ลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมในบริเวณดังกล่าวมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง แต่ยังคงมียังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางพื้นที่สภาพอากาศgame• 3 ปีที่แล้วmeter: false1 ความเห็น
- 1 คนสงสัย"ศาลโลก" รับฟ้อง "พญาอินทรีย์" ปล่อยโควิด-19 สงครามชีวภาพ ในที่สุด ความจริงก็ถูกเปิดเผย โดย ผู้ตัดต่อพันธุกรรมเชื้อโควิด-19 คือพญาอินทรีย์เอง... ************** โควิด-19 มาจากฝีมือมนุษย์ สั่งทำโดย โดนัล ทรัมป์ มีแหล่งที่มาจากห้องแลป ไวรัส P3 ในมลรัฐคาโรไลน่าเหนือ ของสหรัฐอเมริกา!!! นาย Greg Roubini ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองชื่อดังของสหรัฐอเมริกาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทีวีที่ 1 ของอเมริกาได้เป็นผู้เผยความลับนี้ นาย Greg เผยว่า ไวรัสโควิด-19 ได้รับการออกแบบทางพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นอาวุธชีวภาพ หรือสงครามเชื้อโรค:- - มีแหล่งที่มาจากห้องแลป BSL-3 ในมลรัฐคาโรไลน่าเหนือ พัฒนาโดย ศาสตราจารย์ราล์ฟ บาร์ริก - พร้อมกันนั้น เขาระบุว่า ไวรัสถูก “รัฐบาลมืด” จากรัฐคาโรไลน่าเหนือ ทดลองในทหารส่งไปแพร่ระบาดในการแข่งขันกีฬาในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ลุกลามไปอิตาลี และอเมริกาทั้งประเทศ ##..ก่อนหน้านี้ในวันที่ 15 มีนาคม 2564 นายเกรก ก็ได้ ทวิตข้อความถามนายทรัมป์ว่า - เหตุใดจึงไม่บอกประชาชนอเมริกาว่า ไวรัสผลิตจากอเมริกา? ทำไมไม่อธิบายให้ชัดเจนว่าตัวไวรัสเองแท้จริงแล้วคืออาวุธชีวภาพ? **บังเอิญ ศาสตราจารย์ Luc Montanier ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเนื่องจากเป็นผู้ค้นพบไวรัสเอชไอวี (HIV) ได้เปิดเผยกับนักข่าวชาวฝรั่งเศสเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า - โควิด-19 ไม่ใช่มาจากธรรมชาติ หากแต่ได้รับการพัฒนาอย่างประณีตโดยนักวิทยาศาสตร์ชีวโมเลกุล ***ศาสตราจารย์ Luc Montanier ยืนยันว่า เป็นเรื่องเด่นชัดที่เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้นำเชื้อไวรัสที่มาจาก ค้างคาวเข้าไปเพิ่มความเข้มข้นของเชื้อเอชไอวีเข้าไปด้วย - นี่คือ การวางยาพิษที่ชั่วร้ายที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลก! ***นั่นคือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สุดโหด ข่าวเกี่ยวกับ “เชื้อโควิด-19 เป็นอาวุธชีวภาพที่มาจากการตัดต่อพันธุกรรมโดยฝีมือมนุษย์” มีมาโดยตลอด ***นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามทำงานหาแหล่งที่มาของเชื้อไวรัสโดยนักวิทยาศาสตร์อินเดียค้นพบว่า เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ุใหม่ มีเชื้อเอชไอวีแทรกอยู่ด้วย นี่แสดงให้เห็นว่าไวรัสตัวนี้มาจากการตัดต่อทางพันธุกรรม ***กลางเดือนมีนาคม นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์พบว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 จากผู้ป่วยรายหนึ่งในรัฐวอชิงตันพบว่าวัฏจักรวิวัฒนาการของมันมียาวนานกว่าครึ่งปีมาแล้ว พร้อมๆกับการศึกษาลึกซึ้งลงไปว่า ประเทศต่างๆในโลกไม่น้อยได้เบนสายตาแห่งความสงสัยไปที่อเมริกา ประเทศต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น อิตาลี ออสเตรเลีย ล้วนมีผู้ป่วยทียืนยันว่ามีแหล่งที่มาจากอเมริกาทั้งสิ้น *** ในเวลาต่อมา ROBERT REDFIELD ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกายอมรับว่า ผู้ป่วยตายจากไข้หวัดใหญ่ในเดือนกันยายน 2019 มีอยู่ไม่น้อยที่ตายจากเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ (เกิดก่อนการระบาดที่อู่ฮั่น) - ต่อปัญหานี้โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน นายจ้าว ลี่เจียง ได้ทวิตข้อความในทวิตเตอร์ถามผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาว่า ผู้ป่วยรายแรกของอเมริกาเกิดขึ้นตอนไหน? ชื่ออะไร? อยู่โรงพยาบาลอะไร? และเป็นไปได้อย่างมากที่ทหารอเมริกาที่มาแข่งกีฬาทหาร นำเชื้อมาแพร่ที่เมืองอู่ฮั่น ในจีน >>>>สหรัฐอเมริกาต้องโปร่งใส ต้องเปิดเผยข้อมูลนี้ให้โลกได้รู้ความจริง **ด้วยความพยายามอย่างสุดความสามารถของคณะผู้สื่อข่าวคณะหนึ่งแห่งรัฐเวอร์จิเนีย ในที่สุดก็ได้ตามหาผู้ป่วยรายแรกจนพบ นั่นก็คือ ทหารอเมริกาที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาทหารที่เมืองอู่ฮั่นของจีนในเดือนตุลาคม 2019 นางมีชื่อว่า "Maatje Benassi" >>>นายทหารหญิงของอเมริกาคนนี้มีภูมิหลังพิเศษตรงที่นางมีความเกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติการชีวเคมี P4 ของนาย FORT DETRICK *** คนในครอบครัวก็มีหลายคนที่ยืนยันว่าผู้ติดเชื้อในจำนวนนี้มีอยู่คนหนึ่งเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อรายแรกในฮอลแลนด์ ก่อนติดเชื้อ เขาเคยไปในเขตพื้นที่ลอมบาร์เดียของอิตาลี ทำให้เขตพื้นที่นั้นเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ***มาถึงตรงนี้ หลักฐานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด-19 มีต้นกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน มีห่วงโซ่เชื่อมร้อยอย่างครบถ้วน ทหารพิเศษ 5 คนที่อเมริกาส่งเครื่องบินมารับกลับไปภายหลังการแพร่ระบาดของไวรัสและห้องแลป ที่ถูกปิดตาย ก็สามารถนำมาปะติดปะต่อกันได้แล้ว หากว่ากันตามตรรกะของนายทรัมป์ เราก็สามารถเรียกเชื้อโควิด-19 ว่า เป็น "ไวรัสนอร์ธคาโรไลนา" (Virus North Carolina) หรือ "ไวรัสอเมริกา" ***ในขณะที่หลักฐานทั้งหมดต่างชี้ไปที่อเมริกา เจ้าหน้าที่ชั้นสูงของสหรัฐอเมริกายอมรับอย่างเปิดเผยว่า เชื้อโควิด-19 ไม่จัดอยู่ในชั้นของโรคระบาดเท่านั้น แต่จัดอยู่ในชั้นของอาวุธชีวภาพ กรืออาวุธเชื้อโรค เหมือนไวรัสโรคไข้หวัดเสปน เมื่อ 100 ปีก่อนที่ทหารอเมริกานำไปแพร่ในเสปน >>>ความไร้ยางอายนี้ ทำให้โลกตะลึงและได้เพิ่มข้อน่าสงสัยว่าสหรัฐอเมริกา เป็นฆาตกรผู้วางยาพิษคนทั้งโลก เพียงเพื่อจะขายวัคซีนป้องกันมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ขาดดุลการค้า” >>>เรื่องทั้งหมดได้ปรากฏชัดเจนแล้ว แต่ทว่าทรัมป์ยังพยายามโยนบาปอย่างไม่คิดชีวิต กล่าวหาให้จีนรับเคราะห์แทนอย่าง น่ารังเกลียดที่สุด ***เชื้อโควิด-19 ได้ก่อให้เกิดภัยพิบัติและความสูญเสียที่ยากจะประเมินได้ บาปนี้มันใหญ่หลวงเกินกว่าจะโยนออกไป แล้วโทษคนอื่น ***ยังมีข้อน่าสงสัยที่นาย เกรกได้ตีแผ่ออกมา นายราล์ฟ บาร์ริค ผู้รับผิดชอบพัฒนาไวรัส รัฐคาโรไลนาเหนือคนนี้เป็นใคร *** นาย บาร์ริค มาจากมหาวิทยาลัยคาโรไลนาเหนือ เขาเป็นหัวหน้านักไวรัสวิทยาที่เปลี่ยนโฉมใหม่ของโรคซาร์สโคโรนาไวรัสโดยการตัดต่อยีนในปี 2015 - และเขายังเป็นผู้นำในการวิจัยและพัฒนาไวรัสดังกล่าวอีกด้วย ที่น่าตกใจก็คือ เขาเป็นบุคคลที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาทางคลินิกของยาวิเศษ "RADEXIVIR" เป็นไปอย่างที่โบราณว่าไว้ คนที่วางยาพิษก่อนอื่นต้องเตรียมผลิตยาแก้ยาพิษนั้นๆไว้ก่อนเสมอ!!!! - ยา RIDESIVIR ภายหลังจากปฏิบัติการทางคลินิกและถูกตั้งข้อสงสัยโดยผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของมันจึงทำให้ตกกระป๋องไปพร้อมๆกับการแพร่ระบาดที่ลุกลามออกไปทั่วโลก ***สหรัฐอเมริกากลายเป็น “ศูนย์กลางการล้างโลก” ไปแล้ว - การแพร่ระบาดในช่วงแรกของอเมริกา ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ให้ความสาคัญกับมันเลยโดยมองว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ที่หนักกว่าปกติเท่านั้นเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าคนของตนเองผลิตมันขึ้นมาจนกระทั่งเพื่อนรักของเขาคือ "นายสแตนลี่ย์ เชล่า" เจ้าพ่อวงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งมลรัฐนิวยอร์กเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 !! >>>>ถึงเวลานี้จีนได้ฟ้องร้องต่อศาลโลกว่า อเมริกาเป็นต้นเหตุในการแพร่เชื้อโรคไวรัสโควิด-19 อย่างตั้งใจเพื่อทำลายล้างจีนและประชาชนทั่วโลก*** >>>ตอนนี้คงต้องรอดูการสืบสวนของศาลโลกว่า จะตัดสินออกมาเช่นไร? ซึ่งถึง ณ เวลานี้ ทรัมป์เริ่มรู้สึกตัว และให้ความสาคัญในระดับสูง แต่ว่าสายไปเสียแล้ว!!! https://youtu.be/Y04Qm8QVQXE ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.ขวัญชัย เสธนันท์โควิด 2019วัคซีนโควิดไม่ระบุชื่อ• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัยในที่สุด โลกก็ได้ทราบแถลงการณ์ฉบับแรกจาก โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน แล้วนะครับ แต่เชื่อว่า พอนักลงทุนได้ยินว่าเขาจะแถลงอะไร ก็คงคิดในใจออกมาว่า อย่าแถลงดีกว่า เพราะล่าสุด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป โดนเทขายลงมาทันทีครับ แถลงการณ์นี้ถูกเผยแพร่ผ่าน Iranian State TV โดยมีข้อสังเกตคือ ไม่เห็นหน้าตอนกำลังพูด และไม่มีคลิปวิดีโอตัวเขาขยับเขยื้อนเลย และภาพที่ฉายอยู่บนหน้าจอทีวีมีเพียงรูปภาพนิ่งของโมจตาบา ที่ประกบคู่กับภาพธงชาติอิหร่านกำลังสะบัดไปมาเท่านั้น แถมเสียงที่ได้ยินเนี่ย ไม่ใช่เสียงของเขาด้วยนะ โดยแถลงการณ์นี้ถูกส่งมาเป็นข้อความลายลักษณ์อักษร แล้วค่อยให้ผู้ประกาศข่าวของสถานีเป็นคนอ่านออกเสียงให้ฟังแทน เขาพูดว่าไงบ้าง โดยสรุปเลยแล้วกัน มีใจความสำคัญ 5 ประเด็นหลักๆ ตามนี้ 🔒 ยืนยันจะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป: เขาย้ำชัดเจนว่าจะต้องปิดกั้นเส้นทางเดินเรือนี้ต่อไป เพื่อใช้เป็นเครื่องมือบีบคั้นศัตรู ⚔️ ขู่ถล่มฐานทัพอเมริกาต่อเนื่อง: เขาสั่งให้สหรัฐฯปิดฐานทัพทหารทั้งหมดในตะวันออกกลางทันที พร้อมขู่ตรงๆ เลยว่า หากไม่ทำตาม ฐานทัพเหล่านั้นจะถูกโจมตี 🩸 ประกาศล้างแค้น: เขายืนยันว่า อิหร่านจะไม่ละเว้นการล้างแค้นให้กับเลือดของผู้พลีชีพ (ซึ่งน่าจะหมายรวมถึงคุณพ่อ และครอบครัวของเขา รวมถึงผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล) พร้อมกับปลุกระดมให้ชาวอิหร่านเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 💥 ทวงค่าชดเชย หรือไม่ก็ทำลายทิ้ง: เขาระบุว่าอิหร่านจะเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากศัตรู หรือไม่อย่างนั้นก็จะทำลายทรัพย์สินของศัตรูให้สิ้นซาก 🔥 เตรียมเปิดแนวรบใหม่: ตรงนี้ละ คือจุดที่ทำให้ตลาดกลัวที่สุดครับ เพราะเขาขู่ว่าหากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป อิหร่านจะไม่โจมตีแค่ในอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น แต่พร้อมจะ "เปิดแนวรบอื่นๆ" เพิ่มเติมด้วย ------------------------------- 🚨แถลงการณ์ครั้งนี้สำคัญทีเดียว เพราะนี่คือการสาดน้ำมันเข้ากองไฟเพิ่มเข้าไปอีก เพราะ โมจตาบา ได้ชื่อว่าเป็น "สายเหยี่ยว" ที่มีแนวคิดหัวรุนแรงและอนุรักษ์นิยมยิ่งกว่าพ่อของเขาซะอีก การเปิดแถลงการณ์ฉบับแรกด้วยท่าทีแข็งกร้าวแบบนี้ เป็นการดับฝันรัฐบาลทรัมป์และนักลงทุนที่หวังว่าพอเปลี่ยนผู้นำแล้วจะยอมเจรจาสงบศึก มันแปลว่าอิหร่านพร้อมเปิดหน้าแลกเต็มสูบ และใช้เส้นทางเดินเรือโลกเป็นตัวประกันต่อไปครับ ------------------------------- ⚠️ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทันทีที่แกพูดจบ ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็พุ่งปรี๊ดรับข่าวทันที ตอนนี้ Brent เทรดทะลุ $100 อีกครั้ง เพราะนี่คือคำยืนยันอย่างเป็นทางการจากเบอร์หนึ่งของอิหร่านว่า เส้นทางส่งออกน้ำมัน 20% ของโลกจะถูกปิดตายต่อไปยาวๆ (สอดคล้องกับคำขู่ก่อนหน้าที่ว่าจะลากน้ำมันไป $200 ให้ได้) Bond traders ตอนนี้เทขายทำใจแล้ว ล่าสุด มีการประเมินว่าปี 2026 นี้ Fed อาจจะ ไม่ลดดอกเบี้ยเลยแม้แต่ครั้งเดียว (ความน่าจะเป็นลดลงเหลือไม่ถึง 1 ครั้งแล้ว) เพราะเงินเฟ้อจากค่าน้ำมันกำลังจะกลับมาหลอกหลอนอีกรอบ หุ้นกลุ่มที่ใช้น้ำมันเยอะอย่างสายการบิน โดนเทขายร่วงระนาว ในขณะที่กลุ่มพลังงาน, เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย (เช่น Dow, CF Industries, Nutrien) หุ้นหลายตัวพุ่งเกิน 5% เพราะวัตถุดิบและสินค้าขาดตลาด ทำให้ตั้งราคาขายได้แพงขึ้น ------------------------------- 📌 ความเสี่ยงหลังจากนี้ การขู่เปิดแนวรบอื่นเพิ่ม เป็นไปได้ว่าอิหร่านอาจจะสั่งให้เครือข่ายพันธมิตร โจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของประเทศเพื่อนบ้าน หรืออาจจะมาในรูปแบบ Cyberattack ซึ่งจะยิ่งทำให้วิกฤตลุกลามบานปลายไปทั้งภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร มองว่า อเมริกากำลังเจอ "โจทย์ที่แก้ไม่ตก" ครับ เพราะการใช้แค่เครื่องบินไปทิ้งระเบิดถล่ม (Airstrikes) มันไม่สามารถโค่นล้มระบอบผู้นำของอิหร่านได้หรอก ในขณะที่จุดอ่อนของอเมริกาตอนนี้คือ ทหารเรือยังไม่พร้อมคุ้มกันเรือสินค้าอีกต่างหาก เลยกลายเป็นว่าตอนนี้อิหร่านกำลังใช้กลยุทธ์ "สงครามเศรษฐกิจ" บีบให้อเมริกาและพันธมิตรต้องเจ็บปวดจากภาวะน้ำมันแพงต่อไป ------------------------------- .... ดูเหมือน เราต้องเตรียมใจรับมือกับสงครามที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นได้เลยครับ และอาจจะได้เห็นข่าวการยิงขีปนาวุธหรือส่งโดรนโจมตีฐานทัพอเมริกาหลังจากนี้ต่อเนื่อง ตลาดการเงินจะยิ่งผันผวนหนักขึ้นอีก และหลังจากนั้นไม่นาน ปัญหาเงินเฟ้อจากค่าน้ำมันจะกลับมาหลอกหลอนทั่วโลกอีกครั้ง เตรียมรับมือกับสภาวะ "เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยสูง (Higher for Longer)" ของแท้เลย Mr.Messenger รายงานข่าวการเมืองการเงินผู้บริโภคเฝ้าระวังไม่ระบุชื่อ• 2 เดือนที่แล้ว
- 1 คนสงสัยดื่มน้ำตอนเล่นมือถือข่าวปลอม อย่าแชร์! ❌ ห้ามดื่มน้ำขณะชาร์จโทรศัพท์โดยใช้สายไปด้วย เพราะกระแสไฟจะวิ่งเข้าหัวใจและเสียชีวิต . ตามที่มีข้อมูลแนะนำเกี่ยวกับเรื่องห้ามดื่มน้ำขณะชาร์จโทรศัพท์โดยใช้สายไปด้วย เพราะกระแสไฟจะวิ่งเข้าหัวใจและเสียชีวิต ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ . จากที่มีผู้ส่งต่อข้อมูลว่า ห้ามดื่มน้ำขณะชาร์จโทรศัพท์โดยใช้สายไปด้วย เพราะกระแสไฟจะวิ่งเข้าหัวใจและเสียชีวิต ทางศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า คลิปที่มีการเผยแพร่ต่อ ๆ กันดังกล่าว เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น เพราะหากถูกไฟดูดจริง จะต้องมีการสะบัดมือที่จับโทรศัพท์ หรือร่างกายต้องกระตุกจากการโดนไฟช็อต รวมทั้งกระแสไฟจะต้องครบวงจรก่อน ซึ่งไม่ต้องรอถึงขั้นดื่มน้ำก็สามารถที่จะโดนไฟดูดได้แล้ว . ทั้งนี้ การเสียชีวิตโดยที่มีกระแสไฟวิ่งเข้าหัวใจหลังจากดื่มน้ำขณะชาร์จโทรศัพท์นั้น ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ซึ่งการเสียชีวิตดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับวัสดุที่มีแรงดันไฟฟ้ามาอยู่ใกล้กับอวัยวะในร่างกายที่ค่อนข้างบอบบาง เช่น หู แก้ม เป็นต้น . ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.nectec.or.th/ หรือ โทร. 02-564-6900 . บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การเสียชีวิตโดยที่มีกระแสไฟวิ่งเข้าหัวใจหลังจากดื่มน้ำขณะชาร์จโทรศัพท์นั้น ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ซึ่งการเสียชีวิตดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับวัสดุที่มีแรงดันไฟฟ้ามาอยู่ใกล้กับอวัยวะในร่างกายที่ค่อนข้างบอบบาง เช่น หู แก้ม เป็นต้น . หน่วยงานที่ตรวจสอบ : ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมผู้บริโภคเฝ้าระวังมีมstd48339• 3 ปีที่แล้ว1 คนว่า มีความเห็นส่วนตัว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม! ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วันวันนี้ (24 ธ.ค.) ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการโฆษณาทางสื่อโซเชียลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ระบุสรรพคุณว่า หากทาสามารถช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกเพื่อทำความสะอาด สวยงามแต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ โดยเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้นครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหก เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอเตือนผู้บริโภคให้คิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th และหากพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงขอให้แจ้งร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เนื่องจากครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้std47626• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วันวันนี้ (24 ธ.ค.) ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการโฆษณาทางสื่อโซเชียลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ระบุสรรพคุณว่า หากทาสามารถช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกเพื่อทำความสะอาด สวยงามแต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ โดยเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้นครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหก เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอเตือนผู้บริโภคให้คิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th และหากพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงขอให้แจ้งร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เนื่องจากครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้std47722• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเจ้าเหมียวฮีโร่ ปกป้องเจ้านาย จนถูกงูเห่าพ่นพิษใส่ตา คอหวยไม่พลาดถามหาเลขเด็ดวานนี้ (29 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภกร อินทรประสิทธิ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าวังโป่ง-ชนแดน ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบงูเห่าซ่อนตัวอยู่ในบ้านเลขที่ 2 หมู่ 1 บ้านวังไทรทอง ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ และได้พ่นพิษใส่ตาแมวของเจ้าของบ้าน จนตาปิดทั้งสองข้าง จึงรีบนำกำลังพร้อมอุปกรณ์จับสัตว์เลื้อยคลาน เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ เจ้าของบ้านแจ้งว่างูได้หลบซ่อนอยู่แถวตู้เสื้อผ้า จึงได้ช่วยกันค้นหาด้วยความระมัดระวัง กระทั่งพบงูตัวดังกล่าว ส่งเสียงขู่ฟ่อๆ พร้อมทั้งชูคอแผ่แม่เบี้ย เจ้าหน้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ในการคล้องคอจนสามารถจับตัวได้ พบเป็นงูเห่า ความยาวประมาณ 1.30 เมตร จึงได้ช่วยกันจับตัวใส่ถุงปุ๋ย เพื่อนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป จากการสอบถาม นางบัวเกตุ เชื้อหงษ์ อายุ 52 ปี เจ้าของบ้าน เปิดเผยว่า ช่วงนี้หลังจากเลิกงานแล้ว ตนไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เนื่องจากต้องเดินทางไปดูพ่อ คือ นายคำ เชื้อหงษ์ อายุ 95 ปี ซึ่งไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ทำให้ต้องเดินทางไปกลับและถึงบ้านค่ำ เป็นเช่นนี้ทุกวัน แต่ในวันนี้เห็นผิดสังเกตหลังจากตนกลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว กำลังเดินไปหยิบผ้าหลังบ้าน ก็ได้เห็นแมวชื่อ "เจ้ากวัก" ที่เลี้ยงไว้ยืนตะคุ่มๆ อยู่ข้างตู้เสื้อผ้า โดยพยายามใช้เท้าแหย่อะไรบางอย่าง พร้อมกับได้ยินแต่เสียงขู่ดังฟู่ๆ แล้วแมวก็กระโดดหนีออกมา ใช้เท้าขยี้ตาทั้ง 2 ข้าง พอตนจะเดินไปดูใกล้ๆ ก็ได้ยินเสียงขู่ ฟู่ๆ อีก เลยตัดสินใจโทรแจ้งเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าฯ มาช่วยดูให้ เพราะคิดว่าเป็นงูพ่นพิษใส่เจ้าเหมียว ส่วน เจ้ากวัก หลังจากถูกพิษของงูจนตาปิดทั้ง 2 ข้าง นายสมส่วน ดวงคำปัน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ได้รีบนำข่ามาเคี้ยว แล้วพ่นใส่ตาให้แมว ตามความเชื่อของชาวบ้าน พร้อมผูกด้ายสายสิญจน์ให้กับเจ้ากวัก จนเริ่มมีอาการดีขึ้นตามลำดับ เมื่อชาวบ้านและเซียนหวย ได้ทราบข่าว ก็ต่างพากันมาดู และสอบถามอาการ เจ้ากวัก แมวผู้ภักดี ที่ช่วยชีวิตเจ้าของบ้านให้ปลอดภัยจากงูพิษ และไม่พลาดที่จะสอบถามเลขที่บ้าน และอายุเจ้าของบ้านคือ 50 ปี และอายุพ่อเจ้าของบ้านคือ 95 ปี เพื่อนำเลขเด็ดไปเสี่ยงโชค เสี่ยงดวง ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหวยออกstd48920• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยลูกชิ้นทำจาก 'ตัวเหี้ย' ไม่มีจริง ตำรวจสอบสวนกลางยืนยันเอง2 มี.ค.2566 - กรณีที่มีสื่อในโซเชียลได้โพสต์รูปภาพตัวเงินตัวทอง พร้อมข้อความระบุว่า "บุกทลายโรงงานผลิตลูกชิ้นปลาเจ้าใหญ่ที่ดัดแปลงใช้เนื้อของตัวเงินตัวทองมาทำเป็นลูกชิ้นปลาเนื้อขาวใสไร้ความคาว ส่วนหนังน่านำไปตากแห้งทำเป็นหนังปลาทอดกรอบ จัดจำหน่ายส่งขายทั่วประเทศมานานแล้ว" ล่าสุด ตำรวจสอบสวนกลาง โดย ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ชี้แจงว่า ภาพดังกล่าวเป็นผลงานการจับกุมของตำรวจ บก.ปทส. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่ลักลอบซื้อขายเพื่อการค้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง จำพวกสัตว์เลื้อยคลาน ในพื้นที่อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เมื่อวานที่ผ่านมา โดยจากการสอบถามผู้ต้องหา และจากการสืบสวน ยืนยันว่า ซากตัวเงินตัวทองเหล่านี้ เตรียมนำไปขายต่อที่ตลาดชายแดนภาคตะวันออก เพื่อนำไปประกอบเป็นอาหารป่าขายแก่ผู้ชื่นชอบเท่านั้น ไม่ได้เป็นไปตามที่มีกระแสข่าวแต่อย่างใด Sponsored ครีมเกลือชมพู นวัตกรรม ลบฝ้า กระ หน้าตึง เทียบเท่าฉีด แต่ราคาหลักร้อย! NISIT ท้องผูก 5 วัน ทำยังไงก็ไม่ถ่าย ได้วิธีนี้สบายตัวขึ้นเยอะ.. Boozto By Taboola FacebookTwitterCopy LinkLineShare เพิ่มเพื่อน Tagsกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชค้าสัตว์ป่าตัวเงินตัวทองตัวเหี้ยตำรวจสอบสวนกลางบช.ก.ลูกชิ้นสัตว์ป่าสงวนสุพรรณบุรีอาหารป่า ข่าวที่เกี่ยวข้อง เผยโฉม 'นกหว้า' เจ้าของเสียงปริศนา สัตว์ป่าหายากใกล้สูญในอุทยานฯทะเลบัน นายบุญฤทธิ์ เดโชไชย หัวหน้าฝ่ายศึกษาวิจัยและกิจกรรมพิเศษ นางสาวศิรินันทร์ พูลแก้ว นักวิชาการป่าไม้ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน ออกตรวจลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) เวลาประมาณ 06.20std49565• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยผู้ประกันตนชายมาตรา 33 และ 39 ในกรณีที่มีบุตร สามารถเบิกจ่ายเงินจากกองทุนประกันสังคมได้ จริงหรือ?ผู้ประกันตนชายมาตรา 33 และ 39 ในกรณีที่มีบุตร สามารถเบิกจ่ายเงินจากกองทุนประกันสังคมได้ จริงหรือ? . ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นเรื่องผู้ประกันตนชายมาตรา 33 และ 39 ในกรณีที่มีบุตร สามารถเบิกจ่ายเงินจากกองทุนประกันสังคมได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง✅ . ผู้ประกันตนชายมาตรา 33 และ 39 ในกรณีที่มีบุตรสามารถเบิกจ่ายเงินจากกองทุนประกันสังคมได้ โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้ 1. กรณีผู้ประกันตนชายมาตรา 33 มาตรา 39 สามารถยื่นเรื่องขอเบิกสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร จะต้องมีการส่งเงินสมทบมาไม่น้อยว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่คลอดบุตร จะได้รับเงินเหมาจ่าย ค่าคลอด จ่ายครั้งละ 15,000 บาท เบิกได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง 2. กรณีค่าตรวจและค่าฝากครรภ์ สามารถเบิกเท่าที่จ่ายจริงจำนวน 5 ครั้ง ไม่เกิน 1,500 บาท ดังนี้ - อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาท - อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท - อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท - อายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 32 สัปดาห์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท - อายุครรภ์มากกว่า 32 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 40 สัปดาห์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท . ทั้งนี้ ผู้ประกันตนชายต้องแนบสำเนาทะเบียนสมรส กรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้แนบหนังสือรับรองกรณีอยู่กินฉันสามีภรรยาโดยเปิดเผย . 3. กรณีผู้ประกันตนชายที่จดทะเบียนสมรสกับภรรยาหรือจดทะเบียนรับรองบุตรหรือมีคำสั่งศาล ว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และมีการจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 800 บาท ตั้งแต่แรกเกิดไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ . ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.sso.go.th/eform_news/ หรือโทร 1506 . หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน . 📌 ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม . Website : https://www.antifakenewscenter.com/ชุมพล ศรีสมบัติ• 4 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! ออมสินปล่อยสินเชื่อแก้หนี้เพิ่มทุนผ่านเพจรายได้สร้างอาชีพตามที่มีการแชร์ข้อมูลเรื่องออมสินปล่อยสินเชื่อแก้หนี้เพิ่มทุนผ่านเพจรายได้สร้างอาชีพ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง พบว่าข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ จากที่มีการพบข้อความว่า ออมสินปล่อยสินเชื่อแก้หนี้เพิ่มทุน วงเงิน 20,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ยต่ำแบบคงที่ร้อยละ 2 ต่อเดือน ผ่านเพจรายได้สร้างอาชีพ ทางธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า เพจดังกล่าวเป็นเพจปลอม และข้อมูลที่โพสต์เป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจากธนาคารออมสินได้มีการปิดลงทะเบียนสินเชื่อแก้หนี้เพิ่มทุนไปแล้ว และยังไม่มีการเปิดลงทะเบียนเพิ่มเติม อีกทั้งธนาคารออมสินไม่มีนโยบายให้บริการเงินกู้ผ่านทางเฟซบุ๊ก แอปพลิเคชันไลน์ และ Messenger แต่อย่างใด ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อเพจดังกล่าว ที่มีการแอบอ้างชื่อของธนาคารในการชักชวนลักษณะนี้ โดยสามารถติดตามข่าวสารจากสื่อช่องทางหลักของธนาคารได้ที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th, แอปพลิเคชัน MyMo, Social Media ช่องทาง GSB Society และ GSB Now เท่านั้น บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ธนาคารออมสินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจปลอมดังกล่าวที่ได้มีการแอบอ้างนำชื่อ และตราสัญลักษณ์ธนาคารออมสินไปตั้งเป็นรูปโพรไฟล์ ใช้ใน Cover Page และแอดโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งธนาคารออมสินไม่มีนโยบายให้บริการเงินกู้ผ่านทางเฟซบุ๊ก แอปพลิเคชันไลน์ และ Messenger แต่อย่างใดแอคปลอมstd46361• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโกโก้ ซอยโปรตีน เพิ่มสูง ไม่ต้องพึ่งหมอตามที่มีการเผยแพร่สรรพคุณในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโกโก้ ซอยโปรตีน เพิ่มสูง ไม่ต้องพึ่งหมอ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ ตามที่มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโกโก้ ซอยโปรตีน เพิ่มสูง ไม่ต้องพึ่งหมอ ตามสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงถึงประเด็นนี้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวขออนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในชื่อ แคลเซียมโกโก้ ซอยโปรตีน (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)/Calcium Cocoa Soy Protein (Dietary Supplement Product) เลข อย. 13-1-14959-5-1456 ซึ่งในการยื่นขออนุญาตไม่มีการยื่นข้อมูลประสิทธิผลในการเพิ่มความสูงตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ซึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นไม่มีผลในการบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค และต้องแสดงคำเตือนดังกล่าวบนฉลากดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขstd48176• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ แจ้งเตือนข่าวปลอม “สมุนไพรขันทองพยาบาท ใช้รักษาโรคมะเร็ง”ตามที่มีกระแสข่าวทางสื่อออนไลน์ โดยระบุว่า “ขันทองพยาบาทรักษาโรคมะเร็งได้หายขาด” กรมการแพทย์ โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ขันทองพยาบาทไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็งและไม่สามารถนำมาใช้รักษามะเร็งได้ นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขันทองพยาบาท เป็นพืชที่ถูกนำมาใช้ในตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้าน มีกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น อัลคาลอยด์ ซาโปนิน ฟลาโวนอยด์ เป็นต้น จากผลการศึกษาวิจัยระดับเซลล์ในห้องปฏิบัติการ พบว่า สารนี้อาจมีส่วนในการยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ผลดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยเบื้องต้น และยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าขันทองพยาบาทช่วยรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า การรักษาโรคมะเร็งหลัก ๆ มี 3 วิธี ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา การรับฟังข้อมูลที่ไม่ผ่านการพิจารณาหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนและอาจลดโอกาสการรักษาทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ควรศึกษารายละเอียดด้านสรรพคุณ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และวิธีการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์tonklachaichanyut• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยเช่าบ้านเสพยาคิดอะไรกันอยู่? เช่าแพปลาเสพยา ไม่สน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ! 30 มีนาคม 2563 เวลา 22.40 น. กลุ่มงานความมั่นคงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้าตรวจสอบเรื่องร้องเรียนว่ามีกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุมจัดปาร์ตี้เสพยาเสพติดและของมึนเมา ในพืนที่ ต.ราชคราม อ.บางไทร จ.อยุธยาฯ เมื่อไปถึงพบว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นแพที่ใช้ตกปลา ลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อเข้าไปในที่ดังกล่าวพบกลุ่มวัยรุ่นจำนวน 25 คน อยู่ในสภาพมึนเมา และกำลังเสพสารเสพติด ประกอบด้วย ยาเค ยาอี และกัญชา เจ้าหน้าที่ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมส่งตรวจหาสารเสพติดที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์ พบมีสารเสพติดหลายคน จึงควบคุมตัวดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรช้างใหญ่ เบื้องต้น ดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ / ฝ่าฝืน พรบ.โรคระบาดฯ / ฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการจังหวัด และอื่นๆ อีกหลายคดี ขอบคุณข้อมูล กลุ่มงานความมั่นคงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา #ขอบคุณข้อมูลข่าวstd48950• 3 ปีที่แล้ว
- 2 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! วางโทรศัพท์มือถือไว้หัวนอน ทำให้เป็นมะเร็งสมองตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องวางโทรศัพท์มือถือไว้หัวนอน ทำให้เป็นมะเร็งสมอง ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ จากกรณีที่มีข้อความเตือนให้ระวังสำหรับผู้ที่ชอบวางโทรศัพท์มือถือไว้ตรงหัวนอน เพราะโทรศัพท์มือถือมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งสมองได้นั้น ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า ปัจจุบันมีการศึกษาในหลายงานวิจัย แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่า การใช้โทรศัพท์มือถือ หรือการวางโทรศัพท์มือถือใกล้บริเวณศีรษะ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งสมองทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ยังคงต้องมีการศึกษาต่อเนื่อง และติดตามในระยะยาวในอนาคต ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.nci.go.th หรือ โทร. 02-202-6800 , 02-202-6888 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่า การใช้โทรศัพท์มือถือ หรือการวางโทรศัพท์มือถือใกล้บริเวณศีรษะ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งสมองทั้งในผู้ใหญ่และเด็กมะเร็งstd48378• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยครีมช่วยให้ “จมูกโด่ง”ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับภายนอกร่างกายของมนุษย์ รวมถึงฟันและเยื่อบุในช่องปาก เพื่อความสะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำให้ดั้งโด่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่โกหกทั้งเพ เพราะครีมหรือเซรั่มเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวงสรรพคุณให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ถือเป็นการโฆษณาที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รองเลขาธิการ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า อย. เคยออกข่าวเตือนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในลักษณะนี้เมื่อปี 2561 และกลับมาวนซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา ขอให้ผู้บริโภคหยุดคิดก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ ว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ หากพบเห็นการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงขอให้แจ้งร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556ความสวยความงามeiei💞💞💞• 3 ปีที่แล้วmeter: true1 ความเห็น
- 1 คนสงสัยห้ามผู้ป่วยมะเร็งกินปลาหมึก หอย ปลาที่เลี้ยงในกระชังห้ามผู้ป่วยมะเร็งกินปลาหมึก หอยทุกชนิด และปลาที่เลี้ยงในกระชัง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่า ยังไม่มีข้อมูลหรือข้อแนะนำให้ผู้ป่วยมะเร็งงดอาหารดังกล่าว ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตรวจสอบกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงกรณีการแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องผู้ป่วยมะเร็งควรงดปลาหมึก หอยทุกชนิด และปลาที่เลี้ยงในกระชัง ว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว ไม่มีคำแนะนำห้ามผู้ป่วยมะเร็งงดอาหารเหล่านี้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยมะเร็งจำเป็นต้องได้รับพลังงานและสารอาหารอย่างครบถ้วน เพียงพอโดยคำนึงถึงความต้องการของพลังงานตามอายุ กิจกรรม และระดับความรุนแรงของโรค เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร น้ำหนักลด การสูญเสียกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาโรคstd47619• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยใส่ผ้าอนามัยนาน ทําให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูกพบคำเตือนในโซเชียลมีเดีย ระบุว่า ใส่ผ้าอนามัยนาน ทําให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นความเชื่อที่ผิด ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง โดยข้อมูลวิชาการไม่พบความเกี่ยวข้องการใส่ผ้าอนามัยนานเกินไปกับการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก แม้ว่า ใส่ผ้าอนามัยนาน ทําให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก จะเป็นเรื่องไม่จริง แต่การใส่ผ้าอนามัยนานเกินไป ใช้ผ้าอนามัยแผ่นเดิมตลอดทั้งวัน ไม่เปลี่ยนแผ่นใหม่เลย จะส่งผลให้เกิดอันตรายได้ เพราะการใส่ผ้าอนามัยโดยไม่เปลี่ยนจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเกิดเชื้อราได้ ควรทำตามคำแนะนำระหว่างมีประจำเดือน ดังนี้ ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 4 – 6 ชั่วโมง เปลี่ยนผ้าอนามัยตามปริมาณประจำเดือน วันไหนมามากให้เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ ช่วงใกล้หมดประจำเดือนหรือวันที่มาน้อย ก็ลดจำนวนครั้งลงได้ การใช้ผ้าอนามัยแผ่นเดียวนานเกินไป เสี่ยงเกิดการอับชื้น ไม่สะอาดได้ เมื่อเกิดอาการระคายเคือง อาการคัน ให้รีบพบแพทย์ เพราะอาจติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา หากปล่อยไว้นานเชื้อจะแพร่ไปที่ทางเดินปัสสาวะ เกิดโรคต่าง ๆ ได้std47724• 3 ปีที่แล้ว
- 2 คนสงสัยข่าวปลอม! ห้ามผู้ป่วยมะเร็งกินปลาหมึก หอย ปลาที่เลี้ยงในกระชังอย่าแชร์! ห้ามผู้ป่วยมะเร็งกินปลาหมึก หอยทุกชนิด และปลาที่เลี้ยงในกระชัง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่า ยังไม่มีข้อมูลหรือข้อแนะนำให้ผู้ป่วยมะเร็งงดอาหารดังกล่าว ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตรวจสอบกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงกรณีการแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องผู้ป่วยมะเร็งควรงดปลาหมึก หอยทุกชนิด และปลาที่เลี้ยงในกระชัง ว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว ไม่มีคำแนะนำห้ามผู้ป่วยมะเร็งงดอาหารเหล่านี้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยมะเร็งจำเป็นต้องได้รับพลังงานและสารอาหารอย่างครบถ้วน เพียงพอโดยคำนึงถึงความต้องการของพลังงานตามอายุ กิจกรรม และระดับความรุนแรงของโรค เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร น้ำหนักลด การสูญเสียกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาโรคมะเร็งstd47919• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยข่าวปลอม อย่าแชร์! ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วันตามที่มีการโฆษณาทางสื่อโซเชียลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มช่วยทำให้ดั้งโด่ง ภายใน 7 วัน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรณีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมหรือเซรั่มที่ระบุสรรพคุณว่า หากทาสามารถช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีครีมหรือเซรั่มใดที่ทาแล้วจะช่วยทำให้จมูกโด่ง ภายใน 7 วัน ได้จริง เป็นเพียงการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกเพื่อทำความสะอาด สวยงามแต่งกลิ่นหอมเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายได้ โดยเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ข้อมูลว่า โครงสร้างของจมูกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ โครงสร้างส่วนด้านบนเป็นกระดูกแข็ง ด้านล่างเป็นกระดูกอ่อน โดยห่อหุ้มด้วยผิวหนังและไขมัน ดังนั้นครีมที่ทำให้ดั้งโด่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระดูก และไม่ส่งผลให้จมูกโด่งอย่างแน่นอนความสวยความงามstd47795• 3 ปีที่แล้ว
- 1 คนสงสัยอย่าแชร์! ดื่มมะระขี้นกชงกับน้ำร้อน ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งความเชื่อ! ดื่มมะระขี้นกชงกับน้ำร้อน ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งเเละเนื้องอก ความจริงเป็นอย่างไร ประโยชน์ของมะระขี้นก จากที่มีการแนะนำผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ดื่มมะระขี้นกชงกับน้ำร้อน ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งเเละเนื้องอกนั้น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ พร้อมชี้แจงว่า แม้จะมีรายงานวิจัยระดับเซลล์ในห้องปฏิบัติการพบว่ามะระขี้นกมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจมีส่วนช่วยต้านเซลล์มะเร็ง แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามะระขี้นกชงกับน้ำร้อนสามารถรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้ รวมทั้งอาหารในกลุ่มพืชผักสมุนไพรจะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายแต่หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์std47925• 3 ปีที่แล้ว

ไม่พบข้อความที่คุณค้นหา
หากคุณสงสัยว่าข้อความที่พบเป็นข่าวลวง ข่าวลือ หรือ ข้อความหลอก ที่ยังไม่พบใน Cofact กรุณาคลิกที่
สร้างข้อความ
